ฟ้าเดินออกมาจากห้องรับแขก ยกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนรักยืนเงียบเหมือนคนหมดแรง
แสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมตรงมุมห้องตกกระทบกับใบหน้าของรันลวี เธอดูแตกต่างจากรันลวีที่ฟ้ารู้จักเหมือนมีบางอย่างกำลังซ่อนอยู่ในดวงตา
ฟ้า: “อ้าว รัน…พึ่งมาถึงเหรอ ทำไมหน้าตาดู…ไม่ค่อยดีเลย”
รันลวี (ยิ้มจาง ๆ พยายามกลบเกลื่อน) : “ก็…เหนื่อยนิดหน่อยน่ะฟ้า ฉันขอนอนที่นี่เลยนะ คืนนี้ไม่อยากกลับบ้าน”
ฟ้า: “ได้สิ ห้องเดิมเลยนะ”
รันลวีพยักหน้าขอบคุณ สีหน้ายังคงฝืนยิ้ม
ฟ้า: “ดูแกมีความสุขมาเลยนะ…ฉันสนิทกับแกมานาน ไม่เคยเห็นแกยิ้มและมีความสุขขนาดนี้เลย”
(ฟ้าหรี่ตาลง มองเพื่อนรักเหมือนจะอ่านความลับได้)
ฟ้า (ต่อ) : “เออ ลืมบอกแกไป แม่แกโทรหาฉันเมื่อคืน ถามหาแก ว่าทำไมไม่รับโทรศัพท์ จะขอคุยกับแก ฉันเลยบอกว่าแกนอนไปแล้ว…ดีนะไหวตัวทัน”
รันลวีชะงักเล็กน้อย ก่อนยิ้มจาง ๆ แล้วพูดเสียงแ่
รันลวี: “อืม…ขอบใจนะฟ้า มีแกคนเดียวแหละที่ฉันไว้ใจที่สุด”
ฟ้าเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า จ้องมองเพื่อนรักที่กำลังเก็บทุกอย่างไว้ในใจ
ฟ้า (เสียงนุ่มลง) : “รัน…แกไม่จำเป็ต้องบอกฉันก็ได้ถ้ายังไม่พร้อม แต่ฉันเห็นนะ แกดูเหมือนกำลังมีเื่ในใจเยอะมาก แกยิ้มก็จริง แต่ตาแกมันไม่เคยโกหก”
รันลวีเงียบไปครู่หนึ่ง มือบีบกระเป๋าแน่นขึ้น เธอก้มหน้า พยายามยิ้มให้เป็ปกติ แต่ในใจกลับสะท้อนคำพูดของฟ้า
รันลวี (ในใจ) : “ฟ้า…ถ้าแกรู้ความจริงว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่ แกคงจะมองฉันไม่เหมือนเดิม…”
เธอเงยหน้าขึ้น ยิ้มกว้างกว่าเดิมแต่ดวงตากลับหม่นลง
รันลวี: “ขอฉันนอนก่อนนะฟ้า…แค่คืนนี้พอ”
ฟ้า: “ได้สิ แกไปพักเถอะ รัน”
ฟ้ายิ้มบาง ๆ ส่งเพื่อนเข้าห้อง ก่อนจะยืนมองตามหลังรันลวีที่เดินช้า ๆ หายเข้าไปในห้องนอน ความรู้สึกกังวลแล่นขึ้นมาในใจของฟ้าโดยไม่รู้ว่าทำไม
ในความเงียบของห้อง
ทันทีที่ประตูห้องปิดลง เธอทรุดตัวลงนั่งบนเตียง ริมฝีปากสั่นน้อย ๆ เหมือนกำลังพยายามไม่ปล่อยให้น้ำตาไหล แต่สุดท้ายก็ยกมือขึ้นปิดหน้า น้ำใส ๆ กลับเล็ดออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
เสียงหัวใจยังดังชัดในหู จูบของนที, แววตาของเขา, และคำพูดอบอุ่นที่เธอไม่อาจลืม
รันลวี (พึมพำกับตัวเอง) : “ทำไม…พี่ถึงอ่อนแอแบบนี้ ทำไมต้องปล่อยให้หัวใจเผลอไปหานที ทั้งที่รู้ดีว่าเส้นทางของพี่…ต้องเดินเส้นทางที่พี่ไม่ได้เลือกเอง”
เธอเงยหน้าขึ้น หยิบมือถือที่ปิดเครื่องไว้นานหลายชั่วโมงออกมาจากกระเป๋า มือสั่นเล็กน้อยตอนกดปุ่มเปิด หน้าจอสว่างขึ้นพร้อมกับการแจ้งเตือนสายที่ไม่ได้รับนับสิบสาย และข้อความที่รออยู่จาก “น้นทวี”
ข้อความสั้น ๆ ปรากฏขึ้นมา
“รัน ทำไมไม่รับสายพี่เลย พี่เป็ห่วงนะ”
“พรุ่งนี้เจอกันนะครับ อย่าหายไปอีก”
รันลวีมองข้อความเ่าั้นิ่ง ๆ น้ำตาไหลลงมาอีกรอบ เธอกัดริมฝีปากแน่น ก่อนจะกดปิดหน้าจอแล้ววางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะหัวเตียงเหมือนวัตถุที่เธอไม่อยากแตะต้องอีก
เธอล้มตัวลงนอน มองเพดานห้องที่มืดสลัว สูดหายใจสั่น ๆ
รันลวี (คิดในใจ) :
“นที…ถ้าพี่เป็เพียงผู้หญิงธรรมดา พี่คงเลือกจะอยู่กับเธอ แต่โลกของพี่มันไม่ง่ายแบบนั้น… สุดท้ายเราก็ต้องจากกันอีกครั้ง ไม่ว่าใจจะอยากรั้งแค่ไหนก็ตาม”
คืนนี้ รันลวีหลับไปทั้งน้ำตา ภายใต้ความลับที่หนักอึ้ง และความรักต้องห้ามที่กำลังเผาผลาญหัวใจเธอเงียบ ๆ
บ้านรันลวี เช้าวันใหม่
เสียงแม่ดังขึ้นทันทีที่รันลวีเดินเข้ามาในห้องรับแขก
น้ำเสียงนั้นไม่ได้แข็งนัก แต่เต็มไปด้วยแรงกดดันที่รันลวีรู้ดีว่าเถียงไปก็เปล่าประโยชน์
แม่:
“รัน…กลับมาแล้วหรือ ทำไมไม่รับโทรศัพท์ แม่กับพ่อมีเื่จะบอกกับเรา”
รันลวีหยุดนิ่ง หันไปมองแวบหนึ่ง ดวงตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าเหมือนคนที่ไม่อยากได้ยินสิ่งที่กำลังจะตามมา
แม่ (พูดต่อ) :
“พ่อได้คุยกับลุงประพันธ์แล้ว เื่งานหมั้นของเรากับน้นทวี…ตอนเย็นนี้แต่งตัวให้เรียบร้อย ครอบครัวเราจะไปทานข้าวกับครอบครัวน้นทวี พี่เขาจะมารับลูกไปด้วย”
คำว่า “งานหมั้น” เหมือนค้อนหนัก ๆ กระแทกลงกลางอก รันลวีสูดหายใจลึก พยายามเก็บสีหน้า แต่แววตาที่เบือนหนีบอกชัดว่าเธอทั้งไม่พอใจและหมดแรงจะโต้แย้ง
ริมฝีปากขยับเหมือนจะพูดอะไรออกมา…แต่สุดท้ายก็กลายเป็เพียงลมหายใจสั้น ๆ เธอทำเพียง ถอนหายใจแรง ๆ อย่างหงุดหงิด
จากนั้นเธอก็เดินผ่านแม่ไปโดยไม่เอ่ยคำตอบแม้แต่คำเดียว
เสียงส้นสูงของเธอกระทบพื้นบันไดไม้ดัง ตึก…ตึก…ตึก ไล่ขึ้นไปทีละขั้น บ่งบอกถึงความรู้สึกที่ทั้งหนักอึ้งและหงุดหงิด
พ่อ (มองตามลูกสาวแล้วบ่นเบา ๆ) :
“เด็กสมัยนี้…เื่ง่าย ๆ ทำไมต้องทำให้ยาก”
รันลวีปิดประตูห้องนอนลงช้า ๆ ร่างทั้งร่างพิงลงกับบานประตู ก่อนจะค่อย ๆ ทรุดตัวนั่งลงอย่างหมดแรง
เธอกัดริมฝีปากแน่น…
ภาพใบหน้าของ “นที” แวบเข้ามาในหัวทันที พร้อมกับคำสัญญาที่เธอไม่เคยพูดออกไปตรง ๆ
รันลวี (ในใจ) :
“ฉันควรทำยังไง…ฉันไม่อยากแต่ง…แต่ก็ไม่กล้าขัดพ่อกับแม่ แล้วนทีล่ะ…ถ้าเขารู้เื่นี้ เขาจะมองฉันยังไง…”
แววตาของเธอเริ่มร้อนผ่าว ความจริงที่ไม่อาจพูดออกไปกำลังบีบหัวใจจนแทบหายใจไม่ออก
มื้อค่ำแห่งการเผชิญหน้า
ค่ำคืนนั้น ร้านอาหารฝรั่งเศสที่นทีทำงานประจำเต็มไปด้วยแขกผู้มีฐานะ โต๊ะเรียงรายอย่างเป็ระเบียบ แสงไฟโคมระย้าอาบไล้บรรยากาศให้หรูหราอบอุ่น ดนตรีเปียโนสดบรรเลงคลอเบา ๆ
นทีในชุดเชฟสากล กำลังเดินตรวจความเรียบร้อยในครัว กลิ่นหอมของซอสไวน์แดงและขนมปังอบใหม่อบอวลไปทั่ว แต่หัวใจเขากลับไม่เป็ปกติเมื่อหัวหน้าครัวบอกเสียงเรียบว่า
“คืนนี้มีแขกพิเศษ…เป็ตระกูลนักธุรกิจใหญ่ กำลังจองโต๊ะ VIP ไว้ นายไปดูเมนูให้เป๊ะ ๆ หน่อยนะนที”
เขาไม่ทันสนใจว่าใคร จนกระทั่งสายตาเผลอมองผ่านบานกระจกครัวออกไปที่โซนรับแขก…
รันลวี เดินเข้ามาพร้อมครอบครัว เสื้อผ้าเรียบหรู ใบหน้าสงบเสงี่ยม แต่แววตากลับซ่อนความหนักอึ้งเอาไว้ เธอเดินเคียงข้างพ่อแม่ และที่นั่งข้าง ๆ คือ น้นทวี ชายหนุ่มที่ครอบครัวตั้งใจหมั้นหมายให้
หัวใจของนทีแทบหยุดเต้นในวินาทีนั้น
มือที่ถือช้อนชิมซอสแทบสั่นเมื่อเห็นเธอ…ผู้หญิงที่เพิ่งฝากรอยจูบและความทรงจำลึกซึ้งไว้กับเขาเมื่อคืนก่อนนั่งอยู่ตรงนั้น ในฐานะ “คู่หมั้นในอนาคต” ของคนอื่น
รันลวีเองก็เผลอเหลือบตามาที่เขา…
เพียงเสี้ยววินาที ดวงตาสองคู่ก็สบกันผ่านผนังกระจกครัวใส
มันเป็สายตาที่บอกความรู้สึกได้มากกว่าคำพูด
ความคิดถึง ความเ็ป และความอัดอั้นที่ไม่อาจพูดออกมา
เธอรีบเบือนหน้าหนี หยิบแก้วน้ำขึ้นจิบกลบเกลื่อน
ในขณะที่นทีได้แต่ยืนนิ่งอยู่หลังครัว หัวใจร้อนรนแต่ทำอะไรไม่ได้
บนโต๊ะอาหาร
พ่อของรันลวีเปิดบทสนทนาอย่างภูมิใจ
พ่อ: “อาหารร้านนี้ขึ้นชื่อมาก เชฟก็เก่ง…รู้สึกว่าเป็เด็กหนุ่มไฟแรงนะ เคยได้รางวัลด้วย”
น้นทวีหัวเราะเบา ๆ พูดติดตลก
“ก็ดีสิครับ อย่างน้อยก็ทำให้มื้อพิเศษของพวกเราน่าจดจำขึ้น”
รันลวีฝืนยิ้ม แต่ในใจเหมือนถูกบีบแน่นทุกคำที่ได้ยิน เธออยากบอกว่าคนที่ทำอาหารคืนนี้…คือคนที่เธอเพิ่งนั่งกอดเขาในห้องเช่าเล็ก ๆ เมื่อไม่กี่วันก่อน แต่ความจริงกลับโหดร้ายเกินไป
ในครัว
นทีตักซอสลงบนจาน เสียงช้อนกระทบเบา ๆ แต่ในใจกลับะโดังลั่น
“ทำไมต้องเป็คืนนี้…ทำไมต้องเป็เธอกับเขา…ต่อหน้าต่อตาเราแบบนี้”
ทุกจานที่เขาส่งออกไปเหมือนเป็การพิสูจน์ความอดทนของตัวเอง
เขาอยากเดินออกไปบอกทุกคนว่า “รันลวีคือของฉัน”
แต่ความจริงคือ เขาเป็เพียงเชฟธรรมดา กับหญิงสาวที่มีโลกอีกใบซ่อนอยู่
การสบตาอีกครั้ง
ระหว่างที่บริกรนำอาหารไปเสิร์ฟ รันลวีเผลอหันมามองกระจกครัวอีกครั้ง
คราวนี้นทีเองก็ยืนอยู่ตรงนั้นพอดี
สายตาของเขาเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่ได้เปล่งออกมา “นี่มันอะไรกัน…พี่กำลังทำอะไรกับผม…?”
น้ำตาเกือบเอ่อในดวงตาของรันลวี แต่เธอก็ฝืนยิ้มบาง ๆ ส่งกลับไป
รอยยิ้มที่เหมือนจะบอกว่า “ขอโทษนะเด็กดี…นี่คือสิ่งที่พี่หลีกหนีไม่ได้”
แล้วเธอก็ก้มหน้าลง ตัดขาดการสบตา ปล่อยให้หัวใจตัวเองแตกสลายไปเงียบ ๆ