ทันทีที่โรยผงยาลงไปบาดแผลที่เดิมทีมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย กลับดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในพริบตา
ซูอี้หว่านล้างมืออีกครั้งฆ่าเชื้อเครื่องมือที่ต้องใช้อย่างละเอียด จากนั้นจึงเริ่มเย็บแผล
สองมือของนางมั่นคงยิ่งนักความเร็วในการเย็บแผลก็ไม่ช้า กระนั้น บาดแผลฉกรรจ์เยี่ยงนี้ย่อมยากเย็นกว่าการประสานรอยแผลเรียบ แม้แต่ซูอี้หว่านก็ยังไม่กล้าประมาทและใช้สมาธิทั้งหมดไปกับการรักษา
ระหว่างกระบวนการนี้หลี่ต้าจู้ยังคงไม่ฟื้น มิใช่ว่าเขามีความอดทนต่อความเจ็บปวดแต่เป็นเพราะซูอี้หว่านใช้ยาชาต่างหาก หากปราศจากยาชาแล้วความทรมานจากการชำระล้างบาดแผล คงเกินกำลังมนุษย์ทั่วไปจะรับได้
หลังจากเย็บแผลเสร็จก็ถือว่าทำการรักษาเสร็จสมบูรณ์ ซูอี้หว่านยังได้นำยาปฏิชีวนะอีกชุดหนึ่งให้หลี่ต้าจู้กินเข้าไป
อันที่จริงการให้ยาผ่านทางหลอดเลือดดำเป็นวิธีที่ดีกว่าอย่างไม่ต้องสงสัยแม้ในมิติของนางจะมีสิ่งของเหล่านั้นอยู่บ้าง แต่การนำออกมาใช้กลับไม่ค่อยสะดวกนักหากหลี่เหนียงจื่อมาเห็นเข้า นางคงจนปัญญาที่จะอธิบาย
อย่างไรก็ตามฤทธิ์ของยาที่กินเข้าไปก็ไม่ได้แย่นักโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบาดแผลได้รับการรักษาใหม่แล้ว อย่างมากก็พักฟื้นวันสองวันคนก็น่าจะฟื้นคืนสติได้โดยสมบูรณ์
ในลานบ้านทั้งสามคนนั่งอยู่บนม้านั่งเล็กๆด้านหน้าจางอ้ายหลินและซูอี้โจวมีน้ำชาสองถ้วยวางอยู่ใบชาที่ค่อนข้างแตกละเอียดลอยอยู่บนผิวน้ำ ดูไม่ค่อยน่ามองนัก เมื่อดมดูกลิ่นหอมก็ไม่ได้เตะจมูกมากนัก
กระนั้นจางอ้ายหลินและซูอี้โจวก็รู้สึกได้ถึงความใส่ใจเห็นได้ชัดว่าสำหรับบ้านหลี่แล้ว นี่เป็นของที่มีค่ามากหลี่เหนียงจื่อถึงกับไม่กล้าชงให้ตัวเองดื่มสักแก้ว
บ้านหลี่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นทั้งสองย่อมไม่กล้าอธิบายเจตนาที่มาในตอนนี้จางอ้ายหลินทำได้เพียงพูดคุยถึงเรื่องทั่วๆ ไปกับหลี่เหนียงจื่อ
ทว่าหลี่เหนียงจื่อกลับกังวลใจในอาการของสามียิ่งนักความกระวนกระวายของนางฉายชัดผ่านการกระทำ ดวงตาของนางไม่อาจละจากห้องนั้นได้ขณะที่ปากยังคงสนทนากับจางอ้ายหลิน แต่ใจกลับมิได้อยู่กับการสนทนาเลยแววตาคู่นั้นยังคงเต็มไปด้วยความกังวลที่ไม่อาจคลายลง
จางอ้ายหลินเพียงต้องการคลายบรรยากาศเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จึงไม่พูดอะไรอีกทั้งสามคนจึงนั่งเงียบๆ อยู่ในลานบ้านเช่นนี้ บรรยากาศจึงไม่ถึงกับน่าอึดอัด
พวกเขาทั้งสองรู้ถึงฝีมือทางการแพทย์ของซูอี้หว่านดีแม้แต่คนที่แขนขาขาดในยุควันสิ้นโลกก็ยังรักษาได้ สถานการณ์ของหลี่ต้าจู้เช่นนี้ย่อมไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
แต่หลี่เหนียงจื่อไม่เหมือนกันสถานการณ์ในตอนนี้ นางกล่าวได้ว่าถือเอาซูอี้หว่านเป็นดั่งฟางเส้นสุดท้ายยิ่งนึกถึงคำพูดที่ซูอี้หว่านพูดไว้ก่อนหน้านี้หัวใจนางก็ราวกับถูกทอดในน้ำมันเดือด ร้อนรุ่มกลัดกลุ้มจนแทบคลั่ง
เมื่อได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากในห้องกะทันหันมือที่วางบนตักของหลี่เหนียงจื่อสั่นเทา เมื่อเห็นประตูห้องถูกเปิดออกนางก็ยิ่งทนไม่ได้อีกต่อไป ลุกขึ้นยืนเดินเข้าไป คว้ามือของซูอี้หว่านไว้"หว่านหว่าน เป็นอย่างไรบ้าง ไม่มีอะไรแล้วใช่ไหม"
นางรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาบ้างจนออกแรงบีบที่มือโดยไม่รู้ตัว ทำให้นางกำข้อมือของซูอี้หว่านจนเจ็บ
ถึงกระนั้นนางก็มิได้ถือโทษ และเข้าใจความรู้สึกของหลี่เหนียงจื่อดี จึงยิ้มให้และพยักหน้าก่อนจะเอื้อมมือไปแตะเบาๆ ที่หลังมืออีกฝ่าย "พี่สะใภ้อย่าวิตกไปเลยข้าคาดว่าอีกประเดี๋ยวพี่หลี่ก็จะฟื้นแล้ว ข้าจะเขียนใบสั่งยาให้ท่านอีกสักฉบับแล้ว..."
เมื่อพูดถึงตรงนี้ซูอี้หว่านก็หยุดไป คิดว่าหลี่เหนียงจื่อคงต้องดูแลคนป่วยอาจจะไม่สะดวกที่จะไปจับจ่ายซื้อยาในเมือง จึงกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า"พรุ่งนี้พวกเราจะมาอีกรอบและถือโอกาสนำยาที่พี่หลี่ต้องกินมาให้ด้วย"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้สองมือของหลี่เหนียงจื่อก็สั่นเทาอย่างอดไม่ได้ ริมฝีปากบางพูดตะกุกตะกักไปหมด"น้องหว่านหว่าน ข้า... ข้าไม่รู้จะพูดอะไรดีข้าเกรงใจพวกเจ้าเหลือเกิน ข้า..."
"ไม่มีอะไรยุ่งยากเลยเจ้าค่ะ พี่หลี่ได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้พี่สะให้ต้องดูแลเขาอยู่ที่บ้านอย่างใกล้ชิด แล้วจะมีเวลาที่ไหนไปซื้อยากัน"ซูอี้หว่านยิ้ม "พรุ่งนี้ข้าต้องมาดูอาการเขาอีกรอบอยู่แล้ว"
เมื่อได้ยินคำพูดนั้นหลี่เหนียงจื่อจึงไม่ปฏิเสธต่อ เพียงแต่ก็ยิ่งรู้สึกเกรงใจอยู่มากหลังลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็พูดขึ้นว่า "น้องหญิงวันนี้เจ้าช่วยข้าไว้มากมาย ข้าเองก็ไม่รู้จะตอบแทนอย่างไรดี ค่ารักษาวันนี้เท่าไรข้าต้องให้เจ้า"
ซูอี้หว่านจะรับค่ารักษาพยาบาลจากนางได้อย่างไรเพราะสามีของนางถึงกับอดทนจนแผลติดเชื้ออีกทั้งยังยืนกรานไม่ให้นางไปเชิญหมอมารักษานั่นก็เพื่อประหยัดเงินในบ้านไม่ใช่หรือ?
"พี่สะใภ้ อย่าได้เกรงใจไปเลย เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น" ซูอี้หว่านยิ้มให้แล้วกล่าวว่า "ท่านตามข้าเข้ามาก่อนเถอะข้ามีเรื่องต้องกำชับท่านนิดหน่อยเจ้าค่ะ"
หลี่เหนียงจื่อพยักหน้ายิ่งรู้สึกละอายใจ
นางคิดในใจว่าครานี้เป็นหนี้บุญคุณอันใหญ่หลวงของซูอี้หว่านเสียแล้วหากนางยังยืนกรานจะจ่ายค่ารักษาก็ราวกับว่านางต้องการใช้เงินเพียงน้อยนิดลบล้างบุญคุณครั้งนี้นางจึงมิได้ดึงดันต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้นนางก็ตระหนักดีว่า แม้นางจะคะยั้นคะยอให้ ซูอี้หว่านรับไว้ซูอี้หว่านก็คงไม่คิดจะรับเงินจากนางไปมากนัก ในเมื่อเป็นเช่นนี้สู้ไม่ให้เสียเลยคงจะดีกว่า
หลี่เหนียงจื่อเดิมทีคิดว่าการเย็บแผลก็คือการนำเนื้อหนังที่ฉีกขาดมาเย็บรวมกันจนกระทั่งนางได้เห็นบาดแผลในปัจจุบันของสามี ก็ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
ในความเป็นจริงสิ่งที่นางคิดก็ไม่ได้ผิดอะไร เพียงแต่นางนึกไม่ถึงว่าบาดแผลจะสามารถเย็บได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเช่นนี้ นอกจากรอยแผลเป็นเล็กๆแล้ว ก็ไม่สามารถมองเห็นความผิดปกติใดๆ ได้เลย
นี่...
นี่มันสุดยอดเกินไปแล้ว!
นางอ้าปากครึ่งหนึ่งหันไปมองซูอี้หว่าน อีกนานกว่าจะหาเสียงของตัวเองเจอ"น้องหว่านหว่าน ฝีมือทางการแพทย์ของเจ้านี่ล้ำเลิศนัก!"
ถึงนางจะไม่เคยพบเจอหมอชื่อดังตั้งแต่เล็กจนโต หมอที่นางเคยพบเจอ ก็เป็นเพียงหมอประจำหมู่บ้านเท่านั้นทว่านั่นมิได้เป็นข้อจำกัดในการประเมินฝีมือของซูอี้หว่าน
สามารถจัดการกับบาดแผลแบบนั้นได้นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะทำได้แน่นอน
"ท่านพี่สะใภ้ชมข้าเกินไปแล้ว" ซูอี้หว่านกล่าวด้วยสีหน้าสงบนิ่ง"พรุ่งนี้ข้าจะกลับมาดูอาการอีกครั้งท่านอย่าได้กังวลใจไปเลยเจ้าค่ะ"
เมื่อได้ยินดังนั้นหลี่เหนียงจื่อก็พยักหน้าซ้ำๆ ท่าทางเหมือนซูอี้หว่านพูดอะไรมานางก็จะเชื่อฟังทั้งหมด
"โอ๊ะ ใช่แล้ว!" ทันใดนั้นหลี่เหนียงจื่อก็ปรบมือฉาดหนึ่ง "พวกเจ้ามาวันนี้มีเรื่องอะไรจะพูดหรือเปล่า ดูข้าสิ ความจำไม่ดี ลืมไปหมดแล้ว มาเถอะมานั่งในลานบ้านกันก่อน"
ซูอี้หว่านขบคิดในใจถึงแม้ว่าเรื่องนี้คงเกินกำลังหลี่เหนียงจื่อที่จะตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียวกระนั้นก็ควรลองเล่าให้นางฟังดูก่อนนางจะได้นำไปปรึกษาหารือกับพี่หลี่เป็นการส่วนตัว ซึ่งนับว่าดี นางจึงพยักหน้ารับ
เดิมทีหลี่เหนียงจื่อก็นึกไม่ออกว่าพวกเขามีธุระอันใดจึงมาถึงที่นี่เมื่อได้ทราบถึงจุดประสงค์ของพวกเขาหลี่เหนียงจื่อก็แทบจะก้มลงกราบซูอี้หว่านเสียเดี๋ยวนั้น ด้วยความตื้นตันใจนางจึงไม่อาจเอื้อนเอ่ยวาจาใดๆ ออกมาได้
ผ่านไปอีกนานนางถึงค่อยเช็ดน้ำตา แล้วกล่าวว่า "น้องหว่านหว่านซูจื่อเหนียง และน้องชายซู พวกท่าน... ข้า... ข้าควรพูดอย่างไรดี..."
นี่มันไม่ใช่เรื่องที่มาขอให้พวกนางช่วยเลยสักนิดตรงกันข้ามกลับกลายเป็นมาช่วยพวกนางเสียมากกว่า