“ไป... ไปนั่งคุยกันเถอะเย็นนี้ข้าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับเ้า” เคาท์เตสเอ่ยพร้อมกับดันหลังผมให้เดินเข้าไปข้างในในตอนที่ผมเริ่มทำหน้ามุ่ย
“ปาร์ตี้ก็ได้มั้ย” ไอ้คาร์เตอร์ยังไม่หยุดแซะพ่อตัวเองเอ้อ... พ่อคนรุ่นใหม่
หลังจากนั้นพวกเราก็คุยกันอีกพักใหญ่ถามสารทุกข์สุกดิบต่างๆ นาๆ ตามประสาคนที่ไม่ได้คุยกันมานาน ผมเพิ่งจะรู้ว่าตอนนี้ตัวเองมีญาติโกโหติกามากมายไปหมดไม่ต้องนึกถึงตอนทานดินเนอร์เลย... ใครมั่งก็ไม่รู้ มาเรียกอาครูซบ้าง น้าครูซบ้างทั้งๆ ที่พวกมันก็ดูโตกันหมดแล้ว รับไม่ได้... ผมแก่แล้วหรอ
ส่วนเื่ของเซน... คาร์เตอร์บอกว่ามันไม่ค่อยมีความคืบหน้าอะไรมากนักรู้แค่ว่ามีพวกมนุษย์จับเซนไป...กลุ่มมนุษย์ที่มีอำนาจและการโจมตีที่แข็งแกร่งพอจะล่าแวมไพร์สักตัวได้ สิ่งเดียวที่ผมคิดออกคือพวกมาเฟีย...่นี้ผมพัวพันกับคนพวกนี้อยู่ แต่ผมไม่รู้ว่ามันคือแก๊งไหนกันแน่
แต่สาบาน... ว่าผมจะต้องตามล่าพวกมันให้ได้... ผมจะพาเซนกลับมา
[Kat’s Part]
“ไม่นะ ไม่ๆๆๆๆๆ” ฉันร้องขึ้นด้วยความลุกลี้ลุกลนและใเมื่อขนมที่อยู่ในเตาอบจู่ๆ ก็ถูกเพิ่มอุณหภูมิสูงขึ้นเสียจนดำเมี่ยมเป็ตอตะโก และอีกไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น...
ปุ้ง!
“ว้าย!” คงไม่ต้องให้ฉันบอกนะว่าเกิดอะไรขึ้น ก็เตาอบมันะเิน่ะสิ...เป็แบบนี้อีกแล้ว
“ตายแล้วพี่แคท...เกิดอะไรขึ้นคะ!” พนักงานในร้านที่ชื่อฝนเอ่ยขึ้นตอนที่เธอรีบวิ่งเข้ามาเพราะได้ยินเสียงฉันร้องตอนนี้ในครัวมีควันโขมงเลย...ฉันจึงต้องใช้มือปัดอากาศไปมาเพราะหายใจไม่ออกและมองไม่เห็นบรรยากาศรอบๆ
“อย่าบอกนะคะว่าพี่ทำเตาพังอีกแล้วน่ะ”พนักงานอีกคนที่ชื่อส้มเอ่ยก่อนที่เธอจะรีบกะวีกะวาดไปดูเตาอบซึ่งอยู่ในสภาพเละเทะและไม่น่าจะเอากลับมาใช้ได้อีกแล้วแน่ๆ
“จ้ะ...คือพี่ยังไม่ทันทำอะไรเลยนะ แค่ยืนมองเฉยๆ อยู่ดีๆ มันก็ะเิปุ้งเลย” ฉันพูดพร้อมกับยิ้มแหยๆเพราะเื่แบบนี้มันเคยเกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว
“แปลกจังเลย่นี้พี่แคททำเตาะเิบ่อยเนอะ” ฝนหันไปเอ่ยกับส้มที่ยืนอยู่ข้างๆ ในขณะที่ฉันก็ทำได้เพียงแค่หุบปากสนิทเท่านั้น...เพราะฉันรู้ดีน่ะสิว่ามันเป็เพราะอะไร
“อย่างกับพวกมีพลังวิเศษแหนะ แค่ยืนมองเตาก็ะเิได้”ส้มเอ่ยขำขันก่อนจะเดินไปหยิบอุปกรณ์มาทำความสะอาดตรงที่พอจะทำได้ส่วนเตาน่ะคงต้องซื้อใหม่อีกแล้ว
“ขอโทษด้วยนะจ๊ะ พี่ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ” ฉันเอ่ยเสียงอ่อยตอนที่มองไปยังน้องพนักงานสองคนนั้นที่ต้องมาเก็บกวาดในสิ่งที่ฉันทำเลอะเทอะ
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะพี่แคททำไมต้องทำหน้าหงอยแบบนั้นด้วยล่ะ” ฝนหันมาพูดกับฉันด้วยท่าทีเป็ห่วงในขณะที่ส้มก็พยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วยฉันก้มลงมองฝ่ามือที่ว่างเปล่าของตัวเองก่อนจะถอนหายใจออกมา
“พี่ก็แค่เบื่อตัวเองน่ะ... ฝากด้วยนะจ๊ะ”เอ่ยจบฉันก็เดินเซ็งๆ ออกมาจากส่วนครัว ซึ่งนั่นมันพอดีกับที่ร่างบางของใครคนหนึ่งเปิดประตูร้านเข้ามา
“สวัสดีค่ะ ฉันชื่อชีฟอง...เป็พนักงานใหม่ของที่นี่ค่ะ” เธอคนนั้นเอ่ยทักทายทุกคนอย่างร่าเริงฉันจึงรีบเดินเข้าไปต้อนรับเธอพร้อมกับรอยยิ้ม
“สวัสดีจ้ะน้องชีฟอง พี่ก็นึกว่าเราจะไม่มาซะแล้วไม่งั้นร้านพี่แย่แน่เลย” ท้ายประโยคฉันเอ่ยกับเธอด้วยน้ำเสียงกระเหง้ากระหงอดเพราะพักนี้ที่ร้านลูกค้าเยอะจนพนักงานแทบจะทำไม่ไหวนี่ก็เปิดรับพนักงานเพิ่มมาตั้งนานแล้ว...แต่เพิ่งมีชีฟองคนเดียวนี่แหละที่สมัครเข้ามา
หลังจากนั้นฉันก็รีบพาชีฟองไปสอนงานด้านในเพราะใกล้เวลาเปิดร้านเต็มทีโชคดีนะที่เธอเป็คนหัวไวมากอธิบายแค่แปบเดียวก็เข้าใจนั่นจึงทำให้ฉันวางใจว่าวันนี้ร้านของฉันจะไปได้สวยอีกหนึ่งวันที่เหลือก็มีแต่ฉันเท่านั้นแหละที่เป็ปัญหา...
เอาล่ะ... ฉันมีความลับอะไรจะบอก
ฉันรู้ว่าตัวเองมีบางอย่างที่แตกต่างจากคนทั่วไป...ฉันรู้... รู้ั้แ่ตัวเองจำความได้และไม่เคยปริปากกับใครแม้กระทั่งพ่อแม่ของตัวเองฉันมีพลังบางอย่างที่คนอื่นไม่มี... พลังลึกลับที่ฉันไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่มันยิ่งแรงกล้าขึ้นในทุกๆวันที่ฉันเติบโต
เหมือนกับความฝันแปลกๆพวกนั้นที่นับวันยิ่งชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ
“คุณเป็ใครกันแน่นะ... ผู้ชายผมทองคนนั้นน่ะ”
[Cruz’s part]
หลายอาทิตย์ต่อมา
“ครูซ... เ้าน่าจะอยู่ที่นี่ต่ออีกสักวันสองวัน” เสียงทุ้มของผู้เป็พี่ชายดังขึ้นในตอนที่ผมกำลังจะก้าวเท้าออกจากปราสาทผมกลับมาที่นี่เพราะ้าข้อมูลเกี่ยวกับเซน และตอนนี้ผมได้แล้ว...สิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือการตามหามัน
“ข้ามีธุระที่ต้องกลับไปสะสางน่ะ อีกอย่าง...ที่นั่นมีคนรอข้าอยู่” ผมเอ่ยพลางตบไหล่พี่ชายที่ยืนทำหน้านิ่ง แต่ผมรู้หรอกว่าที่จริงมันไม่อยากให้ผมไปสองสามอาทิตย์ที่ผมอยู่ที่นี่เคาท์เตสเกาะติดผมไม่ห่าง... ผมเองก็คิดถึงมันนะแต่ทุกอย่างจะดีกว่านี้ถ้าเซนอยู่ที่นี่ด้วย
ผมต้องตามหาเซน...เราจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้ง
“ข้าเองก็รอเ้ามาตั้งพันปี” เคาท์เตสเริ่มเกริ่นด้วยน้ำเสียงนิ่งๆจนผมหลุดยิ้ม พอเงยหน้าขึ้นมองถึงได้เห็นว่าคนขี้เก็กทำเป็แสร้งเสสายตาไปทางอื่นตอนที่ถูกผมจับได้ว่ามันกำลังเขินเคาท์เตสเป็พวกไม่ชอบแสดงออก... แต่ผมรู้ว่ามันรักและเป็ห่วงผมกับเซนมากแค่ไหน
“จากนี้ไม่ต้องรอแล้ว... ถ้าคิดถึงข้าก็โทรมาเดี๋ยวข้าจะมาหาท่านเอง... เคาท์เตส” ผมเอ่ยพร้อมกับตบบ่าคนตรงหน้าแปะๆก่อนที่คนฟังจะพยักหน้ารับอย่างจำใจ
“เดินทางปลอดภัย อย่าหายเงียบไปเป็พันปีอีกล่ะ”จบประโยคผมก็พยักหน้ารับ ก่อนจะกวาดมองปราสาทโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้ารวมไปถึงป่าสนทึบที่ตัวเองเคยเข้าไปวิ่งเล่นตอนเด็กๆ
ไว้จะกลับมาใหม่นะ...
“ครูซ...ดูเหมือนผู้ชายที่นายฝากให้ฉันดูแลจะความจำเสื่อมน่ะ เขาฟื้นขึ้นมาแล้วจำอะไรไม่ได้เลย...ทำไงดี”
นั่นเป็คำพูดของชีฟองตอนที่ผมคุยโทรศัพท์กับเธอเมื่อหลายอาทิตย์ก่อนและนี่แหละคืออีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ผมต้องรีบกลับเร็วกว่ากำหนด เป็กซ์...เกิดอะไรขึ้นกับหมอนั่นอีกนะ หรือว่าตอนที่ผมทำการแลกเปลี่ยนกับมันผมพลาดอะไรไป
อ้อ... ก่อนหน้านี้เกิดเื่ระหว่างผมกับเป็กซ์ขึ้นนิดหน่อยน่ะเป็เื่ที่อธิบายยาก... แต่ที่แน่ๆคือผมจะปล่อยให้มันอยู่ในสภาพนี้ไม่ได้เด็ดขาด... เพราะว่ามันเป็เพื่อนผม
“หยุด... นายหยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ!”เสียงแหลมที่ดังลอดออกมาจากบานประตูมันทำให้เท้าทั้งสองข้างของผมชะงักกึกอย่างอัตโนมัติคือตอนนี้ผมอยู่ที่คอนโดของชีฟองน่ะ แถมยังอยู่หน้าห้องเธอด้วย... เกิดอะไรขึ้นวะ
คิดดังนั้นผมก็เลยจะเปิดประตูเข้าไปแต่ดูเหมือนจะออกแรงเยอะเกินไปหน่อยมันเลยพังซะอย่างนั้น
ปัง!
ผมหลุบมองซากประตูที่กองอยู่ตรงเท้าของตัวเอง... เวรกรรมครูซไม่ผิดนะครูซไม่ได้ตั้งใจ
“โทษที เผลอออกแรงเยอะไปหน่อย”ผมเอ่ยกับบุคคลสองคนตรงหน้าก่อนจะยิ้มแหยๆแต่พอสังเกตได้ว่าตอนนี้บรรยากาศมันมาคุผิดปกติก็เลยหลุดปากถามออกไป
“เธอเป็ไรอ่ะ”ผมถามชีฟองที่เอาแต่ก้มมองพื้นพร้อมกับร้องไห้สะอึกสะอื้นในขณะที่เป็กซ์กลับมองหน้าผมด้วยสีหน้าเคร่งเครียดปนสงสัยแต่มันก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
“เป็กซ์... ชีฟองเป็อะไรอ่ะ ทะเลาะกันอ่อ”ผมถามร่างสูงตรงหน้าที่ยังเอาแต่จ้องกันไม่เลิก จนกระทั่งมันถามกลับด้วยน้ำเสียงแข็งๆ
“นายเป็ใคร” อ้าว...
“ฉัน... อ่อ นายความจำเสื่อมนี่หว่า”ท้ายประโยคผมบ่นกับตัวเองเบาๆ ดันลืมเื่สำคัญไปซะได้นี่
“ไง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ฉันคือครูซ”ผมเอ่ยทักทายคนตรงหน้าเสียงใส ในขณะที่คนฟังก็ถึงกับเบิกตากว้างทันทีเหมือนว่ามันเริ่มจะรู้จักผมขึ้นมาบ้างแล้ว
ทว่าทันใดนั้น... จู่ๆกลุ่มคนชุดดำที่ผมเห็นพวกมันแอบซุ่มอยู่ที่หน้าคอนโดก่อนหน้านี้ก็บุกเข้ามาในห้องกันมากมาย
“เพื่อความสะดวก กรุณาให้ความร่วมมือด้วยครับ”หนึ่งในนั้นเอ่ยก่อนที่ผมจะถูกรวบตัวเอาไว้อย่างไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ
“โอ๊ะโอ๋” ผมไปทำให้ใครโกรธเข้าล่ะเนี่ย... ถึงได้มาลักพาตัวกันไปแบบนี้
หลังจากนั้นผมกับชีฟองก็ถูกพวกมันจับยัดเข้าไปในรถตู้ที่จอดรออยู่หน้าคอนโดผมเป็คนไม่ดื้อครับ... ก็เลยทำตามอย่างว่าง่าย เขาสั่งให้ไปไหนก็ไป...ไว้มันดูอันตรายค่อยฆ่าทิ้งทีเดียวก็คงไม่สายเนอะ
ณ ฐานทัพ
เป็การต้อนรับการกลับมาของผมที่โครตเซอร์ไพรส์เลย...
ผมคิดก่อนจะกวาดตามองไอ้หน้าโหดที่นั่งอยู่ตรงหน้าผมจำมันได้... หมอนี่ชื่อโคลด์ หัวหน้าแก๊งมาเฟียของไอ้เป็กซ์มันแถมยังเป็แวมไพร์เทียมอีกต่างหาก เทียมยังไงหรอ... อ่ะไม่บอก
ก่อนหน้านี้เราเคยเจอกันมาแล้วแต่ผมเมาเหล้าของพวกมนุษย์ยุคนี้นี่แรงถึงใจดีจริงๆ ว่ามั้ย
“เอาล่ะ ขอถามหน่อยว่าจับฉันมาทำไม”ผมถามพร้อมกับกวาดตามองผู้คนที่นั่งอยู่บนโซฟาในบริเวณรอบๆที่นี่ดูเหมือนห้องรับรองแขก แต่มันดูอลังการเว่อวังสุดๆตามแบบฉบับคนมีเงินเหลือใช้
ตอนนี้เราอยู่กันแค่ห้าคนหลังจากที่ชายชุดดำพวกนั้นออกจากห้องไปแล้วมีผม โคลด์ ชีฟอง เป็กซ์ และสุดท้ายก็เพื่อนของไอ้เป็กซ์ที่ชื่อแวมพ์... ผมจำได้
“ไม่ได้จับ แค่อยากเชิญนายมาตอบคำถามอะไรนิดหน่อย”โคลด์เอ่ยขึ้นเหมือนไม่เห็นเป็เื่สำคัญ โอเค... เชิญก็เชิญ
“แล้วลากชีฟองมาด้วยทำไม” ผมถามอย่างงงๆพร้อมกับหันไปมองคนตัวเล็กที่เอาแต่นั่งเงียบไม่พูดไม่จาแถมยังก้มหน้ามองตักของตัวเองเหมือนว่ามันมีอะไรให้น่าดูนักหนา
พอเสสายตากลับไปมองโคลด์ หมอนั่นก็หันไปมองแวมพ์ต่อ
“สงสัยลูกน้องฉันหิ้วติดมือมาน่ะ”แวมพ์เอ่ยก่อนจะยักไหล่น้อยๆ แล้วหยิบมือถือขึ้นมากดเล่น
“อยากถามอะไรก็ถามมาคิดอยู่แล้วว่าต้องโดนซักฟอกเื่หมอนี่” ผมเอ่ยพร้อมกับพยักพเยิดไปที่เป็กซ์และมันก็มองกลับมานิ่งๆ
“นายทำอะไร ทำไมสภาพของเป็กซ์ถึงได้กลายเป็แบบนี้”โคลด์เอ่ยถามอย่างเป็การเป็งาน แต่แล้วผมกลับนึกอะไรบางอย่างที่ดีๆ ขึ้นได้
“ฉันจะบอกข้อมูลทุกอย่างให้ก็ได้แต่นายต้องทำอะไรบางอย่างให้ฉันเป็การแลกเปลี่ยน” ผมยื่นข้อเสนอออกไปดวงตาคู่คมของคนกุมอำนาจสูงสุดหรี่ลงเล็กน้อยเหมือนกำลังประเมินผม
“นายจะให้ฉันทำอะไร” โคลด์ถามออกมาอย่างลองเชิงและมุมปากของผมก็กระตุกยิ้มทันทีเมื่อข้อเสนอของตัวเองดูจะได้รับการตอบรับที่ดี
“ตามหาผู้หญิงคนหนึ่งให้ฉัน... คงไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงของพวกนายหรอกใช่มั้ย”จบประโยคของผมคนตรงหน้าก็แค่นหัวเราะออกมาอย่างถูกใจ
“หึ... ของกล้วยๆ” เอ่ยจบโคลด์ก็พูดต่ออย่างอารมณ์ดี
“ได้สิ... ฉันตกลงแต่นายต้องบอกทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเป็กซ์ให้ฉันฟังและทำให้มันกลับไปเป็เหมือนเดิมด้วย” ได้ฟังดังนั้นผมจึงฉีกยิ้มกว้างอย่างถูกใจแล้วคืนคำพูดกลับไปให้คนตรงหน้า
“หึ... ของกล้วยๆ”
หลังจากนั้นผมก็เล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้ทุกคนฟัง...เล่าั้แ่เหตุการณ์ครั้งแรกที่ผมได้เจอกับเป็กซ์และได้ช่วยชีวิตมันไว้เราทำสัญญากัน...
ที่ผมไม่ได้กลับไปที่บ้านเกิดของตัวเองมาเป็พันปีนี่มันมีสาเหตุนะผมโดนคำสาปเพราะพลั้งมือฆ่ายมทูตน่ะนานมาแล้วผมเคยตามหาผู้หญิงคนหนึ่งจนแทบพลิกแผ่นดินจนกระทั่งวันหนึ่งผมได้เจอกับยมทูตตนหนึ่ง และมันก็ดันพูดจาไม่เข้าหูผมผมก็เลยฆ่ามันทิ้งซะ
ถามว่ายมทูตตายได้ด้วยหรอ... ผมก็พิสูจน์แล้วไงสุดท้ายผมเลยต้องกลายเป็ยมทูตแทนมัน จนกว่าจะมีใครมาทำหน้าที่แทนผมและเป็กซ์ก็คือคนๆ นั้น
ผม้าหลุดพ้นจากคำสาปของยมทูตบ้าๆ นี่ในขณะที่เป็กซ์ก็้ามีชีวิตต่อไปเพื่อคนที่มันรัก... แต่สิ่งที่ผิดเพี้ยนไปก็คงจะเป็เื่ที่เป็กซ์ความจำเสื่อมและพลังิญญาในตัวมันยังไม่เพียงพอนั่นแหละทำให้คนทั่วไปไม่สามารถที่จะมองเห็นได้... รวมไปถึง ‘มิลิน’ แฟนเด็กของมันด้วย
ทว่าพวกตาดีก็ยังมีอยู่นะ... ก็พวกเพื่อนๆมันที่นั่งจ้องหน้าผมอยู่นี่ไง รู้รึเปล่าว่าแวมไพร์สามารถมองเห็นยมทูตได้
“แล้วตอนนี้นายพักที่ไหน”เป็กซ์เอ่ยขึ้นหลังจากที่เหลือเพียงแค่ผมกับมันอยู่ในห้องรับรองส่วนคนอื่นน่ะหรอ... บอกว่าจะพาชีฟองไปส่งที่คอนโดแล้วก็ไม่รู้หายหัวไปไหนแล้ว
“ไม่รู้เหมือนกันก่อนหน้านี้ก็ทัวร์ไปเรื่อยเพราะตามหายัยนั่นอยู่” ผมเอ่ยพร้อมกับยกมือขึ้นเสยผมก่อนจะเอนหลังพิงพนักโซฟาอย่างอ่อนแรง ก่อนหน้านี้ตอนที่ผมกลับไปที่ปราสาทบาโธนี่น่ะก็ไม่ได้ตามสืบข่าวของเซนอย่างเดียวหรอกผมยังตามหาตัวยัยนั่นด้วย ผู้หญิงที่เคยผิดสัญญากับผมเมื่อหนึ่งพันปีก่อน...เธอชื่อ ‘แคทเธอรีน’
“งั้นคืนนี้พักห้องฉันก็ได้”จบประโยคของคนตรงหน้าผมก็ยิ้มกริ่มชวนนอนด้วยแบบนี้แสดงว่ามันเริ่มจำอะไรได้บ้างแล้วเหมือนที่มันพูดเอาไว้จริงๆ
ก่อนหน้านี้เป็กซ์บอกว่า่ที่ผมไม่อยู่ความทรงจำของมันเริ่มกลับมาบ้างแล้วน่ะอย่างน้อยมันก็จำแฟนตัวเองได้แล้วล่ะนะ
“ฮั่นแน่ ชวนเค้าเข้าห้องหรอตัวเอง”ผมพูดแกล้งมันพร้อมกับทำหน้าเขินอายก็เห็นเป็กซ์มันทำหน้าเครียดตลอดเลยอยากให้ผ่อนคลายบ้าง แล้วไม่รู้ก่อนหน้านี้มันทะเลาะอะไรกับชีฟอง...แต่คงไม่ใช่เื่เล็กแน่ๆเพราะตอนที่ชีฟองจะกลับสองคนนี้ก็ยังไม่ยอมปริปากคุยกันเลย
“ถามจริงนายเป็แบบนี้นานรึยัง”เป็กซ์หันมาเอ่ยกับผมด้วยน้ำเสียงระอา แต่ว่า... มันหมายความว่าอะไรวะ และเมื่อคนตรงหน้าเห็นว่าผมไม่เก็ตมันจึงถอนหายใจออกมาแล้วอธิบายเพิ่มเติม
“หมายถึงนิสัยน่ะ” อ๋อ... เก็ตและ
“เค้าเป็แบบนี้แค่กับตัวเองนะ”ผมแกล้งเป็กซ์ต่อพร้อมกับทำท่าจะพุ่งหลาเข้าไปกอดมันเป็กซ์ถึงได้รีบผุดลุกขึ้นแล้วเดินนำออกไปจากห้องนี้ทันทีพร้อมกับพูดว่า
“อย่ามาตอแหล... ไป ขึ้นห้องกัน” อุ๊ยตายแล้ว...มีคนชวนผมขึ้นห้องแหละครับ
วันต่อมา
ฟึ่บ!
“อุ๊ย! เอ่อ... คุณเป็ใครหรอคะฉันไม่คุ้นหน้าเลย”ร่างบางตรงหน้าผมเอ่ยขึ้นหลังจากที่ก่อนหน้านี้ผมได้กลิ่นหอมของอะไรสักอย่างเลยแอบดอดเข้ามาในครัวเพราะน้ำลายสอทว่าดูเหมือนผมจะเข้ามาเงียบไปหน่อยคนที่กำลังทำอาหารอยู่ก็เลยใตอนที่หันมาเจอเข้า
“ผม... เอ่อ ผมเป็เพื่อนเป็กซ์” ผมเอ่ยพร้อมกับยกมือลูบต้นคอตัวเองอย่างทำอะไรไม่ถูกจำได้แล้ว... ผู้หญิงคนนี้นี่เมียโคลด์มันนี่หว่า ผมเคยเห็นเธอตอนงานแต่ง...อย่างสวย ลืมไม่ลงเลย
“เพื่อนพี่เป็กซ์หรอคะ” ร่างบางตรงหน้าถามพร้อมกับเบิกตากว้างทว่าก่อนที่เธอจะก้าวเท้าขยับเข้ามาใกล้ ใครบางคนก็ดันเข้ามาขัดซะก่อน
“เพื่อนผมด้วย...” โคลด์เอ่ยเสียงเรียบพร้อมกับใช้สายตานิ่งๆจ้องมองมา แววตาของมันบอกผมว่าถ้าคิดจะยุ่งกับเมียมันมึงตาย โถ... ไอ้ขี้งก
“ทำอะไรทานครับหอมเชียว” สองสามวินาทีหลังจากนั้น มันก็ก้มลงไปถามร่างบางที่ถูกตัวเองโอบอยู่เสียงหวานผมเบ้ปากอย่างหมั่นไส้ รำคาญนักพวกหวงเมียติดเมียเนี่ย... ไอ้เป็กซ์ก็อีกคนเมื่อก่อนนี้นะน้องลินครับน้องลินขา เหอะ!
“แพนเค้กค่ะ กะว่าเสร็จแล้วจะเอาขึ้นไปให้คุณพอดีเลย” คนถูกถามเอ่ยพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างให้คนรักของตัวเองก่อนที่ดวงตาคู่สวยของเธอจะปรายมายังผมที่ยืนมองอยู่เงียบๆ อย่างสงสัย
“อ้อ... โยครับ หมอนี่ชื่อครูซ เขาจะมาช่วยเราตามหาเป็กซ์น่ะ” โคลด์อธิบายโดยไม่รอให้เมียมันถามผมคงยังไม่ได้บอก... ตอนนี้มีไม่กี่คนหรอกนะที่สามารถมองเห็นเป็กซ์ได้คนส่วนใหญ่เลยยังคิดว่ามันหายตัวไป และทุกคนก็กำลังตามหามันอยู่
“จริงหรอคะ ดีจังเลย” โยเกิร์ตเอ่ยพร้อมกับฉีกยิ้มอย่างดีใจเธอมองโคลด์ก่อนจะหันมามองผมอีกรอบ แล้วเอ่ยขึ้น
“แต่เมื่อกี๊คุณครูซเข้ามาเงียบๆ ฉันเกือบทำจานหล่นแหนะแวบไปแวบมาเหมือนคุณเลย” ท้ายประโยคเธอหันไปพูดกับสามีตัวเอง และมันก็หัวเราะแฮะๆก่อนจะปรายตามามองผม
แหงล่ะ... ก็ผมเป็แวมไพร์นี่
“ก็คล้ายๆ กัน”นั่นเป็คำพูดสุดท้ายของหัวหน้าแก๊งคาซิบโชลก่อนที่ผมและมันจะถูกคนตัวเล็กบังคับให้ไปนั่งรอที่โต๊ะทานอาหาร...บอกแล้วว่าลาภปาก
“ครูซ” เสียงทุ้มของโคลด์ดังขึ้นในตอนที่เราอยู่กันแค่สองคนตรงโต๊ะทานอาหารส่วนโยเกิร์ตน่ะหรอ... เธอปลีกตัวกลับเข้าไปในครัว เห็นบอกว่าอีกสักพักจะเอาแพนเค้กมาให้เราทาน
“ว่า?” ผมถามพลางเลิ่กคิ้วขึ้นข้างหนึ่งแต่ไม่ได้ปรายตาไปมองมันหรอกนะ มันหล่อกว่าผม... เบื่อ
“ผู้หญิงที่นายให้ฉันตามหาน่ะ...”คนตรงหน้าพูดก่อนจะเว้น่ไว้ ผมจึงเงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาคู่คม
“เออ ทำไม” จบประโยคคำถามของผมนายใหญ่ของคาซิบโชลก็ขมวดคิ้วน้อยๆ แล้วเอ่ยต่อ
“บอกรายละเอียดมาสิ ไม่งั้นจะตามหาได้ไง”คำพูดของคนตรงหน้ามันทำให้ผมนึกขึ้นได้ เออว่ะ... ลืมบอกเื่นี้ไปเลย
”รายละเอียดหรอ” ผมพูดขึ้นเบาๆในขณะที่สมองก็ทำหน้าที่ครุ่นคิดไปด้วย ผมไม่รู้จะบอกยังไง... ควรเริ่มจากตรงไหนดีวะ
“พวกชื่อ... รูป...หรืออะไรก็ได้ที่จะทำให้ฉันรู้เบาะแสของผู้หญิงคนนั้น” โคลด์เกริ่นนำทางให้ก่อนที่ผมจะพยักหน้ารับน้อยๆแล้วคิดตาม
“หรือบอกลักษณะมา อายุเท่าไหร่... อ้วนผอม... ขาวดำ...สูงต่ำอะไรเงี้ย” มันเอ่ยต่อเมื่อผมยังเงียบ หลังจากนั้นผมก็หลุดถอนหายใจออกมา
“ที่จริงแล้วนะโคลด์... ฉันเจอกับยัยนั่นครั้งสุดท้ายเมื่อหนึ่งพันปีก่อน”จบคำสารภาพของผมคนตรงหน้าก็ขมวดคิ้วมุ่น สีหน้าของมันดูเคร่งเครียดปนใจนผมไม่รู้ว่ามันกำลังรู้สึกอะไรอยู่กันแน่
“นายจะบ้า? ป่านนี้เธอคงกลายเป็เศษกระดูกไปหมดแล้ว... นายจะให้ฉันตามหาหลุมศพเธอหรอ”โคลด์โวยวาย ก็จริงของมันนั่นแหละ... แต่ผมแค่รู้สึก...รู้สึกว่ายังไงผมก็ต้องได้เจอกับเธออีกแน่เพียงแต่ผมไม่รู้เท่านั้นว่ามันคือเมื่อไหร่
“บางทีเธออาจจะยังไม่ตายก็ได้” นั่นเป็ข้อสันนิษฐานของผมและโคลด์ก็ทำหน้าแปลกใจทันทีที่ได้ยินแต่ว่ามันมีสาเหตุที่ทำให้ผมต้องคิดอย่างนั้นนี่นา
“นายหมายความว่าไง เธอเป็แวมไพร์หรอ” หัวหน้าแก็งคาซิบโชลคาดเดาแต่ผมก็ส่ายหน้าปฏิเสธกลับไป
“เปล่า... ตระกูลของเธอสืบเชื้อสายมาจากแม่มด” จบประโยคของผมโคลด์ก็ทำหน้าอึนๆพลางยกมือขึ้นนวดขมับตัวเอง
“นี่เอาจริงใช่มั้ยเนี่ยนายจะให้ฉันตามหาแม่มดเนี่ยนะ... ป่านนี้พวกเธอไม่สูญพันธุ์ไปหมดแล้วหรอ” คนตรงหน้าบ่นออกมาเหมือนอับจนหนทางก็เพราะอย่างนั้นไงผมถึงขอให้มันช่วย... ถ้าคนอย่างมันตามหาเธอไม่เจอผมก็คงหมดหวังแล้วจริงๆ
“ไม่รู้ว่ะ ถึงให้นายช่วยตามหานี่ไง” จบประโยคของผมคนตรงหน้าก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แล้วบ่นเบาๆ
“เวรกรรม”
หลังจากนั้นผมก็ให้ข้อมูลทุกอย่างกับโคลด์ไปอะไรที่ผมพอจำได้เกี่ยวกับเธอคนนั้นผมก็เล่าให้มันฟังหมดผมก็แค่อยากเจอเธออีกสักครั้ง อยากจะถามเธอว่าทำไมถึงไม่รักษาสัญญา ต่อให้ผมต้องทวงถามต่อหน้าหลุมศพของเธอผมก็จะทำ
ผ่านไปสักพักโยเกิร์ตก็เดินออกมาจากห้องครัวด้วยใบหน้ายิ้มแฉ่งมือทั้งสองข้างของเธอถือจานใส่แพนเค้กก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะอาหารตรงหน้าโคลด์และผม
“แพนเค้กมาแล้วค่ะ คุณครูซชอบราดน้ำผึ้งหรือช้อกโกแลตค่ะ”เธอเอ่ยถามตอนที่ผมพูดขอบคุณกับเธอ แต่...ปกติแล้วคนส่วนใหญ่ก็ทานแพนเค้กกับน้ำผึ้งไม่ใช่หรอ ผมคิดก่อนจะปรายตาไปยังบอสใหญ่แห่งคาซิบโชลที่กำลังราดช้อกโกแลตลงบนแพนเค้กของตัวเองโครตเด็ก...
“ขอเป็น้ำผึ้งแล้วกันครับ”ผมเอ่ยก่อนจะกระตุกยิ้ม ตอนที่คนชอบราดแพนเค้กด้วยช้อกโกแลตมองมาอย่างขัดเขิน