เมื่อรถเลี้ยวเข้าสู่บ้านเณรก็บ่ายโมงพอดี เป็เวลาเดียวกับที่ผมทราบว่าเตียงอีกหลังในห้องนอนของผมจะไม่ว่างเปล่าอีกต่อไป
“ตอนนี้เอ็งพักอยู่กับรันไปก่อนนะอยู่ไปสักพักถ้าอยากย้ายก็ค่อยว่ากันอีกที” คุณพ่ออรรถพลบอกหลานชายขณะขับรถมาจอดที่ลานด้านหน้าหอพักนักบุญมัทธิว2
“ครับลุงผมยังไงก็ได้”
พูดจบคิมหันต์ก็มองออกนอกหน้าต่างเพื่อสำรวจดูสถาบันแห่งใหม่ส่วนผมซึ่งนั่งเงียบ ๆ อยู่ข้างหลังไม่สามารถอธิบายได้ว่ารู้สึกอย่างไรระหว่างยินดีกับเสียใจ
ไม่แปลกหรอกถ้าคุณพ่อจะเป็ห่วงบางทีการให้คิมหันต์อยู่กับผมคงช่วยให้รู้สึกสบายใจ อย่างน้อยท่านก็รู้ว่าผมจะไม่ปล่อยให้เขาต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวขณะปรับตัวเข้ากับที่นี่เพราะการเป็เด็กกำพร้าทำให้ผมเข้าใจความรู้สึกเลวร้ายของการอยู่คนเดียวเป็อย่างดีแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมจะพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง
เนื่องจากบ้านเณรกลางเป็โรงเรียนประจำภาคบังคับฉะนั้นที่นี่จึงมีหอพักทั้งหมดสามอาคารเพื่อรองรับนักเรียนกว่าร้อยชีวิตพวกมันถูกสร้างด้วยปูนซีเมนต์ ทาสีฟ้าสดใสและมีสี่ชั้น โดยแต่ละตึกถูกกำหนดไว้เฉพาะนักเรียนแต่ละระดับการศึกษา
เริ่มั้แ่หอพักนักบุญมัทธิว1 สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่สี่
หอพักนักบุญมัทธิว2 สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ห้า
และหอพักนักบุญมัทธิว3 สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่หก
โดยชั้นล่างของทุกอาคารประกอบไปด้วยห้องนั่งเล่นรวมที่มีโซฟากับโทรทัศน์ห้องทำงานของบราเดอร์วินผู้ดูแล (เฉพาะหอพักนักบุญมัทธิว 1) และแมวอีกหลายชีวิตนอนเหยียดตัวเกลื่อนกลาดส่วนชั้นบนเป็ห้องพักของนักเรียนซึ่งได้รับอนุญาตให้พักได้ห้องละสองคนเท่านั้น
เมื่อลงจากรถผมก็เดินนำหน้าทุกคนเข้าไปข้างในหอพักนักบุญมัทธิว2 ขึ้นบันไดมายังชั้นสี่และหยุดที่หน้าห้องหมายเลข 2410 ผมวางกระเป๋าผ้าของคิมหันต์ลงกับพื้นเพื่อควานหากุญแจในกระเป๋ากางเกงรู้สึกแปลกพิลึกที่ต้องแบ่งห้องนอนกับคนอื่นหลังจากอยู่คนเดียวมาปีกว่า
ภายในห้องนอนขนาดเล็กไม่มีอะไรน่าสนใจมากนักประกอบไปด้วยเตียงนอนขนาดสามฟุต ตู้เสื้อผ้าและโต๊ะกับเก้าอี้สำหรับเขียนหนังสือทุกสิ่งถูกจัดเตรียมไว้อย่างละสองเท่า ๆ กัน เหนือประตูทางเข้ามีนาฬิกาแขวนอยู่ ส่วนเหนือประตูทางออกสู่ระเบียงก็มีไม้กางเขนเก่าๆ แขวนอยู่ที่ตำแหน่งเดียวกัน
อย่างไรก็ตามผมรู้สึกขอบคุณตัวเองที่รักษาความสะอาดเพราะอย่างน้อยก็ไม่ทำให้ตัวเองขายหน้าตอนเปิดประตูห้อง ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆล้วนเก็บเป็ระเบียบเรียบร้อย คิมหันต์มองรอบ ๆ ห้องอย่างพิจารณาก่อนจะนำสัมภาระทั้งหมดไปวางบนเตียงอีกหลังซึ่งไร้ผ้าปู
“เป็ไงบ้าง พอจะอยู่ได้ไหม”คุณพ่ออรรถพลถามคิมหันต์
“ได้ครับ”เขาตอบอย่างสุภาพ “ขอบคุณมากครับลุง”
แล้วท่านก็ยิ้มด้วยความโล่งใจ
“พ่อฝากดูแลคิมด้วยมีอะไรก็ช่วย ๆ กัน ตอนนี้พวกเอ็งเป็รูมเมทกันแล้วนะ”
คุณพ่อหันมาบอกผมพร้อมกับตบไหล่เราสองคนเบาๆ
ไม่นานคุณพ่ออรรถพลก็ขอตัวกลับไปทำงานต่อ ฉะนั้นผมกับคิมหันต์จึงอยู่ด้วยกันสองต่อสองเป็ครั้งแรกเราส่งยิ้มให้กันอย่างเหนียมอาย ก่อนที่เขาจะเปิดกระเป๋าและเริ่มจัดเก็บข้าวของเข้าที่
“ให้เราช่วยไหม”ผมถามอย่างมีไมตรี
“ไม่เป็ไรครับของแค่นี้เองเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”
คิมหันต์ปฏิเสธด้วยความเกรงใจและผมก็ไม่พยายามเซ้าซี้หากแต่เดินไปยังเตียงนอนของตัวเองและนั่งลง มองดูเขาพับเสื้อผ้าและเดินไปโน่นมานี่ทั่วห้องพร้อมกับพิจารณาความคิดที่แล่นเข้ามาในหัว
รูมเมท ผมพยายามทำความเข้าใจคำนี้อย่างถ่องแท้เป็ครั้งแรกในชีวิตขณะเดียวกันก็สั่งให้ตัวเองยอมรับว่าห้องนี้ไม่ได้มีแค่ผมอีกต่อไปแล้ว
รูมเมท เป็คำที่เด็กหอได้ยินจนคุ้นหูและช่างไม่มีอะไรน่าพอใจเลยเราสูญเสียความเป็ส่วนตัวไปก็เพราะเหตุนี้
รูมเมท สำหรับบางคนเป็คำที่พิเศษ เพราะเพื่อนสนิทก็อาจมาจากเพื่อนร่วมห้อง
หรือบางทีรูมเมทอาจเป็สิ่งที่เราเกลียดที่สุดเพราะคนคนนั้นสร้างเื่ยุ่งยากลำบากใจจนมองหน้ากันไม่ติด
ดังนั้นมันจึงช่วยไม่ได้ที่ผมจะกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในรูปแบบรูมเมทระหว่างผมกับคิมหันต์สงสัยว่าเราจะเข้ากันได้ไหม จะมีปัญหาอะไรตามมาหรือเปล่า เพราะฝันร้ายของผมก็คือการรับนิสัยของแต่ละฝ่ายไม่ได้
ผมมองไปที่ไม้กางเขนเหนือประตูระเบียงรู้ตัวว่าทำอะไรไม่ได้นอกจากขอฝากทุกอย่างไว้กับพระองค์จากนั้นก็ผลักเื่นี้ออกไปจากสมอง
่บ่ายสามโมงผมพาคิมหันต์ลงไปเดินดูรอบๆ โรงเรียน จำได้ว่าอากาศร้อนมากและแดดก็แรงจนรู้สึกแสบผิวถ้าเป็ปกติผมคงเก็บตัวอยู่แต่ในร่ม หากแต่วันนี้ต้องรับหน้าที่มัคคุเทศก์จำเป็พาเด็กใหม่นำเที่ยวซึ่งผมก็เต็มใจอย่างยิ่ง
คิมหันต์ยังคงสวมเสื้อผ้าชุดเดิมและท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้าเช่นนี้จึงทำให้เสื้อสีส้มดูร้อนแรงบาดตามากขึ้นไปอีก ตอนแรกผมเดินนำหน้าเขาสักพักเขาก็แซงหน้าผม มือไม่หยุดชี้นั่นชี้นี่และผมก็ไม่หยุดตอบคำถามทุกข้อของเขาด้วยความเต็มใจ
แต่แล้วชายหนุ่มก็หยุดอยู่กับที่และมองรอบๆ ตัวด้วยสีหน้าสงสัย
“ที่นี่กว้างมากเลยแล้วเคยมีใครหลงทางบ้างไหม” เขาหันมาถาม
“ก็มีบ้าง แต่ถ้านายเดินตามเรารับรองไม่หลงแน่นอน”
เขาหัวเราะเมื่อได้ยินเช่นนั้นและมันก็ทำให้ผมหลุดยิ้ม
ต่อมาผมพาคิมหันต์ไปดูห้องเรียนไปดูสนามกีฬาฟุตบอล วอลเลย์บอลและบาสเกตบอล โรงอาหาร ห้องสมุด ก่อนจะพาไปดูว่าเราประกอบพิธีมิสซากันที่ไหนซึ่งเขาก็เต็มใจฟังผมอธิบายเกี่ยวกับตารางเวลามิสซาอย่างละเอียด
ผมไม่เคยทำแบบนี้มาก่อนเลยไม่ว่าจะกับคนรู้จักหรือใครทั้งนั้น เพราะปกติแล้วเด็กใหม่มักจะเรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง
และใช่ ถึงแม้ว่างานนี้คุณพ่ออรรถพลจะไม่ได้เอ่ยปากขอร้องทว่าบางอย่างกระตุ้นให้ผมอาสาทำเช่นนั้น ผมอยากช่วยเขา ผมอยากบอกเขาหรือที่จริงแล้วผมอยากชวนเขาคุยมากกว่า
แต่เหนือสิ่งอื่นใดผมแค่อยากให้คิมหันต์รู้ว่าที่นี่ยินดีต้อนรับเขาและมันก็ทำให้ผมรู้สึกดีมากที่ได้มีส่วนช่วย
ตอนนี้เรายืนอยู่ที่ลานหน้าวัดน้อย คิมหันต์มองโบสถ์สีขาวที่มีสถาปัตยกรรมแบบไทยประยุกต์อย่างสนใจผมจึงอธิบายว่าที่นี่เปิดทุกวันเพื่อให้ผู้คนเข้าไปสวดภาวนา แล้วจากนั้นก็ชวนเขาเข้าไปข้างใน
“เราไม่ค่อยได้เข้าวัดเลย”เขาบอก ขณะที่สายตามองไปยังรูปปั้นแม่พระข้างบนพระแท่น “จริง ๆแล้วที่บ้านไม่ค่อยเคร่งศาสนาเท่าไหร่ พ่อกับแม่ก็เป็หมอทั้งคู่ พวกเราก็แค่ถือคริสต์ตามทะเบียนบ้านไม่เหมือนลุงพลที่กระแสเรียกแรงสุด ๆ”
“ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงย้ายมาเรียนที่นี่ล่ะ”ผมถาม แสร้งทำเป็สนใจรอยแผลที่ฝ่าพระหัตถ์บนรูปปั้นพระเยซูเ้า
คิมหันต์ไม่ตอบในทันทีผ่านไปครู่หนึ่งจนกระทั่งเสียงนกร้องบนต้นไม้เบาลงเขาจึงเอ่ยขึ้น
“เพราะว่าพ่อกับแม่ย้ายไปอิตาลีน่ะทั้งเรียนต่อและก็ทำงานด้วย คงวุ่นวายน่าดู”
“แล้วนายไม่อยากไปด้วยเหรอ”ผมหันมาถามอย่างสงสัย แต่เขากลับส่ายหัว
“ไม่อยากไปหรอกอยู่เมืองไทยน่ะดีแล้ว ที่โน้นมีแต่อาหารเลี่ยน ๆ” เขาบอกด้วยท่าทางเหมือนว่านี่ไม่ใช่ความคิดที่ดี“มีหวังกลับมาอีกทีตัวกลมเป็ลูกบอลแน่นอน”
ผมนึกภาพตามและยิ้มออกมาคิมหันต์ตัวอ้วนก็ไม่ได้ดูแย่เลยสักนิด แต่ผมก็ยังคิดว่ารูปร่างปัจจุบันของเขานั้นดูดีที่สุด
อย่างไรก็ตามผมกลับคิดในใจว่าดีแล้วที่เขาไม่ไปอิตาลีกับพ่อแม่ดีแล้วที่คิมหันต์เลือกอยู่ที่เมืองไทย เพราะบางทีนี่อาจเป็ชะตาลิขิตให้เราสองคนมาเจอกันแต่ผมก็พยายามไม่คิดเป็ตุเป็ตะ
ก่อนออกจากวัดน้อยผมชวนเขาสวดภาวนาด้วยกันซึ่งนั่นเป็เครื่องพิสูจน์ว่าคิมหันต์ไม่ได้พูดเกินจริง เขารู้เื่จารีตและพิธีกรรมน้อยมากสิ่งที่ทำได้คือสำคัญมหากางเขน สวดบทข้าแต่พระบิดา วันทามารีอาและสิริพึงมี นอกนั้นต้องอาศัยการอ่านคู่มือพิธีกรรมเป็ตัวช่วยแต่เขาก็ดูกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เพิ่มเติม
สองวันผ่านไป เมื่อเสร็จสิ้นพิธีมิสซาตอนเจ็ดโมงเช้าทุกคนก็แยกย้ายไปทำธุระของตนตอนแรกผมว่าจะพาคิมหันต์ไปเบิกหนังสือเรียน ทว่าก็เปลี่ยนใจเพราะมีคนเข้ามาชวนเขาไปเตะฟุตบอลเสียก่อนคิมหันต์ดูท่าทางตื่นเต้นมากจนผมไม่กล้าใจร้ายบีบบังคับ
“ไปเตะบอลด้วยกันไหม”เขาถามหลังจากคนพวกนั้นเดินจากไป
“เราเล่นไม่เก่งเลย”
“ถ้างั้นไปนั่งดูก็ได้”
ผมพยักหน้าตอบรับอย่างไม่ลังเล
จากนั้นคิมหันต์ก็ขึ้นไปเปลี่ยนชุดที่ห้องส่วนผมรออยู่ในห้องนั่งเล่นรวม ไม่นานเราก็ออกเดินไปพร้อมกับกลุ่มนักเรียนคละชั้นปีพูดคุยกันและส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวขณะเดินไปตามถนน
มีบางอย่างรบกวนจิตใจตลอดทางมาสนามฟุตบอลผมมองคิมหันต์ซึ่งเดินนำหน้าห่างออกไปประมาณสามก้าวก่อนจะมองไปยังต้นไม้รอบ ๆซึ่งน่าสนใจน้อยกว่า
ทำไมต้องตามเขามาด้วยนะ? ผมคิด
ที่จริงผมให้เขาไปกับคนพวกนี้ก็ได้ที่นี่ไม่มีอะไรน่าเป็ห่วง แต่อาจยกเว้นเื่เดียวคือสุนัขจรจัดตัวหนึ่งที่คุณพ่ออรรถพลตั้งชื่อให้ว่ามะขามมันหลงมาที่นี่ได้เกือบปีแล้ว มะขามดุร้ายมากและเคยกัดนักเรียนไปแล้วหลายหน แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้อสนับสนุนที่หนักแน่นพอสำหรับการพาตัวเองมายังสนามฟุตบอลทั้ง ๆ ที่ผมควรเอาเวลาไปฝึกซ้อมดนตรีเพื่อเตรียมตัวสำหรับพิธีเปิดเทอมที่จะถึงในอีกสามวันข้างหน้า
หากแต่เพื่อความกระจ่างผมจึงอนุญาตให้ตัวเองใช้สายตามองไปที่เด็กหนุ่มตัวสูงอีกครั้งคราวนี้ไม่ละสายตาไปไหน ผมปล่อยให้วิธีการเคลื่อนไหวของหัวไหล่และลักษณะการย่างก้าวของคิมหันต์เฉลยสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจจนกระทั่งเมื่อนั่งลงข้างสนามฟุตบอลผมจึงรู้ว่าอะไรคือแรงกระตุ้นที่แท้จริง
มันไม่ใช่เพราะผมตอบรับคำชวนเพื่อรักษามารยาทไม่ใช่เพราะ้าหาแรงบันดาลใจให้ตัวเองหันมาเล่นกีฬา และไม่ใช่เพราะผมอยากเห็นลีลาการเตะฟุตบอลของคิมหันต์ว่าจะเก่งสักแค่ไหน
ความจริงคือผมปรารถนาที่จะเห็นเสื้อกีฬาสีส้มแนบติดกายยามที่เขาเหงื่อออกปรารถนาที่จะเห็นกล้ามเนื้อต้นขาเคลื่อนไหวเป็รอน ๆ ขณะออกวิ่ง และอย่างสุดท้ายคือความปรารถนาอันหน้าไม่อายผม้าเห็นเขาถอดเสื้อที่เปียกชุ่มหลังจากทำแต้มได้อย่างงดงาม
มันทำให้ผมนึกถึงอีกเหตุการณ์หนึ่งในอดีตผมมีความสามารถพิเศษอยู่หนึ่งอย่าง เป็สิ่งที่เมื่อตอนสมัยเด็กผมภูมิใจมาก แต่แล้วก็เปลี่ยนความคิดหลังจากที่คุณพ่อท่านหนึ่งพาไปเล่นน้ำในคลองหลังโรงเรียนเมื่อปีกลาย
ถ้าผมบอกคุณว่าตัวเองมีความจำอย่างละเอียดคุณจะเชื่อไหม?ผมเป็ผู้จำที่ดีมากเชียวนะ ไม่เคยทำให้ตัวเองเดือดร้อนในวิชาเรียนเลย ผมสามารถจดจำได้แม้กระทั่งข้อความต่างๆ ว่ามาจากตอนไหนในพระคัมภีร์ หรือบอกได้ว่าอีกสองปีข้างหน้าจะมีวันฉลองนักบุญอะไรบ้าง
พวกเพื่อน ๆบอกว่าผมเป็คนฉลาด แต่ผมกลับคิดว่านี่อาจเป็คำสาป เพราะมันทำให้ผมลืมเื่ราวต่างๆ ได้ยากลำบาก ทำให้ผมเรียนรู้ได้ไวเกินไป โตเร็วเกินไปและโหยหามากเกินไป ผมยังไม่ลืมตอนที่เล่นน้ำในคลองกับเพื่อนๆ ในวันนั้น ภาพเหตุการณ์ยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง
ขณะนั้นเย็นมากแล้ว ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็สีม่วงอมส้ม พระอาทิตย์คล้อยต่ำกำลังจะจากลาแต่เรายังคงสนุกสนานกันอยู่
ในที่สุดเมื่อคุณพ่อะโเรียกให้เรากลับผมกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อปราการก็ว่ายน้ำขึ้นฝั่งเพื่อเปลี่ยนไปใส่เสื้อผ้าที่นำมาด้วย
แต่ใครจะไปคิดว่าปราการจะกล้าเปลื้องผ้าต่อหน้าผมใครจะรู้ว่าเขาโตเป็หนุ่มทั้งแท่งจนกระทั่งได้เห็นไรขนสีดำบริเวณใต้สะดือ แล้วผมจะทราบได้อย่างไรว่าทำไมส่วนนั้นของปราการจึงแข็งตัวเขาอายุมากกว่าผมแค่เจ็ดเดือนเองนะ! ขนาดมันไม่น่าจะต่างกันถึงเพียงนี้ในขณะที่ผมยังมีร่างกายเหมือนกับเด็กเจ็ดขวบ
ผมอยากรู้มากกว่านี้อยากเห็นมากกว่านี้และอยากเข้าใจมากกว่านี้
แต่ผมคงจ้องมองอย่างโจ่งแจ้งจนปราการเริ่มรู้สึกตัวและหันหลังให้
แล้วทันใดนั้นจิตใต้สำนึกของผมก็กรีดร้องอย่างรู้สึกผิดความละอายถาโถมใส่จนรู้สึกคลื้นไส้และต้องกัดฟันเอาไว้ผมไม่ควรคิดถึงเื่นั้นอีก สำหรับนักเรียนศาสนาแล้วก็ยิ่งไม่สมควร
ผมหลับตาลงและระลึกถึงพระวาจาที่ว่า
“แต่เรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่าผู้ใดมองหญิงด้วยความใคร่ ก็ได้ล่วงประเวณีกับนางในใจแล้ว”
ผมสงสัยเหลือเกินว่ามันรวมถึงบริบทของผมด้วยหรือไม่กับการคิดอย่างนั้นต่อผู้ชายด้วยกัน แต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับเมืองโสโดมผมก็มั่นใจว่าพระองค์ทรงรวมไว้อย่างแน่นอน
เย็นวันนั้นเมื่อกลับถึงห้องผมนอนแผ่หลาบนเตียงร่างกายมีพลัง แต่จิตใจเหนื่อยล้าจากการวิ่งไปมาระหว่างนรกกับ์ ผมจ้องมองเพดานสีขาวนานหลายนาทีพยายามหาความคิดต่าง ๆ มาลบล้างอีกความคิดแต่ก็ไม่สำเร็จ และก่อนที่จะรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรผมก็หันไปมองเตียงอีกฝั่งซึ่งตอนนี้ปูด้วยผ้าปูสีฟ้าอ่อนสบายตา
คิมหันต์กำลังอาบน้ำที่ห้องน้ำรวมข้างล่างอีกหลายนาทีกว่าจะกลับขึ้นมา ฉะนั้นผมจึงมีเวลาส่วนตัวครู่หนึ่งที่จะสนทนากับพระองค์
“พระเ้าข้าตอนนี้ลูกเปราะบางเหลือเกินและเร่าร้อนที่จะแสวงหาในสิ่งที่ไม่ควรโปรดช่วยให้ลูกมั่นใจด้วยเถิดว่ามันไม่ใช่ความผิดของลูก เพราะพระองค์สร้างให้ลูกเป็แบบนี้มอบดวงตาให้ลูกมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ทั้งดีและเลว และถ้าไม่ใช่เพราะพระองค์อนุญาตให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแสดงว่าทั้งหมดเป็การผจญที่แสนทารุณจากซาตานใช่ไหม?”
“ลูกรู้ว่าไม่อาจเปรียบเทียบตัวเองกับพระบุตรสุดที่รักแต่ผมเองก็เป็ลูกบุญธรรมของพระองค์นะ เป็น้องชายของพระเยซูหลังได้รับศีลล้างบาปพระองค์เป็พ่อของผม แล้วทำไมถึงปล่อยให้ลูกต้องเจอกับเื่อะไรแบบนี้ด้วย!”
ผมกำลังโกรธและเสียใจจึงกล่าวตัดพ้อเพราะรู้สึกว่าชีวิตไม่ได้รับความยุติธรรม แต่เพียงแค่ผ่านไปไม่กี่วินาทีผมก็เรียนรู้อย่างรวดเร็วที่จะโทษตัวเอง
พระเ้าทรงมอบอิสรภาพอันไร้ขอบเขตให้แก่มนุษย์และผมก็เลือกที่จะปล่อยให้ตัวเองกล้าปรารถนาในสิ่งที่ไม่คู่ไม่ควรเหมือนดังที่เอวาเกิดความเย้ายวนเมื่อมองไปที่ผลไม้ต้องห้ามในใจกลางสวนเอเดน
เพราะเหตุนี้ผมจึงเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเองได้ไหมที่จะคิดกับคิมหันต์เพียงแค่รูมเมทผมจะหักห้ามใจตัวเองได้นานแค่ไหนไม่ให้คิดถึงรอยยิ้มของเขา และผมจะทำอย่างไรหากวันหนึ่งคิมหันต์ไม่อยากอยู่ห้องนี้อีกต่อไปแล้ว
ผมควรขอร้องให้เขาอยู่ต่อหรือแสร้งทำเป็ว่านี่คือส่วนหนึ่งของชีวิตเด็กหอผมคงยอมรับได้ถ้าหากเขาจะมานอนด้วยบ้างสักคืนสองคืน แต่คงจะเสียใจมากหากคิมหันต์ปล่อยให้ผมต้องอยู่อย่างเหงาๆ ซึ่งผมตระหนักรู้อย่างทรมานว่าไม่สามารถทำอะไรเพื่อเหนี่ยวรั้งเขาได้เลย
น่าแปลกที่เมื่อก่อนผมเคยรู้สึกโอเคกับการอยู่คนเดียวทว่าวันนั้นผมไม่เพียงไขกุญแจเปิดประตูห้อง 2410 เท่านั้น แต่ยังเปิดประตูหัวใจทุกห้องต้อนรับเขาอีกด้วยซึ่งจะไม่มีวันปิดหรือใส่กลอนเด็ดขาด
ขอเพียงแค่อย่ามองว่าผมเป็คนแปลกๆ หรือทำให้รู้สึกอับอายด้วยเื่พวกนี้ เพราะนอกจากอะไรก็แล้วแต่ที่คิมหันต์จะได้รับเมื่อเข้าแผ่นดิน์เขายังจะได้รับหัวใจของผมเป็รางวัลอีกด้วย
จนกระทั่งเปิดเทอมไปแล้วเกือบเดือน ผมจึงได้รู้อะไรมากมายเกี่ยวกับคิมหันต์ในแง่ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน
อย่างแรกคือเขาเป็นักดนตรีและเคยเล่นในวงโยทวาธิตที่โรงเรียนเก่าคิมหันต์แสดงเทคนิคให้ดูในวิชาดนตรีว่าการเป่าทรัมเป็ตให้เสียงออกมาดีควรทำอย่างไรและยังแสดงให้เห็นว่าการวางนิ้วจับคอร์ดไวโอลินไม่ใช่เื่ยากอย่างที่คิด แถมเขายังกระตือรือร้นที่จะสอนคนอื่นๆ จนคุณพ่อกำนันซึ่งเป็อาจารย์ประจำวิชาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชวนเข้าชมรม
อย่างที่สองคือคิมหันต์มีสมองเป็เครื่องคิดเลขเขาสามารถคำนวณโจทย์คณิตศาสตร์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำอย่างน่าเหลือเชื่อจนเพื่อนๆ ไว้ใจมาขออาศัยลอกการบ้าน แต่คิมหันต์ก็นับว่าเป็เด็กใหม่ใจกล้า แทนที่เขาจะปฏิเสธและอยู่เฉยๆ ทว่ากลับเลือกที่จะสอนการบ้านให้คนอื่น ๆ ไม่ใช่แค่พอเป็พิธี แต่คิมหันต์ยังนั่งกำกับและตรวจทานจนแน่ใจว่าทำถูกต้อง
อย่างที่สามคือด้านกีฬาเื่นี้ไม่ทำให้ผมแปลกใจเท่าไหร่ แต่การที่คิมหันต์สามารถเล่นบาสเกตบอลวอลเลย์บอล แบตมินตัน วิ่งแข่งและอื่น ๆ อีกมากมายอย่างชำนาญคล่องแคล่วก็ทำให้ผมเริ่มตั้งคำถามกับชีวิต
คนเราจะเก่งไปเสียทุกอย่างได้หรือ?ดีพร้อมทุกอย่างโดยไม่มีข้อบกพร่องเลยหรือ?
ผมเชื่อมาตลอดว่าพระเ้าคือความสมบูรณ์แบบแต่เมื่อได้เห็นคิมหันต์ทำแต้มโดยไม่พลาดเป้าเลยสักครั้ง หรือวิ่งถึงเส้นชัยเป็คนแรกเสมอในทุกการแข่งขันผมก็เข้าใจทันทีว่าทำไมเขาถึงโด่งดังในระยะเวลาอันสั้นและใคร ๆ ก็้าตัว
มีอยู่วันหนึ่งตอนที่ยืนข้างสนามบาสเกตบอลเฝ้ามองคิมหันต์ผ่านแว่นตาทรงกลมขณะที่เขาถูกกลืนหายไปในกลุ่มคนที่เข้ามาร่วมโห่ร้องยินดีหลังได้รับชัยชนะตอนนั้นเองที่ผมอยากจะอันตรธานหายไปทันที จะอยู่ต่อไปทำไมในเมื่อแผ่นดินมีคนที่เพียบพร้อมกว่าเก่งกว่าและดูดีกว่าเป็ของขวัญให้คนทั้งโลกได้ชื่นชม
คิมหันต์อาจช่วยให้มวลมนุษย์รอดพ้นจากการถูกพิพากษาในวันสุดท้ายเพียงแค่คุกเข่าสวดภาวนาหรืออาจยับยั้งาที่ไหนสักแห่งได้สำเร็จเพราะชายคนนี้ไม่เคยทำสิ่งใดล้มเหลวเลยพระเ้าจะทรงสดับฟังเสียงของเขาและประทานตามที่วอนขอ ในขณะที่ผมถูกเพิกเฉยและปล่อยให้เดินไปในเส้นทางรกร้างด้วยหูตาที่มืดบอด
เพื่อน ๆชอบเขา บรรดาคุณพ่อต่างก็ชื่นชม แม้กระทั่งลุงกิตผู้เป็ภารโรงและไม่ค่อยเป็มิตรกับนักเรียนเท่าไหร่ยังนำส้มมาแบ่งให้คิมหันต์บรรยากาศเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี และผมก็ััได้ว่าบ้านเณรที่ห่อเหี่ยวกำลังกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ผ่านมาจนถึงเดือนสิงหาคมซึ่งอากาศยังคงอุ่นสบายผมสามารถมองเห็นดาวมากมายั้แ่หัวค่ำวันไหนว่าง ๆ ผมจะรีบอาบน้ำและขึ้นไปนั่งรับลมบนดาดฟ้า หรือไม่ก็ลงไปนั่งเล่นที่สวนหย่อมข้างโรงอาหารนอนเกลือกกลิ้งบนหญ้าสีเขียวและคอยลุ้นว่าจะบังเอิญเห็นดาวตกสักดวงไหม
เมื่อก่อนผมเคยชวนปราการมาด้วยกันบ่อยๆ แต่เดียวนี้เราไม่ได้คุยกันแล้ว เป็แบบนี้มาั้แ่วันที่บราเดอร์วินเข้ามาคุยเื่ย้ายห้องซึ่งก็ผ่านมาเป็แรมปี
ส่วนวันนี้ผมตั้งใจว่าจะชวนคิมหันต์ไปนั่งเล่นข้างนอกโดยนำเกมบอยของเขาไปด้วยมันคงเป็การหย่อนใจที่เข้าท่า ถ้าไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายชิงพูดตัดหน้าไปเสียก่อน
“คืนนี้เราไปนอนห้องไอ้การนะรันล็อกห้องได้เลยไม่ต้องรอ” คิมหันต์ในชุดเสื้อกล้ามสีขาวกับกางเกงบอลขาสั้นสีน้ำเงินลุกขึ้นจากเตียงเมื่อพูดจบ
ตอนนี้คิมหันต์มีเพื่อนใหม่มากมายทั้งรุ่นน้องและรุ่นพี่ใคร ๆ ก็ยินดีให้เขาไปเล่นหรือนอนค้างที่ห้องด้วยทั้งนั้น ผมจะไม่แปลกใจเลยถ้าวันหนึ่งเขาอยากจะย้ายออก
“อ่าวสนิทกับไอ้การด้วยเหรอ” ผมปากคอแห้ง ราวกับจู่ ๆ ความชื้นในอากาศก็หายไปฉับพลัน
“ก็ยังไม่สนิทหรอก”เขาบอกขณะเดินไปที่ประตู “แต่คืนนี้มีถ่ายทอดสดฟุตบอลน่ะ มันดึกมากเราไม่อยากรบกวน”
รบกวน?
ผมไม่เคยมองสิ่งต่างๆ เป็เื่รบกวนเลยเมื่อมันมาจากคิมหันต์ เขาสามารถเข้าออกห้องนี้เมื่อไหร่ก็ได้ตาม้าจะเปิดไฟทิ้งไว้ทั้งคืนเพื่ออ่านหนังสือหรือร้องเพลงเสียงดังเมื่อไหร่ก็ได้ที่รู้สึกอารมณ์ดีเขาสามารถทำอะไรก็ได้ที่นี่ ในห้องนี้ เพราะมันเป็ห้องของเรา และผมจะไม่บ่นว่าอะไรเลยสักคำเลย
แต่มันก็เป็สิทธิ์ของคิมหันต์ที่จะนอนที่ไหนก็ได้ผมคงลืมไปแล้วว่าไม่ได้เป็อะไรกับเขา คิมหันต์ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงของผมและไม่ได้เป็อะไรนอกจากรูมเมทฉะนั้นผมจึงไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งวุ่นวายถ้าไม่ใช่เื่คอขาดบาดตาย
เขาก็แค่ไปนอนห้องคนอื่นไปนอนห้องของปราการแค่นั้นเอง
เมื่อเห็นว่าผมไม่พูดอะไรอีกคิมหันต์ก็เปิดประตูและออกไปปล่อยให้คืนนี้ผมนอนหลับคนเดียวในห้อง 2410