ตอนที่ 17: หุบเขาสิบหมื่นดารา และผลไม้รสหวานท่ามกลางดงอสูร
การเดินทางมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือดำเนินไปอย่างราบรื่น ขบวนรถม้าเสริมเหล็กกล้าของสมาคมการค้าตระกูลมู่เคลื่อนตัวผ่านภูมิประเทศที่ค่อยๆ แปรเปลี่ยนจากทุ่งหญ้ากว้างขวางเข้าสู่แนวป่าทึบ ต้นไม้โบราณขนาดหลายสิบคนโอบตั้งตระหง่านเรียงรายราวกับทหารยามพิทักษ์ดินแดน กิ่งก้านสาขาที่แผ่ขยายออกไปเบื้องบนถักทอเข้าหากันจนบดบังแสงอาทิตย์เกือบมิด ทิ้งไว้เพียงรังสีแดดรำไรที่ส่องลอดลงมาทาบทับลงบนพื้นดิน กลายเป็ เงา ของแมกไม้ที่ทอดตัวสลับซับซ้อนดูเร้นลับและน่าค้นหา
ที่นี่คือ 'หุบเขาสิบหมื่นดารา' ดินแดนรอยต่ออันกว้างใหญ่ไพศาลที่เต็มไปด้วยทรัพยากรล้ำค่าและสัตว์อสูรดุร้าย
บรรยากาศภายในเขตหุบเขาแตกต่างจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง อากาศที่นี่หนาแน่นไปด้วยอณูพลังปราณบริสุทธิ์จนเกิดเป็ละอองน้ำค้างเรืองแสงเกาะอยู่ตามใบหญ้า สำหรับผู้ฝึกตนทั่วไป สถานที่แห่งนี้คือ์สำหรับการดูดซับพลังงาน ทว่าสำหรับจ้าวหาน มันคือ 'บุฟเฟต์มวลสาร' ชั้นยอดที่กระตุ้นให้เตาปฏิกรณ์ชีวภาพในจุดตันเถียนของเขาหมุนวนทำงานอย่างร่าเริง
จ้าวหานเอนกายพิงผนังรถม้า ั์ตาสีดำขลับทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ทุกลมหายใจเข้าออกของเขาเป็การสูบเอาละอองปราณบริสุทธิ์ในอากาศเข้าไปหลอมรวมกับความร้อนของแก่นอสูรเพลิงโลกันต์ภายในร่าง ิัสีดำมันวาวของกายาเหล็กไหลซึมซับพลังงานเ่าั้อย่างเงียบเชียบ ช่วยรักษาสมดุลของอุณหภูมิร่างกายไม่ให้ร้อนจนเกินพอดี
[เ้านายครับ... อากาศที่นี่มีส่วนประกอบของอนุภาคคาร์บอนและออกซิเจนที่อัดแน่นมาก ประสิทธิภาพการกรองของปอดคุณตอนนี้ทำงานได้ดีกว่าเครื่องฟอกอากาศระดับอุตสาหกรรมเสียอีก] เสียงของศูนย์ (Zero) ดังขึ้นพร้อมกับตัวเลขสถิติที่วิ่งพล่านในระบบประสาท [มวลสารสำรองอยู่ที่ 96 เปอร์เซ็นต์ โครงสร้างเหล็กไหลเสถียรสุดๆ... แต่ผมขอเตือนว่าอย่ามัวแต่สูดอากาศเพลิน ร่างกายคุณยัง้าแร่ธาตุหยาบจากการเคี้ยวกลืนเพื่อเสริมความแข็งของกระดูกอยู่นะครับ]
'รู้แล้วน่า ข้าไม่ได้กะจะอิ่มทิพย์เหมือนพวกเซียนจำศีลเสียหน่อย' จ้าวหานตอบกลับในใจ พลางละสายตาจากทิวทัศน์ภายนอกหันมามองหญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
มู่รุ่ยเสวี่ยกำลังง่วนอยู่กับการจัดเตรียมเอกสารบัญชีและการประเมินราคาสมุนไพร นางสวมชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อนที่ดูทะมัดทะแมงขึ้นเพื่อให้เหมาะกับการเดินทางไกล ปอยผมที่ตกลงมาระคลอเคลียแก้มเนียนใสถูกเ้าตัวปัดออกอย่างไม่ใส่ใจนัก ภาพของคุณหนูตระกูลใหญ่ที่ตั้งใจทำงานอย่างขะมักเขม้นดูมีเสน่ห์ไปอีกแบบ
"พ้นเขตป่าชั้นนอกนี้ไป เราก็จะถึงจุดแวะพักแรกของสมาคมการค้าตระกูลมู่แล้วค่ะ" นางเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาพร้อมรอยยิ้มบางๆ "ที่นั่นมีเสบียงเนื้อสัตว์อสูรระดับสูงตุนไว้จำนวนมาก น่าจะพอให้คุณชายจ้าว 'ทานเล่น' ได้อีกหลายวัน"
จ้าวหานหัวเราะเบาๆ ในลำคอ "ข้าชักจะเกรงใจสมาคมการค้าของท่านแล้วสิ ั้แ่รู้จักกันมา ข้ากินเสบียงของท่านไปน่าจะเท่ากับกองทัพขนาดเล็กกองหนึ่งได้แล้วมั้ง"
"คุณชายจ้าวอย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลยค่ะ" มู่รุ่ยเสวี่ยส่ายหน้า "ชีวิตของข้าและผู้ติดตามมีค่ามากกว่าเนื้อสัตว์อสูรพวกนั้นนับพันเท่า หากไม่ได้ท่านคอยคุ้มครอง ป่านนี้พวกเราคงกลายเป็ปุ๋ยบำรุงดินใต้กำแพงเมืองเมฆาครามไปแล้ว... อีกอย่าง การลงทุนกับ 'ยอดฝีมือ' เช่นท่าน ถือเป็การค้าที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิตของข้าเลยค่ะ"
คำพูดที่ตรงไปตรงมาและแฝงความนัยของนางทำเอาคนหน้าหนาอย่างจ้าวหานถึงกับต้องกระแอมไอแก้เขิน เขาเบือนหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้งเพื่อซ่อนประกายความขัดเขินในดวงตา
ในจังหวะนั้นเอง สายตาอันเฉียบคมของจ้าวหานก็สะดุดเข้ากับประกายแสงสีทองระยิบระยับที่ส่องลอดออกมาจากซอกหินผาขนาดใหญ่ริมทาง มันไม่ใช่แสงสะท้อนของแร่ธาตุ แต่เป็ผลไม้รูปร่างคล้ายหยดน้ำที่มีเปลือกโปร่งแสงจนมองเห็นน้ำหวานสีทองที่อัดแน่นอยู่ภายใน
"ผลดาราร่วง!" มู่รุ่ยเสวี่ยที่ชะโงกหน้ามาดูตามสายตาของเขาอุทานขึ้นด้วยความประหลาดใจ "ไม่น่าเชื่อว่าเราจะพบมันในเขตป่าชั้นนอกเช่นนี้ ปกติมันจะเติบโตเฉพาะในเขตน้ำตกปราณลึกเข้าไปในหุบเขาเท่านั้น"
"นี่แหละของหวานที่ข้ารอคอย" จ้าวหานลุกขึ้นยืน กายาเหล็กไหลของเขาส่งแรงกดทับจนพื้นรถม้าลั่นเอี๊ยดอ๊าด "ศูนย์... สแกนพื้นที่รอบๆ ผลไม้นั่นที ของดีแบบนี้มักจะไม่ถูกทิ้งไว้เฉยๆ หรอก"
[คำนวณเสร็จสิ้น... มีสัญญาณความร้อนระดับสามซุ่มอยู่ใต้ชั้นดินใกล้กับโขดหินผานั้นครับเ้านาย มวลกล้ามเนื้อและกระดูกจัดอยู่ในหมวด 'สัตว์เลื้อยคลานหุ้มเกราะ' ระวังพิษที่มีฤทธิ์กัดกร่อนด้วยนะครับ] "ให้ข้าจัดการเองเถิดค่ะคุณชาย" มู่รุ่ยเสวี่ยรีบเอ่ยปราม "ท่านเป็ถึงยอดฝีมือ ไม่ควรต้องลดตัวลงไปจัดการกับสัตว์อสูรระดับสามให้เปลืองแรง ข้าจะให้ผู้คุ้มกันออกไปนำมันมาให้"
"ไม่ต้องหรอกแม่นางมู่ ปล่อยให้ข้ายืดเส้นยืดสายบ้างเถอะ นั่งอุดอู้ในรถม้ามาทั้งวันจนข้อต่อเหล็กไหลของข้าเริ่มจะฝืดแล้ว"
กล่าวจบ จ้าวหานก็ผลักบานประตูรถม้าออกและกระโจนลงสู่พื้นดินอย่างนุ่มนวล แม้น้ำหนักตัวของเขาจะมหาศาล แต่การควบคุมสมดุลกล้ามเนื้อที่แม่นยำทำให้เขาลงพื้นโดยแทบไม่มีเสียงดัง
เขาเดินตรงเข้าไปหาโขดหินผานั้นอย่างใจเย็น ภายใต้ เงา ของป่าที่ร่มครึ้ม บรรยากาศรอบตัวจ้าวหานดูผ่อนคลายราวกับกำลังเดินเล่นในสวนหลังบ้าน เขาไม่แม้แต่จะเรียกปืนมหาประลัยออกมาด้วยซ้ำ
แกรก... ชี่!
ทันทีที่จ้าวหานก้าวเข้าไปในระยะสิบเมตร พื้นดินเบื้องหน้าก็ะเิออก อสรพิษเกราะศิลา สัตว์อสูรระดับสามที่มีขนาดลำตัวเท่ากับต้นเสา พุ่งพรวดขึ้นมาจากใต้ดิน เกล็ดสีเทาเข้มของมันแข็งแกร่งดุจหินผา ปากที่อ้ากว้างพ่นหมอกควันสีเขียวที่มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรงพวยพุ่งเข้าใส่ร่างของเด็กหนุ่ม
"ระวังพิษค่ะ!" มู่รุ่ยเสวี่ยะโเตือนจากหน้ารถม้า
จ้าวหานไม่ได้ถอยหนี เขาปล่อยให้หมอกพิษสีเขียวพัดผ่านร่างกายไปอย่างไม่ไยดี เสียง 'ซ่า' ดังขึ้นเมื่อพิษร้ายัักับเสื้อผ้าของเขาจนขาดวิ่น ทว่าเมื่อมันัักับิัสีดำมันวาวของกายาเหล็กไหล พิษเ่าั้กลับระเหยกลายเป็ไอไปในพริบตาโดยไม่ทิ้งรอยขีดข่วนใดๆ แม้แต่น้อย
"แค่เนี้ย? น้ำยาล้างห้องน้ำที่บ้านข้ายังแสบกว่านี้อีก" จ้าวหานแสยะยิ้ม
อสรพิษเกราะศิลาชะงักไปชั่วครู่เมื่อเห็นว่าพิษไม้ตายของมันไร้ผล มันส่งเสียงขู่ฟ่อและพุ่งตวัดหางอันทรงพลังที่เต็มไปด้วยหนามแหลมฟาดเข้าใส่เอวของจ้าวหานหมายจะหักกระดูกเขาให้เป็สองท่อน
ตึง!
เสียงปะทะดังสนั่นประดุจค้อนเหล็กฟาดเข้ากับระฆังใบั์ หางของอสรพิษฟาดเข้าที่สีข้างของจ้าวหานอย่างจัง ทว่าร่างของเด็กหนุ่มกลับยืนนิ่งสนิทราวกับรูปสลักเหล็กกล้า ไม่มีแม้แต่อาการเซถลา กลับเป็ฝ่ายอสรพิษเองที่เกล็ดหางแตกกระจายและส่งเสียงร้องด้วยความเ็ป กระดูกหางของมันร้าวระบมจากการกระแทกเข้ากับสิ่งที่แข็งแกร่งกว่าตัวมันเองหลายสิบเท่า
"เกล็ดเ้าแข็งดีนี่... แต่ของข้า 'หนาแน่น' กว่าเยอะ"
จ้าวหานยื่นมือขวาออกไปคว้าหมับเข้าที่ลำคอของอสรพิษั์ด้วยความเร็วที่ตาเปล่ามองไม่ทัน เขาไม่ได้ใช้พลังลมปราณ ไม่ได้ใช้เคล็ดวิชาใดๆ เป็เพียงแค่พละกำลังดิบเถื่อนของกายาเหล็กไหลล้วนๆ
กร๊อบ!
นิ้วมือที่แข็งประดุจคีมเหล็กบีบขยี้เกล็ดศิลาและกระดูกคอของสัตว์อสูรระดับสามจนแหลกละเอียดในพริบตาเดียว อสรพิษั์ดิ้นรนเพียงสองสามครั้งก่อนที่ร่างของมันจะอ่อนปวกเปียกสิ้นใจตายคามือของเขาอย่างง่ายดาย
[ว้าว! พละกำลังทางกายภาพเพียวๆ แตะระดับห้าหมื่นนิวตัน! เ้านายครับ... ถ้าคุณไปแข่งงัดข้อในโลกเดิม คุณคงงัดจนแขนคู่แข่งหลุดติดมือมาแน่ๆ] ศูนย์หัวเราะร่วนในระบบประสาท [แถมมวลสารจากงูั์ตัวนี้ยังมีโปรตีนสูงปรี๊ด ให้ผู้คุ้มกันลากไปทำซุปงูตุ๋นยาจีนคืนนี้เลยครับ!]
"ความคิดไม่เลว" จ้าวหานโยนร่างไร้ิญญาของอสรพิษลงบนพื้นเสียงดังตึง ก่อนจะเดินไปเด็ด 'ผลดาราร่วง' สีทองอร่ามสามผลที่ซ่อนอยู่ในซอกหินมาถือไว้ในมือ
เขาเดินกลับมาที่รถม้าพร้อมกับผลไม้รสหวาน โยนร่างงูั์ให้ผู้คุ้มกันที่ยืนอ้าปากค้างจัดการต่อ แล้วก้าวขึ้นไปนั่งบนเบาะนุ่มฝั่งตรงข้ามกับมู่รุ่ยเสวี่ยที่ยังคงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นางเคยเห็นเขาใช้ปืนะเิกำแพงเมือง แต่การที่เขาใช้มือเปล่าหักคอสัตว์อสูรระดับสามอย่างสบายๆ แบบนี้ ยิ่งตอกย้ำความน่ากลัวของ 'กายา' ที่แท้จริงของเขา
"อะ... นี่ของท่าน ผลหนึ่ง" จ้าวหานยื่นผลดาราร่วงที่เช็ดทำความสะอาดแล้วให้นาง "ข้าชิมดูแล้ว หวานชื่นใจดีจริงๆ สมกับที่โฆษณาไว้ไม่มีผิด"
มู่รุ่ยเสวี่ยรับผลไม้มาด้วยมือที่ยังคงสั่นเล็กน้อย นางกัดชิมคำหนึ่ง ความหวานละมุนที่กระจายไปทั่วปากช่วยคลายความตึงเครียดในใจลงได้มาก นางมองดูชายหนุ่มเบื้องหน้าที่เพิ่งจะฆ่าอสรพิษั์ด้วยมือเปล่า แต่บัดนี้กลับกำลังเคี้ยวผลไม้อย่างมีความสุขราวกับเด็กน้อยที่ได้ขนมถูกใจ
"ขอบคุณค่ะ... อร่อยมากจริงๆ" นางยิ้มกว้างออกมาจนตาหยี บรรยากาศอันหนักอึ้งมลายหายไปสิ้น
รถม้าเคลื่อนตัวต่อไปตามเส้นทางป่าลึก เข้าสู่่เวลาพักผ่อนที่แท้จริงของการเดินทาง จ้าวหานได้เติมเต็มความหวานให้กระเพาะอาหาร ส่วนมู่รุ่ยเสวี่ยก็ได้เติมเต็มความมั่นใจว่าการเดินทางครั้งนี้ นางมีผู้พิทักษ์ที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่เคียงข้าง
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปอย่างผ่อนคลายลึกเข้าไปในหุบเขาสิบหมื่นดารา ห่างออกไปหลายสิบลี้ ภายใต้ เงา ของหมอกหนาทึบที่ปกคลุมบริเวณ 'ค่ายการค้าสาขารอง' ของตระกูลมู่... กลิ่นคาวเืและควันไฟกำลังลอยคละคลุ้ง กลุ่มคนลึกลับในชุดดำกำลังยืนเหยียบย่ำซากศพของผู้คุ้มกันตระกูลมู่ พร้อมกับจับตัวประกันสำคัญไว้เพื่อรอคอยการมาถึงของขบวนรถม้าคุณหนูใหญ่
วิกฤตครั้งใหม่กำลังรอคอยพวกเขาอยู่เบื้องหน้า และคราวนี้... มันอาจไม่ใช่เื่ที่สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้กำลังเพียงอย่างเดียวเสียแล้ว!