สายฝนยังคงโปรยปรายอยู่ภายนอกหน้าต่าง
เยว่เสวี่ยหลิงนั่งอยู่ข้างกรอบหน้าต่าง มองหยาดฝนที่ร่วงผ่านแสงจันทร์ลงสู่ลานหินใต้ต้นหลิว กลิ่นดินชื้นหลังฝนลอยมากับสายลมเย็น ทว่าในความเงียบของค่ำคืนนั้น กลับมีเพียงถ้อยคำหนึ่งที่ยังคงก้องอยู่ในใจ
ข้าไม่เคยเสียใจกับสิ่งที่ข้าเลือก
นางหลับตาลงช้า ๆ ราวกับ้าสลัดภาพของใครบางคนออกจากความคิด แต่ยิ่งหลับตา ภาพนั้นกลับยิ่งแจ่มชัดกว่าเดิม
ลมแรงขึ้นจนละอองฝนสาดผ่านขอบหน้าต่างเข้ามา เยว่เสวี่ยหลิงจึงยื่นมือไปปิดบานหน้าต่าง ก่อนเอนแผ่นหลังพิงกรอบไม้เบา ๆ ปลายนิ้วแตะริมฝีปากของตนเองโดยไม่รู้ตัว ราวกับความอบอุ่นจากฝ่ามือของอีกคนยังหลงเหลืออยู่ไม่จางหาย
อีกฟากหนึ่งของอาราม โม่หยวนซางยืนอยู่ใต้ชายคาเพียงลำพัง สายตาเงยขึ้นมองดวงจันทร์ซึ่งถูกม่านเมฆบดบังเป็ครั้งคราว
โปรดมองตาข้า...
เหตุใดท่านจึงดีกับข้านัก
เสียงในความทรงจำดังขึ้นอีกครั้ง
เขาหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะเบา ๆ ให้กับตนเอง
ฟ้าแลบวาบผ่านขอบฟ้า ตามมาด้วยเสียงอัสนีคำราม เมื่อแสงสว่างชั่วขณะดับลง เหลือเพียงรอยยิ้มจาง ๆ บนมุมปาก และมือที่วางนิ่งอยู่เหนือแผ่นอกของตนเอง
* * * * *
เสียงนกร้องแว่วมาจากนอกหน้าต่างในยามฟ้าสาง ท้องฟ้ายังคงสลัวจากฝนเมื่อคืน เยว่เสวี่ยหลิงรู้สึกเหมือนมีบางอย่างกดทับอยู่บนตัวจนขยับได้ไม่ถนัด นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ก่อนหันไปมองด้านข้างโดยแทบไม่ต้องเดา
ฉิงอีนอนขดอยู่ข้างกายอย่างสบายใจ แขนข้างหนึ่งพาดอยู่บนเอวของนาง ส่วนขาก็พาดทับมาเสียแน่นราวกับกลัวอีกฝ่ายจะหายไปไหน ใบหน้านวลยังมีรอยแดงจาง ๆ จากการหลับใหล เส้นผมยุ่งเล็กน้อยตกลงมาปรกแก้มจนดูคล้ายเด็กมากกว่าจะเป็ศิษย์แห่งจวินเหิงหย่วน
เยว่เสวี่ยหลิงยกมือขึ้นปัดปอยผมที่บดบังใบหน้านั้นออกเบา ๆ ตั้งใจจะลุกจากเตียง แต่แขนที่พาดอยู่กลับกระชับแน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ
“ฉิงอี...”
นางเรียกเสียงเบา พลางลูบแก้มอีกฝ่าย
“เ้าแอบมานอนห้องข้าอีกแล้วนะ”
ฉิงอีขมุบขมิบปากราวกับกำลังละเมอถึงของกิน ก่อนพึมพำออกมาอย่างไม่เป็ภาษา
“ข้ากินไม่ไหวแล้ว...เสวี่ยหลิง...”
รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่ยังหลับตาอยู่
เยว่เสวี่ยหลิงหลุดหัวเราะ ก่อนใช้นิ้วบีบแก้มอีกฝ่ายแรงขึ้นเล็กน้อย จนฉิงอีสะดุ้งลืมตา
นางกะพริบตาปริบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มกว้างราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
“ทำไมเ้าไม่กลับไปนอนห้องตัวเอง”
แทนคำตอบ ฉิงอีกลับซุกหน้าลงบนไหล่ของนาง แล้วกอดแน่นกว่าเดิม
“เมื่อคืนฟ้าร้อง...”
น้ำเสียงอู้อี้ดังอยู่ข้างไหล่
“ข้ากลัว”
เยว่เสวี่ยหลิงถอนหายใจยาวอย่างคนที่ได้ยินคำแก้ตัวนี้มานับครั้งไม่ถ้วน ก่อนจับไหล่อีกฝ่ายให้ลุกขึ้นนั่ง
“ถึงไม่มีฝน ไม่มีฟ้าร้อง เ้าก็มาห้องข้าเกือบทุกวันอยู่ดี”
ฉิงอีหัวเราะแห้ง ๆ ก่อนรีบลุกจากเตียง
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตู นางกลับหันมายิ้ม
“แต่เ้าก็ชินแล้วมิใช่หรือ”
เยว่เสวี่ยหลิงมองแผ่นหลังนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้าอย่างจนใจ
“ไปอาบน้ำได้แล้ว”
ฉิงอียิ้มกว้าง เปิดประตูวิ่งออกไป ทิ้งไว้เพียงเสียงฝีเท้าที่ค่อย ๆ เลือนหายไปตามระเบียง
ภายในห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
แต่ความอบอุ่นที่หลงเหลืออยู่บนเตียง กลับยังไม่จางหาย
เสียงระฆังแห่งจวินเหิงหย่วนดังกังวานไปทั่วอาราม ขณะที่แสงแดดยามสายทอดลงบนลานฝึกเบื้องล่าง เยว่เสวี่ยหลิงยังคงฝึกควบคุมลมปราณอยู่เพียงลำพังใต้ต้นเหมย เสี้ยวจันทราลอยวนรอบกายเป็สายแสงสีเงิน เคลื่อนไหวสอดคล้องกับกระแสปราณของนางอย่างต่อเนื่อง
ไม่ไกลออกไป โยวหงนั่งอยู่ข้างโต๊ะหิน มองเพื่อนของตนฝึกฝนด้วยสีหน้าครุ่นคิด ก่อนหันกลับไปทางฉิงอีซึ่งกำลังคัดแยกสมุนไพรอยู่ฝั่งตรงข้าม มือเล็ก ๆ หยิบใบยา ดอกไม้แห้ง และรากสมุนไพรใส่ถุงผ้าอย่างคล่องแคล่ว ราวกับเป็กิจวัตรที่ทำอยู่ทุกวัน
“อีกไม่กี่วันก็จะถึงการประลองคัดเลือกอาจารย์แล้ว” โยวหงเอ่ยพลางทอดสายตามองออกไปไกล “ข้าอยากกลับไปหามารดากับพี่ชายเสียจริง ่นี้ข้าฝันไม่ดีนัก”
ฉิงอีผูกปากถุงสมุนไพรจนเรียบร้อย ก่อนยื่นข้ามโต๊ะไปให้
“สมุนไพรชุดนี้ช่วยให้ลมปราณไหลเวียนดีขึ้น”
เมื่อเห็นความกังวลบนใบหน้าอีกฝ่าย นางจึงยิ้มบาง ๆ
“หากเป็ห่วงนัก เ้าก็ฝากศิษย์พี่ที่ออกลาดตระเวนป่าสามภพให้แวะไปดูทางภพอสูรสักครั้งสิ”
คำพูดนั้นทำให้รอยยิ้มค่อย ๆ กลับมาปรากฏบนใบหน้าของโยวหง นางรับถุงสมุนไพรไว้แล้วพยักหน้าเบา ๆ
ไม่นาน เยว่เสวี่ยหลิง หยางเสวี่ยอิน ซุนหยุนฟง และเหยียนซานก็เดินเข้ามาจากลานฝึก ฉิงอีรีบหยิบถุงสมุนไพรที่เตรียมไว้แจกให้ทุกคนทันที ราวกับเฝ้ารอพวกเขาอยู่แล้ว
เหยียนซานรับถุงของตน ก่อนตบอกดังปุ ๆ อย่างฮึกเหิม
“หากอยู่แนวหน้า ข้าจะใช้ร่างนี้ปกป้องเ้าเอง”
คำพูดนั้นเรียกเสียงหัวเราะจากคนรอบข้าง เยว่เสวี่ยหลิงรับถุงสมุนไพรจากมือฉิงอีแล้วหมุนดูอยู่ครู่หนึ่ง
“ก็เพราะสมุนไพรของเ้านี่แหละ ข้าถึงฝึกได้เร็วขึ้นมาก”
ซุนหยุนฟงผูกถุงของตนเข้ากับผ้าคาดเอว ก่อนมองทุกคนสลับกันไปมา
“แต่การคัดเลือกครั้งนี้รับเพียงห้าคนเท่านั้น”
ฉิงอียกนิ้วขึ้นนับทีละคน เริ่มจากโยวหง เยว่เสวี่ยหลิง หยางเสวี่ยอิน ซุนหยุนฟง จนถึงเหยียนซาน
“หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า...”
จากนั้นจึงถอนหายใจยาว
“ส่วนข้า...”
หยางเสวี่ยอินหลุดหัวเราะ ก่อนใช้ปลายขลุ่ยแตะศีรษะอีกฝ่ายเบา ๆ
“ศิษย์จวินเหิงหย่วนที่อยู่ภายนอกก็เข้าร่วมด้วย แม้แต่ข้ายังไม่แน่ใจว่าจะผ่านหรือไม่”
ฉิงอีตบโต๊ะดังปัง
“ถ้าเช่นนั้นก็ดีเลย”
ทุกคนหันมามองพร้อมกัน นางจึงกล่าวต่อด้วยสีหน้าจริงจัง
“พวกเ้าจะได้สอบตกไปพร้อมข้า”
คราวนี้ทั้งโยวหง หยางเสวี่ยอิน ซุนหยุนฟง และเหยียนซานต่างจ้องนางเป็ตาเดียว ฉิงอีจึงรีบลุกขึ้นวิ่งไปหลบหลังเยว่เสวี่ยหลิงทันที
“เสวี่ยหลิง! พวกเขาจะรังแกข้า!”
เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมกันทั่วลานฝึก ก้องสะท้อนผ่านแนวต้นไม้และกำแพงอาราม ราวกับเป็เพียงวันสงบสุขธรรมดาอีกวันหนึ่งของพวกเขา
* * * * *
ทว่าไกลออกไปในป่าลึก เสียงหัวเราะเ่าั้ไม่มีวันเดินทางไปถึง
ผู้คนกว่าสิบชีวิตถูกเชือกมัดรวมกัน เดินโซเซเป็แถวผ่านเส้นทางรกทึบ ใบหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยความอ่อนล้าและสิ้นหวัง ชายผู้คุมขบวนสะบัดแส้ลงกลางอากาศจนเกิดเสียงดังสนั่น ก่อนตวาดขึ้น
“รีบเดิน!”
เขาหันมองเส้นทางเบื้องหน้าอย่างระแวดระวัง
“ต้องพาพวกมันไปถึงเหมือง ก่อนนักรบสามภพจะผ่านมา”
* * * * *
สายฝนสุดท้ายของฤดูโปรยปรายลงมาอย่างบางเบา ละอองน้ำเกาะอยู่บนกลีบดอกไม้และรูปปั้นเทพธิดากลางลานเรียน กลิ่นหอมของบุปผาหลังฝนฟุ้งกระจายไปทั่วอาราม
ศิษย์จำนวนมากยังคงถือคัมภีร์หลบฝนอยู่ภายในศาลา บ้างอ่านทบทวน บ้างสนทนาถึงบทเรียนของวัน ขณะที่เยว่เสวี่ยหลิงยืนอยู่ริมชายคา มองละอองฝนซึ่งยังตกลงมาเป็สายบาง ๆ ราวกับกำลังชั่งใจว่าจะรีบออกไปหรือรออีกสักครู่
หยางเสวี่ยอินขยับมายืนข้างนาง พลางทอดสายตามองสายฝนเดียวกัน
“วันก่อน นักฆ่าพวกนั้นพูดถึงบุปผาสามภพ” นางเอ่ยขึ้นเบา ๆ “เ้าคิดว่าพวกเขาหมายความว่าอย่างไร”
โยวหงรีบพับปีกเข้าหากายอย่างระมัดระวัง เกรงว่าละอองฝนจะทำให้ขนปีกเปียก ก่อนขยับเข้ามาร่วมวงสนทนา
“อาจารย์เพิ่งกล่าวในชั้นเรียนมิใช่หรือ ว่านั่นเป็เพียงตำนานเมื่อพันปีก่อน”
ซุนหยุนฟงยื่นมือออกไปนอกชายคาเพื่อทดสอบว่าฝนหยุดสนิทหรือยัง แล้วจึงหันกลับมาพร้อมคัมภีร์ในมือ
“ข้าก็คิดว่าเป็เพียงตำนาน” เขาส่ายหน้า “ผู้คุมกฎทั้งสี่แข็งแกร่งถึงเพียงนั้น จะมีผู้ใดสังหารพวกเขาได้”
เหยียนซานซึ่งยืนกอดอกอยู่ใกล้ ๆ พยักหน้าเห็นด้วย
“ยังมีผู้าุโในสภาอีกมากมาย หากบุปผาสามภพมีอยู่จริง คนผู้นั้นคงน่ากลัวยิ่งนัก”
บทสนทนายังคงดำเนินต่อไปตลอดทาง ขณะทุกคนออกจากอารามเทพธิดาและมุ่งหน้าสู่อารามโอสถ หลังสายฝนหยุดลง เหล่าศิษย์ก็เริ่มทยอยนำสมุนไพรออกมาตากแดดอีกครั้ง กลิ่นใบยาและดอกไม้แห้งลอยคลุ้งไปทั่วลาน
ซุนหยุนฟงซึ่งกำลังช่วยคัดแยกสมุนไพรเงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นมู่หลานซินกำลังตรวจใบยาอยู่ข้างโต๊ะไม้
“ท่านอาจารย์มู่”
มู่หลานซินหันมามอง
“มีอันใดหรือ”
“ท่านเคยได้ยินตำนานบุปผาสามภพหรือไม่ขอรับ”
ทันทีที่คำถามนั้นดังขึ้น ศิษย์รอบด้านต่างพากันเงยหน้ามอง มือของมู่หลานซินซึ่งกำลังพลิกตรวจใบยาชะงักไปเพียงชั่วลมหายใจ ก่อนจะกลับมาเคลื่อนไหวตามปกติ ราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น
“บุปผาสามภพรึ...”
นางพึมพำคล้ายกำลังครุ่นคิด ก่อนค่อย ๆ คลี่พัดหยกในมือออก
“แล้วพวกเ้าคิดว่าข้างดงามพอจะเป็บุปผาหรือไม่”
เหล่าศิษย์นิ่งค้างไปพร้อมกัน แม้แต่ซุนหยุนฟงยังอ้าปากอย่างไม่ทันตั้งตัว
“ขะ...ข้า...”
ยังไม่ทันได้ตอบ ปลายพัดหยกก็แตะลงบนหน้าผากเขาเบา ๆ
“เลิกคิดเื่ไร้สาระได้แล้ว” มู่หลานซินกล่าวพลางปิดพัด “หากสมุนไพรตรงหน้าเ้ายังแยกผิดอีก ข้าจะให้คัดใหม่ทั้งหมด”
เสียงหัวเราะดังขึ้นทันที เหยียนซานส่ายหน้าพลางหัวเราะตาม ขณะที่ซุนหยุนฟงรีบก้มหน้ากลับไปจัดสมุนไพรอย่างว่าง่าย
มู่หลานซินมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้าอย่างระอาแล้วหมุนกายเดินจากมา อาภรณ์สีเขียวอ่อนพลิ้วไหวตามสายลม กระทั่งนางมาหยุดอยู่ริมหน้าต่างของอาราม สายตาทอดมองสวนภายนอกซึ่งยังชุ่มด้วยละอองฝน กิ่งบุปผาเอนตัวไหวเบาๆ ท่ามกลางสายลมหลังพายุ
เงาสะท้อนในดวงตาคู่นั้นสงบนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรอยยิ้มบางเบาจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตรงมุมปาก
“บุปผาสามภพรึ...”
เสียงหัวเราะแ่เบาหลุดออกมา จากนั้นนางจึงหันหลังเดินจากไป ราวกับชื่อเรียกนั้นเป็เพียงเื่เล่าเก่าแก่ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับตนเองแม้แต่น้อย
* * * * *
ตะวันยามเย็นค่อย ๆ คล้อยต่ำเหนือจวินเหิงหย่วน แสงสีทองสาดผ่านลานปฐมกาลซึ่งเป็ลานหินวงกลมกว้างใหญ่ เหล่าศิษย์ถือไม้กวาดช่วยกันเก็บกวาดใบไม้และคราบน้ำฝนที่ยังหลงเหลืออยู่ตามพื้น เสียงพูดคุยหยอกล้อดังสลับกับเสียงหัวเราะเป็ระยะ หลายคนกำลังสนทนาถึงการประลองคัดเลือกอาจารย์ที่ใกล้จะมาถึงด้วยความตื่นเต้น
กระทั่งศิษย์พี่ผู้หนึ่งเดินตรงเข้ามาหาโยวหง แล้วกระซิบบอกบางสิ่งเพียงไม่กี่ประโยค
สีหน้าของนางพลันซีดเผือด ไม้กวาดในมือหล่นกระทบพื้น ก่อนศิษย์พี่ผู้นั้นจะเดินจากไปโดยไม่กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม
เยว่เสวี่ยหลิง ฉิงอี หยางเสวี่ยอิน เหยียนซาน และคนอื่น ๆ รีบเข้ามาล้อมถามด้วยความเป็ห่วง ทว่าเสียงของโยวหงกลับสั่นจนแทบควบคุมไม่ได้
“พ่อของข้า...ไม่ได้กลับบ้านมาสองวันแล้ว”
ถ้อยคำนั้นทำให้บรรยากาศรอบด้านเงียบลงในทันที ฉิงอีรีบขยับเข้าไปโอบนางจากด้านหลัง พลางปลอบด้วยเสียงอ่อน
“บางทีท่านอาจแวะพบญาติระหว่างทางก็ได้”
โยวหงส่ายหน้าทันที ดวงตาแดงเรื่อขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“คนจากภพอสูรจะออกมาภายนอกได้ต้องได้รับอนุญาต หากยังไม่กลับ ย่อมต้องมีเหตุผลบางอย่าง”
เหยียนซานนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง
“่นี้ข้าได้ยินข่าวว่า นิกายกลืนสามภพกำลังดักจับผู้คนในป่าสามภพ”
โยวหงชะงัก ปีกสีดำเกือบกางออกด้วยความตื่นตระหนก
“ข้าต้องกลับไปดู”
นางขยับตัวราวกับพร้อมจะออกเดินทางในทันที ทว่าหยางเสวี่ยอินกลับคว้าข้อมือไว้ แล้วเหลือบมองเหล่าศิษย์พี่ซึ่งยังอยู่รอบลาน
“หากพวกเราออกจากเขตปกครองของจวินเหิงหย่วนโดยพลการ ย่อมต้องถูกลงโทษ”
โยวหงกำชายอาภรณ์แน่น ปีกที่เกือบกางออกค่อย ๆ พับกลับไปด้านหลัง ก่อนนางจะหลุบตาลงอย่างจนใจ
“ข้าเข้าใจแล้ว...”
เมื่อราตรีมาเยือน ท้องฟ้าเหนือจวินเหิงหย่วนกลายเป็ผืนกำมะหยี่สีเข้ม ประดับด้วยดวงดาวนับไม่ถ้วน แสงโคมหน้าห้องพักทอดสว่างเรียงเป็แนวยาว พอให้มองเห็นเส้นทางท่ามกลางความมืด
เงาร่างหนึ่งเคลื่อนผ่านแนวอาคารอย่างรวดเร็ว ก่อนมาหยุดบนหลังคาทางเดิน สายตาทอดไปยังต้นไม้โบราณสองต้นซึ่งตั้งตระหง่านราวประตูสู่บันไดพิสูจน์ตน
โยวหงหันกลับไปมองกลุ่มอาคารเื้ั แสงไฟยังคงส่องลอดออกมาจากหน้าต่างบางห้องอยู่ไกล ๆ ดวงตาของนางสั่นไหวเพียงชั่วครู่ ก่อนมือข้างลำตัวจะค่อย ๆ กำแน่น
“ข้าจะไม่ให้พวกเ้าต้องเดือดร้อน”
เสียงนั้นแ่เบาราวกับกระซิบฝากไว้กับสายลม
จากนั้นปีกสีดำจึงกางออก เงาร่างของนางทะยานผ่านต้นไม้โบราณทั้งสอง ก่อนเลือนหายไปในความมืด