บทที่ 11 พบกันที่วัด
ผู้คนที่เดินตามหลังมาก็เห็นนกบนต้นไม้ตัวนั้นเช่นกัน ทุกคนต่างก็พากันร้องอุทานด้วยความประหลาดใจ บรรดาคุณหนูบางคนยังคิดจะจับนกตัวนั้นไว้ด้วย แต่ฉินหยวนเห็นว่านกตัวนี้ดูฉลาดมาก เมื่อมีคนจับจ้องมันก็หุบหางเจ็ดสีทันที ราวกับว่าเ้าตกตัวนี้มันมองดูคนเหล่านี้อย่างดูแคลน ก่อนจะกระพือปีกบินจากไป
“อ๊ะ?! มันบินไปเสียแล้ว น่าเสียดายยิ่งนัก ถ้าได้อยู่ที่นี่ต่ออีกสักพักก็คงดี” ฉินซูเอ่ยอย่างนึกเสียดาย
“นก้าอิสระ มันย่อมไม่อยากอยู่ที่ใดที่หนึ่งเป็เวลานานอยู่แล้ว และสถานที่นี้ก็มีผู้คนพลุกพล่านมากเกินไป ถ้าถูกจับได้ก็แย่แน่… ใกล้ถึงวัดแล้ว หงอวี้เ้าไปดูก่อนว่าพอจะมีห้องว่างหรือไม่? หลังจากไหว้พระแล้ว ข้าอยากจะพักที่นี่เสียหน่อย” ฉินหยวนสั่งหงอวี้ จากนั้นนางจึงรีบวางของในมือ แล้วเดินไปหาสามเณรน้อยเพื่อสอบถามเื่นี้ทันที
หลังจากทุกคนมาถึงวัดแล้ว ก็จุดธูปไหว้พระทั้งด้านหน้าและด้านหลังจนครบ จากนั้นฉินหยวนจึงพาทุกคนไปพักที่ห้อง
หงอวี้จัดการเื่ต่าง ๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว นางให้เงินแก่เณรน้อยเพื่อหาห้องพักที่เงียบสงบให้ และด้วยวัยของฉินซูที่ยังเด็ก เขาย่อมไม่รู้สึกเหนื่อยล้า แต่หลังจากจัดการเื่เหล่านี้เสร็จ ใบหน้าของแม่นมหลินก็ดูอ่อนเพลียเล็กน้อย
“คุณหนู ไม่ได้หรอกเ้าค่ะ ให้ข้าติดตามไปด้วยเถิด อย่างน้อยแม่นมผู้นี้จะได้สบายใจ” แม่นมหลินส่ายหน้าไม่เห็นด้วยทันที เมื่อได้ยินฉินหยวนบอกให้ตนพักอยู่ที่ห้อง
วันนี้ภายในวัดมีผู้ชายจำนวนมาก ถ้าหากมีผู้ใดมาล่วงเกินคุณหนูจะทำอย่างไรเล่า?!
“แม่นมหลิน ไม่ต้องเป็ห่วงข้าไปหรอก ชิงเหอกับหงอวี้ก็อยู่ด้วย คงไม่มีเื่อะไรเกิดขึ้นกระมัง อีกอย่างวันนี้ขุนนางใหญ่โตล้วนมาที่นี่กันมากมาย คงไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องข้าในตอนกวางวันแสก ๆ เช่นนี้หรอก” ฉินหยวนพูดโน้มน้าวแม่นมหลิน ก่อนจะก็พาเสี่ยวซูไปดูดอกไม้ในสวน
วัดแห่งนี้มีชื่อเสียงเื่ดอกเหมยที่บานสะพรั่งทั่วทั้งูเา เมื่อมองจากตีนเขารู้สึกราวกับมีเมฆสีสันสดใสลอยละล่องอยู่เบื้องหน้า พอเดินเข้าไปใกล้ ๆ ก็ได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกเหมยและมีกลีบดอกไม้ปลิวว่อนเต็มูเา
ที่นี่เงียบสงบมาก ความจริงแล้วแทบจะไม่เห็นผู้คนเลย ฉินหยวนมองดูกลีบดอกไม้ปลิวว่อนไปทั่วูเา ในใจของนางรู้ได้ว่าเมื่อถึงเวลาที่ต้องกลับไปยังจวนตระกูลฉิน นางอาจจะต้องเผชิญกับศึกครั้งใหญ่ แม้ว่านาง้าแก้แค้นคนในตระกูลฉินมากเพียงใด ทว่าในยามนี้นางยังไม่มีความสามารถเพียงพอ
ฉินหยวนจึงต้องค่อย ๆ วางแผนและดำเนินการไปทีละขั้นตอน
“คุณชาย! โปรดวิ่งช้าลงหน่อยเถิด ระวังจะสะดุดล้มด้วยนะเ้าคะ!” เสียงหนึ่งดังออกมาจากสวนดอกเหมย
เด็กชายคนหนึ่งสวมเสื้อนวมสีแดง หันไปทำหน้าทะเล้นใส่คนที่อยู่ข้างหลัง จากนั้นก็แลบลิ้นออกมาแล้ววิ่งตรงมาหาฉินหยวน
ทว่าทันใดนั้น เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อมีคนแปลกหน้าโผล่ออกมาจากสวนดอกเหมย แล้วอุ้มเด็กชายคนนั้นวิ่งหนีไป…
เมื่อฉินหยวนเห็นเช่นนั้นนางก็ใไม่น้อย เพราะหากมองจากเครื่องแต่งกายของเด็กชายก็คงเดาได้ไม่ยากว่าเขาคงเป็บุตรชายของตระกูลร่ำรวยอย่างแน่นอน
คนรับใช้ที่วิ่งตามมาต่างพากันตื่นตระหนกกันหมด รีบะโเรียก “คุณชายเ้าคะ?!!” จนสุดเสียง
เมื่อฉินหยวนได้ยินเหล่าข้ารับใช้เรียกเด็กชายว่าคุณชาย ฉินหยวนจึงนึกขึ้นได้ว่าเด็กชายเมื่อครู่มีใบหน้าและดวงตาที่คล้ายคลึงกับชายผู้หนึ่ง…
เด็กชายผู้นี้คือบุตรเพียงคนเดียวของท่านอ๋องหย่งไม่ใช่หรือ?
“วัดแห่งนี้มีทั้งหมดสามประตู ประตูหลังสองบานและประตูใหญ่หนึ่งบาน พวกเ้ารีบส่งคนไปปิดประตูพวกนั้นเสีย ข้าว่าพวกมันน่าจะมาจากในูเา อาจจะมาซุ่มอยู่ที่นี่นานแล้วก็เป็ได้ หากพวกเ้าติดต่อผู้ดูแลได้ ก็ให้รีบส่งคนมาปิดล้อมที่นี่เสีย” บุตรชายของท่านอ๋องย่อมสามารถทำให้ผู้ดูแลที่นี่ระดมกำลังคนค้นหาได้ อีกทั้งยังเป็บุตรชายเพียงคนเดียวอีกด้วย
เหล่าข้ารับใช้เมื่อได้ยินคำพูดของนางราวกับพบที่พึ่งทางใจ รีบแบ่งคนไปตามผู้ดูแลและคุณชายทันที
เมื่อผ่านไปหนึ่งก้านธูป เหล่าข้ารับใช้ที่ตื่นตระหนกก็กลับมาแล้ว ส่วนคุณชายที่ถูกลักพาตัวไปเมื่อครู่ ยามนี้กำลังกินอมยิ้มอย่างสบายใจอยู่ในอ้อมแขนของชายหนุ่มรูปงามและน่าเกรงขามผู้หนึ่ง
ใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มผู้นั้นทำให้สาวใช้ข้างกายไม่กล้าแม้แต่จะสบตา
“องค์ชายหนิง โชคดีเหลือเกินที่ท่านยังอยู่ที่นี่” แม่นมของคุณชายปลื้มปีติจนเกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้
องค์ชายหนิงเพียงเหลือบมองข้ารับใช้ที่ซาบซึ้งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเ็า “เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดจึงไม่มีผู้คุ้มกันเช่นนี้?”
โดยทั่วไปเมื่อออกนอกจวนจะต้องมีองครักษ์ติดตามไปด้วยเสมอ แต่ครั้งนี้กลับปล่อยให้คุณชายอยู่ในสวนดอกเหมยตามลำพัง ทั้งยังเกือบถูกลักพาตัวไปอีก เื่นี้พอคิดดูแล้วก็รู้สึกสงสัยยิ่งนัก
ความจริงแล้ว แม่นมเยว่ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะตอนนั้นนางรีบเร่งตามคุณชายไปจึงไม่ทันได้สังเกตสิ่งอื่นใด แต่พอมาคิดดูแล้ว การที่พวกนางพาคุณชายออกมาเช่นนี้ก็เหมือนกับรนหาที่ตายชัด ๆ
่นี้ในเมืองหลวงมีเหตุการณ์ไม่ค่อยสงบ เนื่องจากมีบุตรของขุนนางหลายคนหายตัวไป ถึงแม้จะตามเจอบ้าง แต่ส่วนใหญ่ที่เจอก็จะเป็เหมือนคนเซื่องซึมไปแล้ว แม่นมเยว่คิดว่าถ้าคุณชายกลายเป็เช่นนั้นไปด้วย พวกนางที่เป็ข้ารับใช้ก็คงต้องตายแน่
“องค์ชายหนิงโปรดประทานอภัย ข้าก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นเช่นกันเ้าค่ะ” แม่นมเยว่คุกเข่าลงกับพื้น ตามด้วยข้ารับใช้คนอื่น ๆ ต่างก็คุกเข่าตามนางเช่นกัน
องค์ชายหนิงเหลือบมองผู้คนที่คุกเข่าอยู่บนพื้น จากนั้นก็มองไปที่ฉินหยวนซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ใช้นิ้วแตะคางอย่างแ่เบา ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบว่า “ลุกขึ้นเถิด”
จากนั้นก็ส่งคุณชายให้ข้ารับใช้ที่อยู่ข้างกายทันที
“พาเขาไปหาท่านอ๋องหย่ง แล้วรายงานเื่ราวทั้งหมด” หลังจากองค์ชายหนิงสั่งเสร็จ ข้ารับใช้ของท่านอ๋องหย่งก็ไม่กล้าลุกขึ้น พวกเขายังคงคุกเข่าอยู่ที่เดิม
“เ้าเป็คนของตระกูลฉินไม่ใช่หรือ?” องค์ชายหนิงเหมือนจะจำฉินหยวนได้ และเขายังจำได้ด้วยว่านางเป็ใบ้
ไฉนคนใบ้ผู้นี้กลับเปิดปากพูดทั้งยังออกเสียงชัดเจน เรียบเรียงคำพูดเป็ระเบียบถึงเพียงนี้ องค์ชายหนิงรู้สึกได้ในทันทีว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไป
“เ้าค่ะองค์ชาย ข้าคือฉินหยวนจากตระกูลฉิน” ฉินหยวนตอบกลับไปประโยคหนึ่ง สายตาที่ก้มอยู่เป็ประกายวาววับ นางกำลังขยำชายกระโปรงของตนเองด้วยความประหม่า พยายามยืดตัวให้ตรงเพราะนางไม่อยากให้ใครเห็นว่าร่างกายกำลังสั่นเทา
องค์ชายหนิงพยักหน้าตอบเล็กน้อย และไม่ได้เอ่ยถามอะไรอีก เขาสั่งให้ข้ารับใช้ในจวนท่านอ๋องหย่งถอยออกไปทั้งหมด ก่อนจะมองไปที่ฉินหยวนอีกครั้งและกำลังจะเดินจากไป ทว่าฉินหยวนก็เอ่ยออกมากะทันหันทำให้องค์ชายหนิงเกิดความสนใจขึ้นมา
“องค์ชาย ข้ามีเื่จะขอร้องท่านเ้าค่ะ” พอฉินหยวนพูดจบ ชิงเหอกับหงอวี้ที่คุกเข่าอยู่ด้านหลังก็ยิ่งก้มหน้าต่ำลงไปอีก ส่วนฉินซูก็เม้มริมฝีปากแน่นไม่กล้าส่งเสียง
ฉินหยวนตระหนักดีว่าสิ่งที่นางคิดนั้นกล้าหาญเกินไป แต่นางมีโอกาสเพียงครั้งเดียวเท่านั้น องค์ชายหนิงเป็องค์ชายที่ฮ่องเต้โปรดปรานมากที่สุด ทุกคนต่างกล่าวขานกันว่าเขาเป็ผู้ที่มีสง่างาม รักความสงบ ไม่ชอบการนองเื แต่ทว่าในเดือน่เดือนตุลาคมปีนั้น เขากลับคว้าดาบยาวสังหารตระกูลของนางสนมเอกอย่างโเี้ ผู้คนจึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วองค์ชายหนิงผู้นี้คือปีศาจ
“โอ้! มีเื่จะขอร้องข้างั้นหรือ? เข้ามาสิ” องค์ชายหนิงยิ้มมุมปาก น้ำเสียงของเขาเ็าราวกับหิมะบนยอดเขาสูงส่งเกินจะเอื้อมถึง