“ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณทุกคนที่มาร่วมในงานคัดตัวนักแสดงในวันนี้ครับ” ผู้กำกับซ่งพูดเปิดงานก่อนจะมองไปที่หานจิ่งอี๋ “ซึ่งก็เหนือความคาดหมายของผมมากที่ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีโบราณและผู้เชี่ยวชาญด้านการคัดอักษรด้วยพู่กันมาร่วมเป็กรรมการในครั้งนี้ด้วย ต้องขอบคุณหานจิ่งอี๋และตระกูลหานจริงๆ”
หานจิ่งอี๋ไม่คิดว่าผู้กำกับซ่งจะพูดกับเขาแบบนี้ต่อหน้าทุกคน เขาได้แต่นั่งปั้นหน้ายิ้ม
ฟู่เหวินชวนจึงพูดขึ้นแทน “อาจารย์เกากับอาจารย์หัวได้ยินว่าละครเื่นี้เป็ละครอิงประวัติศาสตร์ พวกเขาจึงอยากมาช่วยในการคัดเลือกนักแสดงเพื่อให้ได้นักแสดงที่เหมาะสมกับบทบาทน่ะครับ”
“อาจารย์เกากับอาจารย์หัวมาร่วมคัดเลือกนักแสดงในวันนี้ก็เพราะอยากมาดูลูกศิษย์ของพวกเขาโชว์ฝีมือล่ะมั้ง” ผู้กำกับซ่งตอบพร้อมกันหันไปโค้งศีรษะให้อาจารย์ทั้งสอง “ยังไงก็ฝากอาจารย์ด้วยนะครับ ผมอยากได้นักแสดงที่มีความสามารถและเหมาะสมกับบทบาทจริงๆ ไม่ใช่คนที่มาด้วยเส้นสาย”
อาจารย์เกากับอาจารย์หัวถึงกับทำหน้าไม่ถูก เพราะพวกเขาตั้งใจจะมาสนับสนุนหานจิ่งอี๋จริงๆ แต่พอได้ยินคำพูดของผู้กำกับซ่ง พวกเขาก็มองไปที่เซี่ยฮ่าวหยูอย่างพิจารณา ซึ่งเซี่ยฮ่าวหยูก็ไม่ได้หลบ เขายังนั่งด้วยท่าทางสง่างามเพื่อเตรียมสำหรับการทดสอบ
“การทดสอบแรกคือการเล่นกู่ฉิน ใครจะเป็คนเริ่มก่อน” อาจารย์เกาเสนอ “เอาอย่างนี้ ผมขอเป็คนกำหนดเพลงสำหรับการทดสอบ เอาเป็เพลงรักนิรันดร์ก็แล้วกัน เพลงนี้แสดงถึงอารมณ์ของคู่รักที่รักกันอย่างลึกซึ้งแต่พวกเขากลับไม่สมหวังในความรัก ใครสามารถถ่ายทอดอารมณ์เพลงออกมาได้ดีกว่า ให้ถือว่าคนนั้นชนะไป”
“ผมขอทดสอบก่อนก็แล้วกันครับ” หานจิ่งอี๋ยกมือ เพลงนี้เป็เพลงที่อาจารย์เกาตั้งใจสอนให้เขาโดยเฉพาะ ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ฝีมือการเล่นกู่ฉินของเขาก็ดีขึ้นมาก
หานจิ่งอี๋เริ่มเล่นกู่ฉินด้วยท่วงทำนองที่ไพเราะ ผู้กำกับซ่งถึงกับหน้าเครียด หากหานจิ่งอี๋ชนะในการแข่งขันรอบนี้ เซี่ยฮ่าวหยูก็คงจะลำบากแล้ว แต่พอผู้กำกับซ่งมองไปที่พี่ชายและเพื่อนๆ ของเซี่ยฮ่าวหยู ทุกคนกลับนั่งนิ่งและไม่ได้มีปฏิกิริยาใด
“ตงจื่อ พวกนายไม่เครียดกันเลยเหรอ” ผู้กำกับซ่งกระซิบถามเซี่ยตงจื่อ “หานจิ่งอี๋เล่นดนตรีได้เพราะมากเลยนะ”
“ผู้กำกับซ่ง คุณไม่ต้องกังวลมากไปหรอกครับ รับรองว่าฮ่าวหยูเอาชนะหานจิ่งอี๋ได้แน่ ไม่ใช่แค่ดนตรี การเขียนอักษรด้วยพู่กัน ฮ่าวหยูก็ทำได้ดีเหมือนกัน” เซี่ยตงจื่อบอกอย่างมั่นใจ ความจริงแล้วเขาก็ไม่รู้หรอกว่าน้องชายจะทำทั้งสองอย่างออกมาได้ดีหรือเปล่า แต่ที่ผ่านมาน้องชายไม่เคยทำให้เขาผิดหวัง เมื่อน้องชายบอกไม่ไห้เขากังวล เขาก็จะไม่กังวล
ผู้กำกับซ่งได้ยินคำตอบก็ไม่พูดอะไรอีก
จนถึงการแสดงของเซี่ยฮ่าวหยู เขาใช้สองมือลูบกู่ฉินที่วางอยู่เพื่อทำความคุ้นเคย จากนั้นก็เริ่มบรรเลงเพลงรักนิรันดร์ตามโน้ตที่วางอยู่ ทำนองเพลงราบเรียบแต่เต็มไปด้วยความหนักแน่นและมีชีวิตชีวา แสดงถึงอารมณ์รักของหนุ่มสาว ไปจนถึง่สำคัญของเพลง ทำนองกู่ฉินก็เปลี่ยนเป็ความเศร้าโศกเสียใจ ความเศร้าบาดลึกเข้าไปในใจของทุกคน แม้แต่อาจารย์เกายังแอบเช็ดน้ำตา จนกระทั่งเซี่ยฮ่าวหยูบรรเลงเพลงจบ ทุกคนก็ยังไม่หายจากอาการเศร้า
ผู้กำกับซ่งปรบมือเป็คนแรก “ฮ่าวหยู ถึงฉันจะไม่ได้มีความเชี่ยวชาญ แต่เพลงที่เธอเล่นมันกินใจฉันจริงๆ”
“ต้องยกความดีให้นักประพันธ์ที่แต่งเพลงดีๆ ขึ้นมาครับ” เซี่ยฮ่าวหยูพูดอย่างถ่อมตัว
“ขอถามอาจารย์เกา รอบนี้ใครชนะเหรอครับ” ผู้กำกับซ่งหันไปถามอาจารย์เกาด้วยความสะใจ
อาจารย์เกาได้แต่หันไปส่ายหน้ากับหานจิ่งอี๋ ครั้งนี้เขาช่วยลูกศิษย์ไม่ได้เลย หากเขาตัดสินให้หานจิ่งอี๋ชนะ ชื่อเสียงของเขาคงไม่เหลือแล้ว เขาจึงกัดฟันตอบออกไป “เซี่ยฮ่าวหยูชนะ”
“มีใครคัดค้านไหมครับ” ผู้กำกับซ่งหันไปมองหานจิ่งอี๋และตัวแทนตระกูลฟู่กับตัวแทนตระกูลหานที่มาร่วมชมการคัดเลือก “ถ้าไม่มีก็เริ่มการแข่งขันเขียนอักษรด้วยพู่กันต่อเลยนะครับ”
เซี่ยห่าวหยูกับหานจิ่งอี๋ขึ้นไปยืนบนเวที พู่กัน กระดาษ และหมึกถูกเตรียมไว้อย่างเรียบร้อย
อาจารย์หัวเดินขึ้นมาบนเวที “การแข่งขันรอบนี้จะเป็การคัดบทกลอนตามตัวอย่าง โดยจะให้ผู้ทดสอบคัดอักษรออกมาสองแบบ จะเป็แบบไหนก็ได้ทั้งนั้น ลายมือของใครคัดออกมาแล้วสวยและทรงพลังมากกว่า ให้ถือว่าคนนั้นชนะไป”
“แล้วถ้าคะแนนออกมาเท่ากันล่ะครับ” เซี่ยฮ่าวหยูถาม
“ถ้าคะแนนออกมาเท่ากัน เราก็จะแข่งขันกันต่อด้วยการให้คัดอักษรแบบที่สาม สี่ ห้า ไปเรื่อยๆ” อาจารย์หัวตอบ
“ถ้างั้นก็หมายความว่า นอกจากอักษรจะสวยงามและทรงพลัง คนที่คัดอักษรได้หลายแบบกว่าก็จะเป็ผู้ชนะใช่ไหมครับ”
“เป็อย่างนั้น” อาจารย์หัวยิ้ม เขาฝึกให้หานจิ่งอี๋คัดอักษรมาถึงสามแบบ และลายมือของหานจิ่งอี๋ก็นับว่าใช้ได้ที่สุดในบรรดานักเรียนของเขา อีกอย่างวัยรุ่นสมัยนี้จับพู่กันไม่เป็กันแล้ว เซี่ยฮ่าวที่ไม่เคยเรียนจะเขียนพู่กันเป็ได้อย่างไร รอบนี้ลูกศิษย์ของเขาต้องชนะอย่างแน่นอน “เอาล่ะ เริ่มการแข่งขันได้”
กลอนสี่บรรทัดถูกนำมาวางไว้ตรงกลางเพื่อให้เซี่ยฮ่าวหยูกับหานจิ่งอี๋ดูเป็ตัวอย่าง หานจิ่งอี๋เริ่มเขียนกลอนลงกระดาษโดยไม่ลังเล เขาคัดกลอนบทนี้จนจำได้ขึ้นใจแล้ว
เซี่ยฮ่าวหยูไม่รีบร้อน เขาท่องบทกลอนอยู่หลายรอบจนจำได้ขึ้นใจ จากนั้นเขาก็เริ่มคัดกลอนลงบนกระดาษทีละแผ่น จนกระทั่งหมดเวลา หานจิ่งอี๋คัดกลอนออกมาได้สามแผ่นด้วยตัวอักษรสามแบบ เขาตั้งใจจะหันไปเยาะเย้ยเซี่ยฮ่าวหยู แต่เมื่อเห็นกลอนที่เซี่ยฮ่าวหยูคัดเสร็จถึงสิบแผ่น หานจิ่งอี๋ก็หน้าเสียทันที
อาจารย์หัวที่ตั้งใจจะเดินมาดูความสำเร็จของลูกศิษย์ แต่เมื่อเห็นลายมือของเซี่ยฮ่าวหยู เขาถึงกับถามชายหนุ่มเสียงสั่น “เธอ...เธอไปเรียนมาจากอาจารย์ท่านไหน”
“ผมเรียนมากับคุณพ่อของผมครับ” เซี่ยฮ่าวหยูตอบ
“ฉันขอไปพบคุณพ่อของเธอได้ไหม”
“คงไม่ได้หรอกครับ เพราะคุณพ่อของผมท่านเสียไปตั้งนานแล้ว” เซี่ยฮ่าวหยูยิ้มให้อาจารย์หัว “อาจารย์ครับ รบกวนประกาศผลการตัดสินเถอะครับ ทุกคนรอฟังอยู่”
“รอบนี้เซี่ยฮ่าวหยูชนะ” อาจารย์หัวประกาศเสียงดัง
ผู้กำกับซ่งยิ้มหน้าบานกว่าใครที่เซี่ยฮ่าวหยูชนะได้ทั้งสองรอบ พระเอกละครของเขาจะไม่มีการเปลี่ยนตัวอีก ส่วนคนที่อยากมาแย่งบทก็ฝันไปเถอะ “จากผลการทดสอบ ผมขอแสดงความยินดีกับเซี่ยฮ่าวหยูที่จะได้รับบทนำในละครเื่ใหม่ของผมไปนะครับ”
“เดี๋ยวครับผู้กำกับซ่ง ผมเป็ตัวแทนของตระกูลหาน ในเมื่อคุณจิ่งอี๋ไม่ได้รับบทนำ ทางเราขอถอนตัวจากการเป็ผู้สนับสนุนการถ่ายทำละครเื่นี้ครับ”
“ตระกูลฟู่ก็ขอถอนตัวจากการสนับสนุนเช่นกัน”
ผู้กำกับซ่งหุบยิ้ม “หากพวกคุณถอนตัว พวกคุณจะต้องจ่ายค่าปรับหลายล้านเป็ค่าผิดสัญญานะครับ”
“ไม่มีปัญหาครับ ทางเราจะส่งเอกสารยกเลิกและจะส่งเช็คเงินสดค่าผิดสัญญามาให้ด้วย” ตัวแทนตระกูลหานบอก
“ตระกูลฟู่ของเราก็จะส่งเอกสารตามมาเหมือนกันครับ” ตัวแทนตระกูลฟู่พูดขึ้นและไม่ลืมที่จะพูดเื่สำคัญ “แต่ยังมีอีกประเด็นหนึ่งคือเื่บทละคร ผู้เขียนบทละครและบทละครเื่นี้เป็ลิขสิทธิ์ของตระกูลฟู่ เพราะฉะนั้นเราจะนำบทละครกลับคืน ถ้าผู้กำกับซ่งยังอยากใช้บทละครของเรา คุณจะต้องจ่ายเงินซื้อลิขสิทธิ์และยังต้องมาคุยเงื่อนไขกันใหม่ครับ”
“ผมเลือกส่งบทละครคืนครับ ต่อไปนี้ผมขอไม่ร่วมงานกับตระกูลฟู่และตระกูลหานอีก” ผู้กำกับซ่งหันไปมองเหลียงซินซินกับคุณนายเหลียง “คุณนายเหลียง ในเมื่อบทถูกส่งคืนเ้าของไปแล้ว ที่ผมเคยเลือกลูกสาวของคุณให้มารับบทรองก็ถือเป็โมฆะไปนะครับ”
“ไม่ได้นะผู้กำกับ! ทางเรารอบทละครเื่ใหม่ได้” คุณนายเหลียงพูดอย่างไม่ยินยอม กว่าที่เธอจะทำให้ลูกสาวคว้างานของผู้กำกับซ่งมาได้ไม่ใช่เื่ง่าย เธอจะยอมปล่อยโอกาสนี้ไปได้ยังไง
ผู้กำกับซ่งส่ายหน้าแต่ก็ยังยิ้ม “ตอนนี้บทละครก็ไม่มีแล้ว ผมคงต้องไปติดต่อนักเขียนบทคนใหม่ กว่าจะเปิดกล้องได้ก็คงอีกนาน อย่ารอให้เสียเวลาเลยครับ”
“ไม่เป็ไรนะครับคุณน้าเหลียง ให้ซินซินมารับบทนางเอกคู่กับผมก็ได้ ด้วยศักยภาพการแสดงของผมกับซินซิน รวมถึงบทละครที่ดีเยี่ยมเื่นี้ ละครที่ผมจะสร้างออกมาต้องได้รับความนิยมอย่างแน่นอนครับ” หานจิ่งอี๋พูดอย่างมั่นใจ
“แต่เราก็คงจะติดปัญหาเื่ผู้กำกับอยู่ดี ในประเทศเรามีไม่กี่คนหรอกนะที่กำกับละครย้อนยุคได้” คุณนายเหลียงยังเสียดายกับที่ไม่ได้ร่วมงานกับผู้กำกับซ่ง
“คุณน้าลืมไปแล้วเหรอครับว่าพี่เหวินชวนก็เคยกำกับหนังย้อนยุคมาก่อน” หานจิ่งอี๋หันไปยิ้มให้ฟู่เหวินชวน “พี่จะรับกำกับละครเื่นี้ไหมครับ เื่งบประมาณก็ไม่ต้องห่วง ตระกูลหานของผมจะรับผิดชอบเอง”
คุณนายเหลียงมองไปทางผู้กำกับซ่งที่ไม่ได้สนใจตนเองกับลูกสาว สลับกับมองไปที่หานจิ่งอี๋ที่จะให้ลูกสาวรับบทนางเอก “ก็ได้ น้าจะให้ซินซินรับบทนางเอกละครของเธอ ไม่เท่านั้น น้ายังจะร่วมลงทุนในการผลิตละครเื่นี้ด้วย”
“ผู้กำกับไม่ต้องกังวลนะคะ ตระกูลฉินของฉันจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการสร้างละครเื่ใหม่เองค่ะ” ฉินซูอี้พูดพร้อมกับหันไปยิ้มให้หานจิ่งอี๋ “ตระกูลฉินไม่เคยขาดเงิน”
“เหอะ...ซูอี้ ตระกูลฉินมีเงินแล้วยังไง ในเมื่อบทละครดีๆ มาอยู่ในมือพี่จิ่งอี๋แล้ว เธอคิดว่าเธอจะไปหาคนเขียนบทคนไหนมาเขียนให้ทันพวกเธอเปิดกล้อง” เหลียงซินซินที่รู้ว่าตนเองได้รับบทนางเอกเป็ที่แน่นอนแล้ว เธอจึงพูดอย่างไม่เกรงใจใคร “คุณผู้กำกับซ่งคะ ขอบคุณที่ก่อนหน้านี้คุณให้โอกาสฉันได้ร่วมงานนะคะ แต่น่าเสียดายที่ฉันจะต้องเอาความสามารถไปใช้กับกองถ่ายอื่นเสียแล้ว”
“งั้นผมก็ขออวยพรให้ละครของพวกคุณดังเป็พลุแตกไปเลยนะครับ” ผู้กำกับซ่งเดินออกจากห้องไปประชุมไปทันที เขาไม่ได้เสียดายแหล่งเงินทุนอย่างตระกูลหานกับตระกูลฟู่ และไม่ได้เสียดายนักแสดงฝีมือแย่อย่างหานจิ่งอี๋กับเหลียงซินซิน แต่เขาเสียดายบทละครดีๆ นั้นมากกว่า เพราะไม่ง่ายเลยกว่าที่เขาจะเจอบทละครย้อนยุคที่ถูกใจ
ในห้องประชุมเวลานี้มีเพียงเซี่ยฮ่าวหยู เซี่ยตงจื่อ จ้าวจิ่นเทา ซูเม่ย ฉินซูอี้ และเจียลี่ลี่อยู่เท่านั้น
“ผู้กำกับซ่งดูหัวเสียมากเลยนะ” เจียลี่ลี่พูดขึ้น
“ผู้กำกับชอบบทละครเื่นี้มากเลยค่ะ” ซูเม่ยบอก
“พี่ซูเม่ย ถ้าผมจะเขียนพล็อตให้พี่ พี่จะเอาไปเขียนเป็บทละครออกมาได้ไหมครับ” เซี่ยฮ่าวหยูถามขึ้น
“มันก็คงจะได้ล่ะนะ แต่ติดที่พล็อตของนายจะน่าสนใจและถูกใจผู้กำกับหรือเปล่าน่ะสิ” ซูเม่ยบอก
“ผมขอเวลาห้าวันก็แล้วกันครับ” เซี่ยฮ่าวหยูบอก ในเมื่อเป็ละครย้อนยุค เื่แต่งจะสู้เื่ที่เกิดขึ้นจริงได้ยังไง เขาตั้งใจจะเอาเื่ของเขามาเขียน เื่ชิงบัลลังก์และเล่ห์อุบายในวังหลังของเขามีน้อยเสียเมื่อไหร่ และที่สำคัญ เขาอยากให้ทุกคนได้รับรู้ถึงความรักอันยิ่งใหญ่ที่เขามีต่อฉินซูอี้