ตัวละครหลัก
สุรชาติ นายตำรวจหนุ่มที่ประจำตำบลแห่งหนึ่งในยโสธร เขาต้องเข้ากรุงเทพฯเพื่อสืบหาพระพุทธรูปที่หายไป
ยศวัฒน์ เพื่อนของสุรชาติ ผู้ซึ่งเคยเรียนวิชามวยมาพร้อมกับสุรชาติที่ยโสธร ปัจจุบันกลายเป็นักมวยที่มีชื่อเสียง
ทัณยวิทย์ เป็นักมวยมีฝีมืออีกคนที่มีนิสัยหยิ่งยโส ไม่ค่อยเห็นหัวใคร แต่มีหน้าตาหล่อเหลา บุคลิกดี จึงเป็ที่ชื่นชอบของสาวๆ
อังเดรย์ ตำรวจหนุ่มชาวอังกฤษ ผู้ที่มาช่วยสืบหาพระพุทธรูปที่หายไป ภายนอกดูเป็คนเ้าชู้ แต่ความจริงเป็คนรักเดียวใจเดียว
สุชาดา สาวแว่นผมยาว ที่มีอาชีพเป็ไกด์นำเที่ยว เธอมีนิสัยแปลกๆ เพราะเธอเป็ stalker ที่คอยติดตามสุรชาติอยู่ตลอด
รินะ ผู้หญิงเท่ห์ สวมสร้อยที่พ่อให้อยู่ตลอด เป็เพื่อนรักของสุชาดา เธอเป็ชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ที่ไทย พ่อของเธอเป็ถึงเ้าพ่อที่ทำการค้าขายรถยนต์ภายในไทย
ญาสิณี นางแบบสุดสวย ใครๆต่างก็รุมจีบเธอ ค่ายมวยได้จ้างให้เธอมาช่วยถ่ายโปรโหมตการแข่งมวย ทำให้เธอต้องมาเกี่ยวข้องกับนักมวยอย่างช่วยไม่ได้
ตอนที่ 1
สุรชาติและยศวัฒน์เป็เพื่อนรักกัน ทั้งสองเป็เด็กวัด อาศัยอยู่กับวัดมาั้แ่เด็กๆ ทำให้ได้ไปเรียนวิชามวยกับท่านมัคนายก ประจำวัดแห่งหนึ่งในยโสธร พระอาจารย์ที่วัดนั้นได้ทำการสักลายเสือเผ่นที่หลังให้กับลูกศิษย์ทั้งสอง โดยทั้งสองจะต้องสัญญาว่าจะรักษาศีลห้าไม่ให้ขาดเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นภัยจะถึงตัว
เมื่อนายสุรชาติมีอายุ 15 ปี แม่ของเขาก็เสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ประกอบกับมีภาวะซึมเศร้าร่วมด้วย เลยไม่มีกำลังใจต่อสู้กับโรคภัย พ่อของเขาไม่เคยมาดูดำดูดีเลย ทำให้สุรชาตินั้นเกลียดพ่อมาก ตั้งใจไว้ว่าจะตัดขาดไม่ติดต่อท่านอีกเลย
ในระหว่างนั้นสุรชาติบวชเป็เณรเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แม่เป็เวลาหนึ่งปี หลังจากนั้นเขาจึงสอบเข้าเพื่อเรียนตำรวจ
ยศวัฒน์ผู้ซึ่งเติบโตมาด้วยกันเลยใช้วิชามวยหาเงินเลี้ยงชีพ จนกระทั่งมีชื่อเสียง เ้าของค่ายมวยที่นครปฐม เห็นฝีไม้ลายมือจึงชักชวนให้ยศวัฒน์ย้ายไปเป็นักมวยที่ค่ายของเขา ทำให้ตอนอายุ 16 ปี เขาได้ย้ายไปอยู่นครปฐม และได้แยกจากนายสุรชาติ ทั้งสองเลยไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย
ห้าปีต่อมาสุรชาติได้เป็ผู้หมวดประจำตำบลแห่งหนึ่งในยโสธร ในครั้งนั้นนั่นเองที่เขาได้พบกับยศวัฒน์เพื่อนเก่าอีกครั้ง แต่นายยศได้กลายเป็นักมวยชื่อดัง เขาได้มาต่อยมวยในเวทีที่ยโสธร
“ไม่ได้เจอกันนานนะ นายยศ” สุรชาติเดินทักเพื่อนเก่า
“โห นายเป็ถึงตำรวจแล้วหรือนี่” นายยศเห็นเพื่อนแต่งเต็มยศ
“นายเองก็เป็ถึงนักมวยชื่อดัง วันนี้ขอให้นายชนะก็แล้วกัน” สุรชาติอวยพร
“ขอบใจเพื่อน ว่าแต่นายไม่สนใจมาเป็นักมวยด้วยกัน เงินดีนะจะบอกให้” นายยศพยายามชวน
“ฉันกลัวชนะนายไง 555” สุรชาติตั้งใจล้อเล่น
นายยศถึงกับส่ายหน้า “เฮ้อ แล้วค่อยเจอกันนะ ฉันต้องขึ้นเวทีแล้ว”
“โชคดีนะเพื่อน เสียดายที่ไม่ได้ดูนายแข่ง ฉันต้องกลับสน.แล้ว” สุรชาติโบกมือลาแล้วเดินไปขึ้นรถทันที
วันต่อมา แม้สุรชาติจะไม่ได้ดูเพื่อนแข่ง แต่พอหยิบหนังสือพิมพ์มาอ่านก็เป็ไปตามคาด นายยศชนะน็อคคู่แข่งในยกที่สาม ในใจคิดว่า “เก่งเกินไปแล้วเพื่อน”
พอเที่ยง สุรชาติพาเพื่อนไปเลี้ยงที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือแถวบ้าน
“โห ทำไมนายไม่พาไปภัตตาคารสุดหรูบ้าง” นายยศตั้งใจล้อเล่น
“นายก็รู้นี่ ว่าร้านที่นี่อร่อยที่สุดแล้ว” สุรชาติกล่าว
“อะ อะ ก็ได้ ว่าแต่นายจะพาฉันไปไหนต่อ” นายยศสงสัย
“ก็พานายไปไหว้พระอาจารย์ และไปเยี่ยมท่านมัคนายกด้วยกันไง” สุรชาติเห็นว่าเป็โอกาสดี
“อืม ก็ดีเหมือนกัน นานๆจะได้กลับมายโสธรที” นายยศเห็นด้วย
*******************************************************************
หลังจากทานก๋วยเตี๋ยว นายยศขับพาสุรชาติไปที่วัด เพื่อไปไหว้พระอาจารย์
“อื้อ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะโยมยศ” พระอาจารย์กล่าวทัก
“ต้องขอบคุณหลวงพ่อและท่านมัคนายก ที่ทำให้ผมมีชื่อเสียงได้จนถึงทุกวันนี้” นายยศกล่าวอย่างซึ้งใจ
“สิ่งที่อาตมาตั้งใจให้โยมนั้นก็คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเ้า โยมจะต้องไม่ลืมนะ จงรักษาศีลห้า และยึดมั่นกระทำความดี ละเว้นความชั่วทั้งปวง นั่นจะทำให้โยมประสบแต่ความสุขความเจริญ” พระอาจารย์ตั้งใจกล่าวกับนายยศ
“โยมจะจดจำไว้ครับ” นายยศกล่าว
“ดีแล้ว ดีแล้ว” พระอาจารย์หันมากล่าวกับนายสุรชาติ “โยมเองก็เช่นเดียวกัน หากเกิดอะไรขึ้น อย่างจองเวรจองกรรม โยมต้องรู้จักให้อภัย การแก้แค้นไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น จำไว้นะโยม”
“ครับ โยมจะจำไว้” นายชาติรับคำ
“อาตมาขอตัวไปพักก่อนก็แล้วกันนะ” พระอาจารย์รู้สึกไม่สบายเลยขอเข้าไปจำวัด
พระอาจารย์ดูชราภาพมากขึ้น ตอนนี้ท่านกำลังอาพาธ เข้าโรงพยาบาลเป็ว่าเล่น แม้ลูกศิษย์จะรู้สึกเป็ห่วงเป็ใยมากแค่ไหนก็ไม่อาจช่วยอะไรได้เลย
ทั้งสองเลยเดินไปหาท่านมัคนายกผู้ซึ่งเป็อาจารย์สอนวิชามวย
“เป็ไงบ้าง นายยศ ได้ข่าวว่าเป็แชมป์หลายสมัยแล้วนี่” มัคนายกกล่าวอย่างปลื้มใจ
“ต้องขอบคุณอาจารย์มากเลยครับ” ยศไหว้ขอบคุณ
“แล้วนายล่ะ นายชาติ ทำไมไม่หันไปต่อยมวยบ้างล่ะ นายเองก็มีฝีมือไม่ใช่เล่นนี่” มัคนายกเสียดายฝีมือนายชาติ
“ผมกลัวเป็แชมป์ครับ 555” นายชาติพูดล้อเล่น
ลุงมัคนายกส่ายหน้า แล้วขอตัวไปที่ศาลาสวดศพเพื่อคุยเื่พิธีกรรมกับญาติผู้ตายเสียก่อน
*******************************************************************
หลังจากนั้นหนึ่งสัปดาห์ พระอาจารย์อาพาธหนักมาก นายยศถึงขั้นขับรถเพื่อกลับมาเยี่ยมถึงโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในยโสธร เมื่อนายยศมาถึงโรงพยาบาล ก็เห็นนายชาติยืนอยู่หน้าห้องไอซียู เขากำลังจะไปสอบถามเพื่อน แต่หมอก็เดินออกมาพอดี
“หมอเสียใจด้วยครับ พระอาจารย์มรณภาพแล้ว” หมอแสดงสีหน้าเสียใจจริงๆ เพราะช่วยจนสุดความสามารถแล้วจริงๆ
ลูกศิษย์ทั้งสองพากันทรุดตัวคุกเข่าอย่างไม่ได้นัดหมาย เพราะนึกไม่ถึงว่าพระอาจารย์ที่เคารพรักจะมรณภาพเร็วถึงเพียงนี้
นายยศจึงช่วยสนับสนุนเงินประกอบพิธีศพ ส่วนนายชาติก็มาช่วยงานทุกวันอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
ในวันฌาปนกิจศพ นายชาติยืนอยู่หน้าเมรุ พร้อมกับกล่าวในใจว่า “ผมจะจดจำคำสั่งสอนของหลวงพ่อครับ”
*******************************************************************
หนึ่งเดือนต่อมาเกิดเหตุไม่คาดฝัน พระพุทธรูปทองคำศักดิ์สิทธิ์ ปางสมาธิ หน้าตัก 60 นิ้ว ที่ประดิษฐานอยู่ที่โบสถ์ในวัดแห่งนั้น ณ ยโสธรได้ถูกขโมยไป
ผู้หมวดชาตินำทีมตำรวจนั่งรถมาดูเหตุการณ์ที่วัดทันที ตำรวจบางส่วนรีบตรวจสอบลายนิ้วมือ แต่ก็ไม่พบร่องรอยอะไรเลย คาดการณ์ว่าคนร้ายน่าจะสวมถุงมือ แสดงว่ามีการเตรียมการมาอย่างดี เพราะเมื่อตรวจกล้องวงจรปิด ก็พบว่ากล้องได้พังเสียหายไปแล้ว นั่นแสดงว่าคนร้ายต้องเป็คนใน เพราะรู้แม้กระทั่งตำแหน่งของกล้องวงจรปิด
“ผมสงสัยว่าจะเป็ฝีมือท่านมัคนายกนะครับ เพราะทั้งพระและเด็กวัดต่างบอกว่าท่านหายตัวไป” นายตำรวจคนหนึ่งกล่าว
“เป็ไปไม่ได้ครับ ท่านมัคนายกไม่ใช่คนแบบนั้น ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดเสียก่อน” นายชาติไม่เชื่อร้อยเปอร์เซนต์
“คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ ท่านมัคนายกอาจเป็คนมือถือสาก ปากถือศีลก็เป็ได้นะครับ” นายตำรวจอีกคนแสดงความคิดเห็น
“เอาล่ะครับ ผมขอตรวจสอบก่อนก็แล้วกัน” นายชาติจำต้องตรวจสอบเพื่อล้างคำกล่าวหา
นายสุรชาติรู้จักนิสัยของอาจารย์ดีว่าท่านถือศีลอย่างเคร่งครัดมาก ไม่มีทางประพฤติชั่วขโมยสินทรัพย์ของวัดอย่างเด็ดขาด แต่ทว่าเขาพยายามออกตามหาท่านมัคนายกทั่วทั้งวัดก็ยังไม่เจอตัว
แม้กระทั่งสืบจนทั่วหมู่บ้านก็ไม่พบร่องรอยของท่านมัคนายกเลย ทำให้นายชาติเริ่มคล้อยตามลูกน้องว่าท่านอาจารย์อาจเผลอกระทำชั่วด้วยอารมณ์ชั่ววูบก็เป็ได้
*******************************************************************
วันต่อมาชาวบ้านแถวนั้นพากันมาที่วัด พร้อมกับพากันสาปแช่งท่านมัคนายกที่กล้าขโมยพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้านไปขายเพราะความโลภแท้ๆ
เสียงกร่นด่าดังอยู่เซ็งแซ่ นายชาติอยากจะห้ามแต่ก็ทำอะไรไม่ได้
ตอนนี้นายชาติรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะทั้งสูญเสียพระอาจารย์ นายยศก็ไม่อยู่ ท่านมัคนายกก็หนีหายไป ตกกลางคืนเขาก็เลยว่าจะมานอนวัดเพื่อรำลึกถึงอดีตเมื่อครั้งที่ตนเคยเป็เด็กวัด ก่อนเข้านอนเขาได้ไปไหว้พระอาจารย์ที่เจดีย์ที่เก็บอัฐิของท่าน
“ไม่น่าเชื่อนะครับว่าหลังจากที่หลวงพ่อจากไป ที่วัดจะเกิดเหตุวุ่นวายมากถึงเพียงนี้ และไม่น่าเชื่อว่าท่านมัคนายกจะเป็คนแบบนั้นไปได้” พอนายชาติพูดจบเพียงไม่นาน ก็มีเสียงท่อนไม้หล่นมาจากต้นไทรเสียงดังมาก ที่หลังวัดแห่งนั้น
นายชาติอยู่วัดมานานมากจึงไม่กลัวผี อีกอย่างเขาไม่เคยเห็นผีเลยสักครั้ง เขาจึงรีบไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น นายชาติค่อยๆเดินไป เพราะกลัวว่าจะมีคนร้ายแอบซุ่มโจมตี เมื่อเขามองไปที่ท่อนไม้ขนาดใหญ่ที่หักและตกมาที่พื้น เขาเห็นเงาตะคุ่มๆ ของชายวัยกลางคน ที่ตอนนี้หันหลังให้กับเขาอยู่
นายชาติรีบชักปืนและสอบถามทันที “ใครน่ะ หันมา แล้วยกมือขึ้นเดี๋ยวนี้”
ชายคนนั้นค่อยๆหันมา แต่ทว่า เขาหันแค่หัว แต่ตัวไม่หันมาด้วย
นายชาติตาค้างเพราะตนเพิ่งเคยเห็นผีเป็ครั้งแรก “อะ อะ อา จารย์ ปะ ปะ เป็ ผ ผ ผี” และแล้วนายชาติก็สลบไปทันที
เช้าวันรุ่งขึ้นเด็กวัดรีบพากันหามตัวนายชาติไปที่กุฏิเ้าอาวาสทันที
เด็กวัดคนหนึ่งนำผ้ามาเช็ดหน้าให้นายชาติ จนเขาค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมา
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ โยมชาติ” ท่านเ้าอาวาสรีบสอบถาม
“ผมเห็นผีท่านมัคนายกครับ” นายชาติโพล่งตอบทันที
“เห็นที่ไหน” เ้าอาวาสสงสัย
“เห็นที่ใต้ต้นไทรหลังวัดครับ ท่านสามารถหันหัวได้รอบด้านเลยครับ” นายชาติพูดด้วยความกลัว
“โยมอาจจะตาฝาดหรือหลอนไปเองก็ได้ ในเมื่อท่านมัคนายกได้ขโมยพระพุทธรูปหนีไปแล้วนี่” เ้าอาวาสกล่าว
“งั้นผมขอไปดูที่ใต้ต้นไทรอีกครั้ง แต่ผมขอเพื่อนไปด้วยนะครับ” นายชาติไม่กล้าไปคนเดียว
ดังนั้นทั้งเ้าอาวาสและเด็กวัดจึงพากันเดินตามนายชาติไปที่หลังวัด แต่เพราะเป็กลางวันนายชาติจึงไม่กลัว ทั้งหมดเดินมาถึงใต้ต้นไทรก็พบว่าพื้นดินดูแปลกๆ มันมีร่องรอยการฝังกลบใหม่ๆ
เด็กวัดจึงรีบวิ่งไปเอาจอบและเสียมมาขุดดูว่าใครฝังอะไรไว้
นายชาติช่วยเด็กวัดขุดดิน ซึ่งมันลึกมาก และแล้วทุกคนก็ได้เห็น ภาพอันน่าสยดสยองสุดขีด
“ท่านมัคนายกตายแล้ว และหัวของท่านขาด”
เด็กวัดคนหนึ่งวิ่งไปเรียกสัปเหร่อมาช่วยดูศพทันที ส่วนนายชาติรีบแจ้งทีมตำรวจและทีมชันสูตรศพให้มาที่วัดโดยด่วน
กลายเป็ว่าในคืนที่มีการขโมยพระพุทธรูป คนร้ายได้ฆ่าท่านมัคนายกปิดปากด้วย นั่นแสดงว่าท่านมัคนายกอาจรู้ตัวคนร้ายแล้ว แต่ถูกฆ่าปิดปาก
พระ เณร เด็กวัด ทีมตำรวจ และชาวบ้านที่อยู่แถวนั้นพากันมาขอขมาศพที่ได้พากันกล่าวหาท่านมัคนายก ทั้งๆที่ท่านได้พยายามปกป้องพระพุทธรูปอย่างเต็มที่จริงๆ และคาดการณ์ว่าคนร้ายต้องมีหลายคนแน่ๆ เพราะหลุมที่คนร้ายขุดนั้นลึกมากต้องเกิดจากหลายคนช่วยกันขุดแน่ๆ
*******************************************************************
นายชาติรู้สึกแค้นใจเป็อย่างมากที่คนร้ายกล้ามาฆ่าอาจารย์ของเขาและขโมยพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้านไป แต่ตนก็รำลึกถึงคำสั่งสอนของพระอาจารย์ว่าอย่าจองเวรจองกรรม เขาจึงกล่าวในใจว่า “ผมไม่ได้จองเวรนะครับหลวงพ่อ แต่ผมจะจับตัวคนร้ายมารับโทษให้ได้ คนร้ายชั่วอำมหิตเกินไปจริงๆ หากยังลอยนวลต้องเป็ภัยต่อผู้อื่นอีกเป็แน่”
หลังพิธีเผาศพท่านมัคนายก นายชาติยืนหน้าเมรุอีกครั้ง พร้อมกับมีน้ำตาไหลออกมา เพราะไม่คิดว่าสองเดือนมานี้ตนต้องมาสูญเสียทั้งพระอาจารย์และท่านมัคนายกไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ อีกทั้งยังจนปัญญาที่จะสืบหาตัวคนร้าย ไม่น่าเชื่อว่าคนร้ายจะก่ออาชญากรรมอย่างอุกอาจและเป็มืออาชีพมากถึงขนาดนี้
สัปเหร่อเดินมาตบไหล่นายตำรวจ “อย่ากลุ้มใจไปเลยนายชาติ หากนายจนปัญญาลองไปขอพรเรือนกาญจนาดูมั้ย”
“เป็ศาลศักดิ์สิทธิ์หรอครับ” นายชาติสงสัย
“อะ อ่านเองก็แล้วกัน ท่านมัคนายกให้น้ามาน่ะ” สัปเหร่อยื่นหนังสือเล่มหนึ่งมาให้เขา
นายชาติรับมา แล้วไปอ่านที่ศาลาริมน้ำ แต่ก็ยังไม่เชื่อว่าเรือนกาญจนาจะมีอยู่จริง แถมเขาต้องไปขอพรถึงที่กรุงเทพฯเสียด้วย
นายชาตินอนกระสับกระส่ายทั้งคืนเพราะยังหาทางสืบหาตัวคนร้ายไม่ได้จริงๆ มีความหวังอันริบหรี่อยู่อย่างเดียวก็คือ การไปขอพรเรือนกาญจนา
เช้าวันรุ่งขึ้น นายชาติได้ไปขอลาพักร้อน แล้วเดินทางไปกรุงเทพฯทันที เขาเดินทางด้วยรถปรับอากาศชั้น 1 มาถึงที่หมอชิตก็ห้าโมงเย็นทันที นานๆเขาจะเข้ากรุงเทพฯ จึงไม่รู้เส้นทางในกรุงเทพฯมากนัก กำลังจะเดินไปขึ้นรถแท็กซี่ อยู่ดีๆก็มีผู้หญิงะโเรียกเขา
“พี่ชาติ ทางนี้” สาวแว่นผมยาวโบกมือทักทาย
ชาติหันไปหาตามเสียงที่ไม่คุ้นเคยนั้น และมองผู้หญิงสวมแว่นผมยาวกระเซอะกระเซิงอย่างแปลกใจ “คุณรู้จักผมด้วยหรอครับ”
“อ้าว ก็ต้องรู้จักสิคะ ไปกันเถอะค่ะ ฉันรอพี่นานแล้ว” สาวแว่นเดินมาลากแขนเขาไปขึ้นรถโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
“แต่ผมยังไม่ได้รู้จักคุณเลยด้วยซ้ำ” นายชาติเดินไปตามเธออย่างงงงวย
“ฉันชื่อ สุชาดาค่ะ พวกเรารู้จักกันแล้วนะคะพี่สุรชาติ ไปกันเถอะค่ะ” สุชาดายังคงเดินต่อไป
“แล้วคุณรู้หรอว่าผมจะไปที่ไหน” นายชาติรีบถาม
“แล้วไปไหนล่ะคะ เดี๋ยวฉันไปส่ง” สุชาดารีบถาม
“ผมจะไปค่ายมวยแสงทิพย์ ผมจะไปหานักมวยที่ชื่อยศวัฒน์” นายชาติรีบบอกเป้าหมาย
“โห ค่ายมวยอยู่ตั้งนครปฐมน่ะพี่ เอาอย่างนี้มั้ย พี่ไปพักโรงแรมก่อน แล้ววันพรุ่งนี้ฉันจะพาพี่ไปเวทีมวย คาดว่านายยศวัฒน์น่าจะมาแข่ง” สุชาดากล่าวแผน
สุรชาติยืนคิด เพราะอยู่ดีๆก็มีสาวแปลกหน้ามารับเขาถึงที่หมอชิต แต่ทางที่เธอเสนอมันก็เข้าท่า ก็เลยว่า “ก็ได้ครับ คุณคงไม่พาผมไปทำมิดีมิร้ายหรอกใช่มั้ย”
“โห พี่เป็ถึงนายตำรวจ ใครจะกล้าล่ะคะ ไปกันเถอะค่ะ” สุชาดากล่าว
สุรชาติแปลกใจมากว่าผู้หญิงคนนี้เป็ใครกันแน่ ทำไมถึงรู้จักเขาละเอียดขนาดนี้ ถึงกระนั้นสุรชาติก็เดินตามผู้หญิงคนนี้ไปขึ้นรถ แล้วลงที่โรงแรมอย่างหน้าตาเฉย
“พี่เข้าไป check in เองได้ใช่มั้ย” สุชาดาถาม
“ครับ ยังไงก็ขอบคุณมาก” สุรชาติกล่าว
“งั้นฉันไปก่อนนะคะ พรุ่งนี้เจอกัน ฉันจะพาพี่ไปเวทีมวย” สุชาดารีบกล่าว
สุรชาติไม่ทันตอบอะไร ผู้หญิงปริศนาคนนั้นก็ขับรถออกไปเสียแล้ว เขาทำได้แต่ยืนงงแล้วเดินเข้าไปที่โรงแรมสามดาวตามลำพัง
*******************************************************************
ตีห้า เสียงโทรศัพท์ดังไม่ขาดสาย
“ฮัลโหล” นายชาติสะลึมสะลือรับสาย
“สวัสดีค่ะ พนักงานโรงแรมนะคะ มีคุณผู้หญิงท่านนึงมารอคุณข้างล่างแล้วค่ะ เดี๋ยว สักครู่นะคะ เธอขอคุยด้วยค่ะ”
“อ้อ ครับ” นายชาติกล่าวด้วยเสียงงัวเงีย
“พี่ชาติคะ พร้อมหรือยัง พวกเราต้องเดินทางไปเวทีมวยแต่เช้านะคะ เดี๋ยวรถติด” สุชาดารีบกล่าว
“อ้อ อีกสิบห้านาทีครับ” นายชาติกล่าว
สุรชาติตื่นขึ้นมาด้วยความงงงวย นึกไม่ถึงว่าผู้หญิงปริศนาจะมาปลุกเขาแต่เช้าแบบนี้ เขาจึงต้องรีบลุกขึ้นมาจากเตียง อาบน้ำแต่งตัว แล้วลงไปข้างล่างทันที
“เอ่อ จริงๆ เดี๋ยวพี่ไปเองก็ได้นะครับ” สุรชาติกล่าวเมื่อเดินมาถึงด้านล่างของโรงแรม
“เอาน่าพี่ วันนี้ฉันว่าง รีบไปกันเถอะ” สุชาดากล่าว
สุรชาติขึ้นรถเก๋งสีขาวมือสองอย่างเกร็งๆ เขาไม่ชินกับการมีผู้หญิงมาบริการขับรถให้แบบนี้ แม้ว่าวันนี้จะเป็วันที่สองแล้วก็ตาม
“พี่หิวมั้ย ไปกินข้าวต้มรอบเช้ากันก่อนเถอะ” สุชาดาชวน
“ไหนว่าต้องรีบไปไงครับ” สุรชาติถาม
“ร้านอยู่แถวนั้นพอดีพี่” สุชาดากล่าว
“ก็ได้ครับ” สุรชาติก็รู้สึกหิวเหมือนกัน
ทั้งสองเดินเข้าไปในร้านข้าวต้ม ร้านนี้คนเยอะมาก แสดงว่าต้องอร่อยจริงๆ สุรชาติเป็คนทานเร็ว พอทานเสร็จจึงรีบถามทันที “พวกเราไม่รู้จักกันเลยนะครับ ทำไมถึงกล้ามาคอยเท๊คแคร์คนแปลกหน้าแบบนี้”
“ฉันรู้จักพี่ แต่พี่ไม่รู้จักฉันเองต่างหาก” สุชาดากล่าว
“อ้าว แล้วคุณเป็ใครกันล่ะครับ” สุรชาติสงสัย
“เดี๋ยวพี่ก็รู้เองนั่นแหละ ฉันอิ่มพอดี วันนี้ฉันเลี้ยงพี่ก่อนก็แล้วกัน วันหลังพี่จะได้เลี้ยงฉันบ้าง” สุชาดาเป็คนคิดเร็วทำเร็ว
สุรชาติไม่ทันตอบอะไร เธอก็รีบจ่ายเงินเสียแล้ว เขาเลยปล่อยเลยตามเลย
ทั้งคู่มาถึงตอนแปดโมงตอนเช้าพอดี นายชาติพยายามมองหาเพื่อน แต่มองไม่เห็นเลย ไม่เพียงเท่านั้น นักมวยคนอื่นๆมองเขาที่เดินเข้ามาพร้อมกับสาวแว่นที่มีเค้าสวยเป็ตาเดียว
นายชาติี้เีมองหาเองแล้ว และรู้สึกเขินที่มีแต่คนมองเขากับสุชาดาแบบนั้น เขาเลยเดินไปถามเ้าของค่ายมวยคนหนึ่งทันที
“เอ่อ ขอโทษครับ นักมวยที่ชื่อยศวัฒน์ อยู่ที่ไหนหรอครับ” สุรชาติรีบถามทันที
“เขาไม่ได้มีแข่งวันนี้นี่น้อง” อาเฮียเ้าของค่ายมวยกล่าว
“อ้าว หรอครับ แล้วผมจะไปพบเขาได้ที่ไหน” สุรชาติถาม
“ค่ายมวยที่เขาประจำอยู่นครปฐมนะ แต่่นี้เขาไม่อยู่เสียด้วย ได้ข่าวว่าไปต่อยมวยสากลที่อินโดนีเซียอะไรนี่แหละ” อาเฮียกล่าว
“ขอบคุณครับ” สุรชาติกำลังเดินคอตกกลับโรงแรม แต่ทว่าอยู่ดีๆเ้าของค่ายมวยก็คว้าแขนเขาเสียก่อน
“เดี๋ยวสิน้อง น้องต่อยมวยเป็มั้ย” อาเฮียเห็นนายชาติหน่วยก้านดีเลยรีบถาม
“เป็ค่ะ พี่เขามีฝีมือเยี่ยมมากเลยนะคะ” สุชาดาตอบแทน
“เฮ้ย รู้ได้ไง” สุรชาติใที่สุชาดาตอบแทนเขา
“งั้นดีเลย นักมวยของพี่ท้องเสียกะทันหัน น้องช่วยลงต่อยมวยแทนหน่อยสิ” อาเฮียขอความช่วยเหลือ
“แต่ผมไม่ได้ต่อยนานแล้วนะครับ” สุรชาติกล่าว
“เอาน่า ช่วยหน่อยก็แล้วกัน เฮียไม่อยากเสียค่าปรับน่ะ ไม่จำเป็ต้องชนะก็ได้” อาเฮียเกลี้ยกล่อม
“ใช่พี่ นึกว่ามาออกกำลังกายก็แล้วกัน” สุชาดาช่วยพูดให้
“เฮ้ย นั่นมันถึงขั้นเจ็บเนื้อเจ็บตัวเชียวนะ” สุรชาติกล่าวเพราะนั่นเป็การแข่งมวย
“เอาน่า พี่เป็คนมีน้ำใจจะตาย” สุชาดากล่าว
สุรชาติใจอ่อน เลยลงต่อยมวยแทน เขานึกในใจว่า “นอกจากไม่เจอเพื่อนแล้ว ยังต้องมาเจ็บตัวอีก”
เฮียเ้าของค่ายมวยเลยเรียกลูกน้องมาพาสุรชาติไปเตรียมตัวลงแข่ง
เขาเดินออกมาโดยมีเสื้อคลุม และแล้วเขาก็หยุดเดินพร้อมกับยืนนิ่งตะลึงงัน เพราะเขาเห็นนางฟ้าอยู่บนเวทีด้วย
“ขอบคุณคุณญาสิณีมากเลยครับ นางแบบสุดสวยของเรา เธอให้เกียรติมายกป้ายในวันนี้ด้วย” พิธีกรกล่าวแนะนำ
ญาสิณีไหว้อย่างสวยงาม ท่ามกลางเสียงเฮอย่างยินดี เพราะนานๆจะมีนางแบบสาวสวยชื่อดังอยู่บนเวทีแห่งนี้
“โห ยืนนิ่งแบบนี้ ชอบเธอเข้าแล้วสิท่า เธอเป็นางแบบดังมากเลยนะพี่ ถ้าพี่ชนะพี่จะได้ถ่ายรูปกับเธอด้วยนะ” สุชาดากล่าวเพราะเห็นสีหน้าเขา
“จริงหรอ” สุรชาติเผลอหลุดปาก เพราะรู้สึกเหมือนรักแรกพบ นานๆเขาจะได้เจอสาวสวยดั่งนางฟ้าสักที
สุชาดาแอบยิ้มและจับแขนนายชาติ พร้อมกับบอกว่า “ขอให้ชนะนะพี่ ดีไม่ดีพี่อาจพิชิตใจเธอได้ ก็เป็ได้”
แต่โชคก็ไม่เป็ใจเอาเสียเลย เขาดันไปเจอคู่ต่อสู้ที่เป็ตัวเต็งหนึ่ง นักมวยหน้าตาดีที่มีชื่อว่า ทัณยวิทย์ เสียงกรี๊ดดังมาก เสียงเชียร์ดังอยู่เซ็งแซ่
พอยกแรก ทัณยวิทย์กับสุรชาติพากันแลกหมัดอย่างเมามันมาก แต่การแข่งนี้เป็มวยสากล สุรชาติเลยสู้ได้ไม่เต็มที่ เพราะเขาถนัดมวยไทยมากกว่า
สุชาดาะโเชียร์สุรชาติดังมากจนน่าหมั่นไส้ แต่ที่น่าแปลกก็คือ พอสุชาดาะโเชียร์ นายทัณยวิทย์ก็ยิ่งออกหมัดหนักขึ้นเรื่อยๆ จนสุรชาติเกือบโดนน็อคั้แ่ยกแรกเสียแล้ว โชคดีที่ระฆังดังเสียก่อน
สุชาดาเป็ห่วงนายชาติมาก เลยรีบเข้าไปหาเขาทันทีหลังพักยก “พี่เป็ไงบ้าง พอไหวมั้ยพี่”
“ลงต่อยครั้งแรกก็เจองานหนักเสียแล้ว” สุรชาติเริ่มบ่น
“เอาน่า พี่ท่องไว้ พี่จะได้ถ่ายรูปกับนางแบบเชียวนะ” สุชาดาให้กำลังใจ
สุรชาติแปลกใจมากว่าทำไมสุชาดาถึงรู้ใจเขาถึงขนาดนี้ รู้แม้กระทั่งว่าเขารู้สึกถูกตาต้องใจญาสิณีมาก ตอนนี้เขาชักเริ่มกลัวหญิงปริศนาคนนี้เสียแล้ว
ยกที่สอง นักมวยทั้งสองก็ต่อยกันอย่างเต็มที่ แลกหมัดกันอย่างเมามัน ไม่มีใครยอมใคร ทำให้การแข่งของคู่นี้ดูมันส์มาก ถูกใจคนเชียร์จริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าทั้งคู่อึดมาก ต่อยกันจนหมดยก และแล้วกรรมการก็ตัดสินให้เสมอกัน
ในตอนนี้สุรชาติเป็ที่จับตามอง เพราะเขาเป็นักมวยหน้าใหม่ที่มีฝีมือสูสีกับตัวเต็งหนึ่งอย่างทัณยวิทย์ อย่างไม่น่าเชื่อจริงๆ
สุชาดารีบนำผ้าเย็นมาเช็ดให้กับสุรชาติ จนดูน่าอิจฉา เพราะคนทั่วไปเข้าใจว่าสุชาดาเป็แฟนของสุรชาติที่มาคอยเชียร์อย่างใกล้ชิดขนาดนี้
ถึงกระนั้นสุรชาติก็แอบดีใจที่เขาได้ถ่ายรูปร่วมกับนางแบบสาวอย่างสมใจ แม้ว่าต้องถ่ายร่วมกับนักมวยหน้าหล่อคนนั้นด้วยก็ตาม
แต่ที่ทำให้สุรชาติผิดหวังมากเลยก็คือ เมื่อถ่ายรูปเสร็จ นางแบบก็รีบเดินออกไปขึ้นรถสุดหรูทันที ยังไม่ทันที่เขาจะได้ทักสาวสวยสักคำ
“เอาน่าพี่ แข่งครั้งหน้าก็ยังมีโอกาสได้เจอเธออีก พวกเรารีบกลับไปตั้งหลักที่โรงแรมกันเถอะ” สุชาดาให้กำลังใจ
“ทำไมคุณถึงรู้ใจผมถึงขนาดนี้ครับ คุณเป็ใครกันแน่” สุรชาติรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้รู้ใจเขาไปหมดทุกเื่
“ก็บอกแล้วว่าสักวันพี่ก็รู้เองนั่นแหละ ไปกันเถอะ” สุชาดายังไม่เผยตัว
“เดี๋ยวสิน้อง น้องสนใจเป็นักมวยค่ายพี่มั้ย” อาเฮียรีบเดินมาชวน
“เอ่อ ผมมีภารกิจที่ต้องทำครับ” สุรชาติกล่าว
“อะ นี่ นามบัตร เผื่อน้องเปลี่ยนใจ” อาเฮียยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจ
สุรชาติรับนามบัตรมาเก็บไว้ พร้อมกับไหว้เ้าของค่ายมวยอย่างนอบน้อม สุชาดาไหว้ตามแล้วเดินตามนักมวยหน้าใหม่อย่างไม่ลดละ จนกระทั่งนายสุรชาติเดินไปชนกับนายทัณยวิทย์จนล้มไปกองกับพื้น
“ช่างไม่ดูตาม้าตาเรือเสียจริง” ทัณยวิทย์กล่าวอย่างเหยียดๆ
“คุณตั้งใจเดินมาชนเองต่างหาก” สุชาดาผู้ซึ่งเห็นเหตุการณ์ โวยวายแทนพร้อมกับช่วยประคองสุรชาติ
“ไม่เอาน่าสุชาดา อย่ามีเื่กัน” สุรชาติปรามสาวน้อย พร้อมกับหันไปกล่าวกับคู่ต่อสู้ว่า “เอาเป็ว่าผมขอโทษก็แล้วกันนะครับ”
ทัณยวิทย์เดินจากไปทันทีโดยไม่สนใจคำขอโทษนั้นเลย
“ผู้ชายอะไรหยิ่งชะมัด” สุชาดาบ่น
“ปะ พวกเรารีบกลับที่พักกันก่อนเถอะ” สุรชาติรีบตัดบทเพราะไม่อยากมีเื่
ทั้งสองเดินไปขึ้นรถทันที สุชาดาเป็ห่วงเลยรีบถามทันที “แล้วพี่จะทำไงต่อ”
“เอาเป็ว่าผมขอคิดดูก่อน ไม่แน่อาจกลับยโสธรพรุ่งนี้ครับ” สุรชาติกล่าว
“มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะพี่ ไม่ต้องเกรงใจ” สุชาดากล่าว
“ยังไงก็ขอบใจก็แล้วกันนะครับ” สุรชาติกล่าว
“อะนี่ เบอร์มือถือ มีอะไรก็ติดต่อได้เสมอนะพี่” สุชาดายื่นโพยน้อยที่มีเบอร์โทรของเธอให้เขา
“นี่ คุณกล้าแจกเบอร์ผู้ชายง่ายๆแบบนี้เลยหรอ” สุรชาติแปลกใจ
“เอาน่า ฉันรู้ว่าพี่มีรักแรกพบเป็นางแบบคนนั้นแล้ว พี่ไม่สนใจฉันหรอก” สุชาดากล่าวอย่างรู้ทัน
“คุณเป็แม่มดหรือไง รู้ไปทุกอย่างเลย” สุรชาติกล่าว
สุชาดาหัวเราะ พร้อมกับจอดหน้าโรงแรมที่เขาพัก “โชคดีนะพี่ หากมีอะไรให้ช่วยก็โทรมาบอกได้”
“อื้อ ขอบใจมากจริงๆครับ” สุรชาติปิดประตูพร้อมยืนมองรถแล่นออกไป เขาพยายามจดจำป้ายทะเบียนไว้ เพราะบางทีเขาอาจสืบหาที่มาของผู้หญิงคนนี้ว่าเป็ใครกันแน่จากป้ายทะเบียนรถคันนั้น
สุรชาติขึ้นไปบนห้องพร้อมกับหยิบหนังสือเรือนกาญจนาขึ้นมาดู เขาตัดสินใจแล้วว่าจะเดินทางไปเรือนกาญจนาคืนนี้เพื่อขอพร
***********************************************************************************************************************************************
ตอนที่ 2
ในคืนนั้นนั่นเอง สุรชาตินั่งรถแท็กซี่เพื่อไปป่าแห่งหนึ่ง แม้จะเคยมีประสบการณ์เห็นผีท่านมัคนายก เขาก็ทำใจกล้าเดินทางเข้าไปในป่าเพียงคนเดียว เขาใช้ไฟฉายพยายามออกตามหาเรือนกาญจนาตามเส้นทางในหนังสือที่เขียนบอกไว้
นายชาติพยายามเดินหาเป็เวลาสามชั่วโมงก็ยังไม่เห็นเสียที เขาคิดว่าเรือนกาญจนาอาจเป็เพียงคำเล่าลือเท่านั้น เลยจะเดินทางกลับอย่างผิดหวัง แต่ทว่าในที่สุดเขาก็เห็นแสงสีทองจากบ้านหลังหนึ่ง
“ฉันรอคุณนานแล้วค่ะ คุณสุรชาติ” อุไรปรากฏตัว
“คุณคือ” นายชาติสงสัย
“อุไรค่ะ เ้าที่ที่เฝ้าเรือนหลังนี้ คุณคง้ามาขอพร” อุไรกล่าว
“ใช่ครับ ผมอยากรู้ว่าใครเป็คนขโมยพระพุทธรูปและเป็คนฆ่าอาจารย์ของผม” นายชาติบอกวัตถุประสงค์
“แต่การขอพรต้องมีข้อแลกเปลี่ยนนะคะ” อุไรกล่าว
“ผมยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้รู้ความจริงครับ” นายชาติกล่าวอย่างมุ่งมั่น
“ได้ค่ะ แต่มีข้อแม้ว่าคุณจะต้องไม่บอกเื่ราวที่คุณประสบและเื่ของเรือนกาญจนาให้ใครฟังอย่างเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นคุณอาจประสบภัยถึงแก่ชีวิตก็เป็ได้” อุไรกล่าว
“ครับ ผมเข้าใจแล้ว” นายชาติกล่าว
“งั้นตามเข้ามาค่ะ” อุไรกล่าว
สุรชาติเดินตามอุไรเข้าไปในตัวบ้าน เขาก็พบกับห้องว่างและมีประตูบานใหญ่บานหนึ่ง
“ผมต้องทำอะไรหรอครับ” นายชาติสงสัย
“ก่อนที่คุณจะได้พร คุณจะต้องเข้าไปอยู่ในร่างของสุนัขเป็เวลาสิบวันของโลกมนุษย์ค่ะ” อุไรกล่าวด้วยสีหน้าเฉยชา
“ผมต้องทำถึงขนาดนั้นเลยหรอครับ นี่ผมต้องกลายเป็สุนัขเลยหรอครับ” นายชาติใ
“ค่ะ คุณตัดสินใจเองก็แล้วกันว่าคุณจะยอมแลกมั้ย” อุไรกล่าวอย่างเ็า
สุรชาติยืนคิดอยู่นานว่าเขาจะยอมแลกเพื่อรู้ความจริงหรือไม่ เขากำลังจะหันหลังกลับออกไปจากตัวบ้าน แต่แล้วมีภาพของอาจารย์ที่หัวขาดแว๊บเข้ามาในหัว เขารู้สึกแค้นใจจริงๆ เลยตัดสินใจหันกลับมาหาอุไรแล้วกล่าวว่า “ก็ได้ครับผมจะยอมเป็สุนัขเป็เวลาสิบวัน”
“งั้นเดินตามมาค่ะ” อุไรกล่าว
*******************************************************************
ประตูบานใหญ่เปิด เขาเดินตามอุไรไป สักพักเขาก็ไปปรากฏหน้าห้อง 408 ในอพาร์ทเม้นต์แห่งหนึ่ง เขาเข้าไปในร่างสุนัขพันธ์ชิวาวาตัวผู้ทันที
“โชคดีนะคะคุณสุรชาติ อีกสิบวันฉันจะมารับคุณค่ะ” อุไรกล่าวแล้วหายวับไปกับตา
สุรชาติถอนหายใจ เขานึกในใจว่าทำไมต้องมาอยู่หน้าห้อง 408 ด้วย เขากำลังเดินหนี สักพักประตูก็เปิด ก็ต้องใสุดขีด เพราะห้องนี้เป็ห้องของสุชาดา หญิงสาวที่มารับเขาที่หมอชิตนั่นเอง
สุชาดาอุ้มหมาน้อยเดินเข้าไปในห้องพร้อมกับบ่นว่า “มาอีกแล้ว ทำไมถึงชอบตามมาเสียจริง”
“มันมาอีกแล้วหรอ ยัยดา” รินะสาวชาวญี่ปุ่นที่พูดไทยได้กล่าว
“ก็ใช่น่ะสิ รินะ ไม่รู้ว่าเป็หมาของใคร แต่ท่าทางจะเลี้ยงดีมาก ดูมันสะอาดสะอ้านจริงๆ” สุชาดาวางมันลงทันที
“แล้วจะทำยังไงต่อ” รินะสงสัย
“ฉันจะพามันกลับบ้านพ่อ เ้าของหอที่นี่เกลียดหมามาก และห้ามเลี้ยงสัตว์ในหอนี้อย่างเด็ดขาด ไม่งั้นพากันโดนไล่ออกจากหอนี้เป็แน่ หอพักถูกๆยิ่งหายากเสียด้วย” สุชาดาบ่น
“ก่อนไป เธออธิบายไอ้กล่องนี่เสียก่อน” รินะกล่าว
“กล่องอะไรหรอ” สุชาดาสงสัย
“ฉันทำความสะอาดห้อง เลยพบกล่องนี้อยู่ใต้เตียง” รินะยกมาโชว์ทันที
สุชาดาใมาก เผลอหลุดปากทันที “นี่เธอเห็นแล้วงั้นหรอ”
รินะไม่ได้สนใจอาการตื่นตระหนกของเพื่อน เธอเปิดกล่องอย่างหน้าตาเฉย พร้อมกับกล่าวว่า “รูปผู้ชายเต็มไปหมด นี่เธอเป็ stalker งั้นหรอ คบกันมานานไม่คิดว่าเธอจะเป็โรคจิตแบบนี้”
สุรชาติในร่างชิวาวาใสุดขีดเพราะมันเป็ภาพตนเองในครั้งที่อยู่ที่ยโสธร มันมีทั้งหมดเลย ั้แ่ครั้งที่ซ้อมมวยกับท่านมัคนายก ตอนบวชเณร ตอนเรียนตำรวจ และมีแม้กระทั่งตอนเป็ตำรวจแล้ว เขากลัวสุชาดาอย่างมาก ไม่คิดว่าสาวน่ากลัวคนนี้จะติดตามเขามาั้แ่เด็กๆแล้ว เขาก็เลยเห่าเสียงดังจนสุชาดาใ
“เฮ้ย อย่าเห่า เดี๋ยวเ้าของหอได้มาไล่กันพอดี” สุชาดารีบดุหมาน้อย แล้วหันมาบอกเพื่อน “ฉันอธิบายได้นะ”
“เธอรีบพามันกลับบ้านพ่อเธอก่อนเถอะ ค่อยว่ากัน” รินะกล่าว
สุนัขเห่าไม่หยุดเพราะสุรชาติรู้สึกอยากหนีผู้หญิงคนนี้ไป เลยรีบวิ่งไปตะกุยตะกายแถวประตู
“เออๆ งั้นฉันรีบไปก่อนนะ มันเริ่มเห่าโวยวายหนักขึ้นเรื่อยๆแล้ว” สุชาดารีบอุ้มชิวาวาไปขึ้นรถเก๋งของเธอทันที
สุรชาติรู้ดีว่าทำอะไรไม่ได้เพราะชิวาวาตัวเล็กมาก ไม่มีแรงต่อต้านหญิงสาวจริงๆ สุดท้ายเขาก็ต้องติดตามสุชาดาไปที่บ้านพ่อของเธอ
*******************************************************************
สุชาดาขับรถแล้วไปหยุดที่บ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง เธออุ้มชิวาวามาที่บ้าน
“อ้าวไหนว่าเกลียดหมาไง” ชายวัยกลางคนกล่าวทัก
“ก็เกลียดน่ะสิพ่อ แต่มันตามฉันไปที่หอพัก เลยต้องรีบพามันมาที่นี่” สุชาดาบ่น
ตอนนี้นายชาติถึงบางอ้อแล้ว ที่แท้สุชาดาก็คือน้องสาวของเขานั่นเอง และตอนนี้เขาได้กลับมาอยู่ที่บ้านพ่อของเขา
ด้วยความเกลียดพ่อนายชาติเลยทั้งเห่าทั้งทำเสียงขู่ฟ่อ และไม่ยอมให้พ่อเข้าใกล้เลย
“เอามันไปไว้ในกรงเถอะ พ่อก็ไม่ชอบหมาเหมือนกัน” พ่อกล่าว
สุชาดาเลยนำมันไปไว้ในกรงเล็กๆ ทันที แล้ววางมันไปไว้ใกล้ๆ ม้านั่งหน้าบ้านด้วยกัน
สุรชาติเริ่มเหนื่อยจากการเห่าเลยยอมเงียบแต่โดยดี
“แล้วนายชาติกลับยโสธรแล้วงั้นหรอ” พ่อเกริ่นถาม
“พี่เขายังไม่กลับหรอกพ่อ พี่เขาตั้งใจสืบหาคนขโมยพระน่ะ” สุชาดากล่าว
“นายชาติคงเกลียดพ่อมาก ไม่ยอมติดต่อพ่อเลย และไม่ยอมให้ใครส่งข่าวมาด้วย จนพ่อต้องส่งคนไปสืบเอง” พ่อกล่าว
“ทำไมพ่อถึงต้องหย่ากับแม่ด้วยล่ะคะ ทั้งๆที่พ่อก็รักแม่มาก ไม่ยอมมีใครใหม่เลย” สุชาดาสงสัย
“แต่แม่เขาไม่ได้รักพ่อเลยน่ะสิ เธอมีชายคนรักอยู่แล้ว แต่พ่อเองที่ผิดที่บังคับให้แม่มาแต่งงานด้วย แม่เขาฝืนใจอยู่กับพ่อเป็เวลาเจ็ดปี จนมีนายชาติและลูก ตลอดเจ็ดปีแม่เขาเ็าต่อพ่อมาโดยตลอด จนวันหนึ่งเธอได้เจอคนรักเก่า และเธอมาขอเลิกกับพ่อ พ่อจึงยอมปล่อยเธอไป” พ่อกล่าวเสียงเศร้า
“แต่พ่อก็ไม่ยอมเล่าเื่นี้ให้พี่ชาติฟัง พี่เขาเลยเข้าใจพ่อผิดนี่คะ” สุชาดากล่าว
“พ่ออยากให้นายชาติดูแลแม่เป็อย่างดี ถึงจะเกลียดพ่อก็ไม่เป็ไร” พ่อกล่าว
“แต่พ่อก็ตัดสินใจผิด เพราะผู้ชายคนนั้นมาหลอกแม่ ทำให้แม่หมดตัว แล้วแม่ก็ไม่ยอมกลับมาหาพ่อนี่คะ” สุชาดากล่าว
“พ่อพยายามถึงที่สุดแล้วลูก พ่อตามไปเพื่อรับตัวเธอและนายชาติกลับมา แต่เธอไม่ยอมมา แม่บอกพ่อว่า เธอไม่อยากฝืนใจอยู่กับพ่ออีกแล้ว” พ่อเล่า
“สงสารแม่นะคะ สุดท้ายเธอก็ตรอมใจเพราะชายคนนั้น ทำไมชายคนนั้นถึงต้องหลอกแม่ด้วย ทั้งๆที่แม่ก็รักชายคนนั้นหมดใจ” สุชาดากล่าวโดยมีน้ำตาคลอ
“ความรักของแต่ละคนเกิดขึ้นไม่พร้อมกันนะลูก ความรักมันเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปได้ทุกเมื่อ มันจึงทำให้โลกใบนี้มีคนรักข้างเดียวมากมายไงลูก มันยากนะลูกที่จะพบคนที่มีใจตรงกันและสมหวังในความรัก” พ่อกล่าว
“ค่ะ ค่ะ หนูเข้าใจแล้ว หวังว่าสักวันพี่จะเข้าใจพ่อนะคะ” สุชาดากล่าว
สุรชาติในร่างชิวาวาไม่เคยรู้เื่นี้มาก่อนเลย เขาเข้าใจมาตลอดว่าพ่อทิ้งเขากับแม่ ที่แท้แม่นั่นเองที่เป็ฝ่ายเลือกชีวิตแบบนี้
ถึงแม้ว่าสุรชาติจะเข้าใจพ่อกับน้องสาวแล้ว แต่พวกเขาทั้งคู่เกลียดหมา ทำให้พวกเขาเลี้ยงชิวาวาตามยถากรรมจริงๆ ตลอดสามวันเขาต้องอดทนอยู่ในร่างสุนัขสกปรกตัวนี้ เพราะพวกเขาไม่ยอมอาบน้ำให้เขาเลย และต้องอดทนกินอาหารเม็ดทุกมื้อเพื่อประทังชีวิต
และแล้วฟ้าก็เป็ใจ ในวันที่สี่ถือเป็ข่าวดีจริงๆ เพราะมีเ้าของมารับตัวชิวาวาเสียที
“โห ดีใจจริงๆค่ะพ่อ ในที่สุดก็เจอเ้าของเสียที” สุชาดายิ้มแย้มแจ่มใส
“ดีที่มีคนมาแจ้งความ” พ่อกล่าวอย่างโล่งใจ
“แล้วมันเป็ของใครหรอคะ” สุชาดาสงสัย
“นางแบบชื่อดัง ญาสิณีไงลูก” พ่อกล่าว
“ดีเลยค่ะพ่อ รีบพามันไปเถอะ หนูจะได้กลับไปหอพักเสียที” สุชาดาต้องรับผิดชอบเลี้ยงมันเลยต้องอยู่บ้านพ่อ
*******************************************************************
พ่อเลยพาสุรชาติในร่างชิวาวาไปที่สถานีตำรวจทันที
“สวัสดีครับท่านผู้กำกับ” สารวัตรกล่าวทักทายพร้อมแสดงความเคารพ
“ตามสบายสารวัตร อะ นี่สุนัข” ผู้กำกับยื่นชิวาวาให้สารวัตรทันที
ญาสิณีมารับสุนัขอย่างยินดี “ขอบคุณมากนะคะ”
“ต่อไปคุณต้องดูแลมันดีๆนะครับ” สารวัตรกล่าว
“คะ ถ้าไม่มีอะไรแล้วงั้นฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ” ญาสิณีอุ้มชิวาวาอย่างทะนุถนอม
หลังจากที่สุรชาติอดทนมานานตลอดระยะเวลาสามวัน ตอนนี้เขาเหมือนได้อยู่ในสรวง์ เพราะญาสิณีดูแลเขาเป็อย่างดี ทั้งอาบน้ำให้ ทำอาหารสุดอร่อยให้ทาน ทั้งกอดทั้งหอมเขาอย่างรักใคร่
ตอนนี้สุรชาติชักอยากอยู่ในร่างนี้นานๆเสียแล้ว เพราะญาสิณีพาชิวาวาน้อยไปนอนด้วยกัน
“ผิดผีแล้วนะคนสวย คุณจะต้องรับผิดชอบแต่งงานกับผมด้วย” สุนัขตัวน้อยคิดในใจ
ญาสิณีกอดสุนัขอย่างรักใคร่ เธอดูแลสุนัขตัวนี้ปานลูกในไส้ก็ไม่ปาน ทำให้ในคืนนั้นสุรชาตินอนหลับฝันดีภายใต้อ้อมกอดของหญิงสาวสุดสวย
เช้าวันรุ่งขึ้น ญาสิณีพาหมาน้อยไปวิ่งออกกำลังด้วยกัน แล้วกลับมาทานอาหารอร่อยๆที่แม่ของเธอทำรอไว้
ตอนนี้สุรชาติอยากจะหยุดเวลาไว้ ไม่อยากให้ครบสิบวันเลย เพราะเขาได้รับรู้ว่าญาสิณีใจดีมาก เธอไม่ได้มีท่าทีหยิ่งยโสอย่างที่เคยเห็นที่เวทีมวยเลยสักนิด และเวลาที่ผู้จัดการส่วนตัวมารับเธอ เธอก็กล่าวอย่างนอบน้อม และพูดจาเป็กันเองจริงๆ
*******************************************************************
แต่แล้วพอถึงวันที่สิบ เหมือนฟ้าถล่มทลาย เพราะที่แท้ญาสิณีก็เป็เพื่อนกับนักมวยทัณยวิทย์ที่หยิ่งยโสคนนั้น ไม่เพียงเท่านั้นชิวาวาก็เป็ของชายคนนั้นเสียด้วย
“ขอบใจมากนะณี คุณอุตส่าห์เลี้ยงมันเป็อย่างดี” นายวิทย์กล่าวอย่างซึ้งใจ
“แหม ฉันพยายามขอคุณแล้ว คุณก็ไม่ยอมให้นี่คะ” ญาสิณีกล่าว
“มันเป็หมาของแฟนเก่าผมครับ ผมอยากเก็บมันไว้เพื่อระลึกถึงเธอ” นายวิทย์กล่าว
“น่าอิจฉาผู้หญิงคนนั้นนะคะ” ญาสิณีกล่าวไปอย่างนั้นเอง เพราะเธอเห็นเขาเป็แค่เพื่อนคนหนึ่ง
“อย่าไปอิจฉาสิครับ คุณณี” สุนัขตัวน้อยนึกในใจ
ทัณยวิทย์ยิ้มแล้วก็อุ้มชิวาวาไปขึ้นรถ เขาไม่ได้พามันกลับบ้าน แต่พาไปค่ายมวยที่นครปฐม
สุนัขนึกในใจว่า “ที่แท้นายก็อยู่ค่ายเดียวกับนายยศนี่เอง”
นายทัณยวิทย์อุ้มมันพร้อมกับเดินไปทักนายยศทันที “กลับมาแล้วหรอ”
“อื้อ ได้ข่าวว่านายเสมอนี่ แสดงว่าฝีมือนายนั่นดีจริงๆ” นายยศกล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยเพราะไม่ถูกกับนายวิทย์
“มันดวงดีต่างหาก” นายวิทย์กล่าวอย่างแค้นใจ
“อย่าประมาทล่ะนายวิทย์ ฝีมือนายชาติไม่ธรรมดาหรอกนะ” นายยศกล่าวยิ้มๆ
“ไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัวก็แล้วกัน” นายวิทย์กล่าวตัดบท
“สักวันพวกเราคงได้สู้กันนะนายวิทย์ ฉันไม่ยอมอ่อนข้อให้นายแน่นอน” นายยศกล่าว
“ฉันจะรอก็แล้วกัน” นายวิทย์กล่าวอย่างเชิดๆ
นายวิทย์อุ้มหมาน้อยเข้าห้อง ต้องยอมรับว่าเขาดูแลสุนัขตัวน้อยเป็อย่างดีจริงๆ ทั้งอาบน้ำให้ เทอาหารเม็ดให้ และเอามันไปนอนกอดด้วย
“โอ้ยๆ เมื่อไหร่จะหมดเวลาล่ะเนี่ย ฉันจะอ๊วกแล้วนะ” สุนัขตัวน้อยนึกในใจ เพราะมันอึดอัดมากที่ต้องมานอนกับศัตรู
แล้วก็ถึงตอนเช้าตรู่เสียที สุนัขตัวน้อยสะลึมสะลือตื่น
“ฉันมารับคุณแล้วค่ะ สุรชาติ” อุไรปรากฎตัว
“รีบพาผมไปเถอะครับ หากนานกว่านี้ ผมคงได้แปลงเพศเป็แน่” สุรชาติกล่าว
“555 รีบไปกันเถอะค่ะ” อุไรขำกับสีหน้าผะอืดผะอมของสุรชาติ
สุรชาติออกจากร่างสุนัขแล้วเดินตามอุไรเพื่อผ่านประตูมิติไปโผล่ที่เรือนกาญจนา
*******************************************************************
เมื่อมาถึงภายในตัวบ้านเขาก็พบจอภาพขนาดใหญ่แล้วมีเก้าอี้ตัวหนึ่งตั้งอยู่กลางบ้านพอดี
“เอาล่ะค่ะ ในที่สุดคุณก็เข้าใจพ่อแล้วใช่มั้ยคะ” อุไรกล่าว
“ที่แท้คุณก็อยากให้ผมเข้าใจพ่อตัวเองสินะครับ” นายชาติกล่าว
“ใช่ค่ะ เพราะความกตัญญูกตเวทีคือเครื่องหมายของคนดี ฉันไม่อยากให้คุณเกลียดพ่อตัวเองค่ะ” อุไรกล่าว
“ขอบคุณมากครับ ผมเข้าใจแล้ว” นายชาติกล่าวอย่างซึ้งใจ
“งั้นตามสัญญาค่ะ ฉันจะทำให้คุณได้รู้ความจริง คุณไปนั่งที่เก้าอี้ตัวนั้นสิคะ”
สุรชาติเดินไปนั่งที่เก้าอี้ตัวนั้น พร้อมกับมีภาพฉายในคืนลึกลับนั้น
ชายฉกรรจ์ชุดดำ มีอีโม่งปกคลุมใบหน้าและสวมถุงมือมิดชิดจำนวนห้าคน เดินแอบย่องเข้าไปที่โบสถ์วัดในยโสธรที่เป็ข่าว ชายคนหนึ่งเดินนำเพื่อบอกตำแหน่งกล้องวงจรปิด ชายที่เดินตามมาเลยรีบช่วยกันทำลายกล้องทันที แล้วช่วยกันยกพระพุทธรูปทองคำไปขึ้นรถ ไม่น่าเชื่อว่าจะสำเร็จโดยง่ายถึงเพียงนี้ เพราะพวกเขาเตรียมการมาอย่างดีจริงๆ พวกเขาได้ปล่อยควันสลบทำให้คนทั้งวัดนอนสลบไสล หลับไม่รู้เื่จริงๆ
พวกเขาทั้งห้ากำลังจะขึ้นรถ แต่ทว่าท่านมัคนายกที่เพิ่งกลับมาที่วัด เขาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี ท่านเลยใช้วิชามวยเข้าต่อสู้คนร้าย
มัคนายกต่อสู้กับชายคนหนึ่งอย่างสูสี สักพักท่านก็กล่าวว่า “ฉันจำนายได้ นายยศ นายกล้าทำเื่ชั่วๆแบบนี้ได้ยังไง”
นายยศใมากเลยพลาดท่าล้ม ท่านมัคนายกรีบถอดอีโม่งก็เป็ไปตามคาดจริงๆ
สักพัก นายยศก็ส่งเสียง “อย่า…..”
ปัง ปัง ปัง เสียงปืนเก็บเสียงสามนัด ดังติดต่อกัน ท่านมัคนายกล้มทั้งยืน นายยศกำลังจะเข้าไปดูอาจารย์แต่ถูกชายคนหนึ่งจับเอาไว้ ชายคนหนึ่งกำลังเดินไปขึ้นรถแต่ถูกท่านมัคนายกจับขาเอาไว้
เขาก็เลยทำเื่ที่ไม่คาดคิด ชายคนนั้นชักมีดเฉือนคอของท่านมัคนายก ท่านสิ้นใจทันที
นายยศกำลังจะะโร้องแต่ถูกทำให้สลบ ชายอีกสี่คนเลยรีบนำศพท่านมัคนายกไปฝัง ก่อนนำศพไป ชายคนหนึ่งตัดหัวของท่านมัคนายกเพื่อสะดวกต่อการเคลื่อนย้ายศพ โดยนำส่วนหัวใส่ถุงดำเรียบร้อย พวกเขารีบขุดหลุมที่ใต้ต้นไทรหลังวัด พอฝังศพเรียบร้อยก็รีบเดินทางทันที
นายยศฟื้นขึ้นมาก็รีบต่อว่าทันที “ไหนว่าจะไม่ฆ่าใครไง”
“มันช่วยไม่ได้จริงๆ อาจารย์จดจำนายได้ เราจำเป็ต้องฆ่าท่านปิดปาก” ชายคนหนึ่งกล่าว
“แต่นี่มันไม่เป็ไปตามที่เราตกลงกันไว้นะ” นายยศโวยวาย
“พวกเราลงเรือลำเดียวกันแล้ว นายทรยศพวกเราไม่ได้หรอก เพราะยังไงนายก็ต้องรับโทษไปด้วยอยู่ดี อีกอย่างอย่าลืมสิ นายต่างหากที่้าเงินจำนวนมากไปใช้หนี้”
“ฉัน ฉัน” นายยศพูดไม่ออก
“เลิกเถียงกันเถอะ เื่มันเกิดขึ้นแล้ว มันช่วยไม่ได้แล้วล่ะ” ชายชุดดำคนหนึ่งกล่าว
“พวกเรารีบนำพระพุทธรูปไปให้อาเฮียที่นครปฐมเถอะ พ่อค้าต่างชาติเดินทางมาถึงแล้ว” ชายชุดดำอีกคนกล่าว
เมื่อมาถึงนครปฐม ชายอีกสี่คนถอดอีโม่งก็พบว่าเป็นักมวยที่อยู่ค่ายเดียวกับนายยศ โดยมีเ้าของค่ายมวยเป็ผู้บงการ พระพุทธรูปถูกนำไปขายต่อให้ตลาดมืดและส่งออกไปต่างประเทศทางเรือ วีดีโอหยุดอยู่เพียงเท่านี้
“นี่มันอะไรกันนี่ นายยศ ทำไมถึงกล้าทำเื่ชั่วๆแบบนี้ นี่เขาร่วมมือกับเพื่อนนักมวยขโมยพระพุทธรูปเพื่อให้เ้าของค่ายมวยนำไปขายกับชาวต่างชาติ” นายชาติถึงกับอึ้ง
“คุณรู้เื่หมดแล้วก็จริง แต่คุณยังไม่มีหลักฐานค่ะ จงอย่าลืมข้อนี้” อุไรเตือน
“แล้วผมจะรู้ได้ยังไงว่าพระพุทธรูปอยู่ที่ไหน” นายชาติถามต่อ
“คุณจำเป็ต้องขอความช่วยเหลือจากพ่อของคุณค่ะ ทางเราช่วยคุณได้เพียงเท่านี้จริงๆ” อุไรกล่าว
จอภาพดับไปแล้ว เขาจำต้องเดินออกไปจากตัวบ้าน พร้อมกับความสับสน เพราะนึกไม่ถึงว่าเพื่อนรักของเขาจะกลายเป็คนแบบนี้ไปได้ ในตอนนี้เขายังไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อจริงๆ
เมื่ออุไรเดินตามออกมา เธอก็รีบเตือนทันที “หวังว่าคุณจะไม่ลืมนะคะ ว่าจะไม่แพร่งพรายเื่เรือนกาญจนาให้ใครรู้อย่างเด็ดขาด”
“ครับผมสัญญาว่าจะไม่บอกใคร” นายชาติกล่าว
“ฉันขออวยพรให้คุณนำพระพุทธรูปกลับมาได้นะคะ” อุไรกล่าว
“ขอบคุณครับ” นายชาติกล่าว
สุรชาติเดินไปตามป่าด้วยความสับสน เขาแทบจะไม่สนใจความน่ากลัวของกลางคืนเลย เขาคิดถึงแต่เื่นายยศเพื่อนรักของเขา และคิดในใจว่า “นี่นาย้าเงินมากขนาดนี้เลยหรอ เพราะความโลภแท้ๆเชียว”
สักพักสุรชาติก็ไปโผล่ที่ป้ายรถเมล์แห่งหนึ่งพอดี
*******************************************************************
และแล้วสุรชาติก็ตั้งสติได้ เพราะเขาเห็นนางแบบสาวสวย ญาสิณี เขามองเธออย่างไม่ละสายตา ทำให้เขาลืมเื่นายยศไปชั่วขณะ
ญาสิณีรถเสีย เลยต้องมารอรถแท็กซี่ที่ป้ายรถเมล์ เธอโบกรถโดยไม่สนใจใคร พอขึ้นรถไปได้ไม่นาน สุรชาติก็โบกรถแท็กซี่อีกคันเพื่อกลับไปที่โรงแรมของตัวเอง แต่ทว่าเขาเริ่มสังเกตว่ารถแท็กซี่ที่มารับญาสิณีขับไปทางป่าที่เขาเพิ่งเดินออกมา เขาเห็นว่าผิดสังเกตเลยสั่งคนขับรถให้ขับตามไป
“คุณช่วยขับตามรถแท็กซี่ข้างหน้าทีครับ คุณรู้จักเขามั้ย” สุรชาติสั่งและถาม
“ผมไม่รู้จักหรอกครับ แต่คิดว่าเป็แท็กซี่ปลอม” คนขับแท็กซี่กล่าว
“คุณรู้ได้ยังไง” สุรชาติสงสัย
“รถแท็กซี่ไม่ได้ปิดป้ายทะเบียนครับ” คนขับกล่าว
“ใช่จริงด้วย คุณรีบตามไปติดๆเลยนะ” สุรชาติเป็ห่วงสาวสวย
รถข้างหน้าก็วิ่งเร็วจริงๆ จนรถที่สุรชาตินั่งขับตามไม่ทัน สักพักรถข้างหน้าก็จอดกะทันหัน ญาสิณีรีบเปิดประตูแล้วรีบวิ่งหนีทันที แต่ทว่านึกไม่ถึงว่าจะมีพรรคพวกของมันอีกสองคนรออยู่ที่ป่านั่นด้วย
ญาสิณีรีบวิ่งหนีกลุ่มผู้ชายพวกนั้น พร้อมกับร้องขอความช่วยเหลือ
สุรชาติรีบสั่งคนขับให้ขับตัดหน้าพวกมันทันที เขาจอดแล้วเข้าต่อสู้กับชายสามคนด้วยมือเปล่า เพราะเขาไม่ได้พกปืนมาด้วย
เพราะความเป็นักมวยทำให้ชายทั้งสามคนฟกช้ำดำเขียวไปตามๆกันและพากันยกมือขอยอมแพ้ คนขับแท็กซี่ตัวจริงจึงโทรเรียกตำรวจมาจับกุมพวกมันทั้งหมด ทำให้สามารถรวบตัวพวกมันได้ทั้งหมด
สุรชาติจึงพาญาสิณีไปให้ปากคำกับตำรวจ แล้วเขาก็พาเธอกลับบ้านของเธอ
สุรชาติลืมตัว เขาเป็คนบอกทางให้คนขับแท็กซี่คนนั้นทันที
“นี่คุณรู้จักบ้านของฉันได้ยังไงคะ” ญาสิณีสงสัยเพราะเธอเพิ่งพบเขาครั้งนี้เป็ครั้งที่สองเท่านั้น
“อ้อ อ้อ ผมก็อยู่แถวนั้นพอดีครับ ผมจึงรู้จักบ้านคุณ” สุรชาติรีบแก้ตัว
“จริงหรอคะ แต่ดูลักษณะคุณแล้ว คุณน่าจะอยู่ต่างจังหวัดมากกว่า” ญาสิณีกล่าว
“แหม ผมก็เพิ่งย้ายมาอยู่ไม่นานครับ” สุรชาติพูดกลบเกลื่อน
“ยังไงก็ขอบคุณมากนะคะ เพราะคุณแท้ๆ ฉันถึงฟาดเคราะห์ครั้งนี้ไปได้” ญาสิณีกล่าวอย่างซึ้งใจ
“แล้วทำไมคุณถึงได้มานั่งรถแท็กซี่แบบนี้ครับ” สุรชาติสงสัย
“รถฉันเสียค่ะ มันเป็ความจำเป็จริงๆ” ญาสิณีกล่าว
“ต่อไประวังตัวด้วยนะครับ” สุรชาติกล่าว
“ค่ะ ฉันจะระวัง ว่าแต่คุณเป็นักมวยมานานแล้วหรอคะ ฝีมือคุณเยี่ยมมากเลย” ญาสิณีกล่าวชมเพราะเฝ้ามองการแข่งขันอยู่ตลอด
“เพราะผมเสมอกับแฟนคุณหรอครับ” สุรชาติกล่าวหยั่งเชิง
“เขาไม่ใช่แฟนฉันหรอกค่ะ ฉันกับวิทย์เป็เพื่อนกันมานาน และรู้ดีว่าวิทย์เขาเป็นักมวยที่เก่งมากจริงๆ” ญาสิณีกล่าว
สุรชาติรู้สึกโล่งใจที่เธอไม่ได้เป็แฟนกับนายนั่น แต่ก็ยังถามต่อ “เอ่อ แล้วคุณมีแฟนแล้วหรือยังครับ”
“ยังค่ะ ถามแบบนี้จะจีบหรอคะ แต่คุณมีแฟนแล้วนี่ ขนาดเธอใส่แว่นเธอก็ยังดูสวยนะคะ” ญาสิณีกล่าวเพราะเห็นสุชาดาเดินตามสุรชาติอยู่ตลอด
“เธอเป็แค่คนรู้จักครับ” สุรชาติกล่าว
คนขับรถขัดจังหวะทันที “ถึงแล้วครับ”
ญาสิณีกำลังควักเงินจ่าย แต่สุรชาติรีบกล่าวทันที “ไม่เป็ไรครับ ผมจ่ายให้”
“งั้นขอบคุณก็แล้วกันนะคะ” รอยยิ้มญาสิณีทำให้หัวใจของสุรชาติแทบละลาย
เขามองหญิงสาวเดินเข้าบ้านอย่างไม่กระพริบตา จนคนขับรถรีบถามทันที “จะไปไหนต่อครับ”
“ไปโรงแรมศรีพรรณครับ” สุรชาติตั้งสติตอบ
เมื่อเขากลับมาถึงที่ห้องพักที่โรงแรม ตอนนี้เขากำลังคิดว่าจะทำอะไรต่อดี ทำอย่างไรเขาถึงจะได้หลักฐานเอาผิดพวกมัน….
********************************************************************************************************************************************
ตอนที่ 3
“เอ่อ อาเฮียครับ ผมเองครับ สุรชาติ” นายชาติตัดสินใจโทรไปสมัครเป็นักมวย
“ว่าไงนายชาติ นายยอมเป็นักมวยให้ฉันแล้วใช่มั้ย” อาเฮียดีใจที่ในที่สุดที่ค่ายมวยของเขาจะมีนักมวยฝีมือดี
“ครับ ผมมาขอเป็นักมวยครับเฮีย ว่าแต่เฮียมีที่พักให้ผมมั้ย” สุรชาติไม่อยากเช่าโรงแรมและยังไม่อยากอยู่กับพ่อตัวเองเพราะกลัวคนอื่นจะรู้ว่าตนเป็ลูกผู้กำกับ
“มีแน่นอน ที่ค่ายมีห้องพักว่างด้วย นายทนอยู่ได้ใช่มั้ย” อาเฮียกล่าว
“ผมอยู่ได้ครับ งั้นผมขอที่อยู่หน่อยครับ” สุรชาติตัดสินใจจะไปวันนี้
“งั้นเดี๋ยวเฮียแชร์โลเคชั่นให้ ขอบใจมากจริงๆ แล้วเจอกัน” อาเฮียยิ้มอย่างยินดี
“ครับเฮีย” สุรชาติวางสายพร้อมกับถอนหายใจ ในใจคิดว่า “ในที่สุดก็ได้ใช้วิชามวยมาช่วยสืบคดี”
สักพักสุรชาติก็ติดต่อน้องสาว
“นี่พี่เองนะ สุรชาติไง” สุรชาติตัดสินใจยอมเผยตัว
“โห ในที่สุดพี่ก็กล้าติดต่อมา คงอยากรู้ล่ะสิ ว่าฉันเป็ใคร” สุชาดากล่าวยิ้มๆ
“ยัยดา พี่จำเธอได้แล้ว มารับพี่ที่โรงแรมที พี่จะย้ายไปอยู่ค่ายมวย” สุรชาติรีบกล่าว
“โห ไม่สนุกเลย ว่าจะแกล้งพี่สักหน่อย ว่าแต่ พี่ไม่มาอยู่กับพ่อล่ะ พี่ยังโกรธพ่ออยู่หรอ” สุชาดากังวล
“พี่เข้าใจพ่อแล้ว แต่พี่มีภารกิจต้องสืบคดีในฐานะนักมวย พี่พอได้เบาะแสพระพุทธรูปบ้างแล้ว” สุรชาติกล่าว
“อย่างนี้นี่เอง แล้วค่อยเจอกันนะพี่ ฉันจะไปรับพี่เดี๋ยวนี้ล่ะ” สุชาดากล่าวแล้วรีบวางสาย คว้ากุญแจขับรถไปรับพี่ชายทันที
*******************************************************************
“แล้วจะพาพี่ไปไหน นี่ไม่ใช่ทางไปค่ายมวยนี่” สุรชาติสังเกตว่าน้องไปผิดทาง
“ปรับความเข้าใจกับพ่อดีๆเถอะนะพี่ ยังไงพ่อก็รักพี่มากนะ” สุชาดาอยากให้ทั้งสองคืนดีกัน
“อย่างนั้นก็ได้ แต่พี่ยังไม่ทันตั้งตัว เลยยังไม่กล้าเผชิญหน้ากับพ่อ” สุรชาติกล่าว
“เื่คดีขโมยพระและคดีฆาตกรรมท่านมัคนายก พี่จำเป็ต้องมีคนช่วยนะพี่” สุชาดารู้ทุกอย่าง
“นั่นสินะ” สุรชาติก็เห็นด้วยเพราะตัวคนเดียวไม่อาจจับคนร้ายได้
“พี่ยอมไปพบพ่อแล้วใช่มั้ย” สุชาดาดีใจที่พี่ชายเห็นด้วย
“ก็ขับรถมาถึงขนาดนี้ พี่ยังปฏิเสธได้อีกหรอ” สุรชาติส่ายหน้าให้กับน้องสาว
สุชาดายิ้มให้กับพี่ชาย และในที่สุดครอบครัวของเธอก็จะได้พร้อมหน้าพร้อมตากันเสียที
สองพี่น้องเดินเข้าบ้านพ่อ ซึ่งพ่อนั้นกำลังฉีดสายยาง รดน้ำต้นไม้อยู่
“พ่อคะ วันนี้หนูพาใครมาด้วยแหละ” สุชาดากล่าวอย่างอารมณ์ดี
“แฟนใหม่หรอ” พ่อยังคงรดน้ำ ไม่ได้หันไปมอง
“หันมาดูดีๆสิคะพ่อ” สุชาดากล่าวคะยั้นคะยอ
พ่อหันมาดู เขาเห็นลูกชายที่จากกันมานานถึงสิบกว่าปี แต่เพราะมีมาดเลยทำเป็ไม่สนใจ “ยอมกลับมาแล้วหรอ”
“ครับพ่อ ผมขอโทษครับที่ไม่ยอมติดต่อพ่อเลย” สุรชาติยอมลดทิฐิ
พอเห็นลูกชายยอมขอโทษก็เลยใจอ่อนยวบ ยอมปิดน้ำวางสายยาง แล้วเดินไปตบบ่าลูกชาย “ไม่ต้องคิดมากหรอกลูก พ่อเข้าใจ แล้วคดีสืบไปถึงไหนแล้ว”
“พ่อรู้เื่ราวของผมทุกเื่เลยหรอครับ” สุรชาติสงสัย
“พ่อทำได้แต่เฝ้ามองลูกอยู่ห่างๆเท่านั้น รอให้ลูกเป็ฝ่ายมาพบพ่อและยอมรับพ่อเอง” พ่อกล่าวเสียงเศร้า
“สองพ่อลูกไปนั่งคุยกันดีๆก่อนค่ะ เดี๋ยวดาไปยกของว่างมาให้” สุชาดาเดินไปที่ครัวอย่างอารมณ์ดี เพราะในที่สุดพ่อและพี่ชายก็ปรองดองกันเสียที
“พ่อก็พยายามสืบเหมือนกัน แต่ไม่พบร่องรอยคนร้ายเลย” พ่อกล่าว
“ผมพบผู้ต้องสงสัยแล้วครับ แต่ยังไม่มีหลักฐาน” สุรชาติยอมเผย
“เป็ใครงั้นหรอ” พ่อสงสัย
“เ้าของค่ายมวยแสงทิพย์กับนายยศครับ” สุรชาติแจ้งเบาะแส
“เป็ไปได้ยังไง นายยศเป็เพื่อนลูกนี่” พ่อทำหน้าไม่เชื่อ
“ผมก็แค่สงสัยเท่านั้นครับ” สุรชาติยังไม่มีหลักฐานจริงๆ
“ถ้าเช่นนั้นลูกจะทำยังไงต่อ” พ่อถาม
“ผมจะแฝงตัวเข้าไปเป็นักมวย แต่คงอยู่คนละค่าย ผมติดต่อเ้าของค่ายมวยไว้แล้ว เพราะถ้าผมเข้าไปค่ายแสงทิพย์ ผมจะถูกจับตามองอย่างมาก พวกนั้นรู้ว่าผมเป็ตำรวจครับพ่อ” สุรชาติกล่าว
“ถ้าเช่นนั้นคงต้องมีคนช่วยจริงๆ พ่อจะหาทางสืบว่าเ้าของค่ายมวยแสงทิพย์ติดต่อขายพระกับใครและสืบว่าตอนนี้พระองค์นั้นไปอยู่ที่ใดแล้ว” พ่อให้ความร่วมมือเต็มที่
“ขอบคุณมากครับพ่อ ยังไงพระองค์นั้นก็เป็พระคู่บ้านคู่เมือง ต้องนำกลับมาให้ได้” สุรชาติกล่าวอย่างมุ่งมั่น
“เพราะความโลภแท้ๆ นายยศถึงยอมทำทุกอย่างเพื่อเงิน” พ่อถึงกับส่ายหน้ากับนายยศผู้ซึ่งโตมาพร้อมลูกชาย
“ผมต้องรู้ต้นสายปลายเหตุให้ได้ครับ แต่ตอนนี้ยังต้องปกปิดตัวตนของผมไว้ก่อน ผมยังแสดงตัวว่าเป็ลูกพ่อและเป็พี่ชายยัยดาไม่ได้ ถ้ามีคนรู้ว่าผมเป็ลูกชายตำรวจ พวกมันก็ต้องยิ่งจับตามองผมครับ” สุรชาติอธิบายกลัวพ่อเข้าใจผิด
“พ่อเข้าใจ แต่ตอนนี้ให้ยัยดาคอยไปรับไปส่งลูกไปก่อนนะ เธอแสดงเก่งไม่ทำให้เสียแผนหรอก” พ่ออยากให้ยัยดาเป็ตัวกลางส่งข่าวสาร
“ครับพ่อ แต่ผมว่าน้องน่ากลัวเกินไปนะครับ เธอมีรูปผมั้แ่ตอนเด็กๆด้วย” สุรชาตินึกถึงตอนรินะเปิดกล่องแล้วมีรูปเขาเต็มไปหมด
“นั่นพ่อเป็คนให้เธอเองต่างหาก ลูกน้องพ่อที่คอยสืบข่าวเื่ของลูกคอยถ่ายและส่งมาให้น่ะ” พ่ออธิบาย
“อย่างนี้นี่เอง” สุรชาติโล่งอก
“โอ๊ยนินทาน้องนุ่งไม่ดีนะคะพี่” สุชาดาแอบฟัง
“รีบไปส่งพี่ที่ค่ายมวยเถอะ มันดึกมากแล้ว” พ่อรีบตัดบท
“โห ไม่ให้พี่ค้างที่นี่สักคืน” สุชาดากล่าว
“เพื่อสืบคดี ยังเปิดเผยตัวตนของชาติไม่ได้ ลูกก็แสดงเป็คนรู้จักของนายชาติไปก่อนก็แล้วกัน อย่าให้ใครรู้ว่านายชาติเป็ลูกชายตำรวจและเป็พี่ชายของลูกล่ะ” พ่อกล่าวกับดา
“รับทราบค่ะคุณพ่อ ไว้ใจดาได้เลย” สุชาดารับคำ
“ไปกันเถอะยัยดา” นายชาติหันไปไหว้พ่อ “ผมไปนะพ่อ”
“ไปดีมาดีนะลูก ระวังตัวให้มากๆ พวกคนร้ายต้องมีเครือข่ายและมีอิทธิพลมากเป็แน่ อย่าเสี่ยงชีวิตเด็ดขาด” พ่อห่วงลูกชาย
“ครับพ่อ ผมจะระวังตัว” สุรชาติรับปาก
สองพี่น้องเดินไปขึ้นรถ ยัยดาขับพาพี่ชายไปที่ค่ายมวยทวัธชัย ซึ่งอยู่ภายในกรุงเทพฯ
*******************************************************************
“มาซะดึกเชียวนะ นึกว่าเปลี่ยนใจเสียแล้ว” อาเฮียกล่าว
“รถมันติดค่ะ” สุชาดารีบแก้ตัว
“เอาล่ะ แล้วแฟนจะพักที่นี่ด้วยมั้ย” อาเฮียเห็นว่ามาด้วยกัน
“เธอเป็เพื่อนผมครับ ไม่ใช่แฟน เธอแค่มาส่งผมเฉยๆ” สุรชาติรีบกล่าว
“เห็นเธอดูแลนายดีจริงๆ ก็นึกว่าแฟน” อาเฮียกล่าว
“555 พี่ชาติเขามีผู้หญิงที่หมายปองแล้วค่ะ” สุชาดาพูดยิ้มๆ
“ใครงั้นหรอ” อาเฮียอยากรู้
“อ๋อ ก็ญา…อื้อ” สุชาดาพูดไม่จบ
สุรชาติรีบปิดปากน้องสาวทันที “พูดมากไปแล้วยัยดา”
“เป็ความลับเสียด้วย เอาล่ะรีบนำของไปเก็บที่ห้องพักเถอะ วันพรุ่งนี้ต้องเริ่มซ้อมมวยอย่างหนัก” อาเฮียเห็นว่าดึกมากแล้ว
“ครับผม” สุรชาติหันไปยกข้าวของของตัวเอง
“งั้นหนูขอกลับก่อนนะคะ” สุชาดาหันไปหาพี่ชาย “ฝันดีนะพี่ ขอให้ฝันเห็นญา อุ๊ป” สุชาดาแกล้งทำเป็ปิดปากต้วเอง เพื่อล้อพี่ชายเล่น แล้วหันไปขึ้นรถกลับหอพักอย่างอารมณ์ดี
สุรชาติส่ายหน้ากับความทะเล้นของน้องสาว แล้วรีบยกของเข้าไปที่ห้องพักทันที
*******************************************************************
ค่ายมวยที่นี่ฝึกหนักมาก ครูฝึกรีบปลุกนักมวยแต่เช้าเพื่อออกไปวิ่งรอบสวนสาธารณะั้แ่หกโมงเช้า กลับมาก็มาทานข้าวที่แม่ครัวจัดเตรียมไว้ให้ แล้วก็รีบฝึกทั้งต่อยกระสอบทราย ะโเชือก จับคู่ต่อยกัน และอะไรอีกจิปาถะ
“วันมะรืนต้องลงแข่งแล้วนะนายชาติ นายพร้อมใช่มั้ย” อาเฮียกล่าว
“พร้อมครับ ว่าแต่ แข่งกับนักมวยค่ายแสงทิพย์หรือเปล่าครับ” สุรชาติหวังว่าจะเจอนายยศ
“ยัง คงเป็สัปดาห์หน้าน่ะ นายต้องต่อยให้ชนะเสียก่อนถึงจะได้ไปเจอนายวิทย์ที่ชะอำ คงได้ไปเที่ยวพักผ่อนพร้อมกับนักมวยค่ายแสงทิพย์ที่ชะอำด้วย” อาเฮียบอกแผน
“มะรืนต้องชนะเท่านั้น ผมถึงจะได้ไปชะอำใช่มั้ยครับ” สุรชาติคิดว่าตัวเองจะแพ้ไม่ได้
“ใช่แล้วล่ะ เห็นว่าอยากไปเจอนายยศนายก็จะได้ไปเจอสมใจไง” อาเฮียกล่าว
สุรชาติจึงฝึกตัวเองอย่างเต็มที่ เขาจะแพ้ไม่ได้เพราะเขาอยากเจอนายยศมากเลย ได้ข่าวว่านายยศไปแข่งต่อยมวยที่หาดใหญ่ยังไม่กลับ เลยยากที่จะเจอตัว
สุชาดาขับไปส่งพี่ชายที่เวทีมวยทำให้เป็ที่อิจฉาของเพื่อนๆร่วมค่าย
“ไม่ต้องมาส่งพี่ก็ได้ พี่อายเขา” สุรชาติไม่อยากทำตัวเด่น
“โห ก็อยากไปเชียร์พี่ชายบ้าง อ้อเข้าใจแล้วกลัวคุณญาสิณีเห็นนี่เอง” สุชาดานึกขึ้นได้
“รู้ก็ดีแล้ว” สุรชาติกล่าวตามตรง
“งั้นกลับก็ได้ แล้ววันพรุ่งนี้เจอกันนะพี่” สุชาดาเลยไม่ลงจากรถปล่อยให้พี่ชายเดินเข้าไปคนเดียว เธอกำลังจะออกรถ แต่ทว่ามีรถอีกคันวิ่งมาจอดหน้ารถของเธอ แล้วเธอก็ได้เห็นนายวิทย์ลงมาเปิดประตูให้กับญาสิณี เธอจึงคิดในใจว่า “อกหักเสียแล้วพี่ชาย” แล้วดาก็ขับรถออกไปทันที
ญาสิณีเดินไปหาพิธีกรเพื่อไปฝึกซ้อมคิว ส่วนนายวิทย์ก็กลับมาขึ้นรถเพราะเขาไม่ได้มีแข่งต่อยมวยวันนี้
และแล้ววันนี้ก็สมใจนายชาติ เขาต่อยชนะน็อคยกที่ห้าอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้เขาได้ถ่ายรูปร่วมกับญาสิณีอีกตามเคย
*******************************************************************
เพราะสุรชาติเป็นักมวยหน้าใหม่ และวันนี้เขาเป็ฝ่ายชนะ ทำให้แฟนนักมวยคู่แข่งของเขานึกแค้นใจขึ้นมา
นายชาติเดินออกมาพร้อมนายช้างเพื่อนนักมวยร่วมค่าย พวกเขากำลังจะเดินไปที่ป้ายรถเมล์เพื่อเตรียมกลับค่าย แต่ทว่าอยู่ดีๆมีก้อนหินก้อนใหญ่มาจากไหนไม่รู้ เขวี้ยงมาทางพวกเขาสองคน นับว่านายชาติโชคดีเพราะมันแฉลบผ่านเขาไปนิดเดียว แต่ทว่านายช้างกลับโดนเต็มๆ
“โอ๊ย! ใครเขวี้ยงอะไรมาเนี่ย” นายช้างร้องด้วยความเ็ป
“เฮ้ย เืออกเต็มเลย สงสัยหัวแตก รีบไปโรงพยาบาลกันเถอะ” นายชาติรีบนำเสื้อคลุมกดไปที่หัวของนายช้างเพื่อห้ามเืไว้ แล้วพาไปที่รถของนางแบบสาวทันที
“ช่วยด้วยครับ เพื่อนผมโดนใครก็ไม่รู้ปาหินใส่” นายชาติรีบบอกญาสิณี
“แต่พวกเราต้องรีบไปงานถ่ายโฆษณาต่อนะคะ” พลอยผู้จัดการส่วนตัวของญาสิณีกล่าว
“งั้น พี่พลอยช่วยเลื่อนนัดไปก่อนนะคะ เดี๋ยวณีรีบขับไปส่งพวกเขาที่โรงพยาบาลใกล้ๆนี้ก่อน” ญาสิณีสงสารนายช้าง
“แต่ว่า….” พลอยลังเล
“งั้นรีบขึ้นรถเถอะค่ะ ฉันมีงานที่ต้องทำต่อจริงๆ” ญาสิณีรีบตัดบท
นายชาติรีบประคองนายช้างขึ้นรถนางแบบที่เพิ่งซ่อมเสร็จใหม่ๆ และผู้จัดการส่วนตัวก็เป็คนขับมาส่งให้
ทั้งสี่เดินทางมาถึงโรงพยาบาลทันที นายชาติรีบประคองเพื่อนลงจากรถ
“ขอบคุณมากครับคุณณี” นายชาติกล่าว
“ฉันต้องไปก่อนนะคะ หากมีอะไรให้ช่วยก็บอกได้นะคะ นี่ค่ะนามบัตร” ญาสิณีเผลอให้นามบัตร
นายชาติเห็นว่าได้โอกาสรีบเก็บทันที พยักหน้าแล้วรีบพาเพื่อนไปห้องฉุกเฉิน
ตอนนี้นายชาตินั่งรอเพื่อนเย็บแผลอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน สักพักอาเฮียก็โทรมา
“จับคนที่ปาหินใส่นายช้างได้แล้วนะ เห็นว่าเป็แฟนนักมวยที่แพ้นายน่ะ เขาแค้นนายมาก เลยตั้งใจจะทำร้ายนายแต่นายช้างรับเคราะห์แทน” อาเฮียเล่า
“อย่างนี้นี่เอง ขอบคุณครับเฮีย” นายชาติเข้าใจ
“เดี๋ยวกลับมาค่อยมาเบิกค่ารักษากับเฮียนะ นายช้างไม่เป็อะไรมากใช่มั้ย” อาเฮียเป็ห่วง
“เย็บสิบเข็มครับเฮีย” นายชาติกล่าว
“งั้นเดี๋ยวเฮียไปรับก็แล้วกัน รออยู่ที่โรงพยาบาลนั่นแหละ” อาเฮียกล่าว
พอนายช้างรู้เื่เท่านั้นแหละ ก็บ่นนายชาติไม่หยุดเพราะตนมารับเคราะห์แทนเพื่อน แต่พอกลับมาที่ค่ายมวย แทนที่จะได้รับความเห็นใจ เพื่อนนักมวยก็พากันหัวเราะ กลายเป็เื่โปกฮาประจำค่ายไปซะได้
ตกกลางคืน นายชาติปลีกตัวออกมาแล้วก็แอบโทรหาญาสิณี
“นั่นใครคะ” ญาสิณีเห็นเป็เบอร์แปลกๆ
“ผมเองครับ นายชาติ ผมจะโทรมาขอบคุณเท่านั้นครับ” นายชาติกล่าว
“ไม่เป็ไรค่ะ เพื่อนมนุษย์ด้วยกันฉันต้องช่วยอยู่แล้ว” ญาสิณีกล่าว
“วันพรุ่งนี้ผมขอเลี้ยงข้าวนะครับ ถือเป็การขอบคุณ” นายชาติถือโอกาส
“แต่ฉัน….” ญาสิณีกำลังจะปฏิเสธแต่ถูกนายชาติดักคอ
“หรือว่าคุณรังเกียจก็ไม่เป็ไรครับ” นายชาติแกล้งพูด
“งั้นก็ได้ค่ะ คุณจะได้ไม่รู้สึกติดค้าง” ญาสิณีใจอ่อน
ั้แ่นั้นมา นายชาติก็โทรหาญาสิณีทุกวัน และทั้งสองก็สนิทกันอย่างไม่น่าเชื่อ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งวันหนึ่ง
*******************************************************************
“รินะ วันพรุ่งนี้ว่างมั้ย ช่วยพาพี่ชาติไปส่งที่งานแข่งมวยให้หน่อยสิ” สุชาดาไหว้วาน
“ว่างสิ ว่าแต่เธอไปไหนหรอ” รินะสงสัย
“ไปรับเพื่อนที่สนามบินน่ะ” สุชาดาตั้งใจจะไปรับอังเดรย์
“เป็เพื่อนต่างชาติงั้นสิ” รินะเดา
“ใช่ เขาเพิ่งมาเมืองไทยครั้งแรกต้อง take care หน่อยน่ะ” สุชาดากล่าว
เช้าวันรุ่งขึ้น รินะจึงรีบไปรับพี่ชาติที่ค่ายมวยทันที
“อ้าว แล้วดาล่ะครับ” นายชาติสงสัยที่เห็นเป็รินะมารับ
“ดาไม่ว่างค่ะ เลยขอให้รินะไปส่งพี่ รีบขึ้นรถสิคะ” รินะกล่าว
นายชาติกลัวไปแข่งต่อยมวยไม่ทันเลยรีบขึ้นรถทันที
“จริงๆ ต่อไปถ้าดาไม่ว่าง บอกพี่ล่วงหน้าก็ได้นะครับ รินะจะได้ไม่ต้องลำบาก” นายชาติเกรงใจเพื่อนน้องสาว
“ไม่เป็ไรค่ะ วันนี้ว่างพอดี” รินะกล่าว
รินะจอดรถให้นายชาติลง แต่ยังไม่ขับออกไป เธอสังเกตเห็นว่านายชาติเดินไปหานางแบบสาวสวย และทั้งสองก็คุยกันอย่างสนิทสนม เพราะเธอเข้าใจผิดคิดว่านายชาติเป็แฟนยัยดา ด้วยความรักเพื่อน รินะไม่มีทางยอมเด็ดขาด เธอรีบลงจากรถ เดินเข้าไปหาทั้งคู่ทันที
“นี่พี่กล้านอกใจยัยดาหรอคะ พี่ชาติ” รินะกล่าวอย่างเอาเื่
“เอ่อ มันไม่ใช่อย่างนั้นครับ” นายชาติกล่าว
“พี่เองก็เหรอเกิน หน้าตาก็สะสวยยังแย่งแฟนชาวบ้านอีก ช่างหน้าไม่อายจริงๆ” รินะรีบว่าญาสิณี
“ก็ไหนว่าดากับชาติเป็แค่เพื่อนกันไม่ใช่หรอคะ” ญาสิณีกล่าวบ้าง
“ใครบอกล่ะคะ ยัยดารักพี่ชาติมากเลยนะคะ ถือว่ารินะขอร้องล่ะค่ะ เลิกยุ่งกับพี่ชาติเถอะค่ะ” รินะกล่าว
“ไม่ใช่นะครับ ผมกับดาไม่ได้เป็อะไรกัน” นายชาติรีบพูด
ญาสิณีเห็นสีหน้าจริงจังของรินะ เลยคิดว่าตนถูกหลอก เธอรีบตบหน้านายชาติ แล้วเดินจากไปทันที
นายชาติกำลังจะเดินตามไปแต่รินะกลับรีบรั้งตัวไว้ “พี่ทำแบบนี้ไม่ได้นะคะ พี่จะนอกใจยัยดาไม่ได้”
“เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว พี่กับดาไม่ได้เป็แฟนกัน….” นายชาติกำลังจะพูดต่อ แต่ทีมงานรีบมาตามนายชาติไปแข่งทันที
รินะโมโหแทนเพื่อน เลยเดินหนีกลับหอพักทันที
*******************************************************************
เมื่อนายชาติแข่งชนะ ก็พบว่านางแบบได้ขอตัวกลับก่อน อ้างว่ามีงานถ่ายโฆษณาต่อ นายชาติพยายามโทรไปอธิบาย เธอก็ไม่ยอมรับสายเลย ดังนั้นนายชาติจึงรีบโทรไปหาน้องสาวทันที
“มีอะไรหรือเปล่าพี่” สุชาดารีบถาม
“เพื่อนเธอก่อเื่น่ะสิ” นายชาติฟ้อง
“รินะไปทำอะไรงั้นหรอ” สุชาดาสงสัย
“รินะเข้าใจว่าพี่กับเธอเป็แฟนกัน พอเห็นพี่ไปคุยกับคุณณีก็เลยมาโวยวายกล่าวหาว่าคุณณีแย่งแฟนชาวบ้าน ตอนนี้คุณณีโกรธพี่มาก ไม่ยอมรับสายพี่เลย คุณณีเข้าใจว่าพี่ไปหลอกลวงเขา” นายชาติเล่า
“เอาเป็ว่า ไว้ดากลับไปที่หอก่อน ดาจะอธิบายให้เพื่อนฟังเอง ส่วนเื่คุณณีพวกเราค่อยๆช่วยกันคิดนะคะ ดาจะหาทางอธิบายให้คุณณีฟังเอง” สุชาดากล่าว
เมื่อดากลับไปที่หอพัก เธอรีบเข้าไปในห้องทันที ดายังไม่ทันจะพูดอะไร รินะก็รีบฟ้องทันที “พี่ชาติกำลังสวมเขาให้เธอนะดา”
ดารีบเข้าไปจับที่ไหล่เพื่อนและกล่าวว่า “ขอบใจนะเพื่อนที่ทำเพื่อฉันน่ะ แต่ว่าฉันกับพี่ชาติเป็พี่น้องกัน คลานตามกันมาเลยล่ะ”
“ว่าไงนะ แล้วทำไมเธอไม่บอกฉันตรงๆล่ะ” รินะใ
“ก็พี่ชาติ้าสืบคดีเลยต้องปกปิดตัวตนน่ะสิ” สุชาดากล่าว
“แล้วจะทำยังไงดีล่ะ ฉันว่าพี่ณีไปซะเยอะเชียว” รินะรู้สึกผิด
“ไว้ค่อยหาทางก็แล้วกันนะ” สุชาดายังคิดไม่ออก
แต่ทว่าเื่ราวกลับไปกันใหญ่ มีพาดหัวข่าวใหญ่ นางแบบสาวตัดสินใจหมั้นกับทัณยวิทย์ นักมวยชื่อดังแห่งค่ายแสงทิพย์
นายชาตินั่งไม่ติดแล้ว ตอนนี้เขารีบนั่งรถแท็กซี่มาหาน้องสาวทันที
เสียงเคาะประตูดังลั่น จนยัยดาต้องรีบมาเปิด
“โถ่ พี่ชาตินั่นเอง ไอ้เราก็นึกว่ามีคนมาเก็บค่าเช่าหอ” สุชาดาแกล้งแซว
“เห็นพาดหัวข่าวหรือยัง คุณณีจะหมั้นกับคนอื่นแล้วนะ” นายชาติกล่าวอย่างตื่นตระหนก
“แล้วพี่กับเธอตกลงเป็แฟนกันแล้วหรอ” สุชาดาถาม
“ถึงยังไม่ถึงขั้นตกลง พี่ก็มองออกว่าเธอมีใจให้พี่” นายชาติกล่าวอย่างมั่นใจ
“โห หลงตัวเองไปหรือเปล่าเนี่ย” สุชาดารีบแซว
“ถ้ารินะไม่ไปโวยวายวันนั้น พี่กับคุณณีอาจตกลงเป็แฟนกันแล้วก็ได้” นายชาติกล่าว
“ขอโทษค่ะพี่ ก็ใครจะไปรู้ล่ะคะ ว่าพี่กับดาเป็พี่น้องกัน” รินะกล่าวเสียงอ่อน
“เอาล่ะ ถือว่าพวกเราผิดกันหมดเลยก็แล้วกันนะคะ มาหาทางแก้ไขดีกว่าน่า” สุชาดากล่าว
“เอาอย่างนี้มั้ย พวกเราบุกไปบ้านพี่ณีกันเลย แล้วรีบไปอธิบายให้เธอฟัง เธออาจเปลี่ยนใจก็ได้ ถ้าพี่ชาติไม่ได้คิดไปเองว่าเธอก็ชอบพี่เหมือนกัน” รินะเสนอ
“เห็นด้วยค่ะ รีบไปกันเถอะ” สุชาดากล่าวเสริม
นายชาติไม่เห็นทางอื่น ก็เลยคล้อยตามน้องๆ
ทั้งสามพากันบุกไปที่บ้านของนางแบบสาวตอนเวลา่บ่าย สองสาวพากันแปลกใจที่พี่ชาติรู้ที่อยู่ของญาสิณีด้วย
“พี่ก็น่ากลัวไม่แพ้ยัยดานะคะ นี่พี่รู้ที่อยู่ของพี่ณีด้วยหรอ” รินะกล่าว
“พี่เคยช่วยชีวิตเธอจากคนขับรถแท็กซี่ปลอมน่ะ เลยเคยมาส่งที่บ้านของเธอ” นายชาติรีบแก้ตัว
“แล้วจะสำเร็จหรอ นักมวยคนนั้นหน้าตาดีมากเลยนะ บางทีพี่ณีอาจมีใจให้กับเขาก็ได้” รินะกล่าว
“แต่ฉันว่าพี่ณีไม่น่าชอบเขาหรอก เขาหยิ่งมากเลยนะ ฉันเห็นยังไม่ถูกชะตาเลย” สุชาดากล่าว
“ก็นั่นมันเธอต่างหากล่ะ” รินะกล่าว
“อย่าเพิ่งวิจารณ์กันเลยนะ ถึงแล้วรีบไปกันเถอะ” นายชาติรีบตัดบท
ทั้งสามบุกบ้านนางแบบสาว ยัยดารีบกดกริ่งทันที
สาวใช้รีบวิ่งมาดูที่ประตูรั้ว “พวกคุณ้ามาพบใครคะ”
“พวกเราเป็เพื่อนคุณญาสิณีค่ะ วันนี้เลยมาเยี่ยม” สุชาดากล่าว
สาวใช้เห็นว่ามีผู้หญิงมาด้วยเลยยอมเปิดให้
ณีเดินออกมาถามสาวใช้ “ใครมาหรอพริ้ง”
“เอ่อ พวกเขาบอกว่าเป็เพื่อนคุณค่ะ” พริ้งตอบ
พอณีเห็นว่าเป็นายชาติเลยรีบเดินหนีเข้าบ้าน แต่นายชาติรีบวิ่งไปจับข้อมือไว้ได้ทันพอดี
“ปล่อยนะคะ นี่พวกคุณกำลังบุกรุกบ้านคนอื่นอยู่นะ” ญาสิณีกล่าวอย่างเอาเื่
“ฟังพวกเราก่อนนะคะคุณณี ฟังพวกเราอธิบายก่อน” สุชาดากล่าว
“ฉันขอโทษค่ะ ที่เคยว่าคุณอย่างนั้น ฉันเข้าใจผิดคิดว่าคุณแย่งแฟนเพื่อน แต่ตอนนี้ฉันรู้ความจริงแล้วว่ายัยดากับพี่ชาติเป็พี่น้องกัน” รินะรีบพูด
“อะไรนะคะ เป็พี่น้องกัน” ญาสิณีทวนคำ
“ใช่ค่ะ เป็พี่น้องแท้ๆคลานตามกันมาเลยค่ะ” สุชาดากล่าวยืนยัน
“คุณอย่าหมั้นกับคนอื่นเลยนะครับ ผมรักคุณจริงๆ” นายชาติยอมสารภาพรัก
ญาสิณีหน้าแดง แต่ทว่าเธอมีน้ำตาคลอแล้วกล่าวว่า “มันสายเกินไปแล้วค่ะ ฉันถูกบังคับแต่งงาน ถึงคุณสารภาพรักก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอกค่ะ”
“การแต่งงานกับคนไม่ได้รัก ไม่มีทางมีความสุขได้หรอกนะคะ สุดท้ายพวกคุณก็ต้องเลิกกันเพราะไปกันไม่ได้” สุชาดากล่าวจากประสบการณ์ของพ่อกับแม่ตัวเอง
“มันมีเื่ธุรกิจมาเกี่ยวข้องด้วย ทำอะไรไม่ได้จริงๆค่ะ อีกอย่างแม่ฉันเห็นว่านายวิทย์เหมาะกับฉันมาก ท่านไม่มีทางเปลี่ยนใจ” ญาสิณีกล่าวอย่างหมดหวัง
“งั้นพวกเราจะหาทางช่วยคุณค่ะ” สุชาดากล่าว
“ไม่มีทางหรอกค่ะ” ญาสิณีกล่าวอย่างท้อใจ
“ผมไม่ยอมปล่อยคุณไปครับ คุณณี” นายชาติจับมือหญิงสาวไม่ยอมปล่อย
ณีพยายามแกะมือออกแต่ก็ไร้ผล เลยว่า “ก็ได้ค่ะ ถ้าพวกคุณมีทางนะคะ ตอนนี้พวกคุณกลับไปก่อนเถอะค่ะ แม่ฉันไม่ชอบให้ฉันอยู่กับผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่นายวิทย์”
ทั้งสามจึงยอมกลับออกไปแต่โดยดี แล้วขึ้นไปบนรถเพื่อคิดหาทางช่วยกันแก้ปัญหา
“เอาไงต่อดีล่ะทีนี้” สุชาดากล่าว
“ในเมื่อแม่คุณณีชอบนายวิทย์ พวกเราก็มาหาวิธีที่ทำให้นายวิทย์ดูแย่ในสายตาแม่คุณณีสิ” รินะกล่าว
“แล้วทำยังไงงั้นหรอ” นายชาติสงสัย
“ในเมื่อเื่นี้รินะมีส่วนผิด เดี๋ยวรินะหาทางออกให้ค่ะ ส่วนพี่ก็พากันไปล้มงานหมั้นได้เลย” รินะกล่าวแผน
“ไปล้มยังไงน่ะ” นายชาติสงสัย
“อ้าว พี่ก็พาพ่อพี่ไปสู่ขอคุณณีเลยไงคะ” รินะกล่าว
“มันก็เป็การเผยตัวตนน่ะสิ” สุชาดากังวล
“มันจำเป็นะ แม่คุณณีไม่ชอบผู้ชายที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าหรอก จำเป็ต้องใช้ความเป็ลูกผู้กำกับเข้าช่วยน่ะ” รินะกล่าว
“แล้วเื่สืบคดีนั้น” สุชาดายังกังวล
“พี่เข้าใจแล้ว แต่พี่คงไม่ปกปิดตัวตนแล้วล่ะ พี่จะไปสอบถามคนร้ายตรงๆเลย” นายชาติตั้งใจจะไปถามนายยศตรงๆ
“เอาเถอะค่ะ อย่าเพิ่งพูดเื่คดีเลย พ่อได้ติดต่อคนมาช่วยแล้ว พี่ไม่ต้องเป็ห่วง” สุชาดากล่าว
*******************************************************************
ดังนั้นจากแผนการ นายชาติเลยรีบไปขอความช่วยเหลือจากพ่อ เพื่อให้มาสู่ขอคุณณีในวันหมั้นนั้น ในขณะที่รินะก็คอยติดตามนายวิทย์เพื่อแอบถ่ายรูปว่านายวิทย์ได้แอบคบหญิงสาวที่ไหนหรือเปล่า เธอติดตามยิ่งกว่า stalker เสียอีก
แต่ทว่านายวิทย์ผู้หยิ่งยโสกลับไม่ยุ่งเกี่ยวผู้หญิงคนไหนเลย เอาแต่ซ้อมมวยท่าเดียว พอเวลาเที่ยงเขาก็เข้าไปทานอาหารไทยร้านนึง รินะก็ติดตามอย่างไม่ลดละ ในที่สุดเธอก็ได้เห็นว่าเขานัดพบกับผู้หญิงคนหนึ่ง สมกับความเพียรพยายามของรินะ
สาวสวยคนนั้นชื่อวิทนี่ เธอเป็นางแบบคู่แข่งของญาสินี เธอนั่งตรงข้ามกับนายวิทย์พร้อมกับรีบจับมือเขาทันที
“แล้วความสัมพันธ์ระหว่างเราล่ะคะ นี่คุณกล้าทิ้งวิทนี่เลยหรอคะ” วิทนี่มีสีหน้าเศร้า
“ผมบอกกี่ที่แล้วว่า พวกเราไม่ได้เป็อะไรกัน” นายวิทย์รีบแกะมือออก
“ไม่ค่ะ วิทนี่ไม่ยอมให้คุณแต่งงานกับญาสิณีเด็ดขาด คอยดูก็แล้วกัน” และแล้ววิทนี่ก็เดินหนีไป
รินะถ่ายได้ทุกช็อตจริงๆ ในใจคิดว่า “ในที่สุดก็สำเร็จ”
รินะกลับไปที่หอรีบอวดเพื่อนสาวทันที “เป็ไงล่ะ ในที่สุดนายวิทย์ก็เผยธาตุแท้จนได้”
“แต่คุณวิทนี่เป็แฟนกับเ้าของค่ายมวยแสงทิพย์นี่ นี่เขากล้ากินบนเรือนขี้รดบนหลังคาเลยหรอ” สุชาดากล่าว
“มันเป็ไปแล้ว” รินะกล่าว
“ก็ค่อยดูกันว่านายวิทย์อะไรนั่นจะแก้ตัวยังไง” สุชาดากล่าว
*******************************************************************
และแล้วในวันหมั้นก็มาถึง ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายจัดงานหมั้นที่บ้านของญาสิณี ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายกำลังรอฤกษ์ยามก่อนที่ทั้งสองจะสวมแหวนให้แก่กันและกัน
รินะ สุชาดา และนายชาติแอบซุ่มอยู่หน้าบ้านของนางแบบสาว รินะนัดแนะให้วิทนี่มางานหมั้นในวันนี้ แต่เธอกลับไม่มาตามนัด ดังนั้นรินะจึงรีบโทรติดต่อไป มือถือวิทนี่กลับปิดเครื่อง
“ทำไงดีล่ะจะถึงฤกษ์แล้วนะ” สุชาดากังวล
“พวกเรารีบบุกไปงานหมั้นกันเถอะ เดี๋ยวไม่ทัน” นายชาติใจร้อน
ทั้งสามเลยรีบบุกเข้าไปในงานทันที
แม่ของณีรีบบอกให้เริ่มพิธี
“ช้าก่อนค่ะ ยังหมั้นไม่ได้เด็ดขาด” รินะรีบกล่าว
“นี่พวกเธอเป็ใคร ทำไมถึงกล้ามาก่อกวนแบบนี้” แม่ของณีกล่าวอย่างเอาเื่
“คุณวิทย์มีคนรักอยู่แล้วนะคะ นี่ไงคะรูป” รินะรีบโชว์รูปในมือถือให้แม่ของณีดูทันที
“ผมกับวิทนี่เลิกกันแล้วครับ พวกเราไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก” นายวิทย์กล่าว
“รูปนี้เพิ่งถ่ายเองนะคะ นี่คุณกล้าสวมเขาให้คุณณีอย่างนั้นหรอ” รินะกล่าว
“เป็ความจริงงั้นหรอนายวิทย์” แม่ของณีมองไปที่วิทย์อย่างผิดหวัง
“ผมพูดความจริงครับ เธอไม่ใช่แฟนผม” นายวิทย์ยังคงยืนยัน
“จะเอายังไงคะ จะหมั้นกันต่อมั้ย” แม่ของนายวิทย์กล่าวบ้าง
“ในเมื่อนายวิทย์มีผู้หญิงคนอื่น ฉันคงยกลูกสาวให้ไม่ได้ค่ะ” แม่ของณีกล่าว
“แล้วเื่ธุรกิจล่ะครับ” พ่อของนายวิทย์รีบอ้าง
“คุณณีเป็แฟนผมครับ ผมยกเธอให้ใครไม่ได้” นายชาติรีบพูด
“นายชาติ นี่คุณ” ญาสิณีใไม่คิดว่านายชาติจะกล้าพูด
“ต้องอย่างนั้นสิพี่” สุชาดารีบสนับสนุน
“นายเป็เพียงนักมวยหน้าใหม่คนนึง” แม่ของณียังไม่เชื่อถือผู้ชายคนนี้
“นายชาติเป็ลูกชายผมครับ ผมเป็ผู้กำกับ ส่วนนายชาติเป็ตำรวจ วันนี้ผมมาสู่ขอลูกสาวของคุณ ผมรับรองด้วยเกียรติของผม นายชาติเป็คนดี และเขาต้องดูแลลูกสาวคุณได้แน่” พ่อของนายชาติเดินเข้ามาพร้อมกับพูดยืนยัน
“นี่มันคืออะไรกันยัยณี” แม่ของณีกล่าว
“แม่คะ คือว่า หนูรักคุณสุรชาติค่ะ หนูไม่ได้รักนายวิทย์เลยนะคะแม่” ญาสิณียอมเผยความรู้สึก
“อย่าฝืนใจลูกสาวคุณเลยนะคะ ฉันไม่อยากให้คุณณีเป็เหมือนแม่ของฉันค่ะ แม่ของฉันฝืนใจอยู่กับพ่อทั้งๆที่ไม่ได้รัก เธอไม่เคยมีความสุขเลยนะคะ” สุชาดากล่าวและมีน้ำตาคลอเพราะพูดเื่แม่ของตัวเอง
แม่เห็นลูกสาวมีน้ำตาคลอก็เลยใจอ่อน “อย่างนั้นก็ได้ ฉันยอมยกลูกสาวให้นายชาติ”
เสียงเฮของสองสาวเพื่อนสนิทดังลั่น
“งั้นเื่ธุรกิจ ผมคงไม่ยอมลงทุนด้วยแน่” พ่อนายวิทย์กล่าว
“เอาล่ะค่ะ ไม่ยอมก็ไม่ยอมค่ะ ฉันไม่อยากให้ลูกสาวของฉันต้องเสียใจภายหลัง” แม่ของณีกล่าว
“งั้น นายวิทย์ พวกเรารีบกลับกันเถอะ” พ่อของนายวิทย์กล่าว
สุชาดายิ้มเยาะเย้ยนายวิทย์อย่างสะใจ
นายวิทย์โมโหมาก กำลังจะเข้าไปหาเื่ยัยดา แต่รินะรีบมากันไว้ให้
“รีบกลับกันเถอะลูก อย่ามีเื่กันเลย” แม่ของนายวิทย์รีบห้ามลูก
และแล้วกลายเป็ว่า งานหมั้นวันนี้จึงเป็งานหมั้นระหว่างสุรชาติกับญาสิณีแทนโดยปริยาย
*******************************************************************
มีพาดหัวข่าวใหญ่ที่นางแบบสาวญาสิณีได้หมั้นกับลูกชายผู้กำกับซึ่งเป็นักมวยหน้าใหม่อย่างสุรชาติ ทำให้ทั้งคู่ต้องออกงานด้วยกันบ่อยครั้งจนเป็ที่น่าอิจฉา
หนึ่งสัปดาห์ต่อมานายชาติจะต้องออกเดินทางไปชะอำเพื่อเตรียมไปต่อยมวยกับนายวิทย์ ศึกดุเดือดครั้งนี้เป็ที่น่าจับตามองเพราะนอกจากจะเป็คู่แข่งกันแล้ว ยังเป็ศัตรูหัวใจกันอีกด้วย
ญาสิณีทำได้แต่โทรหานายชาติด้วยความเป็ห่วง เธอติดงาน event ไม่อาจมาช่วยเชียร์ได้เลย
ยัยดาพาแฟนฝรั่งมาส่งพี่ชายถึงที่ชะอำ พอถึงงานที่จัดแข่งมวย ทั้งสามก็ลงมาจากรถแล้วพากันเดินเข้าไปในงาน และแล้วพวกเขาก็เดินสวนทางกับนายวิทย์ ซึ่งนายวิทย์ในตอนนี้มีสีหน้าโกรธจัดมากอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นพวกเขาเดินเข้ามา
ยัยดาผู้ซึ่งเคยทำหน้าเยาะเย้ยใส่นายวิทย์ พอเห็นเขาหันมาถลึงตาใส่ เธอก็รีบควงแขนแฟนฝรั่งอัตโนมัติ
นายวิทย์เดินผ่านไป ทำเป็ไม่สนใจพวกเขา แต่มือของนายวิทย์นั้นกำหมัดแน่นจนอังเดรย์ซึ่งพูดไทยได้หลุดปากขึ้นมา
“นักมวยคนนั้นไปโกรธใครมา เดินกำหมัดแน่นเชียว” อังเดรย์กล่าว
ยัยดารีบกระซิบบอกทันที “ก็พี่ชาติเขาไปแย่งคนรักของเขาไป เป็ใครก็ต้องโกรธ”
“อย่างนี้นี่เอง” อังเดรย์พยักหน้า
“พวกเธอทั้งคู่กลับกันไปก่อนเถอะ ไม่ต้องห่วงพี่” นายชาติกล่าว
“ระวังโดนนายวิทย์อะไรนั่นลอบทำร้ายล่ะ” สุชาดาเตือน
“พี่จะระวังตัวนะ” นายชาติกล่าวเพื่อไม่ให้น้องเป็ห่วง
“งั้นผมไปนะครับ” อังเดรย์โอบไหล่ดากลับกรุงเทพฯทันที
“เดี๋ยวดาไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ อังเดรย์” สุชาดาปวดเข้าห้องน้ำกะทันหัน
“งั้นผมไปรอที่รถก็แล้วกันนะ” อังเดรย์กล่าว
แต่เวลาผ่านนานเกือบครึ่งชั่วโมงจนผิดสังเกต อังเดรย์จึงกะว่าจะเดินเข้าไปตาม ยัยดาก็วิ่งหน้าตาตื่นออกมา
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมปากเจ่อแบบนั้น” อังเดรย์รีบทัก
“พอดีซุ่มซ่ามล้มปากกระแทกพื้นน่ะสิ รีบไปกันเถอะอายเขา” สุชาดาหน้าแดงเพราะอายมาก
“งั้นรีบขึ้นรถเถอะ” อังเดรย์กล่าว
อังเดรย์รู้สึกว่าสุชาดามีพิรุธเหมือนปกปิดอะไรบางอย่าง แต่ในเมื่อเธอไม่บอกก็คงคาดคั้นอะไรไม่ได้ เลยขับรถต่อไปโดยไม่ถามอะไรสักคำ
*******************************************************************
การต่อสู้ระหว่างนายวิทย์และนายชาติดุเดือดมาก ทั้งคู่เตรียมตัวมาดีจริงๆ คนเชียร์ก็เชียร์กันมันส์สะใจ ทำให้คู่นี้กลายเป็คู่เด่นไปเลย ทั้งสองคนยังคงแลกหมัดอย่างเมามัน และสู้กันจนถึงยกก่อนสุดท้าย อยู่ดีๆก็มีโทรศัพท์ด่วนมาหาเขา
“จากใครหรอครับ” นายชาติถามครูฝึก
“น้องสาวคุณครับ เห็นว่ามีเื่ด่วน” ครูฝึกกล่าว
“ว่าไงยัยดา” นายชาติรีบถามน้อง
“พ่อบอกว่านายวิทย์อาจจะมีส่วนรู้เห็นเื่คดี พี่ต้องระวังและจับตาดูเขาดีๆนะคะ” สุชาดารีบเตือน
“พี่ยังต่อยมวยอยู่นะ ทำไมมาบอกตอนนี้” นายชาติเห็นว่าไม่เหมาะ
“ฉันกลัวเขาเล่นตุกติก เลยอยากให้พี่ระวังตัวเท่านั้นเอง แค่นี้ก็แล้วกัน” สุชาดากล่าว
พอวางสาย นายชาติเริ่มคิดหนัก เพราะเป็ไปได้ว่านายวิทย์อาจร่วมมือกับเ้าของค่ายแสงทิพย์ พอคิดเช่นนั้นเขาก็นึกแค้นขึ้นมา ดังนั้นในยกสุดท้าย นายชาติจึงออกหมัดอย่างเต็มที่
และแล้วด้วยความฮึดจากความแค้น ทำให้นายชาติรุกต่อยอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งนายชาติเป็ฝ่ายชนะคะแนนไปเพียงเฉียดฉิวเท่านั้น
นายวิทย์เจ็บใจแต่ทำอะไรไม่ได้ หลังจากจบการแข่งขันเขาก็เลยเดินหนีไปด้วยท่าทางหยิ่งยโสเช่นเดิม
*******************************************************************
ตกกลางคืน นายยศเดินไปแสดงความยินดีกับเพื่อนต่างค่าย ตรงหลังห้องพักเก็บตัว
“ยินดีด้วยนะนายชาติ ในที่สุดนายก็ประสบความสำเร็จในอาชีพมวย” นายยศกล่าว
“แล้วนายล่ะ ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง” นายชาติย้อนถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ทำไมถามฉันแบบนั้น” นายยศสงสัย
“ศิษย์คิดล้างครูไม่มีทางเจริญหรอกนะเพื่อน” นายชาติกล่าวน้ำเสียงจริงจัง
“นี่นายพูดอะไรน่ะ…” นายยศเริ่มพูดเสียงแข็ง
***********************************************************************************************************************************************
ตอนที่ 4
“เื่ที่พระถูกขโมยและอาจารย์ถูกฆาตกรรม นายมีส่วนรู้เห็นด้วยใช่มั้ย” นายชาติถามตามตรง
“ฉันรู้สึกเสียใจที่สูญเสียอาจารย์ไป แต่นายไม่ควรมากล่าวหาฉันแบบนี้” นายยศกล่าว
“กล่าวหาหรือไม่ นายรู้ดีแก่ใจ” นายชาติยังคงพูดต่อ
“ฉันเคารพอาจารย์เหมือนกับนายนั่นแหละ และนายไม่มีหลักฐาน อย่ากล่าวหากันแบบนี้” นายยศกล่าว
“นายลืมคำสอนของหลวงพ่อแล้วหรอ เพราะเงิน นายเลยลืมทุกอย่างเลยใช่มั้ย” นายชาติพยายามเตือนสติเพื่อน
“นายเริ่มพูดไม่รู้เื่แล้ว ฉันขอตัวก็แล้วกัน” นายยศรีบตัดบท
“เดี๋ยวสิ มันยังไม่สายเกินไปนะ หากนายยอมสารภาพผิด ฉันจะกันนายเป็พยาน นายยังเริ่มต้นใหม่ได้นะเพื่อน” นายชาติยังไม่ยอมแพ้
“นายไม่รู้หรอกว่า ที่ผ่านมา ฉันเจออะไรมาบ้าง และมันทำให้ฉันรู้ว่า เงินเท่านั้นที่ทำให้ฉันอยู่รอดได้ถึงทุกวันนี้” นายยศกล่าว
“ฉันไม่รู้หรอกว่านายไปเจออะไรมา แต่ฉันเชื่อเสมอว่าถ้าเรายึดมั่นในความดี ละเว้นความชั่ว ชีวิตเราก็จะพบกับความสุข" นายชาติกล่าว
“นายแน่ใจเหรอว่าความดีชนะทุกอย่าง ถ้าอย่างนั้นนายก็พิสูจน์สิ” นายยศรู้สึกเสื่อมศรัทธาหลังจากเจอวิกฤติชีวิต
“ให้พิสูจน์ยังไง” นายชาติสงสัย
“ฉันท้านายต่อยมวย ถ้านายต่อยชนะฉัน ฉันจะมอบหลักฐานและร่วมมือกับนาย แต่ถ้าไม่ นายห้ามยุ่งเกี่ยวกับฉันอีก” นายยศท้า
“ก็ได้ แล้วอย่าผิดคำพูดล่ะ” นายชาติกล่าว
วันต่อมา ได้มีการจัดเวทีต่อยมวยนอกรอบระหว่างสุรชาติกับยศวัฒน์ เพื่อนๆนักมวยมานั่งเชียร์อย่างพร้อมพรั่ง
พอเริ่มยกแรก ยศวัฒน์ออกหมัดได้หนักมาก เขาเป็แชมป์มาหลายปีแถมมีประสบการณ์มากกว่า สุรชาติแทบจะสู้ไม่ได้เลย แต่เพราะอยากให้เพื่อนกลับเนื้อกลับตัวเลยอดทนต่อยต่อ ยศวัฒน์มีชั้นเชิงเหนือกว่ามาก เขาต่อยไปที่คางของเพื่อน จนเพื่อนล้มไปกองกับพื้น
“นับ 1 2 3 4 5 6 7 8…” เสียงกรรมการนับ
“ผมยังไหวครับ” สุรชาติพยุงตัวเองลุกขึ้นมา กำลังจะเดินเข้าไปหานายยศ
เป๊ง เสียงระฆังดังเป็การซื้อเวลาของนักมวยหน้าใหม่
ครูฝึกเดินไปหาสุรชาติ “นายไม่ไหวหรอก นายสู้เขาไม่ได้ ยอมแพ้เถอะ ไม่งั้นต้องเจ็บตัวไปมากกว่านี้แน่”
“ผมยังไหวครับ ให้ผมสู้ต่อเถอะ” สุรชาติกล่าวอย่างอ่อนแรง
ยกที่สอง สุรชาติใช้ใจสู้จริงๆ เขาไม่อยากให้เพื่อนเดินทางผิดไปมากกว่านี้ เลยยอมสู้ต่อ
นายยศส่ายหน้า แต่เขายอมอ่อนข้อให้ไม่ได้จริงๆ เขาไม่อยากหมดอนาคตในตอนนี้
สุรชาติยังฝืนประคองต่อยจนหมดยกที่สอง แต่ตัวเขาก็สะบักสะบอมพอสมควร
เพื่อนๆร่วมค่ายยอมใจนายชาติจริงๆ พวกเขาก็เลยส่งเสียงเชียร์ เพื่อให้กำลังใจ
เริ่มยกที่สาม สุรชาติฝืนตัวต่อไปไม่ไหวแล้ว ในตอนนี้นายยศบุกหนักมาก และเขาเริ่มเอาจริงเสียแล้ว จนกระทั่งนายยศออกหมัดต่อยไปที่ขมับของนายชาติ แม้จะสวมหมวกป้องกัน แต่หมัดหนักมากจริงๆ สุรชาติล้มทั้งยืน
เพื่อนร่วมค่ายและครูฝึกรีบวิ่งเข้าไปดูอาการทันที ตอนนี้พวกเรารีบหามนายชาติส่งโรงพยาบาล
นักมวยค่ายแสงทิพย์ส่งเสียงเฮดังลั่นและแสดงสีหน้าเยาะเย้ยอีกฝ่าย นายยศเดินออกไปอย่างสง่างามสมกับเป็แชมป์ระดับประเทศจริงๆ
*******************************************************************
ณ โรงพยาบาล
นางแบบสาวรีบวิ่งไปดูอาการคู่หมั้นในห้องผู้ป่วยพิเศษทันที เธอเปิดประตูเข้าไปก็เห็นครูฝึก นักมวยค่ายทวัธชัย และสุชาดามารุมเฝ้าอาการด้วยความเป็ห่วง
“โห หวานใจมาแล้ว พวกเรากลับกันดีกว่า” นายช้างกล่าว แล้วพาเพื่อนนักมวยและครูฝึกกลับไปที่บ้านพัก
ดาเดินไปจับแขนว่าที่พี่สะใภ้เพื่อให้เข้าไปดูอาการพี่ชาย
“มันเกิดอะไรขึ้นคะ ถึงขั้นน็อคเลยหรอ” ญาสิณีจับมือนายชาติด้วยความเป็ห่วง
“ก็พี่ชาติน่ะสิ เพิ่งแข่งต่อยมวยได้ไม่นาน ดันไปงัดท่อนซุง เขากล้าไปแข่งกับแชมป์ระดับประเทศอย่างพี่ยศได้ยังไงก็ไม่รู้” ดาบ่น
“คุณต้องดูแลตัวเองด้วยสิคะ คุณไม่ใช่ตัวคนเดียวอีกแล้วนะคะ” ญาสิณีพูดเขินๆ
“ผมขอโทษครับ ผมผิดเองที่ไม่ประมาณตัวเอง” นายชาติจับมือแฟนสาวแบบยิ้มๆ
“งั้นคุยกันไปก่อนนะคะ เดี๋ยวดาไปซื้อของว่างมาให้ค่ะ” ดา้าให้พวกเขาอยู่ด้วยกันสองต่อสอง
และแล้วในคืนนั้น ดากับณีจึงอยู่นอนเฝ้านายชาติในห้องผู้ป่วยพิเศษด้วยกัน
โชคดีที่นายชาติไม่ได้เป็อะไรมาก สภาพร่างกายฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เขาจึงได้ออกโรงพยาบาลในวันต่อมา
ณีและดามาส่งนายชาติที่บ้านพักเก็บตัวนักมวยที่ชะอำเช่นเคย แล้วทั้งสองก็กลับ แต่พอผู้หญิงทั้งสองกลับไป เพื่อนๆนักมวยก็พากันแซวและพากันอิจฉาที่นายชาติมีแฟนสวยอย่างคุณณี
นายชาติเดินสวนทางกับนายยศ แต่ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรกันอีกเลย เพราะนายยศไม่มองหน้าและทำเป็ไม่รู้จักนายชาติ
นายชาติคิดในใจว่า “ผมขอโทษครับหลวงพ่อที่ไม่อาจช่วยเพื่อนกลับเนื้อกลับตัวได้”
ตกกลางคืนนักมวยแต่ละค่ายพากันแยกย้ายไปนอน แต่ทว่าอยู่ดีๆก็มีเสียงเอะอะโวยวายจนทุกคนในบ้านพักต้องออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น
เมื่อทุกคนวิ่งออกมาดูเหตุการณ์ก็พากันช็อค เพราะอยู่ดีๆนายยศก็อาละวาด ในมือของเขาถือแผ่นกระจกที่แตกซึ่งมีรูปร่างเหมือนลิ่มปลายแหลมซึ่งสามารถใช้เป็อาวุธเหมือนมีดปลายแหลมได้เลย
“นายยศ ใจเย็นๆนะ วางเศษกระจกลงก่อน มีอะไรค่อยๆคุยกัน” ครูฝึกกล่าวอย่างใจเย็น
“ถ้าไม่อยากตาย อย่าเข้ามา” นายยศยื่นเศษกระจกเบี่ยงฟันไปมาเพื่อกันไม่ให้ใครเข้ามาประชิดตัว
เพื่อนนักมวยกำลังจะเข้าไปชาร์จ แต่นายยศทำท่าฟาดฟัน ทำให้ทุกคนต้องรีบออกห่างทันทีเพราะกลัวโดนเศษกระจกแทงตาย
“อย่าเข้ามานะ” สักพักนายยศก็ร้องไห้เหมือนคนเมายา แล้วพูดอีกว่า “ผมขอโทษครับ อาจารย์ ผมผิดไปแล้ว ผมไม่ได้อยากให้อาจารย์ตายจริงๆนะ”
นายชาติมองเพื่อนเพราะสงสาร จะเดินเข้าไปช่วยเพื่อน แต่ทว่าเขาก็ถูกเศษกระจกเฉือนไปที่แขนจนเืออก เพราะนายยศเห็นทุกคนเป็ศัตรู ลักษณะของเขามีอาการจิตหลอน
“อย่าครับอาจารย์ อย่าทำร้ายผม อย่าฆ่าผมเลยนะครับอาจารย์” มือที่กำกระจกนั้นกำลังวกมาแทงคอตัวเอง แต่มืออีกข้างของนายยศกำลังผลักมือที่กำอาวุธออกไป ปากนายยศก็ยังคงขอร้อง “อย่าฆ่าผมเลยนะครับอาจารย์ ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ”
นายชาติกำลังรีบเข้าไปชาร์จเพราะเข้าใจว่านายยศกำลังฆ่าตัวตาย แต่ทว่าไม่ทันเสียแล้ว นายยศแทงคอตัวเอง เืสาดกระเซนไปทั่ว ช่างเป็ภาพที่น่าสยดสยองยิ่งนัก
“เฮ้ย ยศ ทำใจดีๆไว้ ฉันจะรีบนำนายไปส่งโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้” นายชาติรีบประคองเพื่อนที่หงายหลังล้มไปนอนบนพื้น
นายยศมีตาเบิกโพลงจากความกลัวสุดขีดและเสียชีวิตคาที่ เพื่อนๆนักมวยรีบเข้ามาดู พวกเขาทำได้เพียงรีบโทรเรียกรถมูลนิธิและแจ้งตำรวจทันที
ทีมตำรวจที่มาถึงรีบตรวจสอบสถานที่และดูภาพจากกล้องวงจรปิดที่สามารถถ่ายได้ว่านายยศฆ่าตัวตายเอง ไม่ได้มีใครฆ่าเขา
นายชาติที่เป็ตำรวจเหมือนกันรีบแจ้งให้นำศพไปตรวจหายาหรือสารเสพติด เพราะนายยศมีอาการเมาประสาทหลอนอย่างเห็นได้ชัด
*******************************************************************
นักมวยทุกคนที่ชะอำแยกย้ายกันกลับค่ายของตน พวกเขาคิดตรงกันว่าตอนนี้พวกเขาได้สูญเสียเพื่อนร่วมอาชีพไปหนึ่งคนเสียแล้ว
ในขณะที่นายชาติทำใจไม่ได้ที่สูญเสียเพื่อนรักไป เขาจึงกลับบ้านพ่อตัวเอง เพราะยังไม่อยากเห็นเวทีมวยตอนนี้ เขาเห็นทีไรก็นึกถึงยศทุกที
เช้าวันรุ่งขึ้นมีพาดหัวข่าวใหญ่ ยศวัฒน์ นักมวยชิงแชมป์ระดับประเทศเสียชีวิตจากการเสพยาเสพติดจนมีอาการประสาทหลอนถึงขั้นฆ่าตัวตาย
นายชาติเปิดทีวีดูข่าว ก็พบว่าเ้าของค่ายมวยแสงทิพย์ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า นายยศเคยเสพยามานานแล้ว แต่เพราะตนให้โอกาสนายยศมาโดยตลอด เลยยื่นคำขาดให้นายยศเลิกยา ไม่คิดว่านายยศเลิกไม่ได้และสุดท้ายต้องมาตายเพราะยาเสพติดแบบนี้
นายชาติมองไปด้วยความเจ็บแค้น และคิดว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่ เพราะเขารู้ว่านายยศไม่ยุ่งเกี่ยวกับเื่ยาเสพติดอย่างแน่นอน นายยศเกลียดยาเสพติดมาก เพราะยา เลยทำให้เขาต้องสูญเสียพ่อแม่ไป พ่อนายยศเสพยาหนักมาก พ่อซ้อมแม่เพื่อเอาเงินไปซื้อยา แต่แม่เขาไม่ยอมให้เงิน พ่อเขาจึงพลั้งมือฆ่าแม่ตาย เมื่อพ่อนายยศได้สติก็เลยฆ่าตัวตายตามไปเพราะรู้สึกผิด นั่นจึงทำให้นายยศกำพร้าพ่อแม่แล้วต้องไปอยู่ที่วัด
สุชาดาเดินเข้าไปตบไหล่พี่ชาย “พี่ยศไปสู่สุคติแล้วค่ะพี่ชาติ อย่าเสียใจไปเลยนะ”
“พี่มีลางสังหรณ์ว่านายยศโดนวางยา มันคง้าจัดฉาก” นายชาติกล่าว
“แต่มันไม่มีหลักฐานนะคะ แต่ถ้าเป็อย่างนั้นจริงพี่ต้องระวังตัวให้มากๆนะคะ คนร้ายฉลาดเป็กรด ไม่เหลือหลักฐานให้ตรวจสอบได้เลย” ดาเริ่มกังวล
“พี่จะระวังตัวก็แล้วกัน” นายชาติกล่าว
ญาสิณีมารับสองพี่น้องไปงานศพนายยศด้วยกัน เมื่อมาถึงศาลาสวดศพ นายชาติหยุดยืนแล้วมองไปที่หีบศพเพื่อนที่ตั้งอยู่ที่ศาลา เขาคิดในใจว่า “นายเห็นมั้ย ไม่ว่าพวกเราทะเยอทะยานไขว่คว้าหาเงินทองมามากมายแค่ไหน เมื่อนายตายไป นายก็ไม่อาจนำเงินไปได้แม้แต่แดงเดียว”
ญาสิณีเกาะแขนแฟนแล้วพาเขาเดินเข้าไปนั่ง ส่วนดาก็เดินไปเข้าห้องน้ำ สักพักเธอก็แอบเห็นนักมวยค่ายแสงทิพย์คุยกันอยู่หลังวัด เธอก็เลยไปแอบฟัง
“ต่างชาติคนนั้นนัดรับของที่พัทยา นายเตรียมตัวก็แล้วกัน” นักมวยผิวดำคล้ำกล่าว
“อื้อ ว่าแต่ที่นายยศตาย นายว่าอาเฮีย้าเก็บมันหรือเปล่า” นักมวยผอมสูงกล่าว
“เฮ้ย จะเป็ไปได้ยังไง นายยศยังมีประโยชน์ต่ออาเฮียอยู่นะ” คนผิวดำคาดการณ์
“ก็เื่ชู้สาวไง นายยศแอบลอบมีความสัมพันธ์กับนางแบบสาวที่ชื่อวิทนี่ อาเฮียจับได้ก็เลยไม่ยอมปล่อยนายยศ” คนผอมคาดการณ์บ้าง
“มันเป็เื่คาดเดาเท่านั้น รีบไปกันเถอะ เดี๋ยวผิดสังเกต” คนผิวดำกล่าว
ดาเห็นนักมวยสองคนนั้นกำลังจะเดินมาทางเธอ เธอก็เลยจะเดินหนีแต่ทว่าเธอดันซุ่มซ่ามเตะกระถางต้นไม้จนกระถางล้ม
“ใครน่ะ” คนผอมรีบะโถาม
ดาพยายามวิ่งหนี สองคนนั้นก็วิ่งตาม เธอกำลังจะถูกจับได้แล้วเชียว แต่มีใครก็ไม่รู้ฉุดเธอให้ไปหลบในห้องเก็บของของวัดพร้อมกับปิดปากเธอไว้
“เงียบๆ เดี๋ยวพวกมันก็จับได้หรอก” ชายคนหนึ่งกล่าว
ดาจึงยอมเงียบ พอพวกมันไปแล้วเพราะไม่เห็นใคร ผู้ชายคนนั้นจึงยอมปล่อยดา
“นายมาช่วยฉันไว้ทำไม ้าอะไรไม่ทราบ” ดาพูดอย่างเอาเื่
“ทำคุณบูชาโทษแท้ๆ ขอบคุณซักคำยังไม่มีเลย” นายวิทย์บ่น
“ยังไงก็ขอบใจก็แล้วกัน ฉันไปล่ะ” ดาพูดห้วนๆ
“ที่รีบไปเพราะกลัวฉันล่ะสิ” นายวิทย์กล่าว
“ใครกลัวนายไม่ทราบ” ดาพูดไปเช่นนั้นเองแต่ใจจริงก็กลัว
“หรืออยากเจอแบบที่ชะอำอีก” นายวิทย์พูดรำลึกความหลัง
“หยุดเดี๋ยวนี้ อย่าเข้ามา ถ้านายทำแบบนั้นอีก พี่ชาติต้องเอานายตายแน่” ดารีบขู่
“น่ากลัวจริงๆเลยนะ” นายวิทย์แกล้งพูดไปอย่างนั้น
นายวิทย์กำลังยื่นหน้าไปหาดา เธอจึงรีบผลักเขาแล้วรีบวิ่งหนีทันที
ตอนนี้ดานึกขึ้นได้ว่า ตนอยากเข้าห้องน้ำ เธอจึงรีบทำธุระส่วนตัวระหว่างนั้นเธอก็เผลอจับปากของตัวเองแล้วนึกถึงวันที่เธอเผชิญหน้ากับนายวิทย์ที่ชะอำในห้องน้ำหญิง เขาผลักเธอชิดกับกำแพงพร้อมกับประกบปากจูบ แล้วเธอก็รีบสะบัดหน้าเพื่อให้เลิกคิดเื่นี้ ดาพึมพำออกมาว่า “ฉันต้องลืมให้ได้ และไม่มีวันให้มันเกิดขึ้นอีกแน่นอน นายวิทย์”
ดากลับเข้ามาแล้วทำตัวให้เป็ปกติที่สุด เพราะกลัวนักมวยสองคนนั้นรู้ว่าตนได้ยินเื่ราวบางส่วน พอพระสวดอภิธรรมจบ ทุกคนก็แยกย้ายกันกลับ
ระหว่างนายชาติขับรถของณีกลับบ้าน เขาตั้งใจไปส่งณีก่อนแล้วขับรถของเธอกลับบ้านพ่อ ในวันพรุ่งนี้เขาตั้งใจจะเป็สารถีไปรับแฟนและส่งแฟนไปทำงานถ่ายแบบ ดาซึ่งนั่งด้านหลังคนขับรู้สึกคันปากมาก เธอจึงรีบเล่าเื่ที่ได้ยินมาให้พี่ชายและณีฟัง
“จะเป็ไปได้หรอที่วิทนี่จะมีความสัมพันธ์กับนายยศ ทั้งๆที่เธอก็ชอบกับนายวิทย์” ณีไม่เชื่อ
“นักมวยสองคนนั้นแค่คาดเดาเท่านั้น นายยศไม่กล้าลักลอบเป็ชู้กับวิทนี่หรอก” นายชาติกล่าวเพราะคิดว่าเพื่อนไม่น่าใช่คนแบบนั้น
“ความรักบังตามั้งคะ” ดาคาดการณ์
“พี่ต้องสืบให้กระจ่างเสียก่อนแต่ก็จะไม่ทิ้งประเด็นนี้” นายชาติกล่าว
“มีอะไรให้ช่วยก็บอกได้นะคะ” ณีกล่าวบ้าง
“แต่ดาว่านะคะ พี่ณีต้องระวังตัว จากที่ฟังจากรินะเล่า วิทนี่เป็คนหึงแรงและขี้อิจฉา เธออาจทำร้ายพี่ณีได้นะคะ” ดารีบเตือนว่าที่พี่สะใภ้
“ตอนนี้พี่ไม่ได้เป็อะไรกับนายวิทย์เลยนะ ถ้าจะหึง วิทนี่ควรหึงแฟนเก่าของนายวิทย์เสียมากกว่า เขาไม่เคยลืมแฟนเก่าได้เลย” ณีกล่าว
“พวกเราเปลี่ยนเื่กันเถอะค่ะ” ดารีบตัดบทเพื่อเปลี่ยนเื่
“เื่ที่มันนัดแนะกับชาวต่างชาติเื่ส่งของ คงต้องติดตามไปดูแล้วล่ะ เผื่อของที่ว่าจะเป็พระพุทธรูป” นายชาติยังมีความหวัง
“เื่นี้ปล่อยให้เป็หน้าที่ของตำรวจสากลดีกว่าค่ะ เพราะพวกเขาสืบเื่ชาวต่างชาติได้ดีกว่าเรา” ดากล่าว
“อย่างนั้นก็ได้ พี่จะได้ไปสืบเื่ของเ้าของค่ายมวยแสงทิพย์” นายชาติกล่าว
พอณีลงจากรถแล้วเข้าไปในบ้านของเธอ ดาจึงขอให้พี่ชายไปส่งเธอที่หอพัก เพราะตอนนี้เธอคิดถึงรินะ
เมื่อดามาถึงห้อง เธอกำลังจะเคาะประตูก็ต้องชะงัก เพราะเธอได้ยินเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของรินะ
ดาจึงรีบไขประตูเข้าไปทันที “รินะ เป็อะไรไปน่ะ”
รินะใรีบปาดน้ำตา แล้ววิ่งเข้าห้องน้ำทันที
ดาเป็ห่วงเพื่อนมากจึงรีบเคาะประตูห้องน้ำ “รินะเป็อะไร ใครทำอะไรเธอ บอกฉันสิ ฉันจะไปจัดการมัน”
“ฉันไม่ได้เป็อะไร ไม่มีอะไรหรอก” รินะกล่าวทั้งที่ยังมีเสียงสะอื้น
“พวกเราเป็เพื่อนกันนะ” ดากล่าว
รินะล้างหน้าเสร็จแล้วยอมเปิดประตูออกมาแต่โดยดี เธอโผเข้าไปกอดเพื่อน น้ำตาที่หยุดไหลไปแล้ว ก็ไหลออกมาอีก คราวนี้รินะปล่อยโฮร้องไห้ไม่หยุด ดาจึงลูบหัวลูบหลัง “ร้องออกมาเลยเพื่อน มีอะไรก็บอกกัน ฉันยินดีเผชิญไปพร้อมกับเธอ”
เมื่อรินะสงบสติอารมณ์ได้แล้ว เธอจึงยอมเล่า “เมื่อวานฉันพาลูกค้าพ่อที่ร่วมลงทุนไปเลี้ยงที่ผับแห่งหนึ่ง ลูกค้าพวกนั้นมอมเหล้าฉัน จนฉันเมาหนักมาก รู้ตัวอีกทีฉันก็ไปนอนโรงแรมกับฝรั่งที่ไหนก็ไม่รู้ ฉันเสียตัวครั้งแรกให้กับเขาไปแล้ว”
“ไปแจ้งความสิ เอาผิดมันให้ถึงที่สุด” ดากล่าว
“เพราะฉันเมา ฉันคงมีอารมณ์ร่วมด้วย มันไม่ใช่การข่มขืน เื่นี้ฉันยอมรับว่าฉันเองก็ผิด” รินะกล่าว
“แล้วจะปล่อยให้มันลอยนวลอย่างนั้นหรอ” ดาเจ็บแค้นแทนเพื่อน
“ฉันไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเขาอีกแล้ว เลยบอกเขาว่าต่างคนต่างไปน่ะ ตอนนี้ฉันก็ทานยาคุมฉุกเฉินแล้วด้วย” รินะกล่าว
“แต่มันทำให้เธอเสียใจนี่” ดากล่าว
“ฉันคงทำให้เพียงไม่ให้เื่แบบนี้มันเกิดขึ้นอีกเท่านั้น ต่อไปฉันจะไม่แตะเหล้าอีกแล้ว” รินะเข็ด
“มีอะไรให้ช่วยก็บอกได้นะ หรือจะให้ไปช่วยจัดการผู้ชายคนนั้น ฉันก็ยินดี” ดากล่าว
“ไม่ต้องหรอก ช่วยปกปิดพ่อให้ด้วยก็พอ ถ้าพ่อรู้ ผู้ชายคนนั้นตายแน่ ฉันไม่อยากให้พ่อเป็ฆาตกร” รินะกลัวพ่อซึ่งเป็เ้าพ่อรู้
“อื้อ ฉันเข้าใจ” ดากล่าว
“ฉันคงย้ายไปอยู่กับพ่อสักพักนะ สัปดาห์หน้าถึงจะกลับมาอยู่นี่ เธออยู่คนเดียวได้ใช่มั้ย” รินะถาม
“อื้อ ได้สิ สบายใจเมื่อไหร่ค่อยกลับมานี่ก็ได้” ดาเข้าใจเพื่อน
รินะจึงย้ายไปอยู่กับพ่อชั่วคราว แล้วเอาแต่ทำงานเพื่อลืมเื่ร้ายๆ
แต่ดานี่สิ เธอกลับต้องไปเที่ยวกลางคืนกับนายอังเดรย์ทุกคืนจนพ่อและพี่ชายบ่น ถึงขั้นมาเยี่ยมที่หอเพื่อคุยเื่นี้
“พ่อได้ข่าวว่าตลอดห้าวันที่ผ่านมา ลูกไปเที่ยวผับกับนายอังเดรย์ทุกคืนเลยงั้นหรอ” พ่อกล่าวอย่างเอาเื่
“พี่ชาติฟ้องล่ะสิ” ดากล่าว
“พี่เขาหวังดี เป็ผู้หญิงไปเที่ยวกลางคืนมันอันตรายนะลูก” พ่อเตือน
“แต่อังเดรย์เขาปกป้องหนูได้นะคะ” ดาเถียง
“แล้วถ้าอังเดรย์เป็ตัวอันตรายล่ะ” พ่อกล่าว
“อะ อะ ลูกไม่ไปเที่ยวกลางคืนแล้วก็ได้ค่ะ” ดากล่าว
“สั่งห้ามคบกับอังเดรย์ดีกว่ามั้ง” นายชาติกล่าว
“ไม่ได้นะคะพี่” ดากล่าว
“พ่อว่าลูกหลงผู้ชายคนนี้มากเกินไปนะ” พ่อเป็ห่วง
“น่านะพ่อ หนูไม่เที่ยวกลางคืนแล้วก็ได้ แต่อย่าสั่งห้ามคบกับอังเดรย์เลยนะคะ” ดากล่าว
พ่อเห็นลูกสาวรับปาก เลยยอมกลับแต่โดยดี นายชาติกำลังจะว่าน้องต่อ แต่ญาสิณีเหมือนนางฟ้ามาโปรด เธอมารับนายชาติไปทานข้าวเย็นด้วยกันจนนายชาติต้องยอมรามือจากน้องสาว
***********************************************************************************************************************************************
ตอนที่ 5
รินะเริ่มทำใจได้แล้ว เธอกลับมาที่หอพัก รินะพยายามเคาะประตูเรียกดา แต่ก็เงียบกริบ เลยไขประตูเปิดเข้าไปก็พบว่าห้องดูโล่งมากกว่าเดิม รินะพยายามเดินสำรวจ เธอไปเปิดตู้เสื้อผ้าของดา พบว่ามันหายเกลี้ยงไปหมดเลย คิดในใจว่า “นี่ดาย้ายออกแล้วงั้นหรอ มันเกิดอะไรขึ้นล่ะเนี่ย”
รินะรีบโทรหาเพื่อนทันที “ยัยดา เป็อะไรไป ทำไมขนย้ายข้าวของออกไปหมดเลยล่ะ”
“อ้าว รินะ กลับมาแล้วหรอ ฉันเพิ่งขนของไปเมื่อเช้านี้เอง ว่าจะโทรบอกเธอพอดี คือว่าฉันไปก่อเื่ไว้ ฉันไปเที่ยวกลางคืนกับอังเดรย์ทุกคืน พ่อโกรธฉันมาก เลยสั่งเด็ดขาดว่า ให้ฉันกลับไปอยู่บ้านเพื่อควบคุมความประพฤติน่ะสิ ขอโทษจริงๆ มันกะทันหันเลยไม่ได้บอกเธอไว้ก่อน” ดาอธิบาย
“อื้อ ถ้าอย่างนั้นก็ดีเหมือนกัน สัปดาห์หน้าฉันว่าจะย้ายออกเหมือนกัน ฉันจะกลับไปอยู่บ้านกับพ่ออยู่พอดี”
“ในเมื่อเธอมาที่หอพักแล้ว งั้นมาทานข้าวด้วยกันสิ ฉันจะแนะนำแฟนฉันให้เธอรู้จัก” ดาเห็นเป็โอกาสดี
“อื้อ เจอกันที่ไหนล่ะ” รินะก็อยากเจอแฟนฝรั่งของเพื่อน
“ภัตตาคารหน้าหอพวกเราก็แล้วกัน อีกครึ่งชั่วโมงเจอกันนะ” ดากำลังติดขนของ ดังนั้นพอพูดจบก็รีบวางเลยไม่ได้ฟังความเห็นของเพื่อน
*******************************************************************
เนื่องจากภัตตาคารมันอยู่ใกล้หอพอดี รินะเลยเป็ฝ่ายรอเพื่อนกับแฟน
รินะยืนขึ้นต้อนรับและทักทายแฟนฝรั่งของเพื่อน แต่พอเธอเห็นหน้าเขาเท่านั้นแหละ รินะถึงกับช็อค เพราะอังเดรย์เป็คนเดียวกันกับฝรั่งในคืนนั้นที่เธอเผลอไปมีความสัมพันธ์ด้วย แล้วรินะก็นั่งลงเหมือนเดิมเหมือนคนหมดแรง
“เป็อะไรหรือเปล่ารินะ หรือว่าไม่สบาย” ดาสังเกตว่าเพื่อนมีอาการแปลกๆ
“เปล่า ฉันไม่ได้เป็อะไร คนนี้หรอคืออังเดรย์แฟนเธอ” รินะพูดกับเพื่อนโดยไม่สบตาอังเดรย์
“ใช่สิ เป็ไงหล่อมั้ย” ดายิ้มให้เพื่อนแล้วหันไปหาอังเดรย์ “นี่ไงรินะ เพื่อนสนิทฉันเอง ที่ฉันเล่าให้คุณฟังไง”
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณรินะ” อังเดรย์ยิ้มให้
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ อังเดรย์” รินะรู้สึกหน้าซีดขึ้นมาเมื่อได้เห็นอังเดรย์ยิ้มอย่างเ้าเล่ห์
“นั่งๆ แล้วสั่งอาหารกันเถอะ” ดาทำท่าเรียกเด็กเสิร์ฟทันที
อาหารสั่งมาเต็มโต๊ะแต่รินะกลับทานอะไรไม่ลง
“ไม่สบายหรือเปล่ารินะ วันนี้ไม่ค่อยพูดค่อยจาเลยนะ แถมทานได้น้อยเสียอีก” ดาเป็ห่วงเพื่อน
“วันนี้ฉันไม่สบายจริงๆ งั้นฉันขอตัวไปนอนก่อนนะ” รินะรู้สึกอึดอัด
“วันนี้ให้ฉันไปนอนเป็เพื่อนมั้ย” ดาถาม
“ไม่ได้เป็อะไรมากจริงๆ คงเพลียนั่นแหละ” รินะกล่าว
“งั้นก็ไปนอนพักเถอะ มีอะไรก็โทรมาบอกก็แล้วกัน” ดายอมตามใจ
รินะพยักหน้าให้อังเดรย์แล้วรีบเดินหนีผู้ชายคนนี้ทันที
ทางด้านดากับอังเดรย์ก็ทานอาหารปกติ เมื่อทานเสร็จอังเดรย์จึงขับรถไปส่งดาที่บ้านพ่อของเธอ เขาพูดคุยกับดาปกติทุกอย่าง แทบไม่แสดงพิรุธอะไรเลย
*******************************************************************
รินะยังไม่ได้ตั้งใจจะนอนตอนนี้ เธอเปิดไฟ แล้วนอนร้องไห้เพราะไม่คิดว่าชายคนนั้นจะเป็แฟนเพื่อนรัก แต่เธอคิดในใจว่า ชายคนนั้นก็คงเห็นเธอเป็แค่ดอกไม้ริมทางเท่านั้นคงไม่มีอะไรหรอก ดังนั้นก็ต่างคนต่างอยู่ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวอะไรกันอีก แล้วเธอก็เผลอหลับไปโดยที่ไม่ได้ปิดไฟนอน
รินะตื่นขึ้นมากลางดึก พบความผิดปกติ รินะรู้สึกเหมือนมีใครนอนกอดเธอและกำลังเล้าโลมเธออยู่
รินะใสุดขีด “อังเดรย์ นี่นาย อื้อ…” รินะพูดไม่จบ
อังเดรย์รีบประกบปากจูบรินะทันที เขาเล้าโลมจนเธอเคลิ้ม และเพราะร่างกายคุ้นเคยกันอย่างไรไม่ทราบ ทั้งคู่จึงเผลอมีอะไรกันอีกครั้ง จนกระทั่งทั้งคู่ตื่นมาในตอนเช้า
อังเดรย์นอนกอดรินะจนเธอตื่น รินะตั้งสติได้รีบตีอังเดรย์แล้วอาละวาดทันที
“โอ๊ย เจ็บนะ เมียจ๋า” อังเดรย์พยายามจับแขนรินะไว้
“นายกล้าทำแบบนี้ได้ยังไง นายเป็แฟนดานะ ยังกล้ามายุ่งกับฉันอีก” รินะพูดอย่างเอาเื่
“แต่เธอเป็เมียฉันนี่” อังเดรย์แสดงความเป็เ้าของ
“ฉันไม่ใช่เมียนาย เื่คืนนั้นมันเป็ความผิดพลาด ออกไปเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นฉันจะแจ้งตำรวจ” รินะรีบพูด
“จะดีหรอ แจ้งจับสามีตัวเอง ไม่เอาน่า พวกเราทั้งคู่ก็มีความสุขด้วยกันนี่” อังเดรย์กล่าวโดยไม่สนสถานะของตัวเองที่กำลังเป็แฟนดา
“ไอ้เลวออกไปเดี๋ยวนี้ ฉันเกลียดนาย” รินะรีบว่าทั้งๆที่มีน้ำตาคลอ ไม่คิดว่าผู้ชายคนนี้จะไม่ซื่อสัตย์ต่อเพื่อนรักตน
“ไม่เอาน่ารินะ ยังไงเธอก็เป็เมียฉันแล้ว ฉันยอมเลิกกับดาก็ได้” อังเดรย์เช็ดน้ำตาให้รินะ
“ไม่นะ ดารักนายมาก ฉันขอร้องล่ะ นายเลิกยุ่งกับฉันเถอะ แล้วกลับไปหาดาเถอะนะ” รินะรู้ว่าดารักผู้ชายคนนี้มาก เพราะดาเล่าเื่ผู้ชายคนนี้ให้ฟังอยู่ตลอด
“เธอนี่ช่างรักเพื่อนจริงๆเลยนะ ฉันยอมเลิกยุ่งกับเธอก็ได้ แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน” อังเดรย์ต่อรอง
“ไม่มีข้อแลกเปลี่ยนอะไรทั้งนั้น นายออกไปเดี๋ยวนี้” รินะพยายามผลักไส
“งั้นไม่เป็ไร ฉันเอาคลิปของพวกเราไปให้ดาดูก็ได้ ฉันคงต้องรับผิดชอบเธอ ดาคงเข้าใจ” อังเดรย์กล่าวอย่างเป็ต่อ
“อย่านะ นายรีบลบคลิปบ้าๆเดี๋ยวนี้” รินะมีน้ำตาคลอเพราะไม่คิดว่าชายคนนี้จะชั่วแบบนี้
“ฉันจะลบหลังจากที่พวกเราไปเที่ยวพัทยาด้วยกันเป็เวลาสิบวัน” อังเดรย์เสนอข้อแลกเปลี่ยน
รินะคิดหนัก เธอเห็นว่าดารักชายคนนี้มาก เธอก็เลยไม่อยากให้ทั้งสองเลิกกันเพราะเธอ เลยว่า “งั้นก็ได้ หลังจากนั้นนายห้ามยุ่งเกี่ยวกับฉันอีก และลบคลิปบ้าๆนั่นออกไปซะด้วย”
อังเดรย์กำลังจะจูบไปที่หน้าผากรินะ แต่เธอรีบเบี่ยงหน้าหนี แต่มีหรือที่อังเดรย์จะยอม เขารีบประคองใบหน้าสาวสวยแล้วหอมแก้มซ้ายขวาแล้วรีบไปแต่งตัว เขาหัวเราะอย่างมีชัย แล้วเดินไปอาบน้ำแต่งตัวอย่างอารมณ์ดี
รินะเจ็บใจมากไม่คิดว่าเธอจะกลายเป็ผู้หญิงที่แอบลอบเป็ชู้กับแฟนเพื่อนแบบนี้ เธอรอให้ชายชั่วคนนั้นออกไปจากห้อง เธอจึงรีบลุกไปอาบน้ำล้างตัวทันที
เนื่องจากเมื่อวานนี้ ดาฝากกุญแจให้นายอังเดรย์ไปคืนเ้าของหอพักให้ แต่อังเดรย์กลับถือโอกาสแอบย่องเข้าห้องหญิงสาว แล้วเข้าไปในห้องของรินะแบบอดใจไม่อยู่
วันต่อมา ดาไปส่งอังเดรย์ที่หมอชิต เพราะเขามีธุระที่พัทยาเป็เวลาสิบวัน
“หากอยากได้อะไรหรือ้าให้ช่วยก็โทรมานะคะ” ดากล่าวทั้งๆที่อยู่บนรถ
“ขอบคุณมาก แล้วผมจะโทรหานะ” อังเดรย์กล่าวแล้วปิดประตูให้
ดายิ้มให้ แล้วออกรถไปทันทีเพราะเธอต้องไปทำงานนำเที่ยวที่ต่างจังหวัดพอดี เลยไปพัทยากับนายอังเดรย์ไม่ได้
อังเดรย์แกล้งเดินเข้าไปในหมอชิต แสร้งเหมือนเดินไปซื้อตั๋ว แต่พอรถดาออกไปแล้ว เขาก็เดินออกมาขึ้นรถเก๋งของรินะทันที
“ขอบคุณนะครับที่รัก บริการเป็คนขับรถให้ถึงขนาดนี้” อังเดรย์ยิ้มอย่างเ้าเล่ห์
“รีบขึ้นรถเร็วเข้า อย่าพูดมาก” รินะพูดเสียงห้วนด้วยความโมโห
ระหว่างทาง อังเดรย์ก็พูดเล่าเื่ตัวเองไม่หยุด รินะทำหน้าที่ฟังอย่างเดียว เธอไม่ยอมพูดอะไรด้วยสักคำ จนกระทั่งอังเดรย์นอนหลับไปเอง แถมนอนกรนเสียด้วย
รินะรู้สึกไม่ชอบที่อังเดรย์ทำให้ตนต้องกลายเป็ผู้หญิงไม่ดีที่คอยสวมเขาให้เพื่อนรักตัวเอง แต่อีกใจเธอก็รู้สึกเอ็นดูที่เขาเป็คนมีมนุษยสัมพันธ์ดี เขาดูดีมีเสน่ห์มาก ถ้าเขาไม่เป็แบบนี้ คงมีผู้หญิงมารักเขาเต็มไปหมด แต่พอเขาตื่นแล้วยิ้มให้เธออย่างคนเ้าเล่ห์ เธอก็รีบสลัดความคิดนั้นไปทันที
เมื่อทั้งคู่มาถึงพัทยา รินะกับอังเดรย์พักโรงแรมกันคนละห้อง รินะยื่นคำขาดว่าห้ามอังเดรย์แตะต้องตัวเธออีก เธอมาที่นี่ในฐานะไกด์นำเที่ยวเท่านั้น
“ไม่เอาน่ารินะ พวกเราเป็….” อังเดรย์พยายามจะแย้ง แต่พูดไม่จบเพราะรินะรีบสวนขึ้นมาทันที
“พวกเราไม่ได้เป็อะไรกันเลย หากนายแตะต้องฉันอีก ฉันจะกลับกรุงเทพฯทันที และนายอยากจะทำอะไรก็ทำไปเลย ฉันยอมเสียเพื่อนอย่างดาไปก็ได้” รินะยอมเสียเพื่อน
“ก็ได้ครับ ผมจะไม่ทำอะไรคุณ ตกลงมั้ย” อังเดรย์ยอมทำตาม
รินะเลยทำหน้าที่เป็ไกด์ ตอนกลางวันเธอพาอังเดรย์ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ หลังจากนั้นก็พาไปดำน้ำดูปะการัง ตกกลางคืนก็พาเขาไปเที่ยวผับเที่ยวบาร์
“ทำไมคุณไม่ทานเหล้าล่ะ” อังเดรย์สงสัยเพราะไม่เหมือนคืนนั้น
“ฉันเข็ดแล้วล่ะ และอยากกลับห้องแล้วด้วย งั้นคุณเที่ยวคนเดียวเถอะ ฉันขอตัว” รินะลุกขึ้นเดินหนี
อังเดรย์จับสาวน้อยเข้ามากอด
“นี่คุณ พวกเราตกลงกันแล้วนะ” รินะพยายามขัดขืน
“งั้นไปริมหาด ไปดูดาวด้วยกัน” อังเดรย์จูงมือเธอไปโดยไม่รอฟังคำตอบ พอจ่ายเงินก็ไปทันที
รินะอยากจะขัดขืน แต่เขาเป็ผู้ชายตัวใหญ่ เธอไม่มีแรงขัดขืนจริงๆ
อังเดรย์จูงมือสาวน้อยไปดูดาวด้วยกัน สักพักก็ได้ยินเสียงจุดพลุ แลดูโรแมนติกมาก อังเดรย์ไม่อยากฝืนใจรินะมาก ก็เลยยอมพาสาวน้อยกลับโรงแรม ส่งเธอที่ห้อง แล้วกลับห้องเขาแต่โดยดี
รินะเริ่มรู้สึกดีกับอังเดรย์เพราะในคืนที่มีดาวเต็มฟ้า เขาก็เล่าประวัติกลุ่มดาวให้เธอฟังแบบตลกๆ จนเธอฟังเพลินไปเลย กว่าจะกลับห้องตัวเองก็ปาไปห้าทุ่มพอดี
วันต่อมารินะเริ่มรู้สึกว่าเธอไม่ใช่ไกด์นำเที่ยวแล้ว เพราะในวันนี้อังเดรย์เป็คนพาเธอไปเล่นน้ำทะเลด้วยกัน สักพักก็ถ่ายรูปเยาะแยะมากมาย รินะเริ่มรู้สึกสนิทกับชายคนนี้โดยไม่รู้ตัว เธอก็เลยเผลอควักน้ำใส่เพื่อแกล้งเขา เธอทำแบบที่เธอชอบเล่นกับเพื่อน อังเดรย์ไม่ยอมแพ้ เขารีบวิ่งตามสาวน้อย กลายเป็วิ่งไล่จับ แต่ทว่ารินะเผลอวิ่งเหยียบเปลือกหอยจนบาดเท้าเืออก แล้วเธอก็ล้ม เดินไม่ไหว
อังเดรย์รีบนำผ้าเช็ดหน้ามาพันรอบเท้าเพื่อห้ามเืไว้ก่อน แล้วอุ้มหญิงสาวไปแต่งตัวชุดธรรมดาแล้วไปโรงพยาบาลด้วยกัน
รินะเลยต้องเดินกะเผลกๆ อังเดรย์คอย take care อยู่ไม่ห่าง เขาก็เลยถือโอกาสอุ้มพาหญิงสาวไปนั่นโน่นนี่ตามใจชอบ แทนที่จะพารินะไปนอนพักที่โรงแรม
“นี่คุณ คุณปล่อยฉันไว้ที่ห้องก็ได้ ไม่เห็นต้องอุ้มฉัน แล้วพาฉันไปทุกที่แบบนี้ คุณไปเที่ยวคนเดียวยังจะดีซะกว่า” รินะเริ่มบ่น
“ผมไม่อยากไปคนเดียวนี่ อีกอย่างคุณสัญญาแล้วว่าจะเที่ยวกับผมเป็เวลาสิบวัน” อังเดรย์ทวงสัญญา
รินะถอนหายใจ “ตามใจ แล้วอย่ามาบ่นทีหลังก็แล้วกัน”
แต่รินะกลับรู้สึกดีที่อังเดรย์คอย take care ตลอดเก้าวันที่ผ่านมา จนกระทั่งถึงวันสุดท้าย
“วันนี้คุณไม่ไปเที่ยวไหนหรอคะ” รินะสงสัย
“ผมอยากฉลองอยู่ในห้องครับ ผมซื้อของว่างมาแล้วไปที่ห้องผมนะ” อังเดรย์กล่าว
รินะคิดอยู่นาน แต่ตลอดเก้าวัน เขาก็ไม่ได้ทำอะไรเธอเลย เธอก็เลยใจอ่อนเพราะยังไงก็เป็วันสุดท้ายแล้ว “อย่างนั้นก็ได้ค่ะ”
อาการเจ็บเท้าของรินะดีขึ้นแล้ว เธอเลยยอมเดินไปที่ห้องของอังเดรย์ กลายเป็ว่าในวันนี้ทั้งคู่ได้ทานอาหารดูทีวีด้วยกันที่ห้องของอังเดรย์ แต่ทว่าแทนที่รินะจะได้ดูทีวี อังเดรย์ก็สาธยายเล่าเื่ราวชีวิตของเขาตอนที่อยู่อังกฤษให้เธอฟังจนหมดเปลือก รินะแทบจะไม่รู้ตัวเองเลยว่ากำลังดูอะไรอยู่ตอนนี้
เมื่อทั้งคู่ทานเสร็จ รินะเลยช่วยเก็บทิ้งเศษอาหารใส่ถุงขยะ ส่วนอังเดรย์ก็เป็คนนำถุงขยะไปทิ้งด้านล่างของโรงแรม
“รอผมที่นี่ก่อนนะครับ” อังเดรย์กล่าว
“ค่ะ” รินะพยักหน้า เธอเลยไปนั่งที่ปลายเตียงแล้วกดรีโหมตเปลี่ยนช่อง แต่ไม่มีอะไรดู เธอก็เลยออกไปยืนที่ระเบียงแล้วดูบรรยากาศภายนอกโรงแรม ซึ่งวิวดีมาก ออกมาก็เป็ทะเลพอดี
สักพักอังเดรย์ก็เข้าไปกอดรินะจากทางด้านหลัง
“ปล่อยนะคะอังเดรย์ คุณสัญญาแล้วไง ว่าจะไม่ทำแบบนั้นกับฉันอีก” รินะรีบเตือน
“ผมรักคุณนะรินะ” อังเดรย์ยังคงเล้าโลม พลิกตัวเธอให้หันมาหาเขา แล้วประคองหน้าของรินะเพื่อจูบเธอ
รินะพยายามขัดขืน แต่ด้วยความชำนาญ ในที่สุดอังเดรย์ก็สามารถดึงสติของเธอไว้ได้ แล้วเขาก็อุ้มเธอไปที่เตียง จากนั้นทั้งคู่ก็มีอะไรกันอีกเช่นเคย ด้วยอารมณ์เสน่หาทำให้ทั้งคู่เพลียมากและนอนตื่นสาย
เวลาสิบโมงเช้า เสียงเคาะประตูห้องอังเดรย์ดังลั่น
อังเดรย์สะลึมสะลือตื่นขึ้นมา นุ่งกางเกงบ๊อกเซอร์ไปเปิดประตูทันที เมื่อเขาเปิดมา เขาก็ต้องใสุดขีด
“ดานี่คุณมาได้ยังไง” อังเดรย์รู้สึกเซอร์ไพรซ์มาก
ดากับนายชาติไม่พูดอะไร พวกเขารีบเดินเข้าไปในห้อง ก็เห็นรินะนอนอยู่บนเตียงของเขาในสภาพเปลือยแต่มีผ้าห่มปกคลุมไว้
รินะตื่นขึ้นมา เธอเห็นเพื่อนสาวเดินเข้ามาก็ยิ่งใ “ยัยดาฟังฉันก่อนนะ ฉันอธิบายได้”
ดาอยู่ในสภาพอึ้งตะลึงงัน ในขณะที่นายชาติรีบเข้าไปต่อยอังเดรย์จนล้มไปกองกับพื้น นายชาติกำลังจะเข้าไปซ้ำ แต่ดารีบวิ่งเข้าไปห้ามพี่ชายไว้ได้ทัน
“อย่าค่ะพี่ อย่าทำเขา” ดาจับตัวพี่ชายไว้
“แต่มันสวมเขาให้เธอนะดา” นายชาติโกรธแทนน้องสาว
รินะทำอะไรไม่ถูก เธอเลยรีบนำผ้าห่มพันกายพร้อมกับรีบโกยเสื้อผ้าตัวเองเข้าไปในห้องน้ำทันที
หลังจากที่นายชาติยอมหยุด ดากลับเดินเข้าไปหาอังเดรย์ เธอหยุดไปชั่วครู่ สักพักก็ต่อยเขาซ้ำอีกที จนนายชาติอึ้ง
“พี่ชาติ อังเดรย์ ออกไปรอข้างนอกก่อน ฉันมีเื่จะคุยกับรินะตามลำพัง” ดาออกคำสั่งเสียงแข็ง
อังเดรย์รู้สึกผิด เขาก็เลยยอมทำตาม เขารีบแต่งตัวสวมเสื้อและกางเกงขายาวแล้วเดินตามนายชาติออกไปรอด้านล่างของโรงแรมทันที
รินะรู้สึกผิดมากที่กลายเป็คนทรยศเพื่อนแบบนี้ เธอร้องไห้เพราะไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อดี ผ่านไปสักพักก็มีเสียงเคาะประตูห้องน้ำดังขึ้น
ก๊อก ก๊อก ก๊อก ก๊อก “รินะ รีบออกมาเถอะ ฉันมีเื่จะเคลียร์กับเธอ พวกเราต้องคุยกัน” ดาตัดสินใจพูด
รินะสะอึกสะอื้นและกล่าวว่า “เดี๋ยวนะ เดี๋ยวฉันออกไป”
รินะทำใจอยู่นาน สักพักเธอก็ตัดสินใจเผชิญหน้ากับเพื่อนรัก เลยเปิดประตูห้องน้ำออกไป
***********************************************************************************************************************************************
ตอนที่ 6
“ฉันขอโทษนะดา ฉันไม่ได้ตั้งใจจะแย่งแฟนเธอจริงๆนะ ฉันจะเลิกกับเขาอย่างเด็ดขาดจริงๆดา แต่ถ้าเธอโกรธฉันมาก เธอจะเลิกคบฉันเลยก็ได้ ฉันไม่ว่าเธอหรอกดา”
ดาเดินเข้าไปหาเพื่อนทันที
รินะเข้าใจว่าดาจะตบเธอ เธอเลยหลับตาเตรียมใจ สักพักเธอก็รู้สึกแปลกใจที่มันไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น ดายังกอดเธอไว้แน่น
“ทำไมเธอไม่บอกฉันล่ะรินะ ว่าผู้ชายที่มีอะไรกับเธอคืนนั้นคืออังเดรย์ เธอปกปิดฉันทำไม พวกเราเป็เพื่อนกันไม่ใช่หรอ” ดาพูดทั้งๆที่ยังกอดเพื่อนไว้แน่น
“ดา นี่เธอ… แต่เขาเป็แฟนเธอนะดา และฉันเองก็เป็ฝ่ายทรยศเธอด้วย เธอไม่โกรธฉันงั้นหรอ” รินะสงสัย
ดาคลายอ้อมกอดแล้วถอนหายใจ “ฉันบอกเธอก็ได้รินะ ฉันกับอังเดรย์แกล้งเป็แฟนกันเพื่อสืบคดี” ดายอมเผย
“ห๊า ว่าไงนะ” รินะใ
“ฉันขอโทษที่ปกปิดเื่นี้กับเธอ ทำให้เธอเข้าใจอังเดรย์ผิด” ดารู้สึกผิดแทน
“แต่เขาเห็นฉันเป็แค่ของเล่นของเขาเท่านั้น” รินะรู้สึกน้อยใจ
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะรินะ อังเดรย์รักเธอมากต่างหาก” ดาพยายามอธิบาย
“จะเป็ไปได้ยังไง ถ้ารักฉัน เขาคงไม่บังคับให้ฉันเป็ของเล่นของเขาแบบนี้” รินะกล่าวด้วยเสียงเศร้า
“อังเดรย์เล่าให้ฉันฟังว่า คืนนั้นเขาคิดว่าเธอเป็สาวบาร์ เพราะตอนนั้นเธอเมาหนักมากจริงๆ แล้วเดินไปเข้าห้องน้ำ เพราะเธอเดินไม่ไหวเธอจึงล้มใส่เขา แล้วเธอก็สลบไป อังเดรย์ไม่รู้จะทำยังไง เขาก็เลยพาเธอไปโรงแรม ความจริงเขาก็อยากจะทำตัวเป็สุภาพบุรุษ แต่เธอโผไปกอดเขาในสภาพเมา ทำให้เขาอดใจไม่ไหวและล่วงเกินเธอเข้า เช้าวันรุ่งขึ้นเธอตื่นขึ้นมา เธอคงคิดว่าให้มันเป็ one night only และช่างหัวมัน เธอก็เลยรีบสวมเสื้อผ้าแล้วออกไปทันที ทิ้งอังเดรย์ไว้ที่ห้องอย่างนั้น อังเดรย์ตื่นขึ้นมาตอนสาย เขาใที่ไม่พบเธอ เขาตั้งใจจะรับผิดชอบเธอจริงๆ วันต่อมาเขาเล่าให้ฉันฟังและมาขอให้ฉันช่วยออกตามหาสาวบาร์ลึกลับคนนั้น ฉันเลยต้องไปบาร์กับเขาทุกคืนเพื่อออกตามหาเธอ จนกระทั่งฉันต้องทะเลาะกับพ่อและพี่ชาย พ่อฉันโกรธมากถึงขั้นสั่งให้ฉันย้ายกลับบ้านทันทีเพื่อคุมความประพฤติอย่างที่เห็น” ดาเล่ายืดยาว
“แล้วทำไมเธอถึงมาตามเขาถึงที่นี่ล่ะ เธอรู้ว่าเขาพักที่นี่งั้นหรอ” รินะสงสัย
“พวกเรานัดกันที่นี่ต่างหากล่ะ” ดากล่าว
“นัดทำอะไร” รินะสงสัย
“อังเดรย์ตั้งใจมาสืบคดีพระพุทธรูปหาย โดยเขาได้ติดตามนักมวยค่ายแสงทิพย์สองคนมาที่พัทยา เขา้าสืบว่านักมวยคู่นั้นมาติดต่อใครและกำลังนัดส่งอะไรให้ชาวต่างชาติ โดยอังเดรย์ปลอมตัวเป็นักท่องเที่ยวและแอบถ่ายรูปของพวกมันไว้” ดารู้แผนการเพราะติดต่อเขาเื่คดีมาโดยตลอด
“ที่แท้เขา้าให้ฉันร่วมแสดงกับเขาด้วย เพื่อสืบคดีนี่เอง” รินะยิ่งน้อยใจหนัก
“เธอไม่ได้เป็ของเล่นของเขาหรอกนะรินะ อังเดรย์จริงจังกับเธอจริงๆ” ดายืนยัน
“ทำไมคิดอย่างนั้น เขาไม่เคยบอกอะไรฉันเลย และหลอกฉันแทบทุกอย่าง” รินะกล่าว
“ใน่สิบวันนี้ อังเดรย์ เขา เอ่อ….” ดาพูดตะกุกตะกัก
“เขาทำอะไร” รินะอยากรู้
“เขาส่งรูปคู่ระหว่างเธอกับเขาตอนไปเที่ยวพัทยาให้พ่อเธอดูทุกวันน่ะสิ” ดายอมพูด
“ห๊า ว่าไงนะ เขาทำแบบนั้นทำไม” รินะใ
“เขา้าให้พ่อเธอรู้ว่า เขากำลังคบกับเธออยู่ และหลังจากนี้เขาจะสู่ขอเธอแต่งงาน” ดาเล่า
“บ้าสิ ทำแบบนั้น มีหวัง พ่อฉันได้ส่งคนมาฆ่าอังเดรย์แน่ๆ” รินะกล่าว
“เป็แบบนั้นจริงๆ พ่อเธอติดต่อฉันเพื่อขอที่อยู่ของอังเดรย์ แต่ฉันแกล้งทำเป็ไม่รู้และรีบมาหาพวกเธอที่นี่เพื่อเตือนเื่นี้ ฉันชวนพี่ชายมาด้วยโดยที่ยังไม่ได้บอกอะไรเขา” ดากล่าว
“ไม่ได้การแล้ว ยัยดา พ่อฉันต้องติดตามเธอมาฆ่าเขาแน่ๆ” รินะกล่าวเพราะรู้ใจพ่อตัวเองดี
ปัง ปัง ปัง เสียงเอะอะโวยวาย “มีคนถูกยิง มีคนถูกยิง!”
ห้องพักของอังเดรย์และรินะอยู่ไม่สูงมาก ทำให้สองสาวได้ยินเสียงปืนจากด้านล่าง รินะกับดาใกับเสียงนั้น พวกเธอรีบลงไปที่ชั้นล่างของโรงแรมทันที
และแล้วก็เป็ไปตามคาด เ้าพ่อพร้อมลูกน้องยืนประชันหน้ากับอังเดรย์และนายชาติ
ภาพในขณะนี้คือ เ้าพ่อถือปืนอยู่ อังเดรย์ถูกยิงที่แขนโดยมีนายชาติช่วยประคองไว้
“แกกล้ารังแกลูกสาวฉัน อย่าอยู่เลย” เ้าพ่อโกรธมาก
รินะรีบวิ่งไปกันไม่ให้พ่อยิงอังเดรย์
“หลีกไปลูก พ่อจะฆ่ามัน” เ้าพ่อบอกลูกสาว
“อย่านะคะพ่อ ทำแบบนั้น พ่ออาจติดคุกได้นะคะ เขาเป็ตำรวจนะพ่อ” รินะกลัวทั้งพ่อติดคุกและกลัวอังเดรย์ตาย
“พ่อไม่สน มันกล้ามาล่อลวงลูกให้มาที่นี่” เ้าพ่อยังคงโมโห
“อย่าทำอะไรเขาเลยนะคะพ่อ คือว่า เอ่อ…หนู…ท้องกับเขาค่ะ” รินะคิดอะไรไม่ออกจริงๆ
“ห๊า” ทุกคนกล่าวพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“หนูขอโทษค่ะพ่อ หนูมีความสัมพันธ์กับเขามานานแล้ว แต่ปกปิดพ่อไว้ค่ะ” รินะยอมโกหก
“ไม่ใช่ลูกแกล้งพูดเพื่อปกป้องมันไว้หรอกนะ” เ้าพ่อพยายามเค้นความจริง
“หนู หนู ไม่ทำอย่างนั้นหรอกค่ะ พ่อไว้ชีวิตเขาเถอะนะคะ พ่ออยากให้หลานต้องกลายเป็เด็กกำพร้าพ่อหรอคะ” รินะเริ่มมีน้ำตาคลอ
“ก็ได้ พ่อจะไว้ชีวิตมัน แล้วแกต้องรับผิดชอบแต่งงานกับลูกสาวฉันให้เร็วที่สุดล่ะ ไป พวกเรากลับ” เ้าพ่อยอมรามือ
ดาเดินเข้าไปจับไหล่เพื่อนอย่างเข้าใจ
นายชาติรีบไปขอผ้าสะอาดจากพนักงานต้อนรับของโรงแรมมาพันห้ามเืให้อังเดรย์ แล้วพาเขาไปขึ้นรถเพื่อนำส่งโรงพยาบาลทันที
หลังจากหมอผ่าตัดเอาะุออก ก็ตกเย็นพอดี หมออนุญาตให้ญาติเข้าไปเยี่ยมได้
รินะเดินเข้าไปจับมืออังเดรย์ไว้ แล้วกล่าวว่า “ถือว่าฉันขอร้องเถอะนะคะ คุณอย่าเอาผิดพ่อของฉันเลยนะ”
“ผมจะเอาผิดพ่อตาได้ยังไงครับ ไม่ต้องห่วงหรอก พวกเราจะแต่งงานกันให้เร็วที่สุด” อังเดรย์พูดยิ้มๆ
“เื่ท้อง ฉันกุมันขึ้นมา คุณไม่ต้องรับผิดชอบฉันหรอกค่ะ” รินะยอมสารภาพ
อังเดรย์จับมือรินะไว้แน่น “ผมรักคุณรินะ แต่งงานกับผมเถอะนะ”
นายชาติโวยวายทันที “แล้วน้องฉันล่ะ”
ดารีบดึงตัวพี่ชายออกไปจากห้องผู้ป่วยพิเศษทันที “คุยกันไปก่อนนะ เดี๋ยวฉันอธิบายให้พี่ฟังเอง”
*******************************************************************
ดาพาพี่ชายไปที่หน้าห้องของอังเดรย์ พร้อมกับเล่าความเป็มาทุกอย่างให้พี่ชายฟัง
“ที่แท้ก็แบบนี้นี่เอง เขามาช่วยสืบคดีงั้นหรอ” นายชาติเพิ่งเข้าใจ
“ใช่ค่ะพี่ ตอนนี้พวกเราเข้าไปในห้องก่อนนะคะ เขาจะได้เล่าเื่ที่เขาสืบได้ให้พวกเราฟัง” ดากล่าว
“อื้อ งั้นไปสิ” นายชาติอารมณ์เย็นลง
สองพี่น้องเปิดประตูเข้าไปก็พากันชะงัก เพราะรินะกับอังเดรย์กำลังนั่งจูบกันบนเตียงผู้ป่วย
“เอ่อ ขอโทษๆ ลืมเคาะประตู” ดาพูดขัดจังหวะ
รินะใรีบผลักอังเดรย์ออกจนเขาร้อง “โอ๊ย!”
“ขอโทษค่ะอังเดรย์ ก็คุณน่ะ” รินะหน้าแดงจัด
อังเดรย์ยิ้มให้กับแฟนตัวเอง
รินะเขินก็เลยไปนั่งที่เก้าอี้เพื่อออกห่างจากเขา
สองพี่น้องก็เขินแทนและไม่อยากเป็กอขอคอ แต่ทว่าเื่คดีก็สำคัญ เลยพากันไปนั่งที่เก้าอี้ข้างเตียงผู้ป่วย
“สืบไปถึงไหนแล้วหรอครับ” นายชาติเข้าประเด็น
“นักมวยสองคนนั้นไปพบกับราฟา ชาวซาอุดิอาระเบีย ไม่ใช่ชาวตะวันตกอย่างที่พวกคุณคาดการณ์ไว้ครับ ราฟาเป็ลูกน้องของอับดุลซึ่งเป็มหาเศรษฐีค้าน้ำมันและเป็นักสะสมวัตถุโบราณแปลกๆซึ่งรวมไปถึงพระพุทธรูปด้วย แต่สามวันก่อนตอนที่พวกเขานัดเจอกัน นักมวยคู่นั้นไม่ได้ส่งมอบพระพุทธรูปหรอกนะครับ แต่เป็ดาบโบราณเล่มนึง ไม่รู้ว่าไปขโมยมาจากที่ไหน” อังเดรย์นำรูปที่ถ่ายได้โชว์ให้สองพี่น้องดู
“ช่างเป็คนแปลกจริงๆ ยอมเสียเงินมากมายเพื่อของนอกกายแบบนี้” นายชาติกล่าว
“มันถึงมีคำพูดว่า คนรวยทำอะไรก็ดูไม่น่าเกียจไงครับ” อังเดรย์กล่าวยิ้มๆ
“แล้วพอจะติดตามพวกเขาเพื่อนำสมบัติของชาติมาคืนได้มั้ยครับ” นายชาติถาม
“ผมติดต่อให้พรรคพวกติดตามพวกเขาแล้วอีกไม่นานคงได้เื่ครับ” อังเดรย์ยังมีเพื่อนตำรวจสากลที่มาด้วยกันอีก เลยสั่งให้ลูกน้องคอยติดตามราฟา
“ดาเองก็เหลือเกิน ทำอะไรก็ไม่บอกพี่สักคำ” นายชาติดุน้อง
“ก็พี่ชาติถือศีลห้า หลอกคนอื่นไม่ได้นี่คะ หากบอกไป มีหวังแผนแตกกันพอดี” ดากล่าว
“ว่าแต่ทำไมต้องแกล้งเป็แฟนกันด้วยล่ะ” นายชาติสงสัย
“พี่ไม่รู้หรอว่าพ่อสั่งห้ามไม่ให้ฉันสนิทสนมกับผู้ชายคนไหนที่ไม่ใช่แฟน แล้วฉัน้าที่จะคุยเื่คดีกับอังเดรย์ เลยจำเป็ต้องแสดงว่าเป็แฟนกันถึงได้เข้าหากันได้สะดวกไงคะพี่” ดายอมเผย
“เอาเถอะ ขอบคุณมากเลยนะครับสำหรับข้อมูล งั้นพวกเรากลับกันเถอะยัยดา” นายชาติชวนน้องกลับกรุงเทพฯ
“เดี๋ยวสิคะ ถ้าพวกพี่ไม่อยู่ งั้นฉันก็กลับด้วยค่ะ” รินะกล่าวและกำลังจะเดินตามดา
มีหรืออังเดรย์จะยอม เขาถึงขั้นลุกจากเตียง แล้วคว้าแขนแฟนไว้ “โอ๊ย!” อังเดรย์เจ็บแผล
รินะจึงยอมเดินเข้าไปหาเพื่อดูาแให้เขา “คุณลุกมาทำไมคะ นอนพักผ่อนที่นี่ไปสิ”
“แฟนไม่อยู่เฝ้า ผมก็ไม่อยากอยู่โรงพยาบาลแล้ว งั้นผมกลับด้วย” อังเดรย์กำลังจะลุกขึ้นยืนเพื่อเดินตามแฟนกลับบ้านด้วย
ดากับนายชาติยิ้มและส่ายหน้า พวกเขาไม่เคยเห็นฝรั่งกำลังอ้อนแฟน
รินะมองไปที่เพื่อน แล้วเห็นดาพยักหน้าให้เธอ รินะจึงใจอ่อนยอมอยู่เฝ้าเขาจนกว่าเขาจะหาย
“งั้น กลับก่อนนะรินะ มีอะไรให้ช่วยก็ติดต่อมาก็แล้วกัน” ดากล่าวยิ้มๆ
รินะพยักหน้าให้ แล้วรีบพยุงตัวอังเดรย์ให้นอนดีๆ “ฉันเฝ้าคุณก็ได้ค่ะ แต่คุณห้ามดื้อ ต้องว่าง่ายๆนะคะ ไม่งั้นฉันกลับจริงด้วย”
“ครับที่รัก” อังเดรย์ยอมว่าง่ายเชื่อฟังทุกอย่าง
*******************************************************************
สองสัปดาห์ต่อมา ข่าวประกาศว่าสามารถจับกุมตัวนักมวยค่ายแสงทิพย์สองคนข้อหาลักลอบขายสมบัติของชาติที่ถูกขโมยมา แต่นักมวยทั้งคู่ไม่ยอมซัดทอดไปถึงเ้าของค่ายมวย ในขณะที่ราฟาถูกยิงเสียชีวิตคาที่เพราะโดนฆ่าปิดปาก ตำรวจสามารถยึดของกลางเป็ดาบโบราณที่ขโมยมาจากวัดแห่งหนึ่งไว้ได้
ดาฟังข่าวก็รู้สึกโล่งใจอย่างน้อยคดีก็คืบหน้า สักพักเสียงมือถือเธอก็ดังลั่น
“ว่าไงจ้ะรินะ เดี๋ยวนี้โลกเป็สีชมพูเชียวนะ” ดาแกล้งแซวเพื่อน
“ฉัน เอ่อ ฉันจะแต่งงานแล้วนะดา พ่อบังคับให้รีบจัดงานด่วน กลัวฉันท้องโต”รินะกล่าว
“มันเป็เื่น่ายินดีนะ แล้วอังเดรย์ว่าไง” ดาสงสัย
“เขาก็ยิ่งดีใจน่ะสิ ตอนนี้เขาติดต่อให้พ่อแม่เขาเดินทางมาที่ไทยเพื่อจัดงานแต่งงาน” รินะกล่าว
“เพื่อนเราไม่โสดแล้ว” ดากล่าวอย่างยินดี
“ฉันก็เลยอยากขอให้เธอช่วยน่ะ” รินะกล่าว
“ให้ช่วยอะไรก็ว่ามา” ดารับฟัง
“เป็เพื่อนเ้าสาวให้หน่อยสิ” รินะขอร้อง
“เอ่อ ฉันขอโทษนะรินะ ฉันเป็ให้ไม่ได้จริงๆ โบราณเขาถือ” ดาไม่อาจช่วยได้
“อ้าวทำไมล่ะ” รินะสงสัย
“เพื่อนเ้าสาวจะต้องมีพ่อแม่ครบ ตอนนี้ฉันกำพร้าแม่ หาคนอื่นเถอะนะ” ดายังคงถือคำโบราณ
“แต่เธอเป็เพื่อนรักฉันนี่” รินะเสียดาย
“เอาน่า เพื่อนในกลุ่มเราก็มี ยังไงฉันก็จะไปช่วยงานเธออยู่แล้ว” ดากล่าว
“อะ อย่างงั้นก็ได้” รินะแอบผิดหวัง แต่ก็ปล่อยวางไปขอร้องเพื่อนคนอื่น
**************************************************************************************************************************************
ตอนที่ 7
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ณ ที่พักค่ายมวยทวัธชัย
“ว่าไงครับพ่อ โทรหาผมแต่เช้าเลย” นายชาติงัวเงียตื่น
“อับดุลถูกจับแล้วนะลูก ตอนนี้คนของอังเดรย์สามารถนำพระพุทธรูปกลับมาที่ไทยได้แล้ว อับดุลสารภาพว่าติดต่อค้าขายพระพุทธรูปกับนักมวยค่ายแสงชัยทั้งห้าคน คือ ยศ ต้น ดำ โย่ง และพรต นายดำกับโย่งถูกจับในคดีลอบค้าดาบโบราณ ตอนนี้เลยจับคนที่เหลือก็คือ ต้นกับพรต ลูกรีบมาที่สถานีตำรวจเร็วเข้า ตอนนี้คนของพ่อกำลังสอบปากคำเ้าของค่ายมวยแสงทิพย์ นายต้นและนายพรตอยู่” ผู้กำกับเล่า
“ครับ ครับ ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้” นายชาติตาสว่างทันทีเพราะดีใจที่ได้พระพุทธรูปกลับคืนมาเสียที
นายชาติพักอยู่ที่ค่ายมวยทวัธชัยเพื่อฝึกซ้อมต่อยมวย เขารีบไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วไปขออนุญาตอาเฮียลาหยุดหนึ่งวัน
นายชาติโทรให้น้องสาวมารับเพื่อไปสถานีตำรวจทันที
ระหว่างที่นั่งรถมาด้วยกัน น้องสาวก็กล่าวด้วยความตื่นเต้น “ในที่สุดก็จับได้สักทีนะคะพี่”
“ไม่รู้เหมือนกันสิ พี่รู้สึกว่าเ้าของค่ายมวยอาจโยนความผิดให้นักมวยตัวเองเหมือนที่แล้วมาก็ได้ น่าแปลกที่นักมวยเ่าั้ไม่ยอมซัดทอดมาถึงเ้าของค่ายมวยเลย” นายชาติตั้งข้อสงสัย
“หรือว่าจะมีการขู่ทำร้ายครอบครัวคะพี่ เพราะปกติเ้าของค่ายมวยจะรู้ประวัติครอบครัวของนักมวยตัวเอง” ดาคาดการณ์
“นั่นสิ พี่ลืมข้อนี้ไปเลย” นายชาติเห็นด้วย
“ถึงพอดีค่ะ งั้นดาขอไปดูด้วยนะคะ” ดาอยากรู้เื่คดี
“พี่ว่าดาอย่ายุ่งเื่คดีมากเลย ดีไม่ดีดาอาจเกิดอันตรายได้นะ” นายชาติเริ่มห่วงน้องสาว
“แหม ดาก็อุตส่าห์ติดต่ออังเดรย์ให้มาช่วยพี่สืบคดีนะ” ดาเริ่มทวงบุญคุณ
“อะ อะ ไปก็ไป” นายชาติยอมใจอ่อน
สองพี่น้องรีบเข้าไปดูการสอบปากคำนักมวยทั้งสองและเ้าของค่ายมวย แต่ทว่านักมวยทั้งสองยอมรับสารภาพแต่โดยดีโดยไม่ยอมซัดทอดถึงเ้าของค่ายมวยอีกเช่นเคย ส่วนเ้าของค่ายมวยก็ทำเป็ไม่รู้เื่อะไรเลย ทำให้ตำรวจต้องปล่อยตัวเ้าของค่ายมวยแสงทิพย์ไป
และแล้วสองพี่น้องก็ทำได้แต่ยืนมองเ้าของค่ายมวยเดินออกจากสถานีตำรวจอย่างสบายอกสบายใจ
“อ้าว นายวิทย์ วันนี้มารับฉันถึงที่นี่เชียว” เ้าของค่ายมวยพูดยิ้มๆที่ตนหลุดพ้นจากข้อกล่าวหา
แต่นายวิทย์กลับนิ่งขรึมแล้วเดินผ่านเ้าของค่ายมวยไปหาผู้กำกับจนทุกคนในสถานีตำรวจพากันแปลกใจ
นายวิทย์ทำความเคารพท่านผู้กำกับพร้อมกับยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลให้ท่าน “นี่ครับ หลักฐานเอาผิดนายธงชัย ซึ่งเป็เ้าของค่ายมวยแสงทิพย์ มันอยู่ในนี้หมดแล้ว”
นายธงชัย เ้าของค่ายมวยที่หันมามองตามลูกน้อง ก็ใสุดขีดเพราะได้ยินเต็มสองรูหู แล้วโพล่งขึ้นมา “หลักฐานอะไรของแกน่ะนายวิทย์ นายปรักปรำฉันล่ะสิ”
“หลักฐานติดต่อซื้อขายของโจร และหลักฐานที่คุณติดต่อธุรกิจกับนายอับดุลไง มีทั้งรูปและไฟล์อัดเสียง ทุกอย่างอยู่ในนี้หมดแล้วคุณธงชัย คราวนี้คุณดิ้นไม่หลุดหรอก” นายวิทย์กล่าว
“ไอ้คนทรยศ” นายธงชัยซึ่งโมโหสุดขีด กำลังจะเดินเข้าไปเอาเื่กับนายวิทย์ แต่ตำรวจก็กรูกันเข้ามาจับเขา
นายธงชัยเห็นว่าท่าไม่ดี เขามองไปที่ผู้หญิง ด้วยความรวดเร็ว นายธงชัยรีบวิ่งไปจับตัวสุชาดาพร้อมกับเอาปืนไปจ่อที่หัวของเธอ “อย่าเข้ามานะ ไม่งั้นผู้หญิงคนนี้ตายแน่”
“พี่ชาติ ช่วยด้วย” สุชาดาร้องเรียกพี่ชายด้วยความกลัว
“อย่าทำอะไรเธอนะ นายธงชัย นายยอมมอบตัวเถอะ โทษหนักจะได้กลายเป็เบา” นายชาติพยายามเกลี้ยกล่อม
“ยังไง ฉันก็จะต้องรอดไปให้ได้” นายธงชัยพาดาเดินไปที่รถของตัวเอง เขากับดากำลังเตรียมขึ้นรถเพื่อหาทางหนี
แต่ทว่า นายวิทย์ใช้ความเร็วและความเป็นักแม่นปืน เขาชักปืนแล้วยิงขานายธงชัยจนเขาเสียหลักล้ม ตำรวจรีบเข้าไปจับกุมตัวนายธงชัยทันที ส่วนดากลัวมาก เลยวิ่งเข้าไปกอดพี่ชายร้องไห้
นายธงชัยถูกหามส่งโรงพยาบาล โดยมีตำรวจคอยคุมเพื่อไม่ให้นายธงชัยหนีรอดไปได้
นายชาติโกรธมากที่นายวิทย์ใจกล้าบ้าบิ่น กล้ายิงนายธงชัยทั้งๆที่มีตัวประกันอยู่ เขาเข้าไปดึงเสื้อนายวิทย์ทันที “นี่นาย เห็นอยู่ว่านายนั่นมีตัวประกัน ทำไมถึงกล้ายิงคนร้ายโดยไม่ห่วงความปลอดภัยคนอื่นแบบนี้“
“ไม่เอาน่ะพี่ อย่าไปยุ่งกับเขา” ดารีบมาดึงตัวพี่ชายออกไป
“ฉันเป็ตำรวจ และมั่นใจว่าต้องยิงคนร้ายได้อยู่แล้ว” นายวิทย์ยังมีท่าทางยโสโอหัง
“แล้วถ้าดาเป็อะไรไป นายจะว่ายังไง” นายชาติกล่าว
“แล้วเธอเป็อะไรมั้ยล่ะ” นายวิทย์ย้อนถาม
นายชาติกำลังจะต่อยนายวิทย์ แต่ผู้กำกับรีบเข้ามาห้ามไว้ “ไม่เอาน่าชาติ นายวิทย์เขาเป็นักแม่นปืน เขายิงไม่เคยพลาด”
“ฝากไว้ก่อนเถอะ” นายชาติยอมปล่อยเสื้อนายวิทย์
ดาเข้าไปพาตัวพี่ชายออกมาทันที
“เอาล่ะ พวกเราจับกุมตัวนายธงชัยได้เสียที แต่ฉันมีข่าวร้ายจะบอก” ผู้กำกับมีสีหน้ากังวล
“ข่าวอะไรหรอครับ” นายชาติรีบถาม
“หลังจากผ่าตัดเอาะุปืนออกแล้ว นายธงชัยฟื้นขึ้นมาก็มีอาการคลั่งอาละวาด จิตหลอน สักพักก็แย่งปืนเ้าหน้าที่ตำรวจแล้วยิงตัวตาย หมอได้นำเืของนายธงชัยไปตรวจ ก็พบสารเสพติดตามคาด” ผู้กำกับกล่าว
“แสดงว่าต้องมีผู้บงการอีกสิคะพ่อ แล้วเขาก็ใช้วิธีฆ่าปิดปากเหมือนที่ทำกับพี่ยศ” ดาให้ความเห็น
“อาจเป็ไปได้ คงต้องขอดูกล้องวงจรปิดในโรงพยาบาลแล้ว” ผู้กำกับเห็นด้วยกับลูกสาว
“งั้นผมจะไปตรวจสอบที่โรงพยาบาล” นายวิทย์กล่าว
“ผมก็จะไปด้วย” นายชาติก็อยากรู้
“งั้นไปด้วยกันหมดนี่ล่ะ” ผู้กำกับกล่าว
ผู้กำกับ นายชาติ และดา เดินไปขึ้นรถของนายวิทย์ ผู้กำกับเข้าไปนั่งด้านหลัง ตามด้วยนายชาติเพราะไม่อยากนั่งข้างนายวิทย์
ดาเดินมาเป็คนสุดท้าย แต่เธอเองก็ไม่อยากนั่งข้างนายวิทย์เช่นกัน เธอกำลังจะเปิดประตูรถ แต่พอเห็นอังเดรย์ ก็รีบบอกพ่อและพี่ชายทันที “หนูจะไปกับอังเดรย์นะคะ เจอกันที่โรงพยาบาลค่ะ” ดาวิ่งไปหาอังเดรย์ทันทีโดยไม่รอฟังคำตอบใครทั้งนั้น
ในตอนนี้นายวิทย์ ซึ่งเป็ตำรวจนอกเครื่องแบบกลับมีสภาพเหมือนคนขับรถแท็กซี่ ต้องมานั่งฟังสองพ่อลูกคุยกันด้านหลัง
“งานแต่งอังเดรย์วันไหนนะ” ผู้กำกับถามลูกชาย
“สัปดาห์หน้าครับพ่อ เห็นว่าจัดแบบคริสต์” นายชาติกล่าว
“ถึงว่ายัยดานี่เตรียมเข้าคอร์ส กลัวไม่สวยนี่เอง” ผู้กำกับนินทาลูกสาว
“งานแต่งทั้งทีนี่ครับ ผมว่าคุยเื่นายธงชัยดีกว่า” นายชาติเปลี่ยนเื่คุย
“เห็นว่านายธงชัยมีสภาพเหมือนนายยศเลย แสดงว่าคนที่วางยานายยศก็ไม่ใช่นายธงชัยล่ะสิ” ผู้กำกับตั้งข้อสงสัย
“ต้องเป็คนที่ไว้วางใจหรือคนใกล้ชิดเท่านั้น ทั้งนายยศกับนายธงชัยถึงเผลอทานยาเข้าไป และมีสภาพเหมือนคนเสพยาแบบนี้” นายชาติตั้งสมมติฐาน
“เอาล่ะถึงแล้ว รีบไปกันเถอะ” ผู้กำกับกล่าว
ผู้กำกับเดินนำหน้าตำรวจทั้งสามและสาวแว่นอย่างดาไปที่หน่วยรักษาความปลอดภัยของโรงพยาบาลเพื่อดูกล้องวงจรปิด
ในตอนนั้นหลังจากผ่าตัดเสร็จ นายธงชัยก็นอนพักผ่อนโดยมีนายตำรวจเดินคุมอยู่หน้าห้องผู้ป่วยพิเศษ สถานการณ์ก็ปกติดีแทบทุกอย่าง จนกระทั่งอยู่ดีๆวิทนี่นางแบบสาวสวยก็วิ่งร้องห่มร้องไห้บุกเข้าไปในห้องของนายธงชัยแบบไม่ทันตั้งตัว ตำรวจจับตัวเธอไม่ทัน เธอวิ่งเข้าไปกอดนายธงชัย ซึ่งนายธงชัยเองก็กอดตอบและดีใจมากที่เห็นหน้าแฟนสาว หลังจากนั้นทั้งคู่ก็จูบกันจนตำรวจไม่กล้าเข้าไปห้ามปราม
พอผละออกจากกัน วิทนี่ก็รีบกล่าวทันที “ไว้วิทนี่จะหาทนายความเก่งๆมาช่วยคุณนะคะธงชัย”
“ขอบคุณมากครับที่ไม่ทิ้งผมไปไหน” นายธงชัยกล่าวอย่างซึ้งใจ
สักพักนายตำรวจก็รีบดึงตัวนางแบบสาวออกไปทันที “ยังไงเขาก็เป็ผู้ต้องหาครับ คุณไม่มีสิทธิ์เข้าเยี่ยมแบบนี้”
“ฉันก็แค่อยากเห็นหน้าแฟนฉันเท่านั้นเอง” วิทนี่กล่าว
“คุณกลับไปได้แล้วครับ อย่าให้ต้องใช้กำลังเลย” ตำรวจขู่
วิทนี่จึงจากไปแต่โดยดี
แต่หลังจากผ่านไปเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น นายธงชัยก็เริ่มอาละวาดไม่เป็ตัวของตัวเอง เขาทั้งคลั่งทั้งคำรามจนตำรวจต้องเข้าไปจับตัวไว้ ในระหว่างนั้นเองนายธงชัยก็รีบแย่งปืนจากตำรวจแล้วผลักให้พ้นจากการเกาะกุม
ตำรวจเลยเข้าใจว่านายธงชัยแกล้งบ้าคลั่งเพื่อหาทางหลบหนี ตำรวจสามนายเลยพากันล้อมแล้วถือปืนจ่อไปที่นายธงชัย ในตอนนั้นธงชัยเริ่มประสาทหลอน เขามองเห็นนายยศและท่านมัคนายก
นายธงชัยะโร้องด้วยความกลัว “อย่าเข้ามานะ นายยศ ท่านมัคนายก ผมก็แค่้าเงินเท่านั้น ไม่ได้อยากให้คุณทั้งสองต้องตาย จริงๆนะ”
สักพักธงชัยก็ทำเช่นเดียวกับนายยศคือนำปืนมาจ่อที่ขมับของตัวเอง มืออีกข้างของเขาพยายามผลักออกแต่ไม่เป็ผล สักพักนายยศก็ยิงตัวตาย เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก ตำรวจทั้งสามจึงวิ่งเข้าไปห้ามไม่ทัน
“พี่ว่า ิญญาพี่ยศกับท่านมัคนายกมาแก้แค้นจริงมั้ยคะ” ดาเริ่มกลัวผี
“พี่ว่านายธงชัยประสาทหลอนไปเองมากกว่า ไม่มีทางเป็ไปได้แน่นอน ถ้าเป็ิญญาของอาจารย์พี่จริง ท่านไม่มาจองเวรจองกรรมแบบนี้หรอก เพราะท่านเชื่อฟังคำสั่งสอนของหลวงพ่ออย่างเคร่งครัด” นายชาติรู้จักท่านมัคนายกดี
“แสดงว่าวิทนี่ดูน่าสงสัยที่สุด เพราะมีเธอเท่านั้นที่เข้าถึงนายธงชัยแบบประชิดตัวแบบนี้” นายวิทย์ตั้งข้อสงสัย
“แต่วิทนี่ก่อเหตุด้วยวิธีไหนล่ะคะ ไม่เห็นเธอจะเอาอะไรให้นายธงชัยกินได้เลย” ดายังมองไม่เห็นทาง
“นั่นสิ แต่ยังไงก็ต้องสอบปากคำเธออยู่ดี” นายชาติกล่าว
*******************************************************************
วันต่อมา วิทนี่ นางแบบสาวถูกเชิญตัวไปสอบปากคำ แต่ทว่าเธอก็เอาแต่ร้องห่มร้องไห้ที่สูญเสียแฟนไป ตำรวจแทบไม่ได้ข้อมูลอะไรจากตัวเธอเลยสักนิดเดียว และไม่เห็นทางที่วิทนี่จะสามารถนำสารเสพติดเข้าไปในตัวของนายธงชัยได้เลย และแล้วตำรวจก็ไม่มีหลักฐานเอาผิดเลยต้องปล่อยตัววิทนี่ไป
*************************************************************************************************************************************
ตอบจบ
และแล้ววันแต่งงานระหว่างอังเดรย์กับรินะก็มาถึง พิธีเข้าโบสถ์กำลังเริ่มอีกในไม่ช้า แต่ทว่าอยู่ดีๆก็เกิดเหตุวุ่นวาย นายอังเดรย์กับนายวิทย์ต่อยกันก่อนเข้าพิธี จนนายชาติและญาสิณีต้องพากันรีบวิ่งเข้าไปดู
“อยู่ดีๆนายมาต่อยฉันทำไม นายวิทย์” อังเดรย์ยังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ
“นายรู้มั้ย เ้าสาวของนายเป็เมียฉัน” นายวิทย์แสดงตัว
“ว่าไงนะ ไม่มีทาง ฉันเป็คนแรกของเธอ ฉันต่างหากที่เป็สามีของเธอ” อังเดรย์ก็ไม่ยอมแพ้เพราะเขาพิสูจน์แล้ว
“อะไรนะ นี่แกมีอะไรกันกับเธอแล้วงั้นหรอ” นายวิทย์ใ
แล้วทั้งคู่ก็ต่อยกันต่อ จนนายชาติต้องรีบเข้าไปห้ามทันที โดยมีเพื่อนตำรวจอีกสองคนเข้าไปช่วย แล้วดึงตัวนายวิทย์และอังเดรย์แยกออกจากกัน
“นี่มันงานแต่งนะคะวิทย์ ทำไมคุณมาก่อความวุ่นวายแบบนี้” ญาสิณีพูดกับเพื่อน
“ฉันจดทะเบียนสมรสกับเ้าสาวของนายแล้วและยังไม่ได้หย่า ฉันไม่ยอมให้เธอแต่งงานใหม่กับใครทั้งนั้น” นายวิทย์ยอมเผย
“อะไรนะ” อังเดรย์ใ
“มันเกิดอะไรกันขึ้นคะเนี่ย” รินะ เ้าสาวของงานแต่งนี้สงสัย
“รินะ นี่คุณจดทะเบียนสมรสกับนายวิทย์ไปแล้วหรอครับ” อังเดรย์กล่าวอย่างเอาเื่
“อะไรนะคะ ฉันแทบจะไม่รู้จักคุณเลยนะคะคุณวิทย์ ฉันจะจดทะเบียนกับคุณได้ยังไง” รินะงง
“อะไรนะ เ้าสาวของนายไม่ใช่ดางั้นหรอ” นายวิทย์เข้าใจผิด
“หมายความว่ายังไง คนที่นายหมายถึงเป็ดา น้องสาวของฉันงั้นหรอ เป็ไปได้ยังไง” นายชาติรีบถาม
“ในเมื่อนายเข้าใจผิด ก็ปล่อยให้เ้าบ่าวเ้าสาวเข้าพิธีไปก่อนเถอะ ค่อยว่ากัน” ผู้กำกับ พ่อของดากล่าว
ญาสิณีเลยพยักหน้าแล้วพาเ้าบ่าวเ้าสาวไปเข้าพิธีแต่งงานตามปกติ ผู้กำกับ นายวิทย์และนายชาติยังอยู่เพื่อเคลียร์กันต่อ ส่วนตำรวจนายอื่นเห็นว่าเป็เื่ส่วนตัว เลยพากันแยกย้ายไปร่วมพิธีแต่งงาน
“มันหมายความว่ายังไงครับพ่อ ทำไมนายวิทย์ถึงกลายเป็สามีของดา” นายชาติรีบถาม
“เื่มันซับซ้อนน่ะลูก ดากับวิทย์เคยเป็แฟนกันถึงขั้นแต่งงานกันแล้ว แต่ในคืนส่งตัวเข้าหอ นายวิทย์ถูกเรียกตัวให้ไปปฏิบัติหน้าที่กะทันหัน ผ่านไปสามวัน ยัยดารู้สึกรุกรี้รุกรนมาก เธอก็เลยออกตามหาวิทย์ แล้วไปเห็นเขาอยู่กับผู้หญิงคนอื่น” ผู้กำกับเล่า
“มันเป็เื่เข้าใจผิดนะครับ ผมพยายามอธิบายให้ฟังหลายรอบแล้ว แต่ดาไม่ยอมฟังผมเลย เธอก็เลยส่งเอกสารใบหย่าให้ผม แต่ผ่านไปสามปีผมก็ยังไม่เซนให้ ทุกคนเลยเข้าใจว่าผมหย่ากับดาแล้ว” วิทย์กล่าว
“เื่นั้นไว้ก่อนก็แล้วกัน ตอนนี้เกิดเื่ใหญ่แล้ว” ผู้กำกับเล่า
“มีเื่อะไรครับพ่อ” นายชาติสงสัย
“ยัยดาหายตัวไป เธอนัดให้พ่อไปรับที่ร้านเสริมสวย พอพ่อไป เธอก็ไม่อยู่แล้ว พ่อเลยสอบถามคนแถวนั้น มีคนนึงเห็นรถตู้วิ่งตัดหน้ายัยดา หลังจากนั้นคนในรถตู้สามคนก็วิ่งเข้ามาจับกุมตัวยัยดาไป น่าเสียดายที่รถตู้ไม่มีทะเบียน” ผู้กำกับเล่า
“มันเป็ใครกันแน่” วิทย์พูดพึมพำ
“พ่อจะติดต่อดาก็ไม่กล้า เลยสั่งลูกน้องติดตามสัญญาณจากมือถือของเธอ” ผู้กำกับกล่าว
สักพักมือถือของชาติก็ดัง
นายชาติเห็นว่าเป็เบอร์ของดาเลยรีบเปิดลำโพง
เสียงดาแทบเป็เสียงกระซิบ “พี่ชาติ ดาถูกพรรคพวกของวิทนี่จับตัวมา ตอนนี้ฉันแอบหนีพวกนั้นมาได้ เลยรีบติดต่อพี่ รีบมาช่วยเร็วเข้า”
“แล้วเธออยู่ที่ไหน” ชาติรีบถาม
“ฉันไม่รู้ แต่จะรีบแชร์โลเคชันให้ก็แล้วกัน” ดากดมือถือส่งโลเคชันให้พี่เสร็จเธอก็รีบเล่าทันที “วิทนี่ร่วมมือกับมาเฟียค้าของโจรและทำการค้ากับนายอับดุล พวกเธอเป็ผู้บงการตัวจริง เธอใช้เสน่ห์หลอกใช้ทั้งนายธงชัยและนายยศให้ร่วมมือทำการค้ากับมาเฟียชาวจีนคนนั้น เธอยอมบอกแล้วว่าเธอฆ่าปิดปากสองคนนั้นได้ยังไง”
“ทำยังไงน่ะ” ชาติสงสัย
“วิทนี่แอบอมแคปซูลขนาดเล็กมาก แล้วหลอกให้ทั้งสองคนเผลอกินโดยการจูบแลกลิ้นกับพวกเขาค่ะพี่” ดาเล่าอย่างเขินๆ
“แล้ววิทนี่จับดาไปทำไม” ชาติงง
“เธอบอกว่า เอ่อ ดาแย่งวิทย์ไปจากเขาค่ะ” ดายอมเผย
“แสดงว่าเธอกับวิทย์เป็…” ชาติพูดไม่จบเพราะน้องสาวพูดสวนมาก่อน
“แฟนเก่าเท่านั้นค่ะ พวกเราหย่ากัน ไม่ได้เป็อะไรกันแล้ว ฉันบอกวิทนี่จนปากจะฉีกถึงรูหู เธอก็ไม่ยอมเชื่อดาค่ะ” ดากล่าว
สักพัก เสียงก็ขาดหาย “ปล่อยนะ อย่า…” และแล้วมือถือของดาก็ถูกทำลาย ติดต่อใดๆไม่ได้อีกเลย
“พวกเรารีบไปช่วยดากันเถอะ” วิทย์เป็ห่วงดามาก
ทีมตำรวจรีบนำกองกำลังบุกไปที่โรงงานร้างแห่งหนึ่งที่ยัยดาแอบส่งแผนที่มาให้
*******************************************************************
วิทนี่กับพรรคพวกกำลังเคลื่อนย้ายกำลังพลไปที่อื่น แต่ไม่ทันเสียแล้ว เพราะตำรวจได้เข้าล้อมจับกุม
“ยอมมอบตัวเถอะวิทนี่ คุณหนีไม่รอดหรอก” วิทย์รีบวิ่งไปดักหน้าไว้
“วิทย์! ในที่สุด คุณก็มา คงจะรักอีนี่มากเลยสินะ คุณไม่เคยลืมมันเลย” วิทนี่กล่าวอย่างเจ็บแค้นเพราะเธอเพิ่งรู้ความจริงไม่นานว่าแฟนเก่าของวิทย์เป็ดา
“ดาเป็ภรรยาผม ผมจะลืมเธอได้ยังไง” วิทย์กล่าว
ในตอนนี้ดาถูกลูกน้องของวิทนี่จับกุมตัวอยู่ แต่พอผ่านไปสักพัก ดาเริ่มออกอาการเมายาจนคนร้ายสองคนต้องปล่อยตัวเธอ
“ดาเป็อะไรน่ะ นี่คุณทำอะไรดา ห๊า วิทนี่” วิทย์เห็นดาผิดปกติรีบกล่าวอย่าเอาเื่
“555 ก็ให้มันกินยาเหมือนกับนายยศและธงชัยยังไงล่ะ มันจะได้ตายเหมือนผู้ชายสองคนนั้น คุณก็จะสูญเสียมันไปตลอดกาล 555” วิทนี่หัวเราะอย่างสะใจ
ชาติและวิทย์รีบเข้าไปดูดา
ตอนนี้ดาถือมีดสั้นที่คนร้ายคนหนึ่งยื่นให้เธอ แล้วเธอก็เริ่มอาละวาด
ตำรวจที่เหลือรีบเข้าไปจับกุมวิทนี่และลูกน้อง เหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายมาก เพราะทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างไม่ลดละ
แต่ทีมตำรวจนำคนไปเยอะกว่าจึงสามารถรวบตัววิทนี่และพรรคพวกไว้ได้ ยกเว้นดาที่ยังคงอาละวาดอยู่
“ดา วางมีดลง อย่าทำร้ายตัวเอง” นายชาติบอกน้อง
“อย่าเข้ามานะ” ดาไม่เป็ตัวของตัวเอง
“ผมรักคุณนะดา วางมีดลงนะคนดี” นายวิทย์กล่าวบ้าง
“คุณโกหก คุณนอกใจดา ถ้าคุณไม่รักดา แล้วมาแต่งงานกับดาทำไม ไปให้พ้นเลย ฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณอีก ฮือ ฮือ" ดาร้องไห้และเริ่มพูดเื่เก่าๆ
“แต่พี่กับพ่อรักดานะ อย่าทำแบบนี้ดา วางมีดลง พี่ขอร้อง” ชาติกล่อมน้องสาว
“ดาคิดถึงแม่ ดาอยากไปอยู่กับแม่ นั่นไง แม่เรียกดาแล้ว ดาจะไปหาแม่นะคะ” ดาเริ่มมีอาการจิตหลอนเห็นแม่ที่ตายไปแล้ว
วิทย์ใจร้อนรีบเข้าจู่โจมทันที เขารีบเข้าไปกอดดา แล้วแย่งมีดไปได้ วิทย์โยนมีดทิ้ง แล้วบีบไปที่ท้ายทอยทำให้ดาสลบไป วิทย์จึงรีบอุ้มดาพาไปส่งโรงพยาบาลทันที
*******************************************************************
ณ โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด
วิทย์จับมือดาไว้ไม่ยอมปล่อย ดาฟื้นขึ้นมาอย่างงงๆ แต่พอเธอเห็นนายวิทย์ เธอก็รีบดึงมือกลับ เธอมองไปรอบๆห้อง เธอก็เห็นพ่อ พี่ชาย ญาสิณี เ้าบ่าว เ้าสาว อยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
“นี่ดาเป็อะไรไปคะ ดาจำได้ว่าคุณวิทนี่เอายาอะไรก็ไม่รู้ให้ดากิน” ดาเล่า
“มันเป็ยาเสพติดมีฤทธิ์ทำให้เกิดประสาทหลอนน่ะลูก” ผู้กำกับกล่าว
“แล้วคุณวิทนี่และพรรคพวกล่ะคะ” ดาถาม
“พวกมันถูกจับหมดแล้ว ตอนนี้กำลังสอบปากคำ อีกไม่นานพวกนั้นก็จะได้รับโทษตามกฎหมาย คาดว่าพวกนั้นคงซัดทอดไปยังมาเฟียที่บงการอยู่เื้ัด้วย” ผู้กำกับกล่าว
“แต่ต้องคุ้มครองพวกนั้นให้ดี ไม่เช่นนั้น มาเฟียคงหาทางฆ่าปิดปากอีกเป็แน่” นายชาติกล่าว
“แล้วทำไมอังเดรย์กับรินะถึงอยู่ที่นี่ด้วยคะ วันนี้เป็วันแต่งงานของพวกเธอนะ” ดาเกรงใจเพื่อน
“พวกเราเป็ห่วงเธอนะดา ได้ข่าวว่าเธอจะฆ่าตัวตายด้วย” รินะกล่าว
“ฉันทำอย่างนั้นหรอ” ดาไม่รู้ตัว
“อื้อ ยังดีที่วิทย์ช่วยเธอได้ทัน” รินะกล่าว
“ขอบคุณค่ะ” แต่ดาหันไปหาวิทย์เพียงแว๊บเดียวเท่านั้น แล้วเธอก็หันไปทางอื่น
วิทย์เลยยอมเดินผละออกมาเพราะเข้าใจว่าดายังโกรธเขาอยู่
ผู้กำกับเริ่มสงสารลูกเขย เลยเดินไปหาลูกสาว “ลูกคงคิดถึงแม่มากเลยใช่มั้ยลูก”
“ค่ะพ่อ ลูกอยากกอดแม่สักครั้ง ลูกคิดถึงแม่มากเลยค่ะ” ดากล่าวยอมแสดงความอ่อนแอให้พ่อเห็น
“พ่อขอโทษนะลูกที่ไม่อาจรักษาครอบครัวของเราไว้ได้” ผู้กำกับสงสารลูกสาว
“ดาเข้าใจพ่อค่ะ มันไม่ใช่ความผิดของพ่อ” ดากล่าว
“เอาล่ะ เพื่อไม่ให้ครอบครัวของลูกเป็แบบพ่อ ลูกกลับไปหาวิทย์เขาเถอะนะลูก” ผู้กำกับไม่อยากให้ครอบครัวลูกสาวแตกแยกเหมือนเขา
“แต่พวกเราหย่ากันแล้วนะคะพ่อ” ดากล่าว
“วิทย์เขารักลูกนะ เขายังไม่ได้เซนใบหย่าเลย” ผู้กำกับบอกความจริง
“ถึงกระนั้น มันก็กลับไปเป็อย่างเดิมไม่ได้อีกแล้ว” ดากล่าวเพราะเธอกับเขาห่างกันถึงสามปีเต็มๆ
“ลูกเข้าใจวิทย์เขาผิดนะลูก ในคืนส่งตัวเข้าหอ นายวิทย์ถูกเรียกตัวให้ปลอมตัวเข้าไปสืบคดีขโมยทรัพย์สินของชาติ พวกเราได้ข่าวแล้วว่ามันอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเ้าของค่ายมวยแสงทิพย์ เบื้องบนเลยให้นายวิทย์ปลอมเป็นักมวยแฝงตัวเข้าไปสืบคดี สามวันต่อมานายวิทย์้าสืบคดีเท่านั้นเลยแกล้งสนิทสนมกับนางแบบสาวคนนั้น เขาไม่ได้ตั้งใจนอกใจลูกเลยนะ” ผู้กำกับเล่า
“อย่างนั้นเองหรอคะ งั้นฉันก็ขอโทษคุณก็แล้วกัน แต่พวกเรากลับไปเป็เหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้วล่ะ” ดายังคงยืนยันคำเดิม
“งั้นผมขอคุยกับดาสองต่อสองได้มั้ยครับ” วิทย์กล่าว
ทุกคนเลยพากันออกไปจากห้องผู้ป่วยพิเศษ
เ้าบ่าวเ้าสาวเห็นว่าดาปลอดภัยแล้ว ก็เลยเดินทางกลับ เพราะตอนนี้คนในโรงพยาบาลมองพวกเขาเป็ตาเดียว อังเดรย์และรินะยังไม่ได้เปลี่ยนชุดเลย จนผู้ป่วยคนอื่นเข้าใจว่ามีการจัดงานแต่งที่โรงพยาบาลด้วย
อังเดรย์รีบจูงมือเ้าสาวกลับทันที
“เดี๋ยวสิคะ อังเดรย์ จะรีบไปไหน” รินะแทบเดินตามไม่ทัน
“วันนี้เป็วันของพวกเรานะครับ ผมจะรีบไปเข้าหอ” อังเดรย์กล่าวตามตรง
“บ้าสิ คุณน่ะ” รินะอาย
อังเดรย์เริ่มไม่ทันใจ เข้าเลยรีบอุ้มเ้าสาวไปขึ้นรถสปอร์ตทันที จนคนแถวนั้นพากันถ่ายรูปเพราะเป็ภาพแปลกประหลาดที่เห็นเ้าบ่าวเ้าสาวในโรงพยาบาลแบบนี้ จนรินะต้องหันหน้าซบไหล่ของเ้าบ่าวเพราะอายจริงๆ
ญาสิณีเริ่มเวียนหัวเพราะเธอช่วยงานแต่งั้แ่เช้ายังไม่ได้นอน นายชาติจึงอาสาขับรถของณีไปส่งที่บ้าน โดยมีผู้กำกับขับตามเพื่อรอรับลูกชายกลับบ้านด้วยกัน
*******************************************************************
ในที่สุดดากับวิทย์ก็อยู่ด้วยกันตามลำพัง
“ตอนนี้ผมสามารถเปิดเผยตัวตนได้แล้ว คุณให้โอกาสผมจะได้มั้ย” วิทย์พยายามขอโอกาส
“ขอโทษค่ะ วิทย์ ดายังคงยืนยันคำเดิม ดายอมสารภาพก็ได้ ตอนที่ดาจีบคุณ ดายอมทำทุกอย่างเพื่อให้คุณชอบดา แต่นั่นไม่ใช่ดาตัวจริง ดาเป็คนเกลียดสุนัขก็ต้องทำเป็แกล้งรักมันเพื่อคุณ ดาต้องแกล้งทำตัวเรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ แต่ทั้งหมดนั่น มันก็ไม่ใช่ดาเลยสักนิด ตอนที่พวกเราเลิกกัน ดายอมรับว่าดาเสียใจมาก แต่พอระยะเวลาผ่านไป ดาถึงเพิ่งรู้ว่า การเป็ตัวของตัวเองมีความสุขที่สุดแล้ว พวกเราจากกันด้วยดีเถอะนะคะ” ดายอมพูดกับวิทย์ดีๆ
“ให้โอกาสผมสักครั้งเถอะนะดา หากพวกเราเข้ากันไม่ได้ ผมจะยอมปล่อยคุณไป” วิทย์ยังไม่ยอมแพ้
ดานอนคิดอยู่นาน เธอคิดในใจว่า เดี๋ยวเขาก็เป็ฝ่ายไปเอง เพราะยังไงเขาก็รับตัวตนที่แท้จริงของเธอไม่ได้หรอก เลยว่า “ก็ได้ค่ะ ดายอมให้โอกาสคุณ”
วิทย์ดีใจรีบจับมือดาไว้ “ขอบคุณนะดา”
“แต่วันนี้คุณกลับไปก่อนเถอะนะคะ วันนี้ดาอยากอยู่คนเดียว” ดาอยากพักผ่อนจริงๆ
“ครับ ครับ งั้นผมไปก่อนนะ” วิทย์ยอมไปแต่โดยดี
วิทย์เดินผิวปากอย่างอารมณ์ดีจนน่าหมั่นไส้ แล้วยอมเดินออกไปแต่โดยดี
ดาพึมพำทันที “นี่ฉันตัดสินใจดีแล้ว แน่หรอ” สักพักดาก็หลับไปด้วยฤทธิ์ยา
*******************************************************************
เช้าวันรุ่งขึ้น ดานอนตะแคง ลืมตาขึ้นมาก็เห็นหมอมองมาแบบยิ้มๆ เธอกำลังจะพลิกตัวนอนหงายแล้วลุกขึ้น แต่เธอทำไม่ได้เพราะรู้สึกว่ามีอะไรหนักๆมาทับตัวเธออีกที เธอเริ่มสังเกตว่า มีใครก็ไม่รู้กำลังกอดเธออยู่พร้อมกับมีเสียงกรนข้างหูเธอ
ตอนนี้ดาเริ่มมีสติ ดายกแขนใครก็ไม่รู้ออกพอพลิกตัวหันไปมองก็เห็นวิทย์นอนเตียงเดียวกับเธอ
ดาใ รีบโวยวายและตีไปที่วิทย์ทันที “วิทย์! ทำไมคุณมานอนแบบนี้คะ”
วิทย์ใตื่นแล้วจับแขนดาไว้ไม่ให้เธอตี “โอ๊ย ผมเจ็บนะ ผัวเมียก็ต้องนอนด้วยกันสิครับ”
หมอก็เลยขัดจังหวะทันที “เอ่อ จะทะเลาะกันอีกนานมั้ยครับ ผมมารอตรวจอาการครับ”
วิทย์ลุกขึ้นจากเตียงหน้าตาเฉย แล้วกล่าวว่า “ตามสบายครับ หากดีขึ้นแล้ว ผมจะได้พาเมียกลับบ้านเสียที”
“ทำไมพูดแบบนั้นคะวิทย์” ดากล่าวอย่างเอาเื่
“ผมโทรไปขอพ่อคุณแล้วครับ เลยไปขนเสื้อผ้าคุณไปไว้ที่บ้านผมแล้ว ตอนแรกผมตั้งใจจะแวะมาดูอาการคุณเท่านั้น แต่ผมเพลียมาก เลยนอนกับคุณที่นี่เลย” สักพักวิทย์ก็เดินออกไป
ทิ้งให้ดาที่หน้าแดงจัดไว้กับหมอ หมอกับพยาบาลพากันยิ้มให้และตรวจเธอตามปกติ
“เอาล่ะครับ ร่างกายคุณเป็ปกติแล้ว คุณกลับบ้านสามีได้แล้ว” หมอแกล้งแซว
“คุณหมออย่าไปล้อคนไข้เล่นอย่างนั้นสิคะ เธอเขินจนหน้าแดงไปหมดแล้ว” พยาบาลก็พอกัน
“งั้นพวกผมไปก่อนนะครับ” หมอยิ้มให้และเดินนำพยาบาลออกไป
ดาพูดอะไรไม่ออก ทำได้แต่พยักหน้าให้
วิทย์จึงพาดากลับบ้านของเขา หลังจากที่ห่างกันนานถึงสามปีเต็มๆ
*******************************************************************
สองเดือนต่อมา นายชาติกลับไปประจำที่ยโสธรตามเดิม โดยมีแผนจะแต่งงานกับญาสิณีเร็วๆนี้ ณีรักชาติมาก เธอจึงยอมเลิกเป็นางแบบ แล้วลงทุนเปิดร้านอาหารที่ยโสธร ดาจึงอาสามาช่วยออกแบบตกแต่งร้านให้
ทางด้านนายชาติก็ไปที่วัดเพื่อรอรับพระพุทธรูปเพื่อให้พระองค์ท่านประดิษฐานในโบสถ์ตามเดิม เขาเดินไปรอบๆวัดเพื่อรำลึกถึงความหลัง ั้แ่ตอนเป็เด็กที่มียศเป็เพื่อนรัก มีท่านมัคนายกคอยสั่งสอนมวย มีหลวงพ่อคอยอบรมสั่งสอนธรรมะ เขาไม่คิดเลยว่าทั้งสามคนจะจากเขาไปแบบนี้
สักพักก็ได้ยินเสียงคนเรียกจนนายชาติตื่นจากภวังค์ “ชาติ! เป็อะไรไปอีกล่ะ ฝันกลางวันอีกแล้วงั้นหรอ”
“อ้าว วิทย์ นายมาทำอะไรที่นี่” นายชาติแปลกใจ
“มาช่วยขนพระไง ตอนนี้นายกลับไปได้แล้ว พวกเรายกท่านไปตั้งที่เดิมเรียบร้อยแล้ว ความจริงนายไม่มาก็ได้นะ” นายวิทย์พูดประชด
“นายปากเสียแบบนี้ น้องของฉันทนนายได้ไง แถมต้องทนเลี้ยงชิวาวาของนายอีก” ชาติบ่นแทนน้องสาว
“นายรู้ได้ยังไงว่าฉันเลี้ยงชิวาวา” วิทย์งงเพราะไม่เคยบอกเื่นี้กับชาติ
“ก็ฉันเคยเป็…เอ้ยไม่ใช่ ก็น้องสาวฉันบอก” ชาติเกือบหลุดปาก
“แล้วเธอไม่ได้บอกนายหรอว่า ฉันยกชิวาวาให้ญาสิณีเลี้ยงแล้ว ต่อไปนายต่างหากต้องเป็คนเลี้ยง” วิทย์ยอมทำทุกอย่างเพื่อได้อยู่กับดา
“โชคดีนะที่ฉันไม่ได้เกลียดหมาเหมือนพ่อกับน้องสาว” ชาติกล่าว
“ฉันอยากประลองต่อยมวยกับนายอีก” วิทย์กล่าว
“ก็เอาสิ รับรองฉันไม่แพ้นายแน่” ชาติรับคำท้า
“ถึงฉันเป็น้องเขยนาย ฉันก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้หรอกนะ” วิทย์กล่าว
*******************************************************************
ดากับณีตกแต่งร้านอาหารกันอยู่ดีๆ เด็กวัดก็มาเรียกพวกเธอทั้งสอง
“พี่ดา พี่ณีครับ แฟนพี่ๆกำลังจะต่อยกันที่วัดครับ” เด็กวัดวิ่งมาฟ้อง
“อะไรนะ” สองสาวพูดพร้อมกัน แล้วพากันไปที่วัดเพื่อดูเหตุการณ์ กว่าที่ทั้งสองสาวจะเดินไปถึงวัด ชาติกับวิทย์ก็ต่อยกันไปได้สามยกแล้ว
ณีรีบะโทันที “นี่พวกคุณต่อยกันทำไมคะ”
นักมวยไม่อาจพูดอะไรได้ กรรมการจึงเป็คนบอกเอง “แค่ประลองกันเล่นๆครับ ไม่มีอะไร”
สองสาวเลยนั่งดูและคอยเชียร์
ในยกที่ห้า นายชาติกำลังจะได้เปรียบ เขากำลังต่อยหมัดพิฆาตเพื่อชนะน็อคอยู่แล้วเชียว แต่ทว่า อยู่ดีๆก็มีเสียงเอะอะโวยวายไม่ขาดสาย
“น้องดาเป็ลมค่ะ น้องดาเป็ลม” ณีะโและประคองดาเอาไว้
พอได้ยินชื่อดาเท่านั้น นายวิทย์รีบถอดหมวกถอดนวม แล้ววิ่งหนีออกไปจากเวทีทันที เขาวิ่งมุ่งตรงไปหาดา “ดาเป็อะไรไปหรอครับ”
“ดาคงเวียนหัว สงสัยแพ้ท้องมั้งคะ” ณีกล่าว
“อะไรนะครับ ดาท้องอย่างนั้นหรอครับ” วิทย์เพิ่งรู้
“อ้าว ดายังไม่ได้บอกคุณหรอคะ” ณีแปลกใจ
“ยังครับ งั้น งั้น ผมจะพาดาไปโรงพยาบาล” วิทย์รู้สึกตื่นเต้นกับข่าวดีนั้น เขาอุ้มตัวดาไปที่รถทันที ทั้งๆที่ยังสวมชุดนักมวยอยู่
“เดี๋ยวสิยังแข่งกันไม่จบเลยนะ นี่นายโกงนี่ เห็นว่าเสียเปรียบ เลยแกล้งวิ่งไปหาดาใช่มั้ย” นายชาติพูดเหมือนเด็กๆ
ณีเดินไปหาเด็กชายชาติทันที “อย่าทำตัวเป็เด็กๆสิคะชาติ ก็เห็นๆอยู่ ว่าน้องสาวคุณไม่สบาย”
“แต่ว่า…” ชาติพูดเสียงอ่อนจะแย้งก็แย้งไม่ได้
“ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วพาณีไปกราบพระที่โบสถ์ดีมั้ยคะ ณีจะได้ฝากเนื้อฝากตัวอยู่ที่นี่ไงคะ” ณีเสนอความคิด
ชาติได้ยินดังนั้นก็อารมณ์เย็นลง เขารีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที
ชาติพาคนรักไปไหว้เจดีย์ที่เก็บอัฐิของหลวงพ่อ เพราะท่านเป็ผู้มีพระคุณคนหนึ่งที่ช่วยชุบเลี้ยงในระหว่างที่นายชาติเป็เด็กวัด แล้วทั้งสองค่อยไปที่โบสถ์เพื่อไปไหว้พระประธานด้วยกัน
ทั้งสองตั้งใจจะอยู่ตั้งหลักปักฐานที่นี่
นายชาติซึ่งนั่งคุกเข่าอยู่หน้าพระประธาน เขาให้คำมั่นว่าจะช่วยดูแลรักษาทรัพย์สินของชาติให้อยู่สืบต่อชั่วลูกชั่วหลาน เขาจะไม่ยอมให้คนโลภที่แสวงหาประโยชน์เพื่อตนมาคอยทำลายหรือลักขโมยทรัพย์สินของชาติอย่างเด็ดขาด
******************************************************************
จบบทที่ 19