ดวงตาของซีนั่วหรี่เล็กลงทันใด โม่จ้านชะงัก นี่เป็นอันใดไปอีกแล้ว?
“ท่านเจ้าเมืองเก๋อเหลยเกอหลี่..เขาคือน้องชายขององค์ราชาปีศาจ”
โม่จ้านถึงกับสั่นสะท้าน ดวงตาเบิกกว้างฉับพลัน
น้องชายของราชาปีศาจ...มิเท่ากับว่า...
“หากจะกล่าวให้ถูกต้องก็คือน้องชายบุญธรรมคนรองที่ค่อนข้างโตผู้นั้นขององค์ราชาปีศาจ หลบหนีมายังตรอกขี้เถ้าหลังจากองค์ราชาปีศาจถูกจับตัว”
มังกรกึ่งมนุษย์จมสู่ห้วงแห่งความทรงจำอีกครั้ง สายตาทอดมองเพดานด้วยสีหน้าหนักอึ้ง
“ถึงแม้เจ้าเมืองเก๋อเหลยเกอหลี่จะไร้ซึ่งพละกำลังในการต่อสู้ แต่กระนั้นก็เป็นผู้มีพรสวรรค์ด้านการค้า ไม่ว่าจะงานประมูลหรือแผนพัฒนาตำบลลมฝุ่นในระยะยาวล้วนแต่เป็นสิ่งที่เขาสร้างขึ้น หลังจากที่องค์ราชาปีศาจถูกประหารชีวิต ครั้งหนึ่งเขาเคยบอกพวกเราว่าหากเขาพยายามสุดความสามารถแต่ทว่ากลับยังมิอาจช่วยเหลือน้องชายออกมาได้ เช่นนั้นทำได้เพียงลงนรกไปหาพี่ชายเสียแล้ว”
ความรู้สึกของโม่จ้านสับสนปนเปยิ่งกว่าเดิม ดูท่าทางน้องชายคนที่สามที่แลดูคล้ายสถานการณ์ดีที่สุดก็กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตครั้งใหญ่เช่นกัน
“ข้าเพิ่งได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง ด้านในมีคำเพียงคำเดียว--- ‘จวนจะพังทลาย’ ”
“...หมาย หมายความว่าอย่างไร?”
เมื่อเห็นสีหน้ามิน่ามองของซีนั่ว โม่จ้านรู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดีประการหนึ่ง
“หมายความว่า น้องชายคนที่สามขององค์ราชาปีศาจใกล้จะอดทนต่อไปมิไหวแล้ว...”
โม่จ้านเบิกตาโตทันใด ก่อนจะ ‘เด้ง’ ตัวลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ภาพยามหมีเอ่อร์ร้องไห้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขา โม่จ้านขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพลางสูดหายใจเข้าลึกหลายเฮือก ฝืนพยายามทำให้ตนสงบสติอารมณ์ลง
“สิ่งที่พวกเราทำได้มีเพียงแค่ยื้อเวลาออกไปให้นานที่สุดเท่านั้น พยายามดึงดูดความสนใจของทางฝั่งสันตะสำนักเอาไว้ ต่อให้สามารถยื้อเวลาการกล่อมเกลาออกไปได้เพียงไม่กี่วัน กระนั้นก็ยังพอจะสามารถสร้างโอกาสเล็กน้อยให้เยวียเฮ่อเอ่อร์ได้”
ซีนั่วผ่อนลมหายใจหนักๆ ออกมาหนึ่งเฮือก ก่อนจะหมางเมินสายตาเจือความสับสนว้าวุ่นของโม่จ้านที่กำลังตกตะลึงอยู่ด้านข้างอีกครั้ง
“เยวียเฮ่อเอ่อร์ถูกใจเจ้าเด็กน้อยนามหมีเอ่อร์ผู้นั้นยิ่งนัก... ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานี้ยอมเสี่ยงถูกเปิดโปงส่งคนมายังตรอกขี้เถ้าเพื่อสืบข่าวคราวเกี่ยวกับเก๋อเหลยเกอหลี่ก็เพื่อช่วยตามหาพี่รองให้หมีเอ่อร์ พยายามช่วยเขาประคองสติที่แม้ว่าจะหลงเหลืออยู่น้อยนิดของตนเองเอาไว้เพื่อต่อต้านการกล่อมเกลาล้างสมองของสันตะสำนัก”
ปริมาณข้อมูลมากเกินไป โม่จ้านรู้สึกคล้ายว่าสมองของตนมีอุณหภูมิสูงเกินกว่าปกติอยู่บ้าง
พระบุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับสองนามเยวียเฮ่อเอ่อร์ที่เขามองดูแล้วรู้สึกรื่นหูรื่นตาเพียงหนึ่งเดียวในสันตะสำนัก นึกมิถึงว่าจะชื่นชอบน้องชายลำดับสามของราชาปีศาจหรือพระบุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับสามหมีเอ่อร์?
อีกทั้งยังดูคล้ายว่าหมีเอ่อร์กำลังตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายอย่างการล้างสมองของสันตะสำนัก เยวียเฮ่อเอ่อร์ทำเพื่อประคองสติของหมีเอ่อร์ มิเพียงแต่พยายามงมเข็มในมหาสมุทรในตรอกขี้เถ้า กลับยังสั่งให้คนส่งจดหมายมาขอความช่วยเหลือ?!
“...คือว่า จดหมายฉบับนั้นเชื่อถือได้หรือไม่?” โม่จ้านไม่กล้าเชื่อเหตุการณ์ที่เหนือความคาดหมายถึงเพียงนี้
ครั้นถูกโม่จ้านเอ่ยถาม ซีนั่วกลับเริ่มสงสัยในตนเองแล้วเช่นกัน รีบล้วงเอาใบส่งมอบภารกิจออกมามองดูอย่างละเอียดในทันที
“บนจดหมายมีคำสั่งลับของเยวียเฮ่อเอ่อร์ นอกจากนั้นยังประกาศผ่านวิธีเร่งด่วนของกิลด์ คาดว่าคงจะสามารถเชื่อถือได้...อืม? ผู้ส่งคือผู้ใดกัน? เหตุใดเขาจึงรู้คำสั่งลับของเยวียเฮ่อเอ่อร์?!”
ครั้นเห็นแววตาสงสัยของมังกรกึ่งมนุษย์ โม่จ้านขมวดคิ้วมองไปทางจดหมายลับบนโต๊ะเช่นกัน หนึ่งการปราดมองยังมิเท่าใด โม่จ้านนิ่งงันก่อนจะฝืนยิ้มออกมา ตามด้วยตบบ่าของซีนั่วเบาๆ
“...เป็นของจริงแท้แน่นอน พวกเราจำต้องกำหนดแผนการรับศึกแล้ว”
ลายมือบนจดหมายลับนั่นตนคุ้นเคยเป็นอย่างดี เป็นลายมือของหวาเอ่อร์พ่อบ้านตระกูลเคอซือ ส่วนเรื่องที่ว่าเยวียเฮ่อเอ่อร์ติดต่อกับหวาเอ่อร์ได้อย่างไรนั้น ตนเองก็มิเข้าใจเช่นกัน ทว่าพิมพ์ลายน้ำเล่นแร่แปรธาตุที่สร้างสำเร็จภายในครั้งเดียวเช่นนั้นจะต้องไม่มีทางเป็นของปลอมอย่างแน่นอน
“...แผนการรับศึกเช่นนั้นหรือ? พวกเรามิจำเป็นต้องใช้ของพวกนั้น...”
ซีนั่วยกยิ้มอย่างสมเพชตนเองก่อนจัดการพับแผนที่บนโต๊ะเข้าหากัน
“การสู้รบจนถึงวินาทีสุดท้ายคือชะตากรรมของพวกเรา ท่านจะพาเด็กๆ หนีไปได้ไกลเพียงใด นั่นจึงจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”
“...ข้าน่ะหรือ หากยังมิถึงเวลาข้าเองก็มิรู้เช่นกัน...”
มวลอากาศแปรเปลี่ยนเป็นหนักอึ้งขึ้นมา มือของโม่จ้านที่เพิ่งยกขึ้นแข็งค้างกลางอากาศ ก่อนจะวางลงอย่างงุ่มง่าม
“คำสาปนั้นเดิมทีเป็นเวทมนตร์แขนงหนึ่ง เพียงแต่ความเสียหายจากคำสาปที่ส่งถึงผู้ถูกร่ายนั้นอาจเป็นแบบต่อเนื่องหรือมีเงื่อนไข ซึ่งแตกต่างจากเวทมนตร์ทั่วไปที่ปรากฏผลขึ้นในทันที แต่กระนั้นยังคงต้องการความร่วมมือของพลังธาตุและการช่วยเหลือของวงเวทย์มิต่างกัน”
ซีนั่วหลับตาที่รู้สึกอ่อนล้าและแห้งลง สีหน้าค่อนข้างสิ้นหวังอยู่บ้าง
“หากแต่ความเก่งกาจของคำสาปสะกดรอยอยู่ที่ว่า มันยังคงทำงานต่อเนื่องเป็นเวลาหลายทศวรรษ และพวกเรามิเพียงแต่มิอาจหาวิธีคลายคำสาป ทว่าถึงขั้นมิรู้เสียด้วยซ้ำว่าวงเวทย์อยู่ที่ใด...ในสถานการณ์ที่สันตะสำนักสามารถเฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวของพวกเรา แต่ทว่าพวกเรากลับทำได้เพียงเก็บมือเก็บเท้าและถูกสังหารจนสิ้นซากหลังจากถูกพบเจอตัวเท่านั้น”
“โชคดีที่คำสาปพวกนี้ติดต่อกันมิได้ ...ฮ่าๆๆ ฮ่าๆๆ ฮ่าๆๆ..ฮ่า..เอ่อ...”
บรรยากาศหนักอึ้งเสียจนน่ากลัว โม่จ้านมิอาจทนฟังกระทั่งเสียงหัวเราะของตนเอง ทำได้เพียงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเท่านั้น
“จะว่าไป งานที่หัวหน้ากิลด์ซีนั่วหาได้ช่างชวนให้ผู้อื่นอิจฉาเสียจริง หัวหน้ากิลด์สาขาย่อยสองกิลด์มิใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปคิดอยากเป็นก็เป็นได้”
“นั่นเป็นเพราะเก๋อเหลยเกอหลี่ใช้เส้นสายแนะนำข้าขึ้นไป บุรุษผู้นั้น ไม่ว่าเดินไปที่ใดล้วนแต่หาคนสนิทชิดเชื้อได้ทั้งสิ้น เรียกได้ว่าเข้าได้กับทุกฝ่ายโดยแท้”
ซีนั่วไม่อยากให้โม่จ้านถูกอารมณ์เศร้าโศกของตนทำให้พลอยมีอารมณ์ร่วมไปด้วย จึงคล้อยตามหัวข้อสนทนา
“เขามิเพียงแต่สามารถซื้อวัตถุดิบเวทมนตร์จำนวนมากจากคุณนายปู้หลันข่า ทว่ายังซื้ออัญมณีแหล่งพลังเวทอีกหลายชิ้นจากการประมูล...อ่อ ใช่แล้ว เพื่อเตรียมการเสียแต่เนิ่นๆ ข้าควรจะมอบอัญมณีแหล่งพลังเวทเอาไว้ให้ท่านเสียก่อน”
เมื่อมองหินคริสตัลใสรูปร่างแปลกประหลาดไม่กี่ชิ้นกลางฝ่ามือ โม่จ้านพลันรู้สึกว่ายามนี้ตนกลายเป็นหนังสือเด็กที่มีชื่อเสียงในโลกปัจจุบัน --- ‘หนึ่งแสนคำว่าทำไม’
“เอ่อ... นี่คือ...”
“มาถึงยามนี้แล้ว ท่านเก็บเอาไว้เถิด พลังเวทของท่านเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย ความปลอดภัยของเหล่าเด็กๆ ก็จะเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน”
ซีนั่วเผยรอยยิ้มขมขื่นก่อนจะปิดฝ่ามือของโม่จ้านเข้าหากันอย่างนุ่มนวล
“หากงานประมูลถูกจัดขึ้นได้สำเร็จ ข้าจะพยายามประมูลมาให้ท่านอีกสักหลายชิ้น”
“...ก็ได้ ขอบคุณ”
ขอบคุณการบรรยายที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของท่านอาจารย์ซีนั่ว ศิษย์ละอายยิ่งนัก
โม่จ้านเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาแขวนบนผนัง จัดการเก็บอัญมณีแหล่งพลังเวทลงในกระเป๋าด้วยความรู้สึกยุ่งเหยิง
“ดึกมากแล้ว ข้าคงต้องขอตัวก่อน”
ซีนั่วพยักหน้า ส่งโม่จ้านเดินออกจากห้องผ่านทางสายตา ทว่าอีกฝ่ายเพิ่งเดินไปถึงหน้าประตูกลับคล้ายจะนึกบางสิ่งขึ้นได้จึงหันกลับมาอีกครั้ง
“ข้ายังมีอีกหนึ่งคำถามสุดท้าย สัตว์ปีศาจที่จับตามองพวกเราในป่าไร้นามมีความเกี่ยวข้องกับท่านหัวหน้ากิลด์ซีนั่วใช่หรือไม่”
“...เอ่อ สมแล้วที่เป็นท่านโม่เจ๋อเอ่อร์ รับรู้ได้ตั้งแต่ต้นแล้วสินะ..”
ซีนั่วเกาศีรษะก่อนเผยรอยยิ้มที่ค่อนข้างซับซ้อน
“ขณะเดียวกับที่องค์ราชาปีศาจถูกประหาร สหายผู้ภักดีที่สุดของเขาก็ได้ติดตามผู้เป็นนายไปด้วยเช่นกัน”
“...เจ้านั่นคือลูกของสิงโตสายฟ้าลายจุดสีขาวขั้นเก้า นามว่าหลินเค่อซือ ยามนี้ยังเป็นเพียงขั้นเจ็ดเท่านั้น”
ใบหน้าของซีนั่วเปี่ยมด้วยจินตนาการ หวนนึกถึงวันวานที่ร่วมรบกับองค์ราชาปีศาจ
สัตว์เลี้ยงขั้นเก้าของราชาปีศาจ...
โม่จ้านกลืนน้ำลาย ตนเพิ่งจะเคยได้ยินว่ามีสัตว์ปีศาจระดับนี้เป็นครั้งแรก ไม่ต้องนึกก็รับรู้ได้ว่าน่าหวาดกลัวเพียงใด
“เพียงแต่ข้าพามันกลับไปอยู่ในป่าดั้งเดิมแล้ว หากอยู่ในตรอกขี้เถ้ามีแต่จะทำให้มันพลอยลำบากไปด้วย”
ซีนั่วถอนหายใจออกมาอีกครั้ง โม่จ้านพยักหน้าสื่อความหมายว่าเข้าใจ จากนั้นจึงผลักประตูแผ่วเบาแล้วเดินออกไป