พอออกจากห้องมา กุ้ยเหมยก็ขอตัวไปทำอาหารเย็น ปล่อยให้หลินหลันนั่งเล่นอยู่ในคอกกั้นไปก่อน วันนี้นางต้องทำอาหารให้แม่สามีกินเป็ครั้งแรกก็ถึงกับต้องกลุ้ม นึกไม่ออกว่าจะทำอะไรดี ชาติก่อนเปิดร้านอาหาร เคยทำอาหารให้คนอื่นกินตั้งมากมาย ไม่ว่าจะตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหนก็ไม่กดดัน แต่ทำไมครั้งนี้กลับเป็กังวลไปได้นะ อานุภาพของคำว่าแม่สามี มันช่างน่ากังวลเสียจริง
"ให้แม่ช่วยอะไรไหม เหมยเอ๋อร์"
หานหรงเหลียนโผล่หน้าเข้ามาในครัว เห็นข้าวของที่ดูแปลกตาก็แปลกใจ หานหนานกงบอกว่า หากเห็นอะไรก็ไม่ต้องถาม ให้ทำเป็ไม่สนใจ เพราะถ้า กุ้ยเหมยพร้อมเมื่อไหร่ นางก็คงจะบอกออกมาเอง ตอนแรกนางก็ไม่เข้าใจที่ลูกชายพูด ตอนนี้นางเริ่มจะเข้าใจนิดๆแล้ว เมื่อเห็นข้าวของในครัว
กุ้ยเหมยกำลังวุ่นกับการเตรียมวัตถุดิบ จึงไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาดูจึงไม่ได้เห็นสีหน้าของหานหรงเหลียนที่กำลังแปลกใจ ที่เห็นอุปกรณ์ทำครัวของตัวเอง"ไม่เป็ไรเ้าค่ะ ข้าทำคนเดียวได้ ท่านแม่รอกินอาหารอร่อยๆก็พอ"
"เอาอย่างนั้นก็ได้ เดี๋ยวแม่ไปเล่นกับหลานก่อน ไม่ต้องยุ่งยากมากไปนะ แม่กินอะไรก็ได้"
"เ้าค่ะ"กุ้ยเหมยเงยหน้ามายิ้มให้หานหรงเหลียน แล้วก้มลงล้างผักของตัวเองต่อ นางคิดว่าจะทำอาหารที่ดีกับสุขภาพ และก็ไม่หนักจนเกินไป เพราะกินอาหารตอนเย็น อีกสักพักก็นอนแล้ว นางจึงทำอาหารจำพวกปลาจะได้ย่อยง่าย และมีโปรตีน
อย่างแรกนางทำต้มยำปลาช่อนมะขามอ่อนก่อน พอก่อไฟเสร็จ ก็ตั้งหม้อต้มน้ำจนกระทั้งน้ำเดือดจัดใส่ข่า ใบมะกรูด ตะไคร้ หอมแดงทุบ ฝักมะขามอ่อนทุบที่ซื้อตอนไปเหนือเอาไว้จิ้มพริกเกลือกิน เลยได้ใช้ทำเมนูนี้เลย พอผงปรุงรสหมูลงไป
นางสังเกตว่าฝักมะขามอ่อนเปื่อยจนได้รสเปรี้ยวแล้วก็ตักฝักมะขามออก รอจนน้ำเดือดอีกครั้งแล้วใส่ชิ้นปลาช่อนลงไป พอน้ำเดือดและปลาสุกใส่เห็ดฟางลงไป ปรุงรสด้วยเกลือกับน้ำปลา ใส่มะเขือเทศลงไป จากนั้นรอจนปลาเริ่มเปื่อยใส่ใบกะเพราแดงลงไป ตามด้วยพริกทอด ขยำพอแตกนิดหนึ่งจะได้หอม ๆ บีบมะนาวลงไป แล้วยกออกมาวางด้านข้างรอตักใส่ชาม โรยผักชีฝรั่ง้าก็เสร็จไปอีกหนึ่งเมนู
อันที่สองทำยำไข่ดาว เมนูนี้ทำง่ายแล้วก็อร่อยด้วย กุ้ยเหมยตั้งกระทะใส่น้ำมันลงไปทอดไข่ดาวจนเหลืองกรอบ ประมาณ 5 ฟอง แล้วลงมือหั่นชิ้นพอคำไว้ทำยำไข่ดาว ใส่น้ำตาลทราย น้ำมะนาวน้ำปลา มาใส่ในชามผสม แล้วคนๆ ใส่พริกขี้หนูตำใส่ลงไป แล้วคนเบาๆให้เข้ากัน ใส่มะเขือเทศหั่น ต้นหอมหั่น หอมใหญ่ซอย ขึ้นฉ่ายหั่นลงไป แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน นำไข่ดาวที่ทอดจนกรอบ หั่นเป็ชิ้นๆ แล้วนำใส่ลงไปก็เสร็จไปอีกหนึ่งเมนู
แล้วหันมาผ่าปลากะพงเป็กึ่งกลางแล้วแผ่ออก เพื่อเตรียมทำปลากะพงทอดน้ำปลา จากนั้นก็นำไปทอดจนเหลืองกรอบ ระหว่างทอดนางโรยเกลือตามลงไปด้วย เสร็จแล้วตักใส่จานพักไว้รอทำน้ำราด ตั้งกระทะเทน้ำปลาลงไป ตามด้วยน้ำตาลทรายและน้ำเปล่า คนจนน้ำตาลละลาย ตั้งไว้จนเดือด จากนั้นก็นำไปราดบนตัวปลาที่เหลือก็ทำน้ำจิ้มโดยผสมน้ำปลา น้ำตาลทราย น้ำมะนาว พริกซอย มะม่วงเปรี้ยว และหอมแดง คนให้เข้ากันโรยหน้าด้วยผักชี จัดใส่จานวางคู่กับปลากะพงที่ทอดเอาไว้
นางจึงทำผัดกระเพราไก่ใส่พริกนิดหน่อยพอให้ได้รสชาติมาเพิ่มอีกอย่าง แล้วหันไปทำไข่ตุ๋นทรงเครื่องให้ลูกสาวตัวน้อยกินกับแกงจืดผักกาดข้าวเพราะลูกสาวของนางชอบกินน้ำซุปมาก ไม่ว่าจะเป็อาหารแบบไหน ขอเพียงกินกับน้ำซุปนางมักจะกินหมดทุกวันโดยไม่มีเบื่อ
พอเสร็จทุกอย่างนางจึงล้างมือ กุ้ยเหมยจัดการตักอาหารใส่จาน ชาม แล้วยกอาหารทั้งหมดใส่ถาดออกไปห้องกินข้าว
หานหรงเหลียนก็ลุกขึ้นมาช่วยเตรียมจานชาม บรรยากาศครอบครัวดูเป็กันเอง เหมือนกับว่าอยู่ด้วยกันมานานอย่างไรอย่างนั้น โดยมีเ้าตัวน้อยยืนเกาะคอกกั้นน้ำลายไหล ยืนเขย่งเท้ามองอาหารของตัวเองตาไม่กระพริบ เพราะนางจำจานของตัวเองได้เป็อย่างดี
"แม่อุ้ม แม่อุ้ม กินข้าว"พอเห็นมารดายกเก้าอี้กินข้าวมา ก็ตบมือแรงๆร้องเรียกมารดาเสียงดัง จนกุ้ยเหมยต้องเดินไปอุ้ม ปล่อยให้แม่สามีตักข้าวให้สาวน้อยเมื่อเห็นว่าหลานสาวคงหิวข้าวมากถึงได้ร้องเรียกเสียงดังแบบนี้
"อาหารน่ากินมาก อาหารพวกนี้แม่ไม่เคยเห็นเลย คล้ายกับบางอย่างของเรา แต่ก็ไม่เหมือนทีเดียวนัก"
"อันนี้ยำไข่ดาว อันนี้กระเพราไก่ อันนั้นปลากะพงทอดน้ำปลา ส่วนอันนี้ต้มยำปลาช่อนมะขามอ่อน ของหลินหลันเป็ไข่ตุ๋นทรงเครื่อง และแกงจืดผักกาดขาวใสหมูสับเ้าคะ"
"นี่เป็สูตรอาหารมาจากไหนหรือ?"
ทั้งชื่อทั้งหน้าตานางไม่เคยเห็นอาหารพวกนี้มาก่อน หรือลูกสะใภ้ของนางจะได้สูตรลับจากที่ไหนมา ถึงได้มีวิธีทำอาหารหน้าตาน่ากิน หากเป็แบบนี้ทุกวันนางคงไม่ห่วงลูกชายและหลานสาวแล้วเพราะพวกเขาได้กินอาหารดี ๆต่อไปก็คงจะแข็งแรงเหมือนเดิมเร็วๆ
"ก็มีบอกต่อๆกันมา ข้าเอามาปรับปรุงบางอย่าง ท่านแม่เรามากินข้าวกันเถอะเ้าคะ เดี๋ยวจะอาหารเย็นเสียก่อน กับข้าวจะไม่อร่อยนะเ้าคะ"
กุ้ยเหมยรีบเปลี่ยนเื่เพราะไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรเกี่ยวกับอาหารพวกนี้ นางไม่รู้ว่าในยุคนี้เขามีอาหารแบบไหนเพราะยังไม่มีโอกาสได้ไปลิ้มลองร้านอาหารของคนในยุคนี้เลย จึงได้แต่เลี่ยงเบี่ยงเบนความสนใจไปเื่อื่นก่อน
ตกเย็นหลังจากที่กินอาหารเย็นเสร็จแล้ว หานหรงเหลียนก็ขอเอาหลินหลันไปนอนด้วย กุ้ยเหมยก็ไม่ได้ขัดข้อง เพราะเข้าใจว่านางคงอยากอยู่กับหลานสาวทั้งสองคนจะได้สนิทสนมกันมากขึ้น
กุ้ยเหมยพาหานหนานกงไปอาบน้ำเสร็จแล้ว ช่วยเขาเปลี่ยนชุดเรียบร้อย ตัวเองก็เข้าไปอาบน้ำต่อ พอออกมาหานหนานกงก็ยังไม่นอน คล้ายกับว่าเขากำลังมีเื่อะไรในใจอยู่ นางจึงไม่อยากรบกวน จึงมาพับเก็บเสื้อผ้า เพราะนางเองก็ยังไม่ง่วงเช่นเดียวกัน
"เหมยเอ๋อร์ เ้าได้ยินเื่วันนี้แล้วใช่ไหม?"
ร่างบางหยุดมือที่กำลังพับเสื้อผ้า หันกลับไปมองหน้าของเขาตรง ๆ
"เื่อะไรก็เ้าค่ะ ข้าได้ยินตั้งหลายเื่"
"เื่ที่พี่จะแก้แค้นตระกูลจ้าว เ้าว่าพี่อกตัญญูหรือเปล่าที่คิดจะแก้แค้นบิดาที่เป็พ่อแท้ๆ ของตัวเอง แต่พี่เกลียดเขาที่ทำกับท่านแม่ ั้แ่เด็ก ถ้าหากพี่ไม่มีความสามารถ เขาคงไม่สนใจ พอพี่หมดประโยชน์เขาก็ทอดทิ้งพี่อย่างไม่ใยดี เ้าว่าพี่เลวไหมที่คิดร้ายกับตระกูล"
น้ำเสียงที่สั่นเครือของเขา ทำให้กุ้ยเหมยต้องวางมือที่กำลังทำอยู่ ลุกขึ้นไปหาเขาบนที่นอนเพื่อปลอบใจ
"ท่านพี่ข้าเข้าใจว่าท่านเ็ป เื่แก้แค้นหรือไม่แก้แค้นตอนนี้ไม่ใช่เวลาคิด ความแค้นมันก็มีข้อดี และก็มีข้อเสีย หากความแค้นในใจของท่านพี่มันช่วยผลักดันให้ท่านสู้ต่อไปไม่ยอมแพ้ที่จะเดินได้อีกครั้งเพื่อจะได้เผชิญหน้ากับพวกเขามันก็คือข้อดี หากความแค้นมันจมอยู่ในความคิดจนทำอะไรไม่ได้ มันก็มีแต่เหนี่ยวรั้งเราให้จมลงกับความแค้น แล้วของท่านพี่เป็แบบไหนเ้าคะ
ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือสุขภาพร่างกายของท่านต่างหาก ตอนนี้ท่านแม่มาอยู่กับเราแล้ว พี่ไม่ต้องห่วงอะไรแล้วไม่ใช่หรือ เอาไว้หากหายดีแล้วท่านพี่อยากจะทำอะไรค่อยทำตอนนั้นก็ยังไม่สายจริงไหมเ้าคะ"
"แล้วถ้าถึงวันนั้น พี่ทำร้ายตระกูลจ้าว ตระกูลที่มีพ่อแท้ๆ ของตัวเองอยู่ เ้าคงไม่คิดว่าพี่ใจดำหรือ"
ั์ตาสีนิลดำขลับ จับจ้องสังเกตอากัปกิริยาของสตรีตรงหน้าอย่างค้นคว้า เขารู้ว่านางเป็คนจิตใจดี ไม่รู้ว่านางจะรู้สึกอย่างไรหากเขาคิดจะทำอะไรคนพวกนั้นขึ้นมา
แล้วที่สำคัญ นางจะยังอยากอยู่เคียงข้างกันกับเขาหรือเปล่า เขาไม่อยากให้นางคิดว่า เขาใจดำ ทำกับตระกูลของตัวเอง แล้วอาจจะทำร้ายนางในอนาคต
"อันที่จริง ข้าก็เหมือนเป็คนนอก ข้าไม่รู้ว่าเื่ราวระหว่างท่านกับพ่อของท่าน มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ข้าคงไม่ไปตัดสินว่าท่านใจดำ หรือไม่ใจดำ
ข้าแค่อยากถามท่านว่า หากท่านทำอะไรลงไปแล้ว ท่านไม่รู้สึกติดค้างอะไรในใจ ก็ทำไป ในที่ที่ข้าจากมา คนที่เป็บิดา ก็ไม่ใช่ว่าลูกทุกคนต้องกตัญญูจนไม่ลืมหูลืมตา เพียงเพราะคำว่าเขาเป็บิดาผู้ให้กำเนิด บางคนทำร้ายทุบตีลูก บางคนข่มเหงลูกสาว คนประเภทนี้ไม่นับว่าเป็บิดา เขาเป็เพียงผู้ให้กำเนิด แต่ไม่ใช่เ้าชีวิตที่จะทำอะไรกับเราก็ได้
เพราะฉะนั้นแล้วแต่ท่านพี่จะเห็นสมควร เพราะเท่าที่ข้าฟัง ไม่รู้ว่าเขาเป็บิดาที่ดีหรือไม่ ข้าไม่รู้ แต่ที่รู้ เขาเป็สามีที่แย่มาก ที่ทอดทิ้งภรรยาที่อยู่ด้วยกันตอนลำบาก แล้วก็ยังเ้าชู้มีเมียหลายคน แล้วร่วมมือกันทำร้ายคนที่ดีกับเขาขนาดนี้ แค่นี้ข้าก็รู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนดี แต่ก็ดีที่ท่านแม่ออกมาจากตรงนั้นได้ ก็นับว่าโชคดีมากแล้ว จริงไหมเ้าคะ"
"พี่จะไม่มีวันเป็เหมือนเขาแน่นอน พี่จะไม่ทิ้งเ้าและลูกเด็ดขาด และพี่ให้สัญญาว่าพี่จะมีเ้าคนเดียวจริงๆนะ เหมยเอ๋อร์"
หานหนานกงถึงกับสะดุ้ง รีบออกปากปฏิเสธทันที เขาไม่เหมือนกันกับบิดาที่คิดถึงแต่ตัวเองไม่เคยคิดถึงคนอื่นว่าจะรู้สึกอย่างไร การกระทำทุกอย่างของบิดาเขาจะไม่มีทางทำแน่นอน
กุ้ยเหมยหัวเราะเบาๆ นางพูดถึงบิดาของเขา ไม่ได้ว่าเขาสักหน่อย ทำไมต้องทำท่าร้อนรนแบบนี้ เขานี่บางทีก็ดูนิ่ง เคร่งขรึมเป็ผู้ใหญ่ บางทีดูเป็เด็กที่เวลาอยู่ด้วยกัน ที่มักจะแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา นับเป็ข้อดีของเขากระมัง นางชอบที่มีอะไรก็คุยกันเลย ไม่ต้องเก็บมาคิดหรือมาจิตนาการว่าเขาจะคิดอะไร ถ้าเป็แบบนั้นคงจะอึดอัดใจไม่น้อยเลยทีเดียว
"เ้าค่ะ ข้าเชื่อท่าน เรากำลังพูดถึงบิดาท่านพี่ไม่ใช่หรือเ้าคะ ทำไมถึงวกกลับมาเป็เื่ของเราได้ล่ะเ้าคะ ท่านพี่"
"พี่กลัวเ้าคิดมาก"
"ข้าไม่ใช่คนคิดมาก หรือจินตนาการเื่ที่ยังไม่เกิดขึ้นสักหน่อย ข้าไปพับผ้าต่อให้เสร็จก่อนนะเ้าคะ ท่านพี่จะนอนเลยหรือเปล่า"
หานหนานกงส่ายหน้า เม้มปาก หน้าขึ้นสีแดงจัด ปกติเขาก็เป็คนผิวขาวอยู่แล้ว พอป่วยไม่ได้ไปไหน บวกกับนางคอยดูแลอาบน้ำเช้าเย็น แล้วทาครีมบำรุงให้ ตอนนี้ผิวพรรณของเขาดีกว่านางอีก"พี่จะรอนอนพร้อมเ้า"
กุ้ยเหมยพยักหน้าอมยิ้ม"ถ้าอย่างนั้นรอสักครู่นะเ้าคะ เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว"
นางเร่งมือพับผ้าจนเสร็จ ก็เดินไปดับไฟ ห่มผ้าให้เขาแล้วก็เอนตัวลงนอนข้างๆหานหนานกง ที่นอนหงายมือประสานอกอยู่ ยังไม่ยอมหลับตา
"มีอะไรหรือเปล่าเ้าคะ ทำไมยังไม่นอน"
"พี่ขอจับมือเ้าได้ไหม?"
อันที่จริงเขาอยากกอดนาง แต่ก็จนใจที่ตัวเองไม่สามารถขยับได้ดังใจ จึงขอจับมือนางก็ยังดี วันนี้เขามีความสุขมากที่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ได้กินข้าว ได้หัวเราะกับครอบครัว ต้นเหตุของความสุขก็คือนางที่นอนอยู่เคียงข้างเขา
เขาอยากขอบคุณทุกอย่างที่ส่งนางมาอยู่ที่นี่ ไม่ว่านางจะเป็อะไรก็ตาม เขาขอเพียงว่านางจะไม่กลับไปยังที่ที่นางจากมาก็พอแล้ว
กุ้ยเหมยไม่ตอบแต่ส่งมือเล็กของตัวเองยื่นเข้าไปเกาะเกี่ยวประสานมือกัน มือของเขาให้ความรู้สึกอุ่นร้อน แล้วก็รู้สึกอบอุ่น ทั้งสองคนส่งยิ้มให้กันท่ามกลางแสงจันทร์ที่ส่องแสงลงมา
ใบหน้าของฝั่งตรงข้ามเลือนรางก็จริง แต่กุ้ยเหมยกลับััถึงความอบอุ่นมันชัดเจนยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น นึกไปแล้วนางกับเขาก็เริ่มที่จะเรียนรู้กันมากขึ้นทุกวัน ทั้งๆที่มีลูกแล้วคนนึง โชคชะตาบางทีก็ตลกดีเหมือนกันนะ ใครจะคิดว่าผู้หญิงอย่างนาง จะโผล่มาในสถานที่ที่ไม่รู้จัก แล้วยังมีลูกมีสามี ทั้งที่ไม่เคยมีประสบการณ์เื่นี้มาก่อนสงสัยเบื้องบนคงจะอยากประทานพร ไม่อยากให้นางต้องเสียเวลา จัดทั้งสองอย่างมาให้พร้อมเลยเพื่อชดเชยชาติก่อนกระมัง