ตอน 2 ห่วงรัก
"ฉันยังไม่เข้าใจอยู่ดี ทำไมฉันต้องทำตามคำขอของท่านด้วย ท่านเป็ทูตผู้วิเศษไม่ใช่หรอ งั้นก็เสกให้ตัวเองสมหวังซะสิ จะมาใช้ฉันทำไม" หลินอีตัวแสบรีบลุกขึ้น หวังเดินไปตามทางเดินเล็กๆเพื่อหาทางออก
"หยุดนะเ้าหนู!! ถ้ามันยากนัก งั้นก็ดูเองเถอะ!!" ชายแก่ผู้เป็ทูตเฝ้าห้วงมิติไม่รู้จะอธิบายยังไง เขาเสกให้หลินอีหลุดเข้าไปในโลกอีกใบ หรือเรียกว่าโลกมิติคู่ขนานนั่นเอง
2000 ปีก่อนคริสตกาล ณ จีนแผ่นดินใหญ่ ยุคที่หลายแคว้นรวมตัวก่อศึกชิงดินแดน แผ่นดินถูกแยกออกเป็สัดเป็ส่วน ปกครองด้วยาาแคว้นทั้งสอง ประกอบด้วย ชิงเป่ย มหานครแคว้นเหนือ และ เสียนอิง มหานครแคว้นใต้
ณ สกุลหยาง
"คุณหนูเ้าคะ ผ้าเช็ดหน้าลายดอกโบตั๋นผืนนี้งามเหลือเกิน "สาวใช้ประจำตัวคุณหนูใหญ่สกุลหยาง จีบปากจีบคอเอ่ยชมผู้เป็นาย
"แน่นอนว่ามันต้องงามที่สุด... ข้าตั้งใจใช้มันมอบให้จางอี้ฉาง... ว่าที่สามีของข้าในวันแต่งงาน" คุณหนูใหญ่หยางหลินอีพูดตอบด้วยสีหน้าอิ่มสุข
"คุณหนูเ้าคะ แต่เื่นี้... บ่าวเกรงว่านายท่านจะไม่เห็นด้วย"
"ช่างเถอะ... ท่านพ่อแยกข้ากับอี้ฉางไม่ได้หรอก รักของข้ามีให้เขาเพียงผู้เดียว" หยางหลินอี ไม่กังวลเื่นี้แม้แต่น้อย นางกลับใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเตรียมตัวเข้าพิธีแต่งงานที่ยังเลื่อนลอย นางค่อย ๆ วางเข็มปักร้อย ลงบนโต๊ะ ยกมือขึ้นเท้าคาง หลับตาพริ้มนึกถึงเื่ในอดีตที่แสนหวาน...
ย้อนไปเมื่อ 1 เดือนก่อน
รัชศกเติ้งกวานเดือนสอง ตรงกับวันมงคลของเมือง... ชาวแคว้นต่างออกมาใช้ชีวิตเฉลิมฉลองทั่วแดนดิน
แต่หยางหลินอีต่างจากผู้อื่น คุณหนูใหญ่ผู้เพียบพร้อมไปด้วยกริยาของผู้ดี ไม่ชอบความครึกครื้น... หลีกหนีความวุ่นวายของเทศกาลสี่มุมเมือง นั่งรถม้าฝ่ากลางเมืองเพื่อไปยังอารามหลวง
ทว่าระหว่างทางนั้น... รถม้าของนางกลับแตกหักอย่างไร้สาเหตุ ราวกับว่าเหตุการณ์ต่อไปนี้ถูกกำหนดให้เกิดขึ้น ดั่ง์สรรค์สร้าง
จางอี้ฉาง(พระรอง) จิบสุราเร้านารีชมทิวทัศน์บนหอคณิกาเยี่ยงกิจวัตรประจำวัน ระหว่างที่กำลังนัวเนียกับโฉมงาม... อี้ฉางกลับต้องสะดุดตาลง เมื่อเห็นหยางหลินอี สตรีผู้เลอโฉมย่างเท้าลงจากรถม้าที่ผุพัง
"โดดเด่นเหลือเกิน... แม่นางผู้นั้นเป็สตรีเรือนใด ช่างต้องตาสะกดใจข้านัก" จางอี้ฉางถึงขั้นรีบวางจอก ปัดมือนางคณิกาโฉมงามทั้งหลายให้ออกห่าง
จางอี้ฉางผู้นี้จะรอช้าได้หรือไร... เขาเร่งฝีเท้าลงจากหอคณิกา สวมบทบาทคุณชายเ้าคารม เข้าถามไถ่แม่นางหยางหลินอีผู้ได้รับความเดือดร้อน
"ไม่ทราบว่า... ข้าผู้น้อยจางอี้ฉาง พอจะช่วยเหลืออะไรแม่นางได้หรือไม่" อี้ฉางพูดจาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ยิ้มแย้มแจ่มใส สายตาแพรวพราว ประหนึ่งพ่อเสือหนุ่มเห็นกวางน้อย
"ขอบคุณคุณชายจางผู้มากน้ำใจ เห็นท่าว่าข้าคงไม่จำเป็ต้องรบกวนท่าน หลินอีเสียมารยาทแล้ว" หยางหลินอีพอจะได้ยินชื่อเสียงฉาวโฉ่ของเขาผู้นี้มาบ้าง นางเลือกไม่ขอรับน้ำใจ และกล่าวลาอย่างสุภาพ
"เอ๊ะ!! เหตุใดนาง!! ไม่หลงใหลข้า... " นี่เป็ครั้งแรกที่อี้ฉางถูกสตรีปฏิเสธ เขาบ่นพึมพำออกมาด้วยสีหน้าคับข้องใจ
"ดะเดี๋ยวก่อนแม่นาง... เหตุใดไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากข้า" อี้ฉางรีบเดินไปขวางหน้านาง ก่อนที่หลินอีจะเดินไปไกล
"คุณชายจางอี้ฉาง ผู้เลื่องลือว่าเป็คุณชายเ้าสำราญ ผู้เสพสุขท่องสตรีไม่หยุดพัก ข้าหยางหลินอี ไม่อยากรบกวนเวลาท่องสตรีของท่าน" หยางหลินอีพูดจาอย่างตรงไปตรงมา แม้ท่าทางของนางจะนอบน้อมก็ตาม แต่คำพูดของนางนั้นไซ้ ไม่ต่างอะไรจากการพูดเสียดสีอย่างไร้มารยาท
"แม่นาง... หากข้าเลิกเสเพลเพื่อเ้า... เ้าพอจะรับน้ำใจของข้าได้หรือไม่" อี้ฉางมีใบหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันที รู้สึกว่านางผู้นี้น่าสนใจนัก แตกต่างจากสตรีทั่วหล้าที่เขาเคยพบพาน
"นี่ท่าน..." หลินอีบีบมือแน่น...เพราะนางเริ่มรู้สึกประหลาดใจ ไม่คิดว่าชายเสเพลที่ใครๆต่างร่ำลือ จะกล้าเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อนาง
*สมัยนั้นสัจจะถือเป็เื่สำคัญ คนในยุคนั้นจะพูดจริงทำจริง หากบุรุษได้เอ่ยคำใดออกไปแล้วล่ะก็ ย่อมต้องทำให้ได้ และให้เป็ไปตามนั้น เพราะมีคติที่ว่า "เสียสัจจะให้ข้ายอมตายเสียยังดีกว่า" *
"เช่นนั้น... หลินอีคงต้องลำบากให้ท่านพาไปส่งที่อารามหลวงแล้ว..."หยางหลินอีพูดด้วยสีหน้าพึงพอใจ แตกต่างจากเมื่อครู่ที่ดันจะตีตัวออกห่างจากอี้ฉางอย่างเดียวเท่านั้น และแล้วนางก็ยิ้มอ่อนๆออกมา ก่อนจะเดินตามอี้ฉางขึ้นรถม้าคันใหม่
"แม่นาง... อารวมหลวงอยู่ห่างไกลเมือง อีกทั้งอยู่ในที่ทุรกันดาร เ้าจะไปสถานที่เช่นนั้นทำไมกัน" จางอี้ฉางสลัดมาดชายเสเพลเมื่ออยู่กับนาง เอ่ยถามด้วยถ้อยทีเปี่ยมมารยาท
"ข้าหยางหลินอีชอบธรรมชาติ ดอกไม้ใบหญ้าเป็ที่สุด ความสงบคือความสุข... ทุกปี... ในยามที่เมืองหลวงครึกครื้น ข้าจะไปที่นั่นเพื่อเสพสุขแห่งความสงบสุข... คนเช่นท่านคงไม่เข้าใจหรอก... " อี้ฉางนั่งฟังหลินอีอย่างตั้งใจ พวกเขาเริ่มพูดคุยกันมากขึ้นในขณะที่รถม้าเคลื่อนตัวไปตามเส้นทางที่ขรุขระ
ทว่าชะตาฟ้าลิขิตแล้วให้สาวงามมากมารยาท สุขสมรักกับหนุ่มเสเพลผู้เลื่องชื่อ... ระหว่างพูดคุยกันอย่างชมชอบ รถม้าสะดุดเข้ากับหินก้อนใหญ่...กระโจมหรูบนรถม้าสั่นคลอน ร่างเล็กของคุณหนูสกุลหยางพลิกล้มทับอ้อมกอดอันอบอุ่นของคุณชายจางอี้ฉาง ....เขาโอบกอดนางอย่างนุ่มนวล... วินาทีนั้นราวกับเวลาหยุดเดิน ทั้งสองจ้องตากันดั่งต้องมนตร์สะกด
"มะ แม่นาง... เ้าเป็อะไรหรือไม่..." หลังจากจ้องตากันจนพอ อี้ฉางพยายามประคองนาง พูดจาไถ่ถามตะกุกตะกัก บดบังความเขินอายไว้ไม่ได้ จนหลินอีจับสังเกตได้
"ฮึ ฮึ... " หยางหลินอีใช้มือเล็กๆปิดปาก หัวเราะเบาๆออกมา
"นี่เ้าหัวเราะข้า?" อี้ฉางสุดแปลกใจ
"ใช่... ท่าทางของท่านช่างน่ารักนัก ข้าไม่เคยเห็นบุรุษท่านใดเสียอาการมาก่อน ที่แท้ก็เป็เช่นนี้นี่เอง" หยางหลินอียิ้มหวานๆออกมา ท่าทีของนางก็ไม่ได้ต่างจากอี้ฉางมากนัก ทั้งสองต่างเขินอายกัน นั่นเป็จุดเริ่มต้นของรักแรกของกันและกัน
ณ อารามหลวงนอกเขตเมือง
"ขอบคุณคุณชายอี้ที่ให้ความช่วยเหลือ" หยางหลินอีขอบคุณด้วยใจจริง ในใจของนางตอนนี้มองอี้ฉางผิดไปจากเดิม จริงๆแล้วอี้ฉางก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรดั่งข่าวลือ
"แม่นางหยาง... จะเป็การรบกวนความสงบของเ้าหรือไม่... หากข้าจะแวะเวียนมาอยู่เป็เพื่อนเ้าที่อารามหลวงจนกว่าเ้าจะกลับเมือง" อี้ฉางรู้ใจตัวเอง เขารู้ดีว่าหยางหลินอีต่างจากผู้หญิงทั่วไป และเขาอยากได้นางมาเป็คู่ครอง อยากเปลี่ยนตัวเองให้เป็ชายที่ดีขึ้น เพื่อที่จะได้คู่ควรกับนาง
"หากท่านยินดี... ข้าหยางหลินอีไม่ขัดข้อง" พวกเขาอำลากันด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่อี้ฉางจะจากไปด้วยสีหน้าที่เปี่ยมสุข หัวใจของพวกเขาพองโตอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
ผ่านไปวันแล้ววันเล่า คุณชายเสเพลจางอี้ฉางไม่แยแสหอคณิกา ไม่้าลิ้มรสเหล้าแรง... เขา้าเพียงได้ใกล้ชิดนางอันเป็ที่รัก เฝ้าเวียนวนเยี่ยมเยือนอารามหลวง ขอพรเทพ...ััชีวิตที่แสนสุข พวกเขาร่วมจิบชาดี พูดคุยแลกเปลี่ยนกันถูกคอ เพียงไม่กี่วันรักแรกเริ่มก่อเกิดในใจ... นับวันมันยิ่งทวีคูณจนมิอาจมีสิ่งใดมาฉุดรั้ง
กระทั่งถึงวันที่คุณหนูใหญ่สกุลหยางต้องเดินทางกลับจวน... รถม้าคันใหม่จากจวนหยางมารอรับอยู่แล้ว
"จางอี้ฉาง... ข้าไม่อยากจากท่านเลย" หลินอีกอดชายที่รักแน่น... พวกเขาต่างมีใจรักใคร่ตรงกัน
"หยางหลินอี... เ้าไม่ต้องกังวล... ข้าจะไปสู่ขอเ้าแน่... ข้าสัญญา... ชาตินี้ข้าขอสาบานต่อหน้าพระองค์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ในอารามหลวง ข้าจางอี้ฉางขอแต่งกับหยางหลินอีผู้เดียวเท่านั้น..." หลังจากอี้ฉางพูดประโยคแสนหวานจบลง หลินอีรู้สึกสบายใจขึ้นมาก นางจูบลาชายที่รักอย่างดูดดื่ม... จำใจจากขึ้นรถม้าไปแต่โดยดี