ตอนที่ 40 งานวิจัยกับการตัดสินใจครั้งใหญ่
ในตอนเช้า ฉันเตรียมตัวเพื่อไปวิ่งออกกำลังกายตามเวลาปกติ โดยสวมกางเกงวอมเสื้อยืดและรองเท้าผ้าใบ พร้อมกับน้ำดื่มหนึ่งขวดกับนาฬิกาข้อมือ
มันเป็นนาฬิกาดิจิตอลธรรมดา ปกติฉันจะไม่สวมนาฬิกาแต่เติมซื้อให้ฉันและบอกว่าฉันควรสวมมันในเวลาออกกำลังกาย เพราะนาฬิกาเป็นสิ่งเดียวที่แสดงให้เห็นความก้าวหน้าอันน้อยนิดในการวิ่งแต่ละวันของฉัน ฉันจึงควรสวมมันไปด้วยเสมอ เพื่อชื่นชมกับความสำเร็จเล็กๆของตัวเองในแต่ละวันและสะสมมันเป็นกำลังใจ
ต้องบอกว่าทริคในทางจิตวิทยาเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ช่วยฉันไว้มาก บอกตามตรงหากไม่มีนาฬิกาฉันคงแทบไม่สามารถบอกความแตกต่างของการเหนื่อยในแต่ละวัน.. มันยากที่จะทำต่อหากสิ่งที่เรารู้สึกได้ในแต่ละวันคือความเหนื่อยล้า
แน่นอนว่ารูปร่างและกล้ามเนื้อของคุณจะเปลี่ยนไป แต่บอกตามตรง มันยากที่จะสังเกตุเห็นก่อนถอดใจ เพราะมันไม่สามารถวัดได้เป็นตัวเลขที่ชัดเจน ในขณะที่การดูนาฬิกา แม้ความเร็วในแต่ละรอบจะไม่เปลี่ยนใป แต่เรายังสามารถบอกได้ว่าเราเหนื่อยช้าลงหรือเร็วขึ้นเมื่อเทียบกับครั้งก่อน นาฬิกาจึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ฉันขาดไม่ได้เมื่อต้องออกกำลังกาย
เมื่อฉันเตรียมตัวเสร็จและเดินลงมาจากหอฉันพบกับนายเอิร์ธที่รอฉันอยู่ด้านล่าง.. เขารอพบฉัน
“พอจะมีเวลาคุยกันได้สักพักมั้ย..”
“แน่นอน..เรื่องซีเรียสเหรอ หน้านายดูเครียดๆนะ”
“พี่ผู้ชายที่มาส่งเธอเมื่อวาน.. เธอชอบเขาใช่มั้ย”
ฉันเงียบไป.. บอกตามตรงว่าฉันไม่คิดว่าจะเจอคำถามนี้จากนายเอิร์ธในตอนเช้า.. ที่จริงคือจากใครก็ตามไม่ว่าจะเวลาไหนฉันก็ไม่คิดว่าจะเจอคำถามนี้
“เคี้ยวอาจจะไม่รู้.. แต่เราชอบเธอนะ”
ระเบิดอีกหนึ่งลูกถูกทิ้งลงกลางสมองโล่งๆของฉัน.. เอาจริงดิ… นั่นคือสิ่งฉันคิด.. ฉันเงียบไปนานก่อนที่คำแรกที่ออกจากปากฉันจะทำให้ฉันตั้งคำถามกับตัวเองไปทั้งชีวิตว่า.. ‘ตูคิดอะไรอยู่วะ’
“ขอโทษนะ..”
“…ไม่เป็นไรหรอก…มันไม่ได้มีอะไรผิดถูกกับเรื่องแบบนี้..เราดีใจนะที่ได้รู้จักกัน.. เราไปส่งมั้ย.. เคี้ยวต้องไปวิ่งหนิ”
ฉันทำเพียงพยักหน้ารับเท่านั้น.. พวกเราไม่ได้คุยกันจนถึงสวนสาธารณะ ฉันรู้สึกว่านั่นเป็นช่วงเวลาที่เงียบมากแม้รถนายเอิร์ธจะเสียงดังมากก็ตาม ฉันไม่ได้โฟกัสกับการวิ่งเท่าใดนักในเช้าวันนั้น
ในตอนบ่ายเติมทบทวนบทเรียนวิชาอื่นๆของฉันในช่วงเรียนภาคฤดูร้อนให้ฉัน แม้จะไม่ใช่วิชาที่ยากเย็นอะไรแต่ฉันก็ควรจะทำให้มั่นใจว่าจะได้ A ในวิชาเหล่านี้
“เป็นอะไร.. อึไม่ออกเหรอ??”
“ฮาๆ.. ตลกจังเลย”
“มีเรื่องอะไร.. ”
“เมื่อเช้า..”
“เมื่อเช้า??”
“ฉันถูกสารภาพรัก”
“…จากเด็กข้างบ้าน??.. หรือว่าจากตัวเองในกระจก”เติมยังคงถามด้วยท่าทีแบบทีเล่นทีจริง
“จากผู้ชาย.. แบบผู้ชายจริงๆ”
“น่าสนใจ… แล้ว?? “
“ฉันคิดว่าฉันปฏิเสธไป.. “
“มีคนมาชอบก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่เหรอ.. มีอะไรให้ต้องเครียดจนต้องทำหน้าแบบอึไม่ออก”
“แค่รู้สึกว่าตัวเองโง่กว่าเดิม จากที่โง่อยู่แล้วยิ่งรู้สึกว่าโง่กว่าเก่าอีก.. แล้วก็รู้สึกเหมือนตัวเองอกหักยังไงก็ไม่รู้”
“แต่เธอเป็นฝ่ายปฏิเสธเขาไม่ใช่เหรอ.. ไปเอาความรู้สึกอกหักมาจากไหน”
“ไม่รู้.. ก็แค่.. รู้สึกแบบนั้น”
“เป็นอาการที่เข้าใจได้..”เติมคิดอย่างจริงจังสักพักก่อนตอบ
“ยังไง”
“สำหรับเธอหรือใครบางคนเรื่องแบบนี้อาจถือเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต.. ปัญหาอยู่ตรงที่เมื่อคนตัดสินใจครั้งใหญ่ เรามักจะคิดว่าเราตัดสินใจพลาดหรือเปล่า เราจะมีจินตนาการว่าถ้าเราทำอีกแบบล่ะ.. มันจะดีกว่านี้มั้ย ความคิดประเภทนี้จะทำให้ชีวิตคนคนหนึ่งพังหลังจากตัดสินใจครั้งสำคัญ ”
“แล้วฉันต้องทำยังไง”
“เธอก็ต้องมีอีกทางเลือกที่ทำให้เธอตัดสินใจแบบนี้อยู่แล้วใช่มั้ย.. แค่จริงจังกับมัน.. ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร.. ยึดมั่นและเต็มที่กับทางที่เธอเลือก.. มองแค่ความสุขเมื่อทางที่เธอเลือกเดินประสบความเร็จก็พอแล้ว.. เมื่อเธอเลือกแล้ว.. เธอก็มาไกลเกินกว่าที่จะยอมแพ้กับสิ่งที่เธอเป็นแล้ว.. ดังนั้นทำไมไม่ลองตั้งเป้าให้สูงขึ้นอีกหน่อยแล้วเต็มที่กับมันดูล่ะ” เติมพยาพยามพูดเพื่อให้ฉันสบายใจขึ้น
“ขอบคุณมากนะ.. ฉันคิดว่าฉันรู้ว่าต้องทำไง”
“ที่ฉันบอกเธอบางส่วนมาจากเพลง get lucky. ไปขอบคุณเพลงนั้นเถอะ”
“มันน่าจะเป็นเพลงที่ดี..ฉันคิดว่างั้น”
เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ยินชื่อเพลง get lucky ฉันพยายามหาและเปิดฟังจากนั้นซึ่งทำให้ฉันได้รู้ว่าฉันเคยฟังเพลงนี้และชอบเสียด้วย เพียงแค่ฉันไม่รู้ชื่อเพลงเท่านั้น..
หลังจากติวหนังสือเสร็จเติมไปส่งฉันทำงานที่ร้านพี่อ้อมที่แสดงสีหน้าเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัดเมื่อฉันไปถึง.. แม้ว่าฉันจะมีเรื่องให้คิดมากมายอยู่แล้วแต่ดูเหมือนว่าฉันจะมีเรื่องให้คิดเพิ่มอีกในคืนนี้
ฉันพยายามเรียบเรียงประโยคที่เติมบอกและจับใจความอีกครั้ง.. และค่อนข้างประหลาดใจและมีความสุขเล็กๆเมื่อรู้ว่าฉันต้องทำอะไร..
เติมพูดถูก.. แค่คิดว่าอีกทางเลือกของฉันสมหวัง.. ประสบความเร็จ.. ฉันก็มีความสุขมากแล้ว.. ฉันไม่รู้ว่าฉันจะเต็มที่ได้แค่ไหนกับความนับถือตัวเองที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินนี้.. แต่ฉันคิดว่าฉันคงต้องพยายามให้ดีที่สุดในแบบของฉัน ยังไงพวกขี้แพ้แบบฉันก็มีความสุขที่ได้ฝันมากพออยู่แล้ว ความจริงคงจะเป็นเรื่องที่โหดร้ายเสมอ.. และนั่นก็ไม่ได้ต่างจากเดิมมากนัก.. ไม่ว่าทางที่ฉันเลือกจะจบแบบไหนในความเป็นจริง.. ฉันจะยังคงมีความสุขในฝันและอย่างแย่ที่สุด.. มันก็แค่เหมือนเดิมในความเป็นจริง
ฉันกลับมาถึงหอพักในคืนวันนั้นหลังทำงานที่ร้านอาหารของพี่อ้อมเสร็จ .ที่ร้านเริ่มซบเซาลงอย่างชัดเจนจากเมื่อก่อน.. แม้แต่ร้านเหล้าที่อยู่ใกล้มหาลัยก็ยังเริ่มได้รับผลกระทบ
ฉันเปิดทีวีและเลื่อนบราวเซอร์บนสมาร์ทโฟนเพื่อเช็คฟีดข่าวใน facebook เพื่อติดตามข่าวสารและเช็คการแจ้งเตือนทั้งหมด..
ในตอนนี้มีการพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นและเริ่มมีการพบผู้ติดเชื้อกระจายไปหลายจังหวัด.. ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ยังระบุไทม์ไลน์ของตัวเองได้อย่างชัดเจน แต่นั่นยิ่งสร้างความตื่นตระหนกเป็นวงกว้าง… ผู้คนเริ่มกลัวการออกจากบ้าน พื้นที่สาธารณะมีผู้คนลดลงอย่างเห็นได้ชัด.. และแน่นอนหลายธุรกิจเริ่มได้รับผลกระทบ
ในปัจจุบันเริ่มมีการรณรงค์ให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยและเริ่มมีการพูดคุยถึงข้อบังคับและมาตรการรับมือในเชิงการออกกฎหมายไปพร้อมกับขอความร่วมมือจากประชาชน
แผนของการตั้งหน่วยงานรับมือเรื่องดังกล่าวเริ่มปรากฎให้เห็น.. จากความประมาทของภาครัฐ มาถึงความวิตกกังวลของประชาชน
ฉันเช็คเงินที่เหลือในบัญชีและในกระเป๋าเพราะเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย เงินที่ได้ระหว่างทำงานจึงไม่มากเท่ากับงานประจำ และมีค่าใช้จ่ายตลอดเวลาในการเรียน เงินฉันจึงเหลือเพียงพอให้อยู่เพียงหนึ่งเดือนเท่านั้นแม้ใช้จ่ายแบบประหยัดสุดๆก็ตาม.. ฉันจะได้เงินอีกอย่างน้อยหนึ่งเดือนจากงานที่ร้านพี่อ้อม.. แต่ถ้าไม่ได้ทำงานต่อไป.. ฉันคิดว่าการเก็บเงินก้อนนั้นแล้วกลับบ้านเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด.. การแพร่ระบาดในเมืองยังไงก็น่าจะรุนแรงกว่าบ้านนอกมาก หวังว่าการแพร่ระบาดจะไม่เลวร้ายไปกว่านี้้.. ในตอนนี้นั่นเป็นความหวังลึกๆของฉัน
*นี่เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นข้อมูลและช่วงเวลาต่างๆไม่ได้อ้างอิงกับการแพร่ระบาดจริงแต่อย่างใด*