หงส์กลางใจอสุรา

    ตอนที่ 37 ผ่าตัดสำเร็จ


            อู๋เสี่ยวหรันที่ยืนมองอยู่ด้านนอก เมื่อเห็นว่าหมอทั้งสามคนของนางสามารถปรับทัศนคติไปในทิศทางที่ดีแล้ว นางจึงปล่อยให้พวกเขาทำงานต่อไปหันหลังเดินออกไปยังห้องพักของเฉิงอ๋อง 

            เป็นเพราะเขาได้ดื่มยาบำรุงมาอย่างเต็มที่ตอนนี้จึงมีสติเต็มเปี่ยมและสามารถตื่นขึ้นมานั่งพูดคุยเป็นเวลานานได้แล้ว 

            “ตอนที่ท่านไม่อยู่ข้าได้สร้างหมู่บ้านที่นอกเมืองหลวงไว้แห่งหนึ่ง”

            “อืม หลี่จวิ้นเล่าให้ฟังแล้วล่ะ”

            “ข้าเคยคิดว่าการอยู่แบบสามัญชนเช่นนั้นช่างดูทุกข์ยากลำบากตื่นมาก็คิดเพียงว่าวันนี้จะทำงานอะไรและ จะหาเงินได้จากที่ไหน ทำงานตั้งแต่เช้าจรดเย็นเพื่อเงินเพียงไม่ถึงตำลึงด้วยซ้ำแต่เมื่อข้าได้ไปสัมผัสชีวิตของชาวบ้านที่นั่นจริง ๆกลับพบว่าการไม่มีลาภยศสรรเสริญ ไม่มีเรื่องให้ต้องกังวลมากไปกว่าเรื่องของปากท้องขอเพียงกินอิ่มและมีที่หลับนอนอบอุ่นเท่านี้ก็ถือว่าเป็นความสุขได้แล้ว…. อ่านี่ข้าพูดเรื่อยเปื่อยอีกแล้ว”

            อู๋เสี่ยวหรันเพียงรู้สึกว่าโม่เสวี่ยเยวียนคนนี้ช่างเป็นผู้ฟังที่ดียิ่งนักนางจึงเผลอพูดเรื่องราวต่าง ๆ ไปมากมาย 

            “พูดมาสิข้าอยากฟัง วัน ๆ ฟังแต่เรื่องการทหารการเมืองข้าเองก็เบื่อมากเช่นกัน”

            หลังจากนั้นภายในห้องก็มีเสียงพูดคุยของคนทั้งสองดังแว่วมาไม่ขาดสายแต่ส่วนใหญ่จะเป็นเสียงของอู๋เสี่ยวหรันมากกว่าส่วนโม่เสวี่ยเยวียนนั้นตอบรับเป็นบางครั้ง และให้ข้อเสนอแนะเป็นบางคราวเท่านั้นเพราะตอนนี้เขากำลังอยู่ในช่วงของการงดน้ำและอาหารตามคำสั่งของซุนหนี่จึงต้องพูดให้น้อยเข้าไว้ 

            และแล้วเหลียนฮวาก็มาบอกกับคนทั้งคู่ว่าถึงเวลาที่จะต้องเข้าไปในห้องปลอดเชื้อสำหรับการผ่าตัดครั้งนี้แล้วถึงแม้ว่าคำศัพท์ที่เหลียนฮวาใช้จะไม่เข้าใจความหมายทั้งหมดอยู่บ้าง แต่รวม ๆ แล้วก็ยังถือว่าเข้าใจได้

                หลังจากที่ส่งเฉิงอ๋องเข้าไปในห้องผ่าตัดแล้วภายในห้องนั้นมีเพียงหมอทั้งสามคนและตัวของเฉิงอ๋องเท่านั้น คนอื่น ๆ ถูกกันเอาไว้ด้านนอกรวมถึงอู๋เสี่ยวหรันด้วย

                การผ่าตัดใช้เวลายาวนานกว่าที่คิดด้วยความเบื่อหน่ายและจิตใจที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอู๋เสี่ยวหรันคิดว่าคงเป็นเพราะการที่นางนั่งอยู่เฉยมากเกินไปดังนั้นใจจึงเต้นตึกตักไม่เป็นจังหวะ ทำให้หายใจไม่สะดวก

                หลังจากที่นั่งรอเกือบหนึ่งชั่วยามในที่สุดอู๋เสี่ยวหรันก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป นางลุกขึ้นและเรียกให้ทหารเฝ้ายามคนเดิมที่เคยพานางไปชมการฝึกยิงธนูให้นำทางเดินชมรอบ ๆ ค่ายทหาร 

                “คุณชายขอรับหากมีเพื่อนทหารถามว่าท่านเป็นใครจะให้ตอบพวกเขาว่าอย่างไรดีขอรับ” 

            “เจ้าอยู่ดูแลข้ามาตั้งหลายวันแล้วยังไม่รู้ชื่อของเจ้าเลย” 

            อู๋เสี่ยวหรันตอบกลับเขาด้วยคำถาม 

            “ข้าน้อยแซ่จางมีนามว่าซ่งคำเดียวขอรับ”

            “เสี่ยวซ่งเจ้าก็บอกพวกเขาว่าข้าเป็นหนึ่งในองครักษ์ของท่านอ๋องก็ได้”

                “ขอรับคุณชาย”

                เดินอยู่ไม่นานพวกเขาก็ผ่านจุดที่ทหารใหม่กำลังฝึกฝนการวิ่งโดยมีเครื่องถ่วงน้ำหนักที่คาดว่าน่าจะเป็นถุงทรายผูกติดไว้กับเอว 

                อู๋เสี่ยวหรันเพียงยืนมองอยู่ชั่วครู่จากนั้นนางก็ให้เขาพาไปยังสนามฝึกยิงธนู นางต้องการปลดปล่อยอารมณ์ออกมาบ้าง 

                “สนามฝึกยิงธนูนี้ปกติจะใช้สำหรับการซ้อมรบขนาดเล็กและเป็นทหารเก่าหรือนายกองที่จะมาใช้กันส่วนทหารใหม่จะฝึกกันอยู่อีกด้านของภูเขาขอรับ ที่ตรงนี้ท่านสามารถทดลองยิงเป้าได้เวลานี้น่าจะไม่มีใครใช้งานขอรับ”

                หลังจากที่นายทหารแซ่จางเข้าไปบอกกล่าวบางอย่างกับทหารยามเรียบร้อยแล้วเขาก็พยักหน้าให้นางเข้าไปด้านใน 

                ตามจริงแล้วสนามนี้ไม่ได้มีกำแพงสูงอะไรเป็นเพียงรั้วไม้สูงประมาณเอวของชายฉกรรจ์เท่านั้น สามารถมองเห็นด้านในได้ที่นั่นมีเป้ายิงธนูที่ทำมาจากไม้และฟางข้าวมัดเป็นเกลียวและยังมีเป้าที่ห้อยอยู่บนหลักไม้สูง และมันยังแกว่งไกวไปมาตามสายลมอีกด้วย 

                จางซ่งเป็นผู้ดูแลที่ดีมากนอกจากนำทางอธิบายสถานที่แล้วเขายังเตรียมอุปกรณ์สำหรับใช้ยิงธนูให้กับอู๋เสี่ยวหรันโดยไม่ได้สนใจทหารบางกลุ่มที่กำลังใช้สถานที่อยู่เช่นกัน 

                ระหว่างที่อู๋เสี่ยวหรันกำลังสำรวจอุปกรณ์และตรวจสอบความแข็งแรงของพวกมันอยู่นั้น ก็มีเสียงจากนายทหารตะโกนถามจางซ่งโดยไม่เกรงใจนางที่กำลังยืนอยู่สักนิด 

                “เฮ้! จางซ่งเขาเป็นเจ้านายจากที่ไหนกัน หน้าขาวราวหิมะดูแขนเล็ก ๆ นั่นสิจะยกคันธนูไหวหรือ”

                “หนิวหนีเจ้าประเมินสูงเกินไปแล้วอย่าพูดถึงคันธนูเลยแม้แต่ลูกธนูเหล็กก็คงยกไม่ขึ้นแล้ว”

            “ฮ่า ๆ ๆ”

            ตามมาด้วยเสียงหัวเราะครืนจากทหารที่ดูไม่มีมารยาทเหล่านั้น 

            จังหวะนี้เองที่อู๋เสี่ยวหรันยกคันธนูขึ้นหยิบลูกธนูเหล็กที่มีน้ำหนักมากกว่าหนึ่งจินขึ้นมาสามดอก น้าวสายธนูขึ้นมาสุดแขนจากนั้นก็ปล่อยธนูดอกแรกออกไป 

            “ฟิ้ววววว…. ปึก”

            และยังยิงธนูออกไปอีกสองดอกติด ๆ กันด้วยความรวดเร็วที่มองแทบไม่ทัน

            “ปึก ปึก”

            ธนูทั้งสามดอกที่ถูกยิงออกไปนั้น พุ่งไปหาเป้าบนหลักไม้สูงที่กำลังแกว่งไกวอยู่อย่างมั่นคงและยังปักเข้าตรงกลางที่เป็นจุดสีแดงทุกดอกเมื่อมองดูให้ดีลูกธนูพวกนั้นยังทะลุออกไปอีกด้านมากเกินกว่าครึ่งแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของมันด้วย

            เฮือกก!! …..เสียงลมหายใจสะดุดของทุกคนที่เฝ้ามองการกระทำของชายตรงหน้าด้วยความขำขันเมื่อครู่ ตอนนี้พวกเขาตกตะลึงอ้าปากค้างจนแทบจะยัดไข่ต้มเข้าไปได้ นอกจากนี้แต่ละคนยังรู้สึกเสียวสันหลังวาบขนตามคอและหัวของเขาลุกตั้งชันไปหมด 

            จางซ่งหลังจากที่ตกตะลึงเหมือนคนอื่น ๆ แล้ว เขากลับยกยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจราวกับว่าเป็นตัวเขาเองที่ได้ลบล้างคำดูถูกดูแคลนเมื่อครู่ไป 

            “คุณชายอู๋เก่งมากขอรับท่านยิงธนูเหล็กขึ้นไปบนเป้าที่แกว่งไปมานั้นได้อย่างไรแถมยังเข้ากลางเป้าทุกดอกอีก”

            จางซ่งแทบจะโห่ร้องออกมาวิ่งจากจุดวางอุปกรณ์เข้าไปหาอู๋เสี่ยวหรันทันที

            “หากเจ้าเข้าใจหลักการและวิถีแห่งลมเจ้าเองก็สามารถทำได้เช่นกันหากมีเวลาข้าจะสอนให้” 

            อู๋เสี่ยวหรันตอบเขา 

            ตอนนี้เองที่ทหารคนอื่น ๆ เดินเข้ามาใกล้ ๆ พวกนางทั้งสองจางซ่งเห็นดังนั้นก็ขยับไปบังด้านหน้าของอู๋เสี่ยวหรันเอาไว้ 

            “หัวหน้าหน่วยหวังพวกท่านอย่ามีเรื่องกันเลยนะคุณชายอู๋ท่านนี้เขาเป็นองครักษ์คนสนิทของท่านอ๋องมาพักที่ค่ายของพวกเราเป็นการชั่วคราว นะ นะขอรับ”

            เขาตอบกลับทหารรูปร่างกำยำและมีกันนับสิบคนด้วยเสียงที่สั่นเล็กน้อยอู๋เสี่ยวหรันเองสังเกตเห็นว่าแขนที่เขากางออกนั้นก็สั่นด้วยถึงจะกลัวแต่เขาก็ยังไม่ได้หลบหนีไป 

            แต่กลับไม่ได้เป็นไปอย่างที่จางซ่งคิดเพราะครั้งนี้พวกเขาไม่ได้มาพร้อมคำเยาะเย้ยถากถางเหมือนเมื่อครู่อีก

            “นี่เจ้าเห็นพวกข้าเป็นคนอย่างไรกันจางซ่ง”  

            ชายที่น่าจะเป็นผู้นำของกลุ่มนี้พูดขึ้นจากนั้นเขาก็หันมามองหน้าของอู๋เสี่ยวหรัน ยกมือทั้งสองข้างขึ้นคารวะ 

            “ฝีมือของคุณชายร้ายกาจยิ่งนักเมื่อครู่พวกเราเสียมารยาทไปต้องขออภัยด้วยคุณชายได้โปรดอย่าถือสาคนไม่รู้ความอย่างพวกเราเลยนะขอรับ”

            เมื่อเห็นว่าเขาขออภัยนางด้วยความจริงใจอู๋เสี่ยวหรันเองก็ไม่ได้อยากจะเอาความตั้งแต่แรกอยู่แล้วนางใช้มือสะกิดแขนของจางซ่งให้เขาเอามือลงและขยับออกไปด้านข้าง 

            “ท่านคงเป็นหัวหน้าหน่วยหวังที่เสี่ยวซ่งเรียกเมื่อครู่สินะ”

            “ถูกต้องขอรับ”

            “ข้าไม่ถือสาหาความพวกท่านอยู่แล้วเพียงแค่รู้สึกเบื่อหน่ายจึงได้มาขออาศัยสถานที่ของพวกท่านได้ปลดปล่อยเท่านั้นหากมิรังเกียจพวกเรามาแลกเปลี่ยนฝีมือกันดีหรือไม่”

            “ยินดี ๆขอคุณชายโปรดชี้แนะด้วยขอรับ”

            หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้ร่วมกันฝึกซ้อมการยิงธนูร่วมกันและเป็นการแข่งขันไปในตัวอีกด้วย เพราะจางซ่งได้มากระซิบบอกกับนางว่าหัวหน้าหน่วยหวังคนนี้เมื่อปีกลาย เขาสามารถคว้ารางวัลอันดับต้น ๆ ของการยิงธนูและการใช้หมัดมวยอีกด้วยและฝีมือของเขาก็สมกับราคาคุยจริง ๆทำให้อู๋เสี่ยวหรันสนุกจนลืมความรู้สึกหน่วง ๆในใจเมื่อครู่ไป

            เมื่อเสียงในสนามยิงธนูเริ่มดังขึ้น ทหารคนอื่น ๆที่ว่างเว้นจากการฝึก หรือคนที่อยู่ในช่วงเวลาพักก็เริ่มทยอยมามุงดูการแข่งขันเล็ก ๆ นี้มากยิ่งขึ้น 

            “เจ้าดูคุณชายคนนั้นสิเห็นว่าเป็นองครักษ์ของท่านอ๋องด้วยล่ะฝีมือร้ายกาจนักเขายิงธนูไม่เคยพลาดเป้าเลยสักครั้ง”

            “แน่นอนสิเขาเป็นถึงองครักษ์ของท่านอ๋องเลยนาจะให้ฝีมืออ่อนด้อยอย่างเจ้าหรือ”

            “นี่เจ้าดูถูกข้าอย่างนั้นเหรอแต่ก็จริงอย่างที่เจ้าว่านั่นล่ะ หากเทียบฝีมือของข้ากับเขาคนนั้นแล้ว...เฮ้อ”

            “หากท่านอ๋องยอมให้เขาคนนี้ชี้แนะพวกเราก็ดีสิ”

            “เขาเป็นองครักษ์ของท่านอ๋องก็หมายความว่าต้องติดตามท่านอ๋องหาใช่ครูฝึกไม่”

            เกิดเสียงพูดคุยอื้ออึงอยู่รอบ ๆ ตัวของจางซ่งล้วนแล้วแต่เอ่ยถึงความเก่งกาจของคุณชายอู๋ทั้งนั้น ยิ่งเขาได้ฟังอกก็ยิ่งตั้งตรงคางก็ยิ่งเชิดสูงด้วยความภูมิใจ 

            อู๋เสี่ยวหรันได้ออกแรงจนเหนื่อยหอบอีกอย่างก็สมควรแก่เวลาที่ต้องกลับไปยังพักเพราะตอนนี้การผ่าตัดอาจจะจบลงแล้วก็ได้ 

            หลังจากได้ร่ำลาเหล่าทหารที่คอยตามตื๊อให้นางช่วยชี้แนะการยิงธนูเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองคนจึงเดินทางกลับไปยังเนินเขาที่อยู่อีกด้านทันที

            เมื่อเข้าไปด้านในก็พบหลี่จวิ้นกำลังเดินไปมาท่าทางดูเป็นกังวลเหมือนกับก่อนที่นางจะออกไปเดินสำรวจค่ายอย่างไรอย่างนั้น

            “หลี่จวิ้นพวกซุนหนี่มีใครออกมาบอกอะไรบ้างหรือยัง”

            “เมื่อครู่เหลียนฮวาออกมาบอกว่าใกล้จะเรียบร้อยแล้วขอรับตอนนี้กำลังเย็บแผลอยู่”

            หลี่จวิ้นกลืนน้ำลายเหนียวลงคอเมื่อนึกถึงถังที่เต็มไปด้วยน้ำสีเลือด ที่เหลียนฮวายกออกมาเมื่อครู่ 

            “อืมเข้าใจแล้ว”

            พูดจบอู๋เสี่ยวหรันก็เดินไปยังห้องของนางอาบน้ำชำระร่างกายผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่จากนั้นก็มานั่งรออยู่ที่หน้าห้องผ่าตัด มองหลี่จวิ้นเดินวนไปมา

            “หลี่จวิ้นข้าขอร้องหยุดเดินแล้วมานั่งเถิด เจ้าดูหญ้าตรงที่เจ้าเดินเหยียบไปมาสิ มันเฉาตายหมดแล้วอีกอย่างเจ้ากำลังทำให้ข้ารู้สึกเวียนหัว”

            ระหว่างที่พูดไปนางก็ใช้นิ้วโป้งและนิ้วกลางนวดขมับของตนเองไปด้วย 

            เสียงเปิดประตูด้านหลังดังขึ้นตามมาด้วยซุนหนี่ที่เดินออกมาหาอู๋เสี่ยวหรัน

            “การผ่าตัดสำเร็จแล้วเจ้าค่ะตอนนี้ท่านอ๋องปลอดภัย แต่ยังต้องให้นอนในห้องนี้ก่อนชั่วคราว”

            พูดจบซุนหนี่ก็แข้งขาอ่อนทรุดตัวนั่งลงกับพื้นทันที

            “เจินเจิน ..... ทำใจดี ๆ ไว้ข้าจะพาเจ้าไปนอนพัก”

            อู๋เสี่ยวหรันรู้อยู่แล้วว่าหลังจากนางรักษาคนทุกครั้งจะเสียพลังกายไปมาก ครั้งนี้คงจะหนักหนาสำหรับนางมาก