บทที่ 27: ล้มเหลว
ศาลาการประชุมที่ไม่เคยมีใครมานั่งเลยบัดนี้มีคนนั่งอยู่เกือบเต็ม
อรุโณทัยเรียกหน่วยลาดตระเวนทั้งหน่วยและพวกครูฝึกรุ่นใหม่มาพูดคุยกันอย่างจริงจังครูฝึกจากหน่วยป้องกันบาเรียที่รอดมาได้คนหนึ่งนั่งแยกจากเด็กๆ หน่วยลาดตระเวนนอกจากกลุ่มที่ออกไปลาดตระเวนประจำก็มีกลุ่มสามคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่นั่งเรียงกันหน้าเครียด
เหล่าคนที่ได้ชื่อว่าเก่งที่สุดของบาเรียนั้น...
ฮิบิคิทำหน้าบอกบุญไม่รับอึนริวนั่งหน้ามึนๆ ลอร์น่าสั่นขาไม่หยุด ส่วนนิชพรเหมือนจะตั้งใจฟังแต่ไม่รู้ว่าความคิดหลบไปอยู่ที่ไหน อุลริกเหมือนใกล้จะหลับเต็มทีซิลเวสเตอร์ก็พูดฉอดๆ เื่ไร้สาระ ส่วนลัคนา...
เด็กสาวนั่งก้มศีรษะมือประสานไว้บนตัก ผมม้าบังมองไม่เห็นสีหน้า
หัวหน้าสาวหันไปขอแรงสนับสนุนจากหยางและประกายมาศทั้งสองตบบ่าเธอเหมือนปลอบใจ
“นายซิลล่ะ หุบปากก่อนเราจะพูดเื่สำคัญกัน” อรุโณทัยกระแอมไอเสียงดัง หนุ่มผมดำจึงยอมสงบปากสงบคำ
“ก็ไม่พ้นเื่ที่ฉันพูด...?”อุลริกพูดดัก
“ถูกแล้วเราจะมาปรึกษากันว่าจะเอายังไงต่อ... ที่อธิบายไปรอบก่อนหน้านี้คงจะรู้แล้วสิว่าสองข้อมูลนี้เอามาประกอบกันได้”เธอพูดถึงเื่ที่อุลริกพูดกับสิ่งที่ได้รู้มาจากเมืองของผู้เล่น
“หมายความว่า...รินคำที่เป็ ‘อัลฟ่า’ กับลัคนาที่เป็ ‘กุญแจ’ มีสิทธิ์จะได้เกิดเป็ผู้เล่นอย่างนั้นเหรอ? แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการปลดปล่อยพวกเราล่ะ?”ฮิบิคิเท้าคาง เห็นได้ชัดว่าไม่สบอารมณ์กับทฤษฎีพล่อยๆ ของอรุโณทัย
“คืออย่างนี้ ขอโทษนะลัคนาแต่ฉันคิดว่า ถ้าเธอได้เป็ผู้เล่น พวกเราอาจจะได้อะไรขึ้นมาบ้างก็ได้...พูดตรงๆก็...”
“พวกเรารู้ั้แ่แรกแล้วค่ะว่าหัวหน้าจะทำอย่างนี้ให้ลัคนาตายเพื่อประโยชน์ส่วนรวม” นิชพรพูดเสียงเรียบ“และพวกเราจะคัดค้านจนถึงที่สุด”
เด็กสาวที่ถูกกล่าวถึงยังนั่งเงียบ
“ยังมีอีกเื่ที่หัวหน้าลืมไป”อุลริกยิ้ม เขาเท้าคางแล้วตวัดสายตาขึ้นมองหัวหน้าสาวเหมือนกำลังหยั่งเชิงดวงตาฉายแววเย็นเยียบเหมือนตอนที่เพิ่งตื่นขึ้น “...เสียงนั้นบอกใช่ไหม ว่ารินคำคนนี้ไม่ใช่คนเดิมสรุปแล้วถ้าหากกลายเป็ผู้เล่นแล้วนา...อาจจะหักหลังพวกเราก็ได้”
ลัคนาเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มพอสังเกตเห็นสายตาของเธอเขาก็ขยิบตาให้
“ฉันอยู่ข้างเธอนะ Herzchenยังไงฉันก็ไม่ชอบเื่แนววีรบุรุษสละชีวิตกู้ชาติอยู่ดี”
“นั่นก็เป็ความเป็ไปได้อย่างหนึ่ง”อรุโณทัยพูดต่อโดยไม่สะทกสะท้าน ทำเป็หูทวนลมกับสิ่งที่อุลริกพูดกับลัคนา
“ยอมไม่ได้ล่ะ! นาจะตายเปล่าไม่ได้!” ซิลเวสเตอร์ค้านเสียงแข็ง“การให้พวกพ้องมาห้ำหั่นกันเองเป็เื่ยอมไม่ได้!”
“ที่เราพูดมาแค่เดามั่วๆ เท่านั้นแหละน่า”ฮิบิคิเอามือไปตบหัวเด็กหนุ่มดังปั้กจนเขานั่งหน้าจ๋อย
สุดท้ายแล้วนี่ก็เป็การประชุมที่หาข้อสรุปไม่ได้อีกครั้ง
“สรุปแล้วเราจะไปไหม? ถ้ำน่ะ ถ้ำ” ลอร์น่าถามขึ้นตอนที่ทุกคนกำลังจะแยกย้ายกันไปนอน
“...ฉันจะไปค่ะ...” ลัคนาพูดเบาๆทำให้เด็กสาวที่เพิ่งถามเบิกตาโต
“อะ...พูดจริงเหรอ?ทั้งที่...เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะตอบคำถามของเสือขาวได้รึเปล่า ใช่ไหมนิชพร?!”
“ใช่แล้วที่ฉันตอบได้ตอนนั้นแค่เผอิญนึกขึ้นมาได้นะ แต่ถ้าเจอคำถามอื่นขึ้นมา...”นิชพรเงียบไป “เดี๋ยวก่อน...ถ้าฉันล่ะก็ น่าจะตอบคำถามของเสือขาวได้”
“ว่าไงนะ?” อรุโณทัยหันขวับมาทันที
“เขาเคยเปรยเอาไว้หลายครั้งระหว่างฝึกเวลาฉันตอบไม่ได้เขาก็ตอบเล่นๆ ไปเรื่อยเปื่อย แต่ฉันจำคำตอบของเขาได้...จำได้ค่ะ! ถ้าให้ฉันเป็คนตอบคำถาม...”
“เข้าใจแล้วนิชพร” อรุโณทัยพยักหน้า“พรุ่งนี้เราจะได้คำตอบที่เรา้ามาตลอด อิสรภาพอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้วนะ”
...
“ได้ความว่ายังไงบ้าง โรเจอร์?”ซุยเร็นถามทันทีที่เขากลับจากการแอบฟังประชุมที่ศาลา
เขานั่งฟังอยู่ห่างๆ จนไม่มีใครสงสัยแต่เพราะอยู่ไกลอาจจะทำให้ตกหล่นบางคำพูดไปโรเจอร์เล่าความเท่าที่จำได้ให้ซุยเร็นฟัง พอดีโฮเซ่ก็เดินมา
“เท่ากับว่าโฮเซ่พูดถูกอีกเื่หนึ่งกุญแจจะหันมาทรยศพวกเราจริงๆและหน่วยลาดตระเวนก็ไม่คิดจะบอกพวกเราเมื่อได้อิสรภาพมาแล้ว” เด็กสาวเท้าเอว
“หน่วยทั้งหน่วยคัดค้านที่จะฆ่าลัคนาทั้งที่รู้แบบนั้นปกป้องคนผิดซะแล้ว” โฮเซ่ยกมือสางผมพลางแค่นหัวเราะ
“เราต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว โฮเซ่เวลาที่อรุโณทัยนัดไว้คือพรุ่งนี้” เด็กสาวผมยาวสลวยเริ่มเดินไปมาอย่างกังวล“คนที่นายไปคุยด้วยว่ายังไง?”
“พวกเขาบอกว่าตงิดใจมานานแล้วเหมือนกันถ้าไปเื่ที่เรารู้มาวันนี้กับพวกเขารับรองว่ายอมร่วมมือด้วยแน่ปัญหาอยู่ที่สองคนนั้น”
“อา ใช่ สองคนนั้น...”
“ไม่หรอกถ้าเราวางแผนโดยใช้สองคนนั้นให้เป็ประโยชน์ก็ไม่ยากอะไร”ซุยเร็นยิ้มเ้าเล่ห์เหมือนสุนัขจิ้งจอก เธอบอกเล่าแผนการที่วางไว้คร่าวๆ ให้สองหนุ่มฟัง
หลังพูดกันจบเรียบร้อยและกำลังจะแยกตัวโรเจอร์ก็พูดขึ้น
“นี่...ฉันมีประโยชน์รึเปล่า?”
คนฟังทั้งสองเลิกคิ้วแปลกใจ
“ถามทำไม?” โฮเซ่ย้อนแต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมตอบ คราวนี้คนที่พูดจึงเป็ซุยเร็น
“โรเจอร์ ฟังนะฉันไม่รู้หรอกว่าทำไมนายถึงดูถูกตัวเองนัก หรือก่อนตื่นขึ้นที่นี่นายเป็ใครมาจากไหนไปเจอเื่อะไรมา แต่นายเป็คนสำคัญสำหรับพวกเรามาก” เธอดึงแขนโฮเซ่มาควง“ดูอย่างฉันกับโฮเซ่สิ ทุกคนในบาเรียนี้แตกต่างกันอย่างสุดขั้วเทียบรูปร่างฉันกับโฮเซ่น่าจะชัดอยู่”
“ก็แหงล่ะ โฮเซ่ไม่ใช่ผู้หญิงนี่”เขาเอ่ยประชดจนซุยเร็นหัวเราะคิกคัก
“อย่างนั้นแหละ โรเจอร์ ไม่ต้องคิดมากแค่ผิวนายคล้ำกว่าชาวบ้านไม่ได้หมายความว่านายจะต้องตะเกียกตะกายทำตัวให้เสมอคนอื่นหรอกนะฉัน โฮเซ่ ทุกคนเห็นนายเป็เพื่อนทั้งนั้น ฉะนั้นมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ไม่สำคัญหรอก คุณค่าของคนไม่ได้วัดกันด้วยสิ่งนั้น”
“ที่เธอพูดนี่วกไปวนมาจนฉันตามไม่ทันแล้วนะเว้ย”เด็กหนุ่มผู้โดนควงแขนประท้วงซุยเร็นจึงผละออกแล้ววางมือบนไหล่ของโรเจอร์ที่ตอนนี้น้ำตาคลอเพราะความซาบซึ้ง
“ฉันคิดว่านี่เป็สิ่งที่ฉันอยากบอกตัวเองมาตลอดถ้ามันทำให้รู้สึกดีขึ้น ฉันก็มีความสุข”
เด็กสาวยิ้มเป็สีหน้าที่เห็นยากเมื่อไม่ได้อยู่ต่อหน้าคนอื่นๆ
โฮเซ่ไม่ได้พูดอะไรแต่ตบหลังหนุ่มผิวเข้มบอกสิ่งที่อยากบอกโดยไม่ต้องพูดสักคำ
สิ่งที่ทั้งสามคนนี้้าจะทำไม่รู้ว่าเป็สิ่งดีหรือไม่ แต่พวกเขารู้สึกว่ามันถูกต้อง
แต่เพราะต่างฝ่ายต่างเห็นว่าตัวเองถูกความขัดแย้งจึงเกิดขึ้น
...
“นี่เธอ!” ฮิบิคิไล่ตามลัคนาซึ่งเดินออกจากบ้านพักไปคนเดียวเธอหลบลอร์น่าออกมาได้ยังไงเขาก็ไม่รู้ แต่ตอนนี้ลัคนาไม่ยอมฟังเขาเลยสักนิด
“จะเดินไปไหน...ไม่เชื่อเหรอว่าฉันปกป้องเธอได้?”เด็กหนุ่มตามไม่ยอมลดละ
“...ไม่ใช่อย่างนั้นฉันแค่อยากจะ...หาที่สงบๆ อยู่คนเดียว”
ลัคนาหยุดตรงบ่อน้ำแล้วมองเงาสะท้อนของตัวเองในแสงสลัวยามค่ำคืน คนแปลกหน้าที่จ้องตอบมีใบหน้าอมทุกข์เสียเหลือเกิน
“...นะ...”
ฮิบิคิเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็เงียบ
เด็กหนุ่มถอนหายใจ มองแผ่นหลังของเด็กสาวที่ไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะตายหรือไม่ในอกของเขาเจ็บแปลบ เขากุมไว้แน่นจนเสื้อยับยู่ยี่...สถานที่นี้ทำให้เขานึกถึงอริส นึกถึงคำเตือนของเธอ
“ฮิจังรู้สินะว่าการรักใครในที่แบบนี้มันอันตรายแค่ไหน?”
“หยุดมันไว้ที่มิตรภาพเถอะนะถ้าไม่อยากเจ็บไปมากกว่านี้”
เด็กหนุ่มแสยะยิ้มดูถูกตัวเองยิ่งรักมากก็ยิ่งเจ็บมากเขาเชื่อว่าตัวเองไม่มีวันรักใครในสถานที่ซึ่งพร้อมจะพรากทุกอย่างไปจากเขาแล้วดูตอนนี้สิ...
ใจของเขาเ็ปเจ็บจนไม่รู้จะอธิบายออกมายังไง เขาคิดว่าจะปกป้องเด็กสาวคนนี้เอาไว้ให้ได้ความรู้สึกนี้เป็แค่ความห่วงใยเท่านั้น...
“...นา...”
ลัคนาหันหลังมาอย่างแปลกใจเธอยิ่งใมากขึ้นเมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มเริ่มมีน้ำเอ่อที่ขอบตา
“...ฮิบิคิ....?”
เขารีบใช้แขนเสื้อเช็ดมันออกไปมืออีกข้างคว้ามือของเด็กสาว ดวงตาสีม่วงจ้องเข้าไปในั์ตาสีเปลือกไม้เด็กหนุ่มทาบมือของลัคนาบนอกของเขา
“...นา...”เขาเรียกชื่อเธออีกครั้ง น้ำเสียงและแววตามั่นคงปราศจากความลังเล
“เชื่อใจฉัน”
เด็กสาวััหัวใจที่เต้นอยู่ได้มือของฮิบิคิร้อนผ่าว
ถ้านี่เป็เพียงความฝันมันเป็ความฝันที่เหมือนจริงมาก น้ำตาเ้ากรรมไหลออกมาอีกครั้งความลังเล...ความหวาดกลัว...ทุกอย่างเทออกมา
เธอรู้ว่าความรู้สึกที่เป็สาเหตุของน้ำตาคืออะไรความรู้สึกนี้ไม่ใช่ความอุ่นใจแบบการกุมมือกันหรือคำพูดอันอ่อนโยนแต่เป็เหมือนการเอายามาชโลมจิตใจ เป็ความอุ่นใจที่รู้ว่ามีคนเข้าใจความเ็ปของเธอ
ฮิบิคิไม่ชอบเห็นคนร้องไห้เขาเป็คนใจร้อนแถมยังไม่ใส่ใจคนอื่นนัก
แต่เขากลับยกนิ้วขึ้นปาดน้ำตาให้เธออย่างแ่เบา
“เชื่อใจฉันเถอะนะ”
...
มีคนดักรอเธออยู่บนชั้นสองของบ้านพักเด็กสาวจำได้ว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือซุยเร็น
“สวัสดีค่ะฉันมีเื่อยากจะถาม” เธอพูดโดยที่ลัคนายังไม่ทันได้ทักทาย “สตาร์ดัสต์เรล์มมีจริงหรือเปล่าคะ?”
ลัคนาตอบไม่ถูกไปพักหนึ่งพอได้สติแล้วก็พยายามพูดไม่ให้เธอเสียใจ
“ฉันเองก็ไม่รู้แน่ชัดหรอกค่ะแต่ว่า ฉันคิดว่าสตาร์ดัสต์ เรล์มมีอยู่จริง”
“ดีใจจังเลยถ้าอย่างนั้นช่วยบอกหน่อยได้ไหมคะว่าสตาร์ดัสต์ เรล์ม อยู่ที่ไหน ไปได้ยังไง?แล้วถ้าคุณตายพวกเราจะปลอดภัยใช่ไหม?” ซุยเร็นยิงคำถามต่อ
“เื่นั้นไม่มีใครรู้หรอก...”ใบหน้ายิ้มหวานจนผิดปกติทำให้ลัคนาเริ่มไม่สบายใจ
“เอ๋?ตลกดีนะคะ คุณเป็กุญแจ เวลาที่กุญแจพูดอะไรทุกคนก็เชื่อไปหมดเหมือนโดนสะกดจิตแต่พอคุณอุลริกพูดอะไรกลับมีแต่คนค้านทั้งที่เขาเป็คนแรกที่ได้ตื่นขึ้นถึงสองครั้ง”ซุยเร็นเก็บมือไว้ข้างหลัง ยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนคนฟังรู้สึกถูกคุกคาม“สิ่งที่คุณพูดเป็ความจริง แล้วคุณอุลริกโกหกเหรอคะ? คุณไม่ได้กำลังเก็บซ่อนอะไรจากพวกเราใช่ไหมคะ?”
“ฉันไม่รู้เื่...”ลัคนาพูดเสียงแห้ง ซุยเร็นหัวเราะเสียงสูงแล้วถอยไปแต่โดยดี
“ไม่รู้ก็ไม่เป็ไรค่ะถึงยังไงความลับก็ไม่มีในโลก” พูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้นเด็กสาวผมดำก็เดินลงบันไดไป
...
คนในบาเรียหลายคนตั้งคำถามกับหน่วยลาดตระเวนก็ไม่รู้ว่าจะตอบพวกเขาไปยังไงดี
“อย่างกับจะเริ่มากลางเมืองกับเราเลยน้า”ลอร์น่าบ่นพลางยืดเส้นยืดสาย นิชพรยืนอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้ากังวล
สุดท้ายพวกเขาก็ตัดสินใจไปถ้ำสนธยา
ตลอดทางลัคนาไม่ยอมพูดกับใครเลยอรุโณทัยสังเกตอาการของเธอแต่ไม่ได้พูดอะไร
ที่ผ่านมาอรุโณทัยพยายามเป็หัวหน้าที่ดีที่สุดการถูกคนอื่นๆตั้งคำถามทำให้เธอกดดันไม่น้อยความพยายามนี้เองทำให้อรุโณทัยตัดสินใจได้
ไม่ว่าจะต้องทำอะไรเธอจะไปถึงสตาร์ดัสต์ เรล์มให้ได้ แม้ว่าจะต้องแลกด้วยชีวิตของใครก็ตาม
ก่อนหน้านี้หยางมาคุยกับเธอเขาเป็คนที่อยู่ด้วยกันั้แ่วันแรกที่ลืมตาขึ้นบนโลกใบนี้ฉะนั้นถ้าใครจะรู้จักหัวหน้าสาวดีที่สุดคงหนีไม่พ้นชายหนุ่มผู้เคร่งขรึมคนนั้น
“้าจะทำอะไรกันแน่?”คำถามนั้นทำให้อรุโณทัยต้องคิดหลายตลบว่าหยาง้าจะสื่ออะไรกับเธอ
“ตามหาสตาร์ดัสต์ เรล์ม”
“แน่ใจเหรอว่ากำลังทำสิ่งที่อยากทำ?”
“พวกเราลังเลมาตลอดถ้าไม่ตัดสินใจอะไรสักอย่างก็ไม่มีทางก้าวไปไหนได้หรอกนะ้าจะบอกอะไรก็พูดมาตรงๆ เถอะ” หัวหน้าสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่“...คงจะอ่านออกแล้วสิว่าฉันกำลังลังเล ฉันสิไม่รู้จักหยางเลยสักนิด...”
“อรุณ...” เขามองเธอนิ่งๆ “อิสรภาพกับความปลอดภัยไม่ใช่สิ่งเดียวกัน”
...
หินในถ้ำสนธยาเรืองแสงแปลกๆพื้นผิวลื่นจนเดินลำบาก ข้างกายลัคนายังมีฮิบิคิอยู่ ระหว่างที่ก้าวเท้าในถ้ำสลัวๆลัคนาก็นึกถึงคำพูดที่เธอได้ยินก่อนหน้านี้นานมาก
การเสียสละอันยิ่งใหญ่จำเป็จะต้องเกิดขึ้นและท่านจะได้พบกับคำตอบ นั่นไม่ใช่คำโกหก
นั่นคือคำพูดของกวางปีศาจฟูรฟูรหนึ่งในปีศาจเลเมเกทันที่เกือบคร่าชีวิตของฮิบิคิไป
การเสียสละอันยิ่งใหญ่
สำหรับลัคนานั้นไม่มีการเสียสละใดยิ่งใหญ่ไปกว่าชีวิตอีกแล้วการตายของเพื่อนทุกคนโดยเฉพาะยูริจึงยังหลอกหลอนจนถึงบัดนี้
คำตอบเหรอ? คำตอบอะไร?
เธอรู้ว่าในหัวของแต่ละคนมีคำถามเป็ร้อยที่ไร้คำตอบ
ลัคนาแตะผืนน้ำเหมือนคราวที่แล้ววงแหวนสว่างจ้า
รู้ตัวอีกทีเสือขาวก็ร่อนลงมาอย่างสง่างาม
หางที่มีเพลิงสีท้องฟ้าสนธยาสะบัดไปมาอย่างครุ่นคิดมันนั่งอยู่บนผิวน้ำของสระสีมรกต ละอองสีขาวระยิบระยับยังลอยขึ้นฟ้าเช่นเดิม
“เราได้พบกันอีกครั้งเหล่าผู้คนแห่งบาเรียเอ๋ย”
“ไม่ได้พบกันนานนะคะ ดัสก์”
เสือขาวหรี่ตามองนิชพร สีหน้าเหมือนกำลังยิ้ม
“ไม่ได้พบกันนานสาวน้อยของข้าแต่ข้ามิปรารถนาให้เ้าเรียกนามแท้ของข้าต่อหน้ามนุษย์เหล่านี้แม้จะเป็กุญแจก็ตาม” ปากเอื้อนเอ่ยถ้อยคำด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม “มนุษย์เอ๋ยสิ่งใดกันที่พวกเ้าปรารถนาจนต้องกลับมาหาข้าอีกเป็ครั้งที่สอง?”
“...ความจริง” ลัคนาพูด
ก่อนที่เธอจะได้พูดอะไรต่อเสือขาวก็ผุดลุกขึ้น
“การบอกความจริงของเหล่าผู้คนแห่งบาเรียและสตาร์ดัสต์เรล์มเป็ข้อห้ามร้ายแรงที่บัญญัติโดยท่านผู้นั้นข้าไม่สามารถเติมเต็มความปรารถนาของเ้าได้”
“บอกข้อมูลไม่ได้แต่ชุบชีวิตคนได้?”ฮิบิคิยิ้มเหยียด “ท่านผู้นั้นอะไรนี่แปลกน่าดูเลยนี่”
“ท่านผู้นั้นที่ว่า คือใครคะ?”คราวนี้คนถามเป็นิชพร เธออยู่กับเสือขาวชั่วระยะหนึ่งไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน
“...พระเ้าของสตาร์ดัสต์เรล์ม”
สมองของทุกคนว่างเปล่าไปชั่วขณะ
สีหน้าของเสือขาวไม่มีทีท่าว่ากำลังล้อเล่น
“หนทางแห่งอิสรภาพของพวกเ้าเป็ไปไม่ได้ท่านผู้นั้นปรารถนาให้พวกเ้าดิ้นรนตราบเท่าที่ยังมีชีวิตบนโลกนี้ดิ้นรนเหมือนแมลงที่ถูกจับไว้ในไห”
ก่อนที่ใครจะทำอะไรวงเวทก็สว่างวาบขึ้นบนผิวน้ำแสงจ้าจนมองไม่เห็นไปชั่วขณะ
เสือขาวจมลงในบ่อมรกตเสียดื้อๆ
“พระเ้า...?” อรุโณทัยเอามือก่ายหน้าผากอะไรกัน...เธอไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าตัวตนนั้นคืออะไร
“............”
ลัคนาคิดว่าฮิบิคิจะะเิอารมณ์ออกมาอีกแต่เขากลับยืนนิ่ง
กุญแจไม่มีปฏิกิริยาอะไร
นิชพรขยับเป็คนแรก เธอวิ่งตรงไปยังบ่อที่เต็มไปด้วยแท่งคริสทัละโเรียกชื่อของเสือขาวอย่างเอาเป็เอาตายแต่สิ่งที่เห็นมีเพียงเงาสะท้อนของตัวเองและละอองสีขาวที่เหมือนเศษเสี้ยวของิญญาที่แตกสลายกำลังลอยขึ้น์
“อย่าเพิ่งไปสิคะ! บอกก่อนสิ...อย่างน้อยให้ฉันตอบคำถามก็ได้! บอกหน่อยเถอะค่ะว่าพระเ้าของสตาร์ดัสต์เรล์มคืออะไร!”
ลอร์น่าดึงตัวเธอให้พ้นน้ำเพราะถ้าเธอดำลงไปหาเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครประกันความปลอดภัยได้
คนที่สงบเสงี่ยมที่สุดตอนนี้คืออุลริกสีหน้าของเขาเหมือนหยางตอนรักษาคนไข้ จดจ่อ มีสมาธิ และสงบนิ่ง เขายกมือขึ้นแตะคาง
“อย่างน้อยก็ได้รู้อย่างหนึ่ง...”เขาพูด “สตาร์ดัสต์ เรล์มมีตัวตนที่เสือขาวเรียกว่าพระเ้า และตัวตนที่ว่าก็ไม่้าให้เราใช้วิธีลัด”
“มองในแง่ลบคือเขาไม่ยอมให้เราไปที่สถานที่ปลอดภัย”ฮิบิคิกระแทกเสียง เหมือนจะหลุดจากอาการช็อกเรียบร้อย
“ล้มเหลว” อรุโณทัยพูดเสียงเบาแต่ก็เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเธอพูดมันซ้ำ
“ล้มเหลว ล้มเหลว ล้มเหลว! ล้มเหลวอีกแล้ว!”
“ใจเย็นสิหัวหน้า ต้องมีวิธี...”
“ไม่มีแล้ว!” กำลังใจของคนเป็หัวหน้าคือทุกอย่าง ทว่าตอนนี้อรุโณทัยผิดหวังเกินกว่าจะพยายามสร้างภาพลักษณ์เธอหันหลังกลับไปที่ทางออก ทิ้งคนที่เหลือให้มองตามแผ่นหลังของเธอ
นิชพรยังอยู่ข้างบ่อน้ำเธอลุกขึ้นช้าๆโดยมีลอร์น่าคอยอยู่ข้างแล้วเดินตามหัวหน้าออกไปโดยไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ
“ฮิบิคิ...” ลัคนาเรียกชื่อของเด็กหนุ่มหวังให้เขาพูดอะไรสักอย่างด้วยสีหน้าประชดประชันเหมือนเดิม
“...ไม่อยากให้เราไปถึงสตาร์ดัสต์เรล์ม แล้วที่พยายามมาทั้งหมดจะมีประโยชน์อะไร?”ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าตอนนี้เด็กหนุ่มพลอยจิตตกไปด้วย
“ไม่หรอกตอนนี้เหมือนเป็การทดสอบมากกว่า” อุลริกมีสีหน้ามุ่งมั่น“ทดสอบว่าเรามีคุณสมบัติมากพอจะไปถึงแดนปลอดภัยรึเปล่า”
“ฉันเห็นด้วยนะ ไม่ต้องกังวลหรอกฮิบิคิ”
“ที่นายว่าก็ถูกส่วนหนึ่งนะอุลริกแต่ไม่ว่ายังไงฉันจะพยายามทำทุกสิ่งให้ดีที่สุด ก็แค่นั้น”ลอร์น่าหันมาบอกก่อนจะวิ่งตามนิชพรที่เดินหายไปในความมืดสลัว
หารู้ไม่ว่าบาเรียกำลังเกิดเหตุการณ์ที่จะสั่นคลอนทุกสิ่งทุกอย่าง