ตอนที่ 13 ที่แท้เขาก็เป็โจร!
จดหมายของหวงเสี่ยวเหมยมีเพียงสามร้อยคำ
นางเริ่มต้นด้วยการเล่าเกี่ยวกับสถานการณ์หลังจากเข้าศึกษาที่สำนักชิงหยาง ว่านางได้กลายเป็ศิษย์ของผู้าุโท่านหนึ่ง ตอนนี้จึงกลายเป็ศิษย์สายนอกของสำนัก
หลังออกจากการเก็บตัวเมื่อไม่กี่วันก่อนก็ได้ยินว่าสวี่หยางไปที่สำนักชิงหยางเพื่อตามหานาง ก่อนจะทราบว่าถูกทำร้ายจนได้รับาเ็สาหัส
ในจดหมาย นางเป็ห่วงเขามาก!
นางถึงขั้นกล่าวขอโทษที่ไม่รู้ว่าเขามา หาไม่แล้วตนเองย่อมออกไปหาแน่นอน
สุดท้ายนางบอกว่าจะมาหาในครั้งต่อไปที่กลับบ้านและหวังว่าเขาจะยังไม่ยอมแพ้ จดหมายยังถูกห่อด้วยสมุนไพรสีน้ำตาลซึ่งเอาไว้รักษาาแโดยเฉพาะ
“ดูเหมือนหวงเสี่ยวเหมยจะยังมีใจให้เ้าของร่างเดิมอยู่”
สวี่หยางถอนหายใจขณะก้มเก็บสมุนไพร
“สามี หวงเสี่ยวเหมยบอกอะไรเ้าบ้าง?”
หลินอวี้อดไม่ได้ที่จะถามขึ้น
“ไม่มีอะไร ตอนนี้พวกเราเป็สหายกันเท่านั้น มาคุยเื่สถานการณ์ในตอนนี้ดีกว่า”
แม้หลินอวี้จะไม่เอ่ยอะไร แต่ก็ยังหันมามองสวี่หยางด้วยความรู้สึกที่ไม่สบายใจเล็กน้อย
นางตระหนักดีว่าการที่หวงเสี่ยวเหมยส่งจดหมายมาก็เพราะยังลืมรักเก่าไม่ลง แต่ถ้าวันหนึ่งอีกฝ่ายมาหาถึงที่ คนรักของตนจะปันใจให้หญิงอื่นหรือไม่?
ทันใดนั้น สวี่หยางก็หัวเราะขณะก้าวไปสวมกอดหลินอวี้พร้อมกับใช้มือลูบคลำไปมา
“เป็อะไร หึงหรือ?”
“เปล่าสักหน่อย ข้าดีใจต่างหากที่เ้ายังมีผู้หญิงคนอื่นคอยคิดถึงอยู่”
“ถ้าอิจฉาก็บอกอิจฉา จะกลัวไปไย”
“ข้า… ข้าแค่รู้สึกว่าตัวเองเป็มนุษย์ธรรมดา จึงไม่คู่ควรกับเ้า”
“อวี้เอ๋อร์ จำไว้ว่าเ้าเป็ผู้หญิงของข้านับจากนี้ และตลอดไป หลังจากนี้เ้าอย่าพูดว่าไม่คู่ควรกับข้าอีก”
สวี่หยางถูกตีอย่างแรงจนเป็ขึ้นรอยแดง
…
เนื่องจากการขึ้นค่าเช่าของตระกูลสวี ทำให้ใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมา ผู้ปลูกถ่ายิญญาส่วนใหญ่เร่งการเก็บเกี่ยว บางครอบครัวที่ไม่สามารถรวบรวมหินิญญาได้ก็ขึ้นเขาเพื่อล่าสัตว์เก็บสมุนไพร บางครอบครัวก็ขายของใช้ในบ้าน
สำหรับสวี่หยาง เขายังแสดงท่าทีวิตกให้โลกภายนอกได้เห็น
จนกระทั่งวันที่ห้า เขากับเหอฉยงเหลียนไปจ่ายค่าเช่าด้วยกัน
ระหว่างทาง เขาได้พบกับโจวปัวผู้อาศัยอยู่ละแวกเดียวกัน
ชายผู้นี้เป็ช่างไม้จากละแวกใกล้เคียง ระดับการฝึกตนไม่สูงส่ง เพียงขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสองเท่านั้น แต่เป็คนที่มีนิสัยซื่อสัตย์
“สหายเต๋าสวี่ สหายเต๋าเหอ พวกเราไปจ่ายค่าเช่าด้วยกันเถอะ”
โจวปัวถอนหายใจด้วยความโล่งอกหลังจากจ่ายค่าเช่าเรียบร้อย
“สหายเต๋าโจวต้องทำงานช่างไม้ควบคู่กับการเลี้ยงสัตว์ นับว่าหนักหนาเอาการ” สวี่หยางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“เฮ้อ ก็ช่วยไม่ได้ ทุกวันนี้โลกมันอยู่ยาก” โจวปัวยิ้มอย่างขมขื่นขณะส่ายหน้า
ระหว่างทางกลับบ้าน ทั้งสามคนพบศพในคูน้ำเล็กบริเวณทุ่งนาซึ่งมีคนกลุ่มหนึ่งรายล้อมอยู่
คราวนี้เป็ผู้บำเพ็ญชายซึ่งเป็ผู้สร้างยันต์ในละแวกบ้าน ไม่เพียงข้าวของถูกปล้นเท่านั้น แต่ยังถูกทรมานก่อนสิ้นใจ โดยมือและเท้าของเขามีร่องรอยของการถูกมัด
“ช่างวาดยันต์หลี่ไม่ใช่หรือ เขาเป็ยอดฝีมือขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสี่เลยนะ!”
ก่อนหน้านี้ คนที่เสียชีวิตเป็เพียงผู้บำเพ็ญระดับต่ำธรรมดา แต่ตอนนี้เริ่มลามไปถึงคนมีฝีมือแล้ว!
ช่างหลี่ไม่เพียงแข็งแกร่งเท่านั้น แต่ยังเป็ช่างทำยันต์อีกด้วย ซึ่งนับว่าไม่ธรรมดา
เมื่อผู้คนบนถนนหยางหลิ่วเห็นฉากฆาตกรรมนี้ พวกเขาล้วนรู้สึกได้ถึงอันตราย ในขณะเดียวกัน ยอดขายยันต์ป้องกันตนและค่ายกลป้องกันในตลาดก็เพิ่มสูงขึ้น
สวี่หยางกลับบ้านด้วยความรู้สึกกังวลขณะนับหินิญญาที่เหลืออยู่
ยังมีหินิญญาเหลืออีกแปดสิบก้อน
เมื่อไม่นานมานี้ เขาตัดสินใจซื้อค่ายกลป้องกันเพิ่ม ซึ่งในครั้งนี้ตนเลือกอันที่ดีกว่าของเก่า
ถึงอย่างไร แม้กระทั่งช่างทำยันต์ที่มีพลังในขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสี่ยังตายตก ชายหนุ่มจึงต้องเตรียมการบางอย่างเพิ่ม
หลังจากจ่ายค่าเช่าแล้ว ข่าวลือเื่โจรก็เบาบางลง แต่เมื่อเขากลับมาจากการซักผ้าพร้อมหลินอวี้ในวันนี้ ก็ได้ยินเสียงจางเถี่ยกำลังนำคนไล่ล่าคนผู้หนึ่งอยู่
“เร็วเข้า! เ้านั่นคือโจร ข้าจำถุงเก็บของบนตัวของช่างทำยันต์หลี่ได้”
“หยุดเดี๋ยวนี้ เ้าโจรน่ารังเกียจ!”
“อย่าปล่อยให้มันหนีไปได้ ไม่อย่างนั้นที่นี่จะไร้ซึ่งความสงบ”
“เด็กคนนี้ภายนอกดูซื่อสัตย์ แต่แท้จริงกลับเป็โจรชั่ว!?”
หัวใจของสวี่หยางหวั่นไหวเล็กน้อย เมื่อเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย เขาก็เห็นจางเถี่ยกำลังนำกลุ่มคนไล่ตามโจวปัว
ร่างของโจวปัวในตอนนี้เผยกลิ่นอายพลังของขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสี่ ใบหน้าเ็า ปราศจากความซื่อสัตย์และถ่อมตนเหมือนก่อนหน้า
“โจวปัวเป็โจรหรอกหรือ…”
ใบหน้าของสวี่หยางเต็มไปด้วยความตกตะลึง พลันนึกขึ้นได้ว่าโจวปัวเคยชวนเหอฉยงเหลียนไปจ่ายค่าเช่าด้วยกันเมื่อสองสามวันก่อน หมายความว่าเื่นี้ไม่ใช่เื่บังเอิญ แต่เป้าหมายในตอนนั้นอาจจะเป็นาง
แต่คาดไม่ถึงว่าเหอฉยงเหลียนจะเป็ฝ่ายทักก่อน ดังนั้นโจวปัวจึงไม่กล้าลงมือระหว่างทาง
“พี่สวี่ หยุดโจวปัวเอาไว้ มันคือโจรที่สร้างความปั่นป่วนใน่นี้!”
จางเถี่ยะโ
ในเมื่อตอนนี้ไม่อาจปกปิดได้แล้ว โจวปัวจึงจับจ้องไปที่สวี่หยางด้วยสีหน้าชั่วร้ายก่อนจะซัดกระบี่บินพุ่งออกไป
“ตายซะเถอะ!”
ขณะกระบี่บินพุ่งเข้ามา ความคิดแรกของทุกคนก็คือสวี่หยางจบสิ้นแล้ว!
จางเถี่ยไม่คาดคิดเช่นกันว่าโจวปัวจะโเี้ขนาดนี้ แต่แม้การโจมตีแรกจะเป็ท่าสังหาร เขาก็ไม่สนใจมากนัก ขอเพียงฆ่าโจรคนนี้ได้ ตระกูลสวีจะตกรางวัลให้อย่างงาม แล้วความทุ่มเทของพวกเขาใน่เวลาที่ผ่านมาก็จะสัมฤทธิ์ผล
เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีดังกล่าว สวี่หยางย่อมทราบว่าไม่สามารถหลบได้ เพราะกระบี่บินเล่มนี้สามารถควบคุมทิศทางได้ตาม้า
ขวับ!
ชายหนุ่มสะบัดนิ้วโดยไม่เอ่ยอะไร แล้วกระบี่บินก็กระเด็นออกไปทันทีก่อนจะปักลงกับพื้นดิน
“อะไรกัน?”
เดิมทีโจวปัวคิดที่จะฆ่าสวี่หยางก่อนจะหลบหนีไป แต่คาดไม่ถึงว่ากระบี่บินจะถูกปัดกระเด็นด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว
ดวงตาของโจวปัวแข็งค้าง จากนั้นเขาก็ถูกบางอย่างกระแทกเข้าที่ท้อง ทำให้รู้สึกเ็ปจนพลังิญญากระจัดกระจาย
“แข็งแกร่ง!” โจวปัวมองสวี่หยางด้วยความหวาดกลัว พูดอะไรไม่ออกเพราะความเ็ปแล่นจุกอก
จางเถี่ยใช้ประโยชน์จากช่องว่างนี้ไล่ตามไปทันก่อนจะกวัดแกว่งกระบี่เข้าใส่
ั้แ่ต้นจนจบ แม้สวี่หยางจะสามารถฆ่าได้ด้วยการใช้ดัชนีฝังเข็ม แต่เขาเลือกทำให้อีกฝ่ายหมดสภาพการต่อสู้แทนการฆ่า
เมื่อมองศพบนพื้น หัวใจของสวี่หยางก็เต้นรัว แม้ไม่ได้เป็ผู้ลงมือสังหาร แต่นี่เป็การต่อสู้จริงครั้งแรกของเขา
หากตอบสนองช้ากว่านี้ กระบี่บินอาจแทงร่างของเขาก็เป็ได้
สุดท้ายแล้วเขาก็รู้สึกว่ามีประสบการณ์ในการต่อสู้น้อยเกินไป จึงทำให้ชายหนุ่มกังวลขึ้นมา
เมื่อจางเถี่ยนำกำลังคนมาถึง เขาก็เลิกเสื้อผ้าของโจวปัวขึ้นก่อนจะพบถุงเก็บของ
“เป็ถุงเก็บของของช่างทำยันต์หลี่จริง ถ้าไม่ใช่เพราะเด็กคนนี้แอบเอาถุงเก็บของไปจ่ายหนี้ คงไม่มีใครกล้าเชื่อว่ามันเป็โจร!”
จางเถี่ยสบถเสียงต่ำ
“ใช่ เพราะคนผู้นี้มีนิสัยขี้อายและทำแต่งานไม้ คาดไม่ถึงว่าจะเป็โจร!”
“หืม?”
ตอนนี้เองมีคนสังเกตเห็นว่าท้องของโจวปัวมีรอยช้ำจากการถูกกระแทกอย่างแรงจนทำให้กระดูกบริเวณนั้นหัก
คนคนนั้นตกตะลึงขณะมองไปที่สวี่หยางโดยไม่รู้ตัว ดูเหมือนคนที่ลงมือเมื่อครู่จะเป็ชายหนุ่มคนนี้
เมื่อคนอื่นสังเกตเห็น เพียงชั่วพริบตาทุกคนก็มองสวี่หยางต่างไปจากเดิม
จางเถี่ยเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา “พี่สวี่ โชคดีที่เ้าลงมือเมื่อครู่ ไม่อย่างนั้นเราคงตามจับมันไม่ได้”
“เมื่อครู่ข้าแค่กลัวตาย โชคดีที่ตอบสนองได้ทัน”
“ฮ่า ๆ นั่นสินะ ช่างน่ากังวลไม่น้อย…” ผู้บำเพ็ญมนุษย์คนหนึ่งส่งรอยยิ้มลุแก่โทษให้สวี่หยาง
สวี่หยางตระหนักได้ว่าผู้คนรอบข้างมองเขาต่างออกไป
“พี่สวี่ โจวปัวถูกจัดการแล้ว ไปดูที่บ้านของมันกันว่ามีอะไรบ้าง”
จางเถี่ยเป็ฝ่ายเชื้อเชิญอย่างเป็มิตร หวังซื้อใจสวี่หยาง
สถานที่แห่งนี้ยังนับว่าเป็สังคมขนาดเล็ก สวี่หยางจึงกลายเป็คนมีคุณค่าหลังจากแสดงความสามารถออกมา
สวี่หยางเข้าใจว่าขั้นตอนต่อไปคือการแบ่งผลประโยชน์ ดังนั้นเขาจึงตอบตกลง “เอาละ ไปกันเถอะ”
ขณะเดินไปตามถนน ผู้คนเจ็ดถึงแปดคนกำลังสนทนากัน เมื่อมาถึงที่บ้านของโจวปัว ทุกคนต่างมองรอบข้างก่อนจะพบของของผู้อื่นจริง
ทั้งผ้ากันเปื้อนของผู้หญิง เครื่องประดับของผู้หญิง รวมถึงหินิญญา
นอกจากนั้นก็ยังพบหินิญญากับตำราลับในถุงเก็บของ
“พี่สวี่ ดูตำราลับเล่มนี้สิ มันคือเคล็ดอำพรางกลิ่นอาย ไม่แปลกเลยที่การฝึกตนของโจวปัวจะอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสี่ แต่ที่เขาแสดงออกมากลับเป็พลังขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสองเท่านั้น!”
หัวใจของสวี่หยางสั่นไหว “พี่จาง ของพวกนี้จะแบ่งอย่างไรหรือ?”
“อืม… ต้องรอให้คนของตระกูลสวีมาก่อน พี่สวี่ไม่ต้องกังวล ข้าจะเก็บของที่เป็ประโยชน์กับเ้าไว้ให้เอง”
เมื่อเห็นสวี่หยางจ้องมองตำราเคล็ดวิชาเล่มนั้น หัวใจของจางเถี่ยก็กระตุก “พี่สวี่อยากได้หรือ?”
“ก็สนใจอยู่บ้าง”
“งั้นข้าจะเก็บไว้ให้พี่สวี่แล้วกัน!”
“ได้!” สวี่หยางยิ่งมีความสุข ไม่นานไป๋จิ่วหลินซึ่งเป็ผู้ดูแลตระกูลสวีก็มาถึง
เขาประกาศทันทีว่าเนื่องจากจางเถี่ยมีผลงานในการจับโจรได้ เขาจึงได้รับการเลื่อนขั้นเป็ทายาทต่างแซ่ของตระกูลสวี!
ในแง่ของคนธรรมดา จางเถี่ยถือว่าประสบความสำเร็จในการสร้างรากฐาน
เพราะเขาไม่เพียงจะได้รับเงินทุกเดือนเท่านั้น แต่ค่าเช่าและบ้านก็ไม่ต้องจ่าย!
มันคือผลประโยชน์แท้จริงจนไม่อาจทราบได้ว่ามีคนอิจฉามากน้อยแค่ไหน
ทันใดนั้นสวี่หยางก็ตระหนักได้ว่า เหตุใดจางเถี่ยจึงทำงานอย่างหนักเพื่อจัดตั้งหน่วยลาดตระเวน ถึงหลายคนจะคิดว่าเขา้ากินค่าธรรมเนียมการคุ้มครองที่ต่ำและน้อย แต่ในความเป็จริงไม่ใช่เช่นนั้น
เป้าหมายที่แท้จริง คือการสร้างคุณงามความดีจนกลายเป็ที่โปรดปรานของตระกูลสวี และได้รับการยอมรับให้เป็ทายาทต่างสกุลของตระกูลสวี!