บทที่ 26 ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนดี
ไป๋อวี้เปียผมสองข้างเพื่อให้สะดวกต่อการทำงาน
และเพราะตอนนี้ฤดูใบไม้ผลิพืชพรรณกำลังงอกงาม ผมที่ยาวขึ้นบนศีรษะเลยค่อนข้างชี้ฟู ้าจึงรวบเป็มวยผมสองข้าง
คราวนี้พอเห็นฉินต้าซานก็ใจนผมเปียสองข้างเกือบจะปลิว
ถูกเขาเห็นเข้าว่าเธอใช้แรงงานเด็ก แถมแรงงานเด็กยังเป็ลูกชายเขาอีก...
ฉินต้าซานพลิกตัวลงจากหลังม้า สายตากวาดมองน่องขาวเนียนที่โดนยุงกัดจนมีตุ่มเล็ก ๆ สองตุ่มครู่หนึ่ง แล้วเบือนหนีอย่างรวดเร็ว
“ทำอะไรน่ะ” น้ำเสียงฟังดูเจือความสงสัยนิดหน่อย
ฉินเสี่ยวซู่อ้าปากฟ้องทันที “ผู้หญิงคนนี้ให้ผมมาตัดต้นไม้”
ไป๋อวี้รีบพูดพัลวัน “ฉันบอกว่าอยากทำค้างผักไม่ใช่หรือไง พี่สะใภ้อิ้งหงบอกว่าค้างง่าย ๆ ไม่ต้องจ้างช่างไม้ ทำที่บ้านเองได้”
ฉินต้าซาน “เธอเลยให้ลูกชายฉันทำ?”
ไป๋อวี้หน้าด้านพูดว่า “ฉันอยากช่วยนายประหยัดเงินนี่นา”
ความจริงตอนนี้เธอก็เสียใจชะมัดเลย เธอไม่ชอบอะไรที่ไร้ประสิทธิภาพแบบนี้!
แต่ตัดไม้แล้ว...
ฉินต้าซานคิดในใจว่า ใจดีมีคุณธรรมขนาดนี้เชียว รู้จักประหยัดเงินให้เราด้วย?
คราวนี้ดูท่าจะลงทุนลงแรงครั้งใหญ่ ตั้งใจประจบประแจงเราใหญ่เลยนะ
ดังนั้นสายตาที่เขามองไป๋อวี้จึงอ่อนโยนขึ้นหลายส่วน
ฉินเสี่ยวซู่ที่ถูกใช้แรงมาค่อนวัน “...”
ฉินต้าซานเดินเข้าไป ปลดถุงหนังบนเอวโยนให้ไป๋อวี้ “ไปกรอกน้ำตรงตีนเขาทางโน้นให้ฉันหน่อย อย่าไปไกลล่ะ ต้องอยู่ในสายตาฉัน”
พูดจบก็เดินเข้าไปรับเลื่อยมาจากมือฉินเสี่ยวซู่
“ได้เลย!”
พอไป๋อวี้เห็นเขาเริ่มลงมือก็ดีใจ ประสิทธิภาพน่าจะดีขึ้นแล้ว!
เธอถือถุงหนังวิ่งไปอย่างเริงร่า
เนื่องจากอากาศปลอดโปร่งหลายวันแล้ว ลำธารเล็ก ๆ ตรงตีนเขาที่เดิมทีขุ่นมัวพวกนั้นก็กลับมาใสสะอาด
ไป๋อวี้เลือกลำธารที่ไหลลงมาจากร่องเขา ถือถุงหนังใบนั้นยื่นแขนไปรองน้ำ
เธอรู้สึกโดยจิตใต้สำนึกว่าน้ำที่ยังไม่ไหลลงไปในหนองน้ำนั้นย่อมสะอาดกว่า
น้ำไหลน้อย เธอเลยใช้เวลารองอยู่พักหนึ่ง
ฉินเสี่ยวซู่พูดด้วยความงุนงง “พ่อ ผู้หญิงคนนี้โง่หน่อย ๆ นะว่าไหม”
ทั้งที่ข้างล่างมีน้ำเยอะออกปานนั้น แต่เธอกลับเอี้ยวตัวไปรองน้ำตรงนั้น
ฉินต้าซานหันมองแวบหนึ่ง เห็นหญิงงามคนหนึ่งกำลังบิดสะโพกรองน้ำใต้เชิงเขา...
สองพ่อลูกไม่รู้ตัวเลยว่า ภาพที่ทั้งคู่เห็นจะแตกต่างกันได้ถึงเพียงนี้
ฉินต้าซานย่นคิ้ว ก้มหน้าเลื่อยไม้จนขี้เลื่อยปลิวกระจาย
“ยัยโง่...” ฉินเสี่ยวซู่ยังบ่นอุบอยู่ตรงนั้น
ฉินต้าซานถามขึ้นมาว่า “น้องสาวแกล่ะ”
“อ๋อ ป้าอิ้งหงพาไปแล้ว” ฉินเสี่ยวซู่เอ่ยพลางพัดให้ตัวเอง
ฉินต้าซานเลยไม่ซักถามต่อ
ไป๋อวี้กลับจากการรองน้ำก็วางถุงน้ำไว้อีกทาง ก่อนจะเริ่มตั้งหน้าตั้งตาเก็บมะขามต่อ
จะเก็บให้หมดนั้นเป็ไปไม่ได้ ตะกร้าที่เธอพกมาด้วยแค่สองใบใส่เต็มหมดแล้ว
ที่เหลือก็ได้แต่ทิ้งไว้ให้ลิงในป่ากินหรือกลายเป็ปุ๋ยไปอย่างน่าเสียดาย
ฉินต้าซานคล่องแคล่วว่องไวมาก เลื่อยไม้เป็ท่อนเสร็จแล้วก็เลื่อยเป็แผ่นต่อ จากนั้นถีบสะกิดฉินเสี่ยวซู่ที่นอนนิ่ง
“ลากกลับไปก่อน” เขากล่าว
“ได้เลย” ฉินเสี่ยวซู่ว่า “พ่อก็รีบกลับบ้านล่ะ ผู้หญิงคนนั้นบอกว่าคืนนี้จะทำเนื้อแพะผัดเผ็ดให้เรากิน”
ฉินต้าซานรับคำ ก่อนจะควบม้าจากไปโดยไม่บอกลาไป๋อวี้
หลี่เถียนเฝ้าฝูงม้ากับล่อตามลำพังอยู่ไกล ๆ เขางุนงงนิดหน่อยที่ไม่เห็นฉินต้าซานกลับมาสักที
…...
ในเวลาเดียวกัน พวกจ้าวอิ้งหงกับป้าเฉินยังพาเสี่ยวกั่วเที่ยวเล่นอยู่
วันนี้แดดค่อนข้างแรง ขณะที่ผ่านลำธารเส้นหนึ่ง จ้าวอิ้งหงเห็นแอ่งน้ำเลยให้ฉินเสี่ยวกั่วลงไปเล่นน้ำครู่หนึ่ง
เป็เวลาแค่เดี๋ยวเดียว
จู่ ๆ ฉินเสี่ยวกั่วก็หัวเราะ “ฮ่า ๆ ๆ ๆ!”
แม้ว่าระดับน้ำจะถึงแค่น่องของเด็ก แต่ผู้ใหญ่ทั้งสองก็คอยเฝ้าดูอย่างไม่ละสายตา ส่วนฉินเสี่ยวกั่วหันหลังให้พวกเธอไม่รู้กำลังเล่นอะไรอยู่
จ้าวอิ้งหงกับป้าเฉินรีบวิ่งเข้าไป “กั่วเอ๋อร์ เป็อะไรไป”
สองมือเล็ก ๆ ของฉินเสี่ยวกั่วจับหางของปลาช่อนเหนือขนาดห้าหกจินตัวหนึ่งเอาไว้!
ไม่รู้ทำไมปลาตัวนั้นถึงว่ายมาบริเวณน้ำตื้นแบบนี้ได้
ป้าเฉินรีบก้าวฉับ ๆ เข้าไปหิ้วปลาตัวนั้นขึ้นมา
จากนั้นถึงพบว่าปลาตัวนั้นไม่ได้แค่ว่ายมาบริเวณน้ำตื้น แต่ยังถูกพืชน้ำเกี่ยวไว้ทำให้ดิ้นไม่หลุด
จ้าวอิ้งหงที่ตากแดดจนหน้าแดงก่ำพลันยิ้มหน้าบานทันใด “กั่วเอ๋อร์ เก่งจริง ๆ!”
ฉินเสี่ยวกั่วพูดอย่างตื่นเต้น “จะให้แม่ทำให้หนูกิน!”
ป้าเฉินฟั่นหญ้าสองต้นเป็เชือกแล้วร้อยเข้ากับตัวปลา
พอได้ฟังเธอก็ล้อกั่วเอ๋อร์ “ไม่แลกผักป่ากับย่าแล้วเหรอ”
ฉินเสี่ยวกั่วกล่าวอย่างจริงจัง “ไม่เอา กั่วเอ๋อร์ยังไม่เคยกินปลาเลย อันนี้หนูจะเก็บไว้กินเอง”
ความจริงเธอก็ไม่เคยกินกระต่ายเหมือนกัน...
เอาเป็ว่าเนื้อสัตว์ก็เหมือน ๆ กันหมด เธอแยกไม่ออกหรอก
แต่เธอรู้จักปลานี่นา! มันไม่เหมือนกันเสียหน่อย!
เมื่อก่อนตอนอยู่ก่างจื่อหลิ่ง เธอไม่เคยกินเ้าสิ่งนี้เลยสักคำเดียว
ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว! แม่ดีกับเธอมากเลยล่ะ!
ฉินเสี่ยวกั่วคิดอย่างปลาบปลื้มใจ
…...
เพราะไป๋อวี้เกิดคึกขึ้นมาอยากทำราวปลูกผักของตัวเอง ฉินต้าซานบอกหลี่เถียนตั้งนานแล้วว่าจะกลับก่อน
หลัก ๆ เพราะลูกชายไร้ประโยชน์ของเขาคงช่วยอะไรไม่ได้หรอก
เขาพูดกับหลี่เถียน “ค่ำ ๆ มากินเนื้อแพะที่บ้านฉัน”
ถือเป็ค่าตอบแทนที่ให้เขาต้อนม้าต้อนล่อกลับไปตามลำพัง
หลี่เถียนน้ำลายสอทันที “พี่สะใภ้ทำเหรอ”
ฉินต้าซานเงียบไปเล็กน้อยก่อนกล่าว “ฉันทำเอง แกกินไหม”
หลี่เถียนทำหน้ารังเกียจ
ฉินต้าซานแสยะยิ้มแล้วควบล่อออกไป
…...
ในขณะเดียวกัน ฉินเสี่ยวซู่ถูกไป๋อวี้ล่อซื้อด้วยวอวอโถวสองชิ้น กำลังทาน้ำมันตั้งอิ้วบนแผ่นไม้เ่าั้อย่างยากลำบาก
ไม้ที่ตัดได้ต้องทาน้ำตั้งอิ้วชั้นหนึ่งเพื่อป้องกันการแตกและความชื้น
ส่วนไป๋อวี้ก็คอยปอกมะขามตะกร้านั้นของเธออย่างมีความสุข
จู่ ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าที่บ้านไม่มีน้ำตาลอ้อยกับน้ำตาลทราย
เธอลองถามฉินเสี่ยวซู่ว่า “เสี่ยวซู่ ฉันจะเคี่ยวน้ำมะขามให้ดื่ม นายอยากดื่มไหม”
ฉินเสี่ยวซู่ไม่เคยดื่มมาก่อน แต่เคยกินมะขาม มันเข็ดฟันนิดหน่อย
ไป๋อวี้พูดขึ้นอีกว่า “เปรี้ยว ๆ หวาน ๆ อร่อยเชียวล่ะ”
ฉินเสี่ยวซู่ครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ตามใจเธอเถอะ ถ้าเธอทำฉันจะช่วยดื่มให้หน่อยแล้วกัน”
ไป๋อวี้เอ่ยต่อ “มีรสเปรี้ยวแล้ว ขาดแค่รสหวานนี่แหละ เราไปสหกรณ์ไม่เห็นน้ำตาลทรายนี่นา ต้องเข้าไปซื้อในเมืองเหรอ”
ฉินเสี่ยวซู่ขมวดคิ้ว “ยุ่งยากขนาดนั้นเชียว”
เขาลังเลเล็กน้อย คิดว่าให้พ่อเขาไปซื้อได้นี่นา เพราะพ่อเขาเดินไวอยู่แล้ว
ไป๋อวี้ถอนหายใจ “แต่น้ำตาลแพงนี่นา ฉันฟุ่มเฟือยเกินไปหรือเปล่า”
ฉินเสี่ยวซู่เริ่มกลืนไม่เข้าคายไม่ออกแล้ว
เขาอยากตำหนิผู้หญิงคนนี้ว่าจอมล้างผลาญ มะขามแค่กัดกินก็พอแล้ว!
แต่เปรี้ยว ๆ หวาน ๆ อะไรนั่น เขาก็อยากดื่มอยู่เหมือนกันแฮะ...
ไป๋อวี้เอ่ยอย่างจริงจัง “ฉันมีวิธีหนึ่ง อาจจะประหยัดเงินได้”
ฉินเสี่ยวซู่ถามทันควัน “อะไร”
“นายแหย่รังผึ้งเป็ไหม”
ฉินเสี่ยวซู่ “...”
ต่อให้เขาโง่ก็รู้ตัวว่าโดนหลอกใช้ เลยสะบัดแปรงในมือทิ้งอย่างโมโห “เธอคิดจะหลอกฉันไปแหย่รังผึ้งให้เธออีกหรือไง!”
ไป๋อวี้เอ่ยเป็พัลวัน “ไม่ไป เราไม่ไปแล้ว! เอ่อ คือว่า อันตรายเกินไป ฉันก็ไม่กล้าให้นายไปหรอก...”
ฉินต้าซานเดินเข้ามาพอดี
ฉินเสี่ยวซู่ชี้ไป๋อวี้ะโบอกพ่อเขาว่า “พ่อ! ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนดี!”