ข้าอยากถอนคำพูด
ดูเหมือนข้าจะหลงลืมไปว่าหลิวเฉิงเจี๋ยยามอบรมข้านั้นนางเข้มงวดเพียงใด วันต่อมานางปลุกข้าั้แ่รุ่งสางเพื่อให้ข้าลองอ่านบทกวีที่นางหอบมาให้ข้านับจำนวนไม่ได้ว่ามีทั้งหมดเท่าไหร่ รู้เพียงเมื่อวางกองกันแล้วมันสูงยิ่งกว่าข้าที่กำลังนั่งอยู่เสียอีก
หลิวเฉิงเจี๋ยพกพัดมาด้วย แต่ไม่ได้พกมาสำหรับโบกไอเย็นให้ตนเองหรือข้าแต่อย่างใดนางพกมาสำหรับตบโต๊ะเสียงดังสนั่นเมื่อเห็นว่าข้ากำลังนั่งเอนเอียงสัปหงกพร้อมจะหลับเต็มแก่
ข้าเบื่อหน่ายเป็ที่สุด แววตาซุกซนเริ่มมองไปยังพรมขนสัตว์ที่นั่งทับอยู่พลางใช้เท้ากวาดเขี่ยไปมาขนของมันนุ่มยิ่งนัก หากข้ากวาดเท้าไปทางก็จะเปลี่ยนเป็สีหนึ่ง หากกวาดกลับมาสีของมันก็จะเปลี่ยนมาเป็สีเดิมข้าเขี่ยเล่นไปมาเช่นนั้นจนกระทั่งได้ยินเสียงพัดของหลิวเฉิงเจี๋ยตบลงบนโต๊ะอีกครั้ง
“พระชายาเพคะพระองค์ทรงบอกหม่อมฉันเองว่า้าเรียนรู้วิธีการแต่งกลอนเพราะอยากให้รัชทายาทประทับใจแล้วเหตุใดพระองค์ทรงไม่ตั้งใจศึกษาเล่าเพคะ”
“โถ่ เฉิงเจี๋ยยย” ข้าเริ่มโอดครวญ“จริงอยู่ที่ข้าบอกให้เ้าช่วยสอนข้า แต่ของแบบนี้มันต้องค่อยเป็ค่อยไป ไม่มีความสำเร็จใดที่ไม่ต้องใช้ระยะเวลาเ้าเข้าใจหรือไม่”
ข้าอ้างไปเรื่อยเปื่อยแท้จริงเพียงแค่้าหลีกหนีออกจากตำราเหล่านี้เพียงเท่านั้นใครจะรู้เล่าเพียงแต่งคำกลอนสั้น ๆ ไม่กี่ประโยค หลิวเฉิงเจี๋ยถึงกับบังคับให้ข้านั่งหลังขดหลังแข็งมากกว่าสามชั่วยามใกล้จะเลยยามอู่ไปแล้วบัดนี้ภายในท้องของข้าส่งเสียงออกมาเพื่อเรียกร้องให้มีของกินสักสามสี่อย่างยัดเข้าไปในนั้น
“หากพระองค์ทรงดื้อรั้นเช่นนี้...”สายตาน่ากลัวของหลิวเฉิงเจี๋ยกลับมาอีกครั้งครานี้เห็นทีว่าข้ากลับเป็ฝ่ายใลนลานรีบเก็บเท้าเข้าไปใต้กระโปรงและเอื้อมมือไปหยิบตำราเล่มที่‘บาง’ ที่สุดในกองนั้นมาอ่านอย่างตั้งใจ
“ข้ารู้แล้ว ข้ารู้แล้วหากข้าอ่านจบเล่มนี้เ้าจะต้องยอมให้ข้ากินของว่างตกลงไหม”ข้าพูดเองเออเองโดยไม่เว้นจังหวะให้หลิวเฉิงเจี๋ยแทรกเลยแม้แต่น้อย
หลิวเฉิงเจี๋ยมองหนังสือเล่มบางในมือข้าแล้วได้แต่ถอนหายใจ
ขณะที่ข้ากำลังตั้งใจอ่านตำราเล่มนั้นไปได้เพียงครู่เดียวข้าก็เหลือบไปเห็นนางกำนัลผู้หนึ่งก้าวเดินด้วยความเร่งรีบที่สุดเท่าที่นางจะทำได้มายังข้า
พวกนางนี่ก็เคารพกฎเสียนี่กระไรหากเป็ข้ายามเร่งรีบเช่นนี้คงวิ่งวุ่นไปรอบตำหนักแล้วเป็แน่ ไม่ยอมทนอึดอัดก้าวขาสลับไปสลับมาเพื่อสำรวมกิริยาเช่นนี้หรอก
“เ้ามีธุระอะไร”
ข้าเอ่ยถามออกไปพลางปิดตำราในมือที่เพิ่งจะกางออกได้เพียงไม่นานหากจะเปรียบเทียบก็คงคล้ายว่าใบไม้หล่นยังไม่ถึงพื้นดินนั่นแหละ แต่ไม่ว่านางจะมีธุระอันใดข้านึกขอบใจนางยิ่งนักที่ช่วยให้ข้าได้ละสายตาจากตำรากองเท่าูเาเช่นนี้เสียที
“พระชายาเพคะฮองเฮาทรงมีรับสั่งให้พระองค์เข้าเฝ้าเพคะ”
หือ...
ข้านึกอยากเปลี่ยนใจกลับไปอ่านตำราของหลิวเฉิงเจี๋ยมากกว่า
แต่ไม่ทันเสียแล้ว หลิวเฉิงเจี๋ยได้ยินเข้าก็รีบก้มลงเก็บตำราให้ข้า ทั้งยังตอบรับนางกำนัลผู้นั้นไปว่าข้าจะตามไปในไม่ช้า
เมื่อวานนี้ฮองเฮาเพิ่งเรียกข้าเข้าพบเพื่อดุเื่ที่ข้าทำไฟไหม้ห้องเครื่องแม้ข้าจะจำคำของนางในอดีตไม่ได้แล้ว กระนั้นข้าก็ไม่แน่ใจว่านางหมดโทสะต่อข้าแล้วหรือยัง
หากแต่เื่ที่นางเรียกข้าเข้าพบวันนี้ข้าพอจำได้คร่าว ๆ
ว่านางเรียกเพื่อสิ่งใด
ฮองเฮาไม่ได้เรียกข้าพบเพียงลำพังแต่ข้างกายข้าตอนนี้มี
หลี่เสี่ยวหานยืนอยู่เคียงข้างด้วยข้าลอบมองเขาเป็ครั้งคราวไม่แน่ใจว่าเขาสร่างเมาแล้วหรือไม่ ทว่าตัวหลี่เสี่ยวหานนั้นไม่แม้แต่จะชายตามองข้าด้วยซ้ำ
ข้าไม่ได้ฟังว่าฮองเฮาตรัสสิ่งใดกับข้าบ้าง
เพราะมัวแต่ว้าวุ่นในใจว่าหลี่เสี่ยวหานจะจำเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อวานได้หรือไม่ั้แ่อดีตชาติจนกระทั่งปัจจุบันข้าไม่เคยเดาใจเขาออกเลยข้าไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขามักทำอะไรอ้อมค้อมไม่ตรงไปตรงมาตรงกันข้ามกับข้านักที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูเหมือนเขาจะรู้ทันเขาหมดเสียทุกเื่เอ่ยตามตรงว่าในอดีตหากไม่มีหลี่ลู่เหอคอยปดช่วยข้า ข้าคงโดนเขาจับได้ไปนานเสียแล้ว
ข้าได้ยินเสียงกระแอมของฮองเฮานั่นจึงทำให้ข้าละสายตาจากหลี่เสี่ยวหานนางใช้แววตาของนางดุข้าครู่หนึ่งก่อนจะตรัสต่อ
ข้าฟังนางไม่ค่อยรู้ความสักนิด อาจเพราะข้าไม่ชินกับอะไรที่เป็พิธีรีตองมากดังนั้นส่วนใหญ่แล้วข้าจะฟังนางแบบขอไปทีและให้หลิวเฉิงเจี๋ยอธิบายให้ข้าฟังตามหลัง
กระทั่งนางพูดถึงเื่หนึ่งที่ดึงความสนใจของข้าไม่น้อย
“ทูลเสด็จแม่ เื่นี้ลูกขอให้เสด็จแม่ไตร่ตรองก่อน”
ยังไม่ทันที่ข้าจะอ้าปากกล่าวคำใดออกไปหลี่เสี่ยวหานก็รีบท้วงโดยทันที ข้าเหลือบมองหลี่เสี่ยวหานอีกครา เห็นเขามีใบหน้าแดงก่ำคาดว่าคงโกรธที่ฮองเฮามีรับสั่งให้ข้ากับเขารีบมีบุตรให้ในเร็ววันเสียทีข้าเองก็ใมากเช่นกัน
“ข้ายังต้องรออะไรอีกก่อนหน้านี้พวกเ้าบอกข้าว่าพระชายานั้นร่างกายอ่อนแอไม่สามารถร่วมหอลงเรือนกับเ้าได้ บัดนี้ข้าเห็นว่านางดูแข็งแรงกระทั่งสามารถเผาตำหนักเช่นนั้น...”ฮองเฮามิวายแอบเหน็บแนมข้าเล็กน้อย“แล้วพวกเ้ายังมีเหตุผลใดที่จะไม่ร่วมหอกันอีก”
อย่างที่นางตรัสไม่มีผิดแต่ก่อนข้าชังหลี่เสี่ยวหานนักหนาจึงไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้ตำหนักของข้าหลี่เสี่ยวหานเองไม่คิดจะตอแยข้าให้มากความจึงเลือกทูลฮองเฮาว่าข้าป่วย หากนับเพียงเวลาในชาตินี้ก็เท่ากับว่าข้าป่วยมาหนึ่งปีเต็มเสียแล้ว
“แต่...”ข้าคิดจะเอ่ยสนับสนุนสามีข้าบ้าง ทว่าไม่ทันเปล่งเสียงได้จบคำฮองเฮาก็ตัดบทข้าอย่างไม่ไยดี
“ข้าถือว่าพวกเ้าไม่มีเหตุผลอันใดที่จะปฏิเสธถึงอย่างไรพวกเ้าก็เป็สามีภรรยากันอภิเษกกันมาร่วมปีแล้วกลับไม่เคยมีความสัมพันธ์ต่อกัน ข้าเกรงว่าผู้คนจะติฉินนินทาได้พวกเ้ากลับไปก่อนเถิด หากได้ฤกษ์ยามแล้วข้าจะเรียกพวกเ้ามาพบอีกครั้ง”
ข้าแอบเห็นหลี่เสี่ยวหานถอนหายใจครั้งหนึ่งก่อนที่เขาจะคำนับฮองเฮาและเดินออกจากตำหนักโดยไม่คิดรอข้าข้าเพียงมองตามหลังไปอย่างไม่ค่อยพอใจท่าทางอวดดีนั้นนักแต่ต่อหน้าฮองเฮาข้าทำได้เพียงยิ้มและคำนับนาง
หากมิใช่ว่านางอยู่ตรงนี้ข้าคงเดินไปเหยียบเท้าเขาเป็แน่
“รัชทายาทเพคะ”
เมื่อข้าออกมานอกตำหนักฮองเฮาแล้วข้าเห็นแผ่นหลังของหลี่เสี่ยวหานกำลังเดินห่างออกไป คาดว่าคงมุ่งหน้ากลับไปยังตำหนักตะวันออกข้าเอี้ยวกายตนเองไปขวางหลี่เสี่ยวหานไว้เขาปรายสายตามองข้าเพียงเสี้ยวอึดใจก่อนจะเบนไปมองสิ่งอื่นราวกับใบหน้าของข้านั้นช่างระคายเคืองสายตาของเขายิ่งนักหรืออาจจะให้เปรียบเทียบให้ลึกจนเห็นภาพกว่านั้นก็คือเขามองใบหน้าอันงดงามของข้าไม่ต่างจากก้อนขยะที่วางขวางทางเขาอยู่ พร้อมที่จะให้เขาใช้เท้าเขี่ยทิ้งทุกเมื่อ
“มีอะไร” หลี่เสี่ยวหานเอ่ยเสียงเรียบนิ่งและเย็นเฉียบไม่ต่างอะไรกับก้อนน้ำแข็ง
“เมื่อวานพระองค์ดื่มสุราด้วยเหตุใด”ข้าเอ่ยถามเสียงเรียบไม่แตกต่างกันนัก
หากข้าไม่ได้ตาฝาดไปข้าแน่ใจว่าเห็นแววตาของหลี่เสี่ยวหานสั่นไหวเล็กน้อยหากแต่ใบหน้าเขายังคงบึ้งตึงเช่นเดิม ถึงอย่างไรข้าก็ไม่สนใจหรอกหลี่เสี่ยวหานมักมองข้าด้วยสายตาและท่าทางแปลกประหลาดเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
“เื่ของข้า มิเกี่ยวกับเ้า” เขาตอบโดยไม่รักษาหน้าตาอันงดงามของข้าแม้แต่นิดข้าแอบเห็นแววตาขบขันของจิ้นอวี๋องครักษ์คนสนิทของเขา
รอก่อนเถิด หากข้าได้เป็คนโปรดของหลี่เสี่ยวหานเมื่อใดค่อยมาคิดบัญชีแค้นกับพวกเ้าก็ยังไม่สาย
“เหตุใดจะไม่เกี่ยวหม่อมฉันเป็พระชายาของพระองค์”
ข้าเอื้อมมือเรียวบางของข้ากุมมือหนาของหลี่เสี่ยวหานขึ้นมาอย่างเชื่องช้าพลางใช้สายตามองเขาด้วยความออดอ้อน“ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระองค์ล้วนสำคัญต่อหม่อมฉันทั้งสิ้นเพคะ”
หลี่เสี่ยวหานหน้าแดงระเรื่อแต่ครานี้ข้าไม่มั่นใจนักว่าเขากำลังโกรธหรือเขินอายกันแน่แต่เห็นแววตาที่ดุดันของเขาแล้ว ข้าเดาว่าคงเป็อย่างแรกเสียมากกว่า
“สำคัญเช่นนั้นหรือ”หลี่เสี่ยวหานแค่นหัวเราะอย่างอยากลำบาก เขาดูชังข้านักหนา แต่ข้าไม่สนใจยังคงหยอดคำหวานไปเรื่อยหวังว่าเขาจะใจอ่อนขึ้นมาบ้าง
“สำคัญมากเพคะ”ข้าเอ่ยเชื่องช้าและชัดถ้อยชัดคำหลี่เสี่ยวหานสบตาข้าเนิ่นนานราวกับกำลังค้นหาบางอย่างผ่านทางแววตาของเขาแต่เพียงไม่กี่อึดใจเขาก็ดึงมือของข้าออกและมองข้าด้วยแววตาเฉยชาอีกครั้ง
“หากเ้าบอกว่าข้าสำคัญเช่นนั้นข้าก็หวังว่าเ้าจะจำด้วยเช่นกันว่าเ้าเป็ใคร และมีฐานะเช่นไร”
ไม่ทันที่ข้าจะตีความหมายจากบทสนทนาของเขาหลี่เสี่ยวหานก็เดินผ่านข้าไปเสียแล้วข้าหันไปทางหลิวเฉิงเจี๋ยด้วยหวังจะให้นางตอบอะไรข้าสักนิดแต่นางกลับหลบสายตาข้าเสีย ข้าถอนหายใจอีกครา
เอาเถิดหลี่เสี่ยวหานก็ทำตนประหลาดเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว