บทที่ 3
เตียงที่แข็งกระด้าง
บรรยากาศยามเช้าค่อย ๆ แผ่ซ่านเข้ามา ข้าวหอมพลิกตัวไปมาบนที่นอน สติสัมปชัญญะยังคงไม่เต็มร้อย ภาพภายในห้องพร่าเลือนราวกับภาพวาดสีน้ำ แสงแดดอ่อน ๆ ลอดผ่านร่องไม้กระดานแคบ ๆ สาดเป็ลำเล็ก ๆ ลงบนพื้น
... แต่เดี๋ยวนะ!!! แสงลอดเข้ามาได้อย่างไรกัน? ห้องนอนของเธอตกแต่งด้วยผ้าม่านเนื้อหนาพิเศษ สามารถกรองแสงได้หมดจดร้อยเปอร์เซ็นต์นี่นา ข้าวหอมผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียง ความรู้สึกแรกที่ััได้คือความแข็งกระด้างของพื้นผิวที่เธอทิ้งตัวลงนอน นี่มันเตียงของเธอจริงหรือ?
เมื่อดวงตาปรับโฟกัสเข้ากับความมืดสลัว ข้าวหอมกวาดสายตามองไปรอบห้อง ความรู้สึกประหลาดใจก็เกิดขึ้นมา ห้องนี้ดูเล็กและคับแคบกว่าห้องนอนแสนสบายของเธอมากนัก สิ่งที่ปรากฏแก่สายตามีเพียงโต๊ะหนังสือไม้เนื้อเก่าที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด ตู้เสื้อผ้าพลาสติกสีซีดตั้งตระหง่านอยู่มุมห้อง แค่นั้น... ไม่มีอะไรอีกเลย
‘นี่ฉันคงกำลังฝันไปสินะ’ ข้าวหอมพึมพำกับตัวเอง พลางลองหยิกเข้าที่ต้นแขนเบา ๆ ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นเข้ามาจนเธอต้องนิ่วหน้า ‘ทำไมมันเจ็บจริงล่ะเนี่ย!’ ความสับสนเริ่มก่อตัว ‘หรือว่าเมื่อคืนไปงานเลี้ยงจนขาดสติแล้วเผลอติดรถใครมา? ก็ไม่น่าใช่... ปกติฉันระวังตัวจะตายไป’ ความคิดเริ่มตีกันวุ่นวายในหัว ‘เอ๊ะ! หรือว่าฉันจะย้อนเวลากลับมาเหมือนในนิยายที่เคยอ่านกันนะ!’ ข้าวหอมครุ่นคิดถึงความเป็ไปได้ต่าง ๆ นานา จนรู้สึกราวกับศีรษะกำลังหมุนคว้าง แต่ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่แน่ชัดได้ ในที่สุด เธอก็ตัดสินใจก้าวลงจากเตียงไม้เก่า ๆ นั้น เพื่อเริ่มต้นสำรวจบ้านหลังใหม่ที่แสนจะแตกต่างราวฟ้ากับเหวนี้
ข้าวหอมค่อย ๆ แง้มประตูออกไปอย่างระแวง เพราะกลัวว่าจะเจออะไรที่ทำให้ใ แล้วสายตาก็เจอกับโถงกว้างขวาง...ที่ว่างเปล่า พอสำรวจรอบ ๆ ก็ถึงกับร้องไห้ในใจ บ้านอะไรกันเนี่ย! เฟอร์นิเจอร์ เครื่องอำนวยความสะดวกก็ไม่มีสักอย่าง ยังดีที่บ้านสะอาดสะอ้าน บ้านเป็บ้านไม้ชั้นเดียวใต้ถุนสูงลิบ ้าแบ่งเป็ห้องนอนสามห้องที่เรียงติดกัน ส่วนด้านหลังก็เป็ชานบ้านโล่งๆ ที่มีตุ่มน้ำตั้งเรียงกันเป็แถว และที่ขาดไม่ได้คือเตาไฟแบบบ้าน ๆ ที่ดูแล้วน่าจะเอาไว้ทำครัว ไม่ใช่เอาไว้อบพิซซ่าหรู ๆ แน่ ๆ
‘โอ๊ยยย นี่เราอยู่ในรายการ "ไฮโซบ้านนอก ซีซั่นพิสดาร" หรือไงกันเนี่ย?!’ ข้าวหอมได้แต่กรีดร้องในใจ สภาพตอนนี้คือเหมือนหลุดไปอยู่ในโลกที่ไม่มีแอร์ ไม่มีไวไฟ ไม่มีแม้แต่ตู้เย็น! เธอค่อย ๆ ย่องลงบันไดมาทีละก้าวอย่างช้า ๆ ราวกับนางแบบกำลังเดินแบบบนรันเวย์ เพราะบันไดมันชันมาก ชันจนคิดว่าถ้าพลาดไปทีมีหวังกลิ้งไปหยุดที่หน้าปากซอยแน่ ๆ
พ่อจ๋า แม่จ๋า นี่หนูอยู่ไหน?
“ข้าวหอม!! ฟื้นแล้วเหรอลูกกกก” เสียงของศจีผู้เป็ะโขึ้นมาด้วยน้ำเสียงดีใจปนโล่งอกราวกับถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง ข้าวหอมหันขวับไปมองทันที หัวใจเต้นระรัวด้วยความดีใจ
“พ่อ! แม่! นี่เราอยู่ไหนกันคะ พ่อกับแม่พาข้าวหอมมาเที่ยวเหรอคะ!” ข้าวหอมพุ่งเข้าไปกอดศจีแน่นราวกับลูกหมีกำลังกอดถังน้ำผึ้ง เธอคิดว่านี่คงเป็เซอร์ไพรส์ทริปสุดแนวที่พ่อกับแม่จัดให้ แต่แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นความผิดปกติ “แต่เอ๊ะ...ทำไมพ่อกับแม่แต่งตัวแบบนี้ล่ะคะ?” พลางสำรวจตัวเอง “เอ๊ะ! หนูก็ด้วย!” ข้าวหอมถึงกับมึนอีกรอบ เมื่อก้มลงมองชุดที่ตัวเองใส่ เสื้อผ้าสีซีดเก่าจนแทบจะเรียกชื่อสีไม่ถูก ถ้าจับแรง ๆ มีหวังเปื่อยยุ่ยติดมือ เนื้อผ้าก็สากจนแทบจะขูดมะพร้าวได้ นี่มันชุดคนยุคหินรึเปล่าเนี่ย?!
พ่อ แม่ ‘ลูกสาวฉันเพี้ยนไปแล้ว!’
“ข้าวหอม...ลูกพูดอะไรน่ะ พ่องงไปหมดแล้ว หนูหายดีแล้วใช่มั้ย?” รุจน์ ผู้เป็พ่อ ถามลูกสาวด้วยความเป็ห่วงสุด ๆ เพราะสองวันที่แล้วลูกสาวสุดที่รักของเขาไปเล่นน้ำคลองชลประทานแถวบ้าน แล้วดันจมน้ำ โชคดีที่ชาวนาแถวนั้นใจดีะโลงไปช่วยไว้ได้ทัน หลังจากสลบไปสองวัน วันนี้ลูกสาวก็ฟื้นขึ้นมาได้ ดูจากภายนอกก็เหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ฟังจากคำพูดคำจาแล้ว…หรือว่าลูกสาวเขาจะมีปัญหาทางสมองจริงๆ นะ?
“พ่อ! อย่ามาแกล้งหนูเลย! ไหน! กล้องซ่อนอยู่ตรงไหน บอกหนูมานะ!” ข้าวหอมวิ่งวุ่นไปตามเสาไม้แต่ละต้น พยายามสอดส่องหากล้องที่ซ่อนไว้ แต่ก็ว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลยแม้แต่กล้องวงจรปิด นี่เธอไม่ได้อยู่ในรายการตลกบ้า ๆ บอ ๆ หรอกเหรอ? หรือว่ากำลังเจอผีหลอกตอนกลางวันแสก ๆ กันแน่?!
รุจน์และศจีมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ด้วยความใและกลุ้มใจสุดขีด ยัยหนูคนดีของพวกเขาคงจะมีปัญหาทางสมองจริง ๆ แล้วแหละ…สงสัยต้องพาลูกไปรดน้ำมนต์ล้างซวยซะแล้วมั้ง!