Chapter 22 : ความจริงที่ถูกตีแผ่
“ดูท่าวันนี้เราคงได้อะไรเด็ดๆ เขียนแน่เลย” เสียงใสกล่าวขึ้น
หญิงสาวมองไปเบื้องหน้าของเธอ เผยให้เห็นถึงกลุ่มคนหลายสิบกำลังเดินเข้าตึกๆ หนึ่ง มุมปากยกยิ้มขึ้นก่อนจะเดินตามพวกเขาเข้าไปอย่างไม่รีรอ
แหม่ม คือชื่อของเธอ เธอมีอายุสามสิบสองปี หน้าที่การงานปัจจุบันคือการทำเพจข่าวบนเฟซบุ๊กชื่อ เดอะแหม่ม (The Ma’am) เป็เพจที่คอยเขียนบทความข่าวเพื่อตีแผ่ความจริงของเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งมียอดผู้ติดตามถึงห้าแสนเลยทีเดียว
มีหลายครั้งที่บทความข่าวจากเพจของเธอได้รับความสนใจจากสาธารณชน ได้รับการกดไลค์และแชร์มากมาย รวมไปถึงออกข่าวตามสถานีโทรทัศน์อีกด้วย
อย่างที่กล่าวไปในข้างต้นว่าเพจเดอะแหม่มเป็เพจข่าวที่มีชื่อเสียงทางด้านข่าวที่ตีแผ่ความจริง ทำให้ในวันนี้ทันทีที่หญิงสาวได้รับข้อความมากมายจากลูกเพจของเธอให้มาค้นหาความจริงจากดราม่า #โรสโป๊ะแตก ซึ่งกำลังเป็กระแสอยู่นั้น แน่นอนว่าประเด็นร้อนๆ เช่นนี้มีหรือที่เธอจะพลาดไปได้
่ระยะเวลากว่าสี่ชั่วโมงที่แหม่มใช้ในการตรวจสอบทั้งคลิปวิดีโอต้นตอดราม่าที่เกิดขึ้นในไลฟ์สดของโรส หรือคลิปวิดีโอต่างๆ ของผู้คนมากมายที่เริ่มผุดขึ้นมาหลังจากนั้นไม่นาน วิดีโอที่พวกเขาต่างพูดเป็เสียงเดียวว่า ดันเจี้ยนจากสตูดิโอแห่งนี้สามารถมอบพลังชีวิตให้พวกเขาได้
จากการวิเคราะห์ของเธอ หากนี่ไม่ใช่การสร้างกระแสจากการโฆษณาเกินจริงของเ้าของธุรกิจ ที่ทำการจ้างยูทูปเบอร์มีชื่อเสียงหลายคนเพื่อทำให้ร้านของเขาเป็ที่รู้จักในวงกว้างแล้วล่ะก็ เื่พลังชีวิตก็อาจจะเป็เื่จริงก็เป็ได้
ประสบการณ์จากการทำเพจข่าวนั้นทำให้แหม่มไม่กุลีกุจอรีบมายังสถานที่ต้นเหตุให้ไวที่สุดเหมือนกับคนอื่นๆ เนื่องจากเธอต้องทำการสังเกตการณ์และดูท่าทีเสียก่อนว่ากระแสดราม่าดังกล่าวจะมาไวไปไวหรือเปล่า
ในครั้งที่หญิงสาวสร้างเพจใหม่ๆ มีหลายครั้งที่โซเชียลมีเดียมีดราม่าที่อยู่ๆ ก็ดังเช่นเดียวกันนี้ แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นเื่ก็เงียบไป ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งทำให้เธอในตอนนั้นที่ไปสัมภาษณ์ผู้คนในเหตุการณ์เอาไว้ และกำลังจะลงบทความข่าวดังกล่าวถึงกับอึ้งของความมาไวไปไวของความสนใจของชาวเน็ต และก็เป็ไปตามคาด บทความข่าวของเธอไม่ได้รับการสนใจเท่าที่ควรเพราะว่ากระแสดราม่านั้นได้หายไปแล้วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
และนี่เองก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมเธอจึงใช้เวลาสี่ชั่วโมงในการค้นหาข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับดราม่าที่กำลังเกิดขึ้นและพยายามเขียนกับวิเคราะห์ออกมาก่อนที่จะเดินทางมายังออตเทอร์ดันเจี้ยนสตูดิโอ
เมื่อแหม่มเดินเข้าไปในร้านก็ต้องประหลาดใจที่ได้เห็นผู้คนมากมายกำลังพูดคุยกันอยู่ เหนือศีรษะของเธอคือคาเมร่าบอลที่ลอยอยู่ซึ่งมันกำลังเก็บภาพต่างๆ ให้กับหญิงสาวเพื่อใช้เป็ภาพในการเขียนบทความ
เธอเดินตรงไปที่หน้าเคาน์เตอร์ของสตูดิโอซึ่งมีหญิงสาวหน้าตาสะสวยสวมชุดวันพีชสีขาวยืนอยู่อย่างรวดเร็ว ยิ้มขึ้นก่อนจะเอ่ยถาม “ขอโทษนะคะคุณน้องพนักงาน พี่ชื่อแหม่มนะคะ มาจากเพจเดอะแหม่ม เพจข่าวที่คอยตีแผ่ความจริงที่ชาวเน็ตสงสัย ไม่ทราบว่าพี่จะขอถ่ายวิดีโอกับสัมภาษณ์น้องได้รึเปล่าคะ”
“ได้ค่ะ”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายอนุญาต แหม่มจึงไม่รอช้า หยิบกระดาษโน้ตของเธอที่เขียนคำถามที่เตรียมเอาไว้ออกมากางและเริ่มถามคำถามทันที
“ก่อนอื่นเลยพี่ขอถามชื่อน้องหน่อยค่ะ น้องชื่ออะไรคะ”
“มายค่ะ” เธอตอบ
“โอเคค่ะน้องมาย พี่ขอให้น้องมายพูดถึงรายละเอียดเกี่ยวกับดันเจี้ยนสตูดิโอนี้หน่อยได้ไหมคะ”
เพื่อไม่ให้ดูเป็การน่าเกลียดเกินไปในการถามคำถามที่้าถาม จึงทำให้แหม่มเตรียมคำถามดังกล่าวไว้ เพื่อที่จะได้ให้อีกฝ่ายได้อธิบายและให้ข้อมูลเกี่ยวกับสตูดิโอนี้ เป็การเปิดการสัมภาษณ์ที่ดูไม่น่าเกลียด อีกทั้งยังเป็การเพิ่มข้อมูลที่บางทีเธออาจจะไม่รู้มาก่อน
“ได้เลยค่ะ ร้านของเราชื่อว่าออตเทอร์ดันเจี้ยนสตูดิโอค่ะ ก็ตามชื่อเลย ที่นี่เราเปิดให้บริการดันเจี้ยนค่ะ โดยตอนนี้ทางสตูดิโอของเรามีดันเจี้ยนอยู่ด้วยกันสามแห่ง ดันเจี้ยนแรกคือดันเจี้ยนทุ่งราบแห่งวรนาถ เหมาะสำหรับผู้ที่อยู่เทียร์หนึ่งระดับจีที่เพิ่งจะเริ่มฝึกวิชาและยังไม่ถนัดการต่อสู้เท่าไหร่ หรือพวกที่้าจะโซโล่ดันเจี้ยนคนเดียวค่ะ” ตอบคำถามให้นักข่าวเบื้องหน้าฟังด้วยเสียงใสๆ ของเธอ
“จากที่พี่รู้มา ใช่ดันเจี้ยนนี้หรือเปล่าคะที่มีด้วงเต็มไปหมด แถมมีตะขาบตัวใหญ่แล้วก็เอไอผู้หญิง” แหม่มถามขึ้นเมื่อนึกถึงวิดีโอไลฟ์สดของโรสที่มีคนอัดไว้และปล่อยลงบนอินเทอร์เน็ต
“ใช่ค่ะ ส่วนดันเจี้ยนที่สองคือดันเจี้ยนป่าดิบชื้นแห่งก็อบลินค่ะ ดันเจี้ยนนี้มายบอกรายละเอียดอะไรไม่ได้มาก เพราะกลัวว่าอาจจะไปสปอยล์จนทำให้ลูกค้าของทางร้านหมดสนุกเอา เอาเป็ว่าดันเจี้ยนนี้เหมาะสำหรับเข้าเป็ปาร์ตี้แล้วกันค่ะ” เธอกล่าวด้วยเสียงแ่เบา
“โอ้ว พี่ชักจะสงสัยแล้วสิว่าเป็เื่อะไร” พูดขึ้นด้วยความสงสัย อยากรู้ทันใดว่าข้อมูลอะไรที่จะทำให้ลูกค้าจะหมดสนุกหากได้รู้
“ถ้าพี่อยากรู้ มายแนะนำให้ลองเข้าลองดูไปค่ะ” ไม่ลืมที่จะหลอกล่อเพื่อให้ร้านของเธอได้เหยื่- เอิ่ม ลูกค้าใหม่
เมื่อได้ยินประโยคของหญิงสาวแสนสวยเบื้องหน้า แหม่มก็พลันหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะพูดขึ้น “ฮ่าๆ พี่เป็แค่คนธรรมดาค่ะ เกรงว่าถ้าเข้าไปก็ตายเปล่าๆ”
หญิงสาวพูดสวนออกไปทันทีเมื่อได้ยินประโยคดังกล่าว “ถ้างั้นสำหรับพี่ มายขอแนะนำดันเจี้ยนสุดท้ายเลยค่ะ ดันเจี้ยนนี้มีชื่อว่าดันเจี้ยนโรงฝึก เหมาะสำหรับั้แ่พวกที่อยู่เทียร์หนึ่งแรงก์จีขึ้นไปจนถึงแรงก์เอเลยค่ะ เป็ดันเจี้ยนที่ทางสตูดิโอของเราใส่เอไอพิเศษเอาไว้ สามารถเข้าไปเรียนรู้วิชาต่างๆ หรือจะเข้าไปฝึกการต่อสู้ก็ได้ค่ะ”
“แล้วดันเจี้ยนนี้เกี่ยวอะไรกับพี่เหรอคะ น้องมายถึงได้แนะนำให้” อดไม่ได้ที่เธอจะถามออกไป ก็อีกฝ่ายเกริ่นว่าเกี่ยวกับเธอมาซะขนาดนี้
“เพราะว่าดันเจี้ยนนี้มีความพิเศษอยู่อีกอย่างค่ะ” มายตอบพร้อมกับยิ้มกรุ้มกริ่ม
“พิเศษ? พิเศษยังไงคะน้องมาย”
เมื่อเห็นว่าเหยื่อติดกับกับดักที่เธอวางไว้แล้ว มายก็พลันแสยะยิ้มกว้างออกมา ก่อนจะเอ่ยขึ้น “เพราะว่าดันเจี้ยนนี้ถูกออกแบบมาให้มีฟังก์ชันที่สามารถทำให้คนธรรมดามีพลังได้ค่ะ”
“ฮะ!? น้องมายหมายความว่ายังไง” แหม่มอุทานออกมาด้วยความใ
“พี่คงรู้ดีใช่ไหมคะว่าไม่ใช่มนุษย์ทุกคนที่จะสามารถเข้าใจถึงกลไกของพลังงานเหนือธรรมชาติที่เราเรียกว่ามานาหรือฉีได้ กับบางคนแค่อ่านหนังสือฮาวทู (How to) ก็สามารถััถึงการมีอยู่ของมันได้แล้ว แต่กับบางคนต่อให้พยายามแค่ไหน จะอ่านวิธีการหรือจ้างผู้วิเศษมาสอนหนักแค่ไหนก็ไม่สามารถเข้าใจและััถึงการมีอยู่ของมันได้ ดันเจี้ยนโรงฝึกนี้จึงเป็คำตอบสำหรับพวกเขาค่ะ เพราะมันสามารถทำให้พวกเขาเ่าั้เข้าใจและสามารถััถึงมานาหรือฉีได้ค่ะ” มายรีบอธิบายออกไป
“น้องมายพูดจริงพูดเล่นคะ สิ่งที่น้องมายพูดพี่ต้องเอาไปเขียนลงบทความนะคะ ถ้าที่น้องมายพูดไม่ใช่เื่จริง น้องมายรู้ใช่ไหมคะว่าชาวเน็ตจะคิดยังไงกับสตูดิโอนี้” เพราะว่ามันเป็เื่ที่น่าเหลือเชื่อเกินไป เธอจึงอดไม่ได้ที่จะเตือนอีกฝ่ายกับสิ่งที่ได้พูดออกมา
ทุกคนรู้ดีว่าการทำให้ตัวเองเป็ผู้วิเศษนั้นไม่ใช่เื่ยาก มันไม่ใช่เื่ยากเลยจริงๆ แต่ก็มีคนมากมายที่ไม่สามารถทำความเข้าใจกับวิธีการต่างๆ ในการที่จะทำให้ตนัักับมานา/ฉีในอากาศได้ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ตาม
เธอเองก็เหมือนกัน แหม่มเป็คนหนึ่งที่ไม่สามารถทำตรงนี้ได้ แม้จะใช้เวลากว่าหกปีั้แ่เรียนมัธยมปลายยันจบปริญญาตรีก็ตาม เธอจึงล้มเลิกความคิดที่จะกลายเป็ผู้วิเศษและเอาแต่คิดว่า กี่ไม่กี่สิบปีข้างหน้าเพื่อนบางคนของเธอจะยังคงสาวและสวย กลับกัน เธอนั้นจะต้องแก่วันแก่คืน ผิวเหี่ยวย่นเป็หนังไก่
และถ้าเป็คุณ คุณจะไม่ใหรือ เมื่อได้ยินว่าดันเจี้ยนแห่งนี้สามารถช่วยให้สิ่งที่คุณปรารถนาได้ โดยในกรณีของแหม่มก็คือ ความเยาว์วัย หลังจากการได้เป็ผู้วิเศษ
“ที่มายพูดคือเื่จริงทั้งหมดค่ะ พี่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวของพี่เอง พี่เป็คนธรรมดานี่ค่ะ” เธอตอบตามความจริง
หัวใจสั่นและเต้นแรงจนสามารถััได้ถึงแรงเต้น ไม่รู้ว่าสิ่งที่คนตรงหน้าบอกนั้นเป็เื่จริงหรือเปล่า แต่เมื่อนึกถึงความสาวความสวยที่จะกลับมาถ้าหากคำพูดของอีกฝ่ายเป็เื่ แหม่มสะกดกลั้นยับยั้งตัวเองเอาไว้เพราะเบื้องหน้าของเธอมีหน้าที่การงานที่จะต้องทำให้สำเร็จเสียก่อน
“โอเคค่ะ หลังจากสัมภาษณ์น้องมายเสร็จ พี่จะไปพิสูจน์แต่ก่อนอื่น มาถึงคำถามต่อไปค่ะ”
ยิ้มรับก่อนจะเอ่ยออกไป “ค่ะ ถามมาได้เลย”
“จากที่ตอนนี้กำลังมีประเด็นบนโลกอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับดันเจี้ยนสตูดิโอ น้องมายรู้เื่หรือเปล่าคะ”
“อ่า เพราะว่าวันนี้อยู่ๆ ลูกค้าก็เพิ่มขึ้นจนน่าสงสัยขึ้นมา พอลองถามดูถึงได้รู้ว่ามีคนมากมายกำลังสงสัยว่าทางสตูดิโอของเรากุเื่พลังชีวิตขึ้นมาแล้วจ้างให้ยูทูปเบอร์มาไลฟ์โฆษณารึเปล่า สินะคะ”
“ใช่ค่ะ ประเด็นนี้เลย พี่เลยอยากถามว่าน้องมายมีความคิดเห็นว่าอย่างไรบ้างคะ”
“มายขอยืนยันนะคะว่าทางสตูดิโอของเราไม่ได้จ้างใครทั้งนั้น และเื่พลังชีวิตก็เป็เื่จริงค่ะ ลูกค้าสามารถดูดซับพลังชีวิตหลังจากกำจัดมอนสเตอร์ในดันเจี้ยนของสตูดิโอของเราได้ค่ะ”
“โอเคค่ะ ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือนะคะ”
ไม่ได้พูดอะไรออกไปเพราะไม่ใช่กงการอะไรของเธอที่จะออกความเห็น หน้าที่ของเธอคือการค้นหาความจริง และการให้มายยืนยันนั้นก็เพื่อที่เธอจะสามารถใช้คำพูดของอีกฝ่ายเป็ตัวกลางและเหตุผลหลักได้
ถ้าหากมีผู้คนมากมายยืนยันว่าจริง สิ่งที่หญิงสาวกล่าวก็จะกลายเป็หัวข้อข่าวที่จะดังกระฉ่อน ดันเจี้ยนที่สามารถมอบพลังชีวิตได้ เท่าที่เธอรู้มาตอนนี้ไม่มีที่ไหนในโลก
แต่ถ้าหากมีผู้คนมากมายยืนยันว่าสิ่งที่เธอกล่าวออกมานั้นไม่เป็ความจริง เื่นี้ก็จะกลายเป็หัวข้อข่าวที่ว่ามีดันเจี้ยนสตูดิโอแห่งหนึ่งหลอกลวงผู้บริโภค และแน่นอนว่าเหล่ายูทูปเบอร์ที่ออกมายืนยันก่อนหน้านี้ก็จะโดนร่างแหไปด้วย
“ยินดีค่ะ” มายตอบเสียงหวาน
โค้งหัวให้กับหญิงสาวในชุดวันพีชเล็กน้อยเพื่อเป็การบอกขอบคุณ หันหลังแล้วหาเหยื่- หมายถึงคนที่เธอเห็นว่าเหมาะสมที่จะสัมภาษณ์ เผอิญสายตาดั่งเหยี่ยวมองเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่เพิ่งเดินออกมาจากสเตชัน ไม่รอช้า แหม่มรีบปรี่เข้าไปหาบุคคลดังกล่าวทันที
“ขอโทษนะคะคุณน้องชายสุดหล่อ พี่ชื่อแหม่มนะคะ พี่มาจากเพจเดอะแหม่ม เพจข่าวที่คอยตีแผ่ความจริงที่ชาวเน็ตสงสัย ไม่ทราบว่าพี่จะขอถ่ายวิดีโอกับสัมภาษณ์น้องได้รึเปล่าคะ”
“เอ่อ…ครับ” งงงวยนิดหน่อยเมื่อเห็นหญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับคาเมร่าบอล
“น้องชื่ออะไรคะ” แหม่มถามขึ้น
“จอห์นครับ” เขาตอบ
“น้องจอห์นค่ะ น้องจอห์นเป็ลูกค้าของดันเจี้ยนสตูดิโอนี้นานรึยังคะ หรือเพิ่งจะเป็ลูกค้าวันนี้” ถามคำถามดังกล่าวเพื่อที่เธอจะสามารถเลือกคำถามที่เหมาะสมที่จะถามอีกฝ่ายได้
“ผมมาที่ร้านนี้ได้สามสี่วันแล้วครับ” จอห์นตอบ พลางนึกย้อนไปถึงวันแรกที่ตนมาที่นี่ เพื่อที่จะเอาชนะเ้าเซเบอร์ทูธและไปทานมื้อเย็นกับน้ำหนึ่งสองต่อสอง แต่สรุปแล้ว สามวันที่ผ่านมานี้เขายังติดแหง็กกับเ้าเสือบ้านั่นอยู่เลย
‘โชคดีจังแฮะเรา เจอลูกค้าเก่า’คิดขึ้นในใจก่อนจะเอ่ยถามชายหนุ่มตรงหน้า “ถ้างั้นน้องจอห์นบอกพี่ได้ไหมคะว่าเื่ที่กำลังมีประเด็นอยู่เป็เื่จริงรึเปล่า”
“เื่ที่กำลังมีประเด็นอยู่? เื่อะไรครับ ผมไม่เห็นรู้เื่เลย” คิ้วขมวดขึ้นเป็ปมทันที ไม่ทราบมาก่อนว่าตอนนี้กำลังมีเื่อะไรเพราะตนมัวแต่ตั้งใจสู้กับเ้าเซเบอร์ทูธอย่างจริงจังจนไม่สนโลกออนไลน์
“อะอ้าว น้องไม่รู้เหรอคะ” เธอเบิกตากว้างขึ้น ก่อนจะคิดในใจ‘มาจากหลังเขารึไงเนี่ย’
“ไม่ครับ ใช่เหตุผลที่ว่าทำไมวันนี้ในร้านถึงคนเยอะรึเปล่าอะพี่”
ถามขึ้นเมื่อสังเกตเห็นว่าวันนี้ในออตเทอร์ดันเจี้ยนสตูดิโอมีลูกค้าเยอะกว่าปกติซึ่งโดยปกติแล้ว จะมีเพียงแค่กลุ่มน้องชายของน้ำหนึ่งและกลุ่มของชายชราที่มาเพื่อเล่นการพนันเท่านั้น
“พี่ว่าน่าจะใช่นะคะ” เธอตอบกลับไปเนื่องจากไม่แน่ใจว่าก่อนหน้านี้นั้นสตูดิโอแห่งนี้มีลูกค้าเยอะขนาดไหน ก่อนจะเล่าประเด็นที่กำลังฮอตฮิตอยู่ในขณะนี้ให้เด็กหนุ่มผมทองได้ฟัง
เมื่อได้ฟังเื่ราวดังกล่าว จอห์นก็พลันร้องอ๋อออกมาและเข้าใจถึงสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นทันที ชายหนุ่มพยักหน้าพร้อมกับตอบคำถามของแหม่ม “งี้นี่เอง ถ้างั้นผมขอยืนยันด้วยเกียรติของสกุลสายรัตนทองคำครับว่าเื่พลังชีวิตเป็เื่จริง”
“จริงๆ เหรอคะน้องจอห์น!?” ไม่ได้คาดคิดว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะมีคำตอบเหมือนกับเหล่ายูทูปเบอร์คนดัง เพราะดูจากทรงแล้วอีกฝ่ายไม่น่าจะโดนจ้างมาจากสตูดิโอ
“ถ้าพี่ไม่เชื่อพี่ลองไปถามใครก็ตามที่เข้าดันเจี้ยนดูครับ” เขาพูดขึ้นเสียงเรียบ
“โอเคค่ะ ขอบคุณที่ให้สัมภาษณ์นะคะ”
“ครับ ไม่เป็ไรครับ”
กล่าวเสร็จชายหนุ่มก็เดินแยกไป เหลือเพียงแต่แหม่มที่บัดนี้กำลังยืนคิดวิเคราะห์ถึงสถานการณ์นี้อยู่
หลังจากนั้นสิบนาที แหม่มได้เข้าไปสัมภาษณ์ลูกค้าที่มาใช้บริการที่นี่หลายคน ถ้าหากพวกเขาได้เข้าดันเจี้ยนไปแล้ว คำตอบของทุกคนต่างพ้องเป็เสียงเดียวกันว่า จริง ซึ่งทำให้หญิงสาวประหลาดใจเป็อย่างมาก
ไม่ใช่เพราะว่าไม่ได้คาดเห็นมาก่อน แต่เพราะว่าเธอตกตะลึงที่เทคโนโลยีของโลกสามารถทำแบบนี้ได้แล้ว แต่กระนั้นเธอก็ยังไม่สามารถนำมันไปลงบทความเพื่อเผยแพร่ได้อยู่ดี เนื่องจากเธอคิดเสมอว่าการที่คนส่วนใหญ่พูดว่าจริง ก็ไม่ได้หมายความว่านั่นคือเื่จริงเสมอไป เธอสามารถใส่ลงไปในบทความของเธอได้ว่าทุกคนที่เธอถามนั้นมีคำตอบเกี่ยวกับเื่ดังกล่าวว่ามันเป็จริง แต่ในฐานะผู้ตีแผ่เธอไม่สามารถออกความเห็นจากมุมมองของเธอได้ว่า มันคือความจริง เพราะว่าไม่ใช่ตัวเธอที่เป็ผู้พิสูจน์
“หรือเราจะเข้าดันเจี้ยนโรงฝึกเพื่อพิสูจน์เื่ที่น้องมายพูดดี ถ้าที่น้องเขาพูดเป็เื่จริง ถ้างั้นเื่พลังชีวิตก็อาจจะเป็เื่จริงเหมือนกัน”
เนื่องด้วยตนไม่ได้มีพลังอะไร เป็เพียงคนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ทำให้แหม่มไม่สามารถเข้าดันเจี้ยนเพื่อไปพิสูจน์ได้ว่าการกำจัดมอนสเตอร์ในดันเจี้ยนของสตูดิโอนี้นั้นจะทำให้สามารถได้รับพลังชีวิตจริงหรือไหม
และในขณะที่แหม่มกำลังกลุ้มใจกับตัวเองอยู่นั้นเอง พลันก็มีเสียงะโดังขึ้นลั่นไปทั่วบริเวณ
“มึงขอโทษพี่ไนท์เดี๋ยวนี้ อัดวิดีโอขอโทษเดี๋ยวนี้!”
เมื่อหญิงสาวหันไป ก็เผยให้เห็นถึงกลุ่มคนจำนวนสิบกว่าคน กำลังชี้หน้าตะคอกชายหนุ่มคนหนึ่งอยู่ ไม่แน่ใจว่าสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นซึ่งเป็สันดา- หมายถึงนิสัยของนักข่าว แหม่มจึงไม่รอช้า สาวเท้าเดินเข้าไปถามอย่างรวดเร็ว
“ขอโทษนะคะเกิดอะไรขึ้นเหรอคะ” เอ่ยเสียงหวานถามออกไป
พวกเขาหันมาตามเสียง ก่อนที่ชายคนหนึ่งในกลุ่มจะกล่าวขึ้น “ก็คุณคนนี้เขาเข้าไปป่วนในไลฟ์ของพี่ไนท์ ยูทูปเบอร์ช่องsupernight ว่าที่พี่เขาบอกว่าเื่พลังชีวิตเป็เื่โกหก พวกผมเลยท้าเขาให้มาพิสูจน์”
“ใช่ ตอนแรกก็นึกว่าจะปอด แต่มันก็มาจริงๆแล้วทีนี้พวกเราก็เลยพากันเข้าไปในดันเจี้ยน สรุปแล้วเื่พลังชีวิตก็เป็เื่จริง พอออกมาจากดันเจี้ยนมันเลยจะวิ่งหนีกลับบ้าน!” เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างกายของชายคนที่ตอบเธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
“ใครบอกกูจะหนี กูแค่อยากเข้าห้องน้ำหรอกเหอะ!” ผู้ถูกกล่าวหาะโเถียงกลับ เขาก็คือยูเซอร์เนมtblazers12 นั่นเอง
“ห้องน้ำอยู่ข้างบันได แล้วไมมึงจะวิ่งออกจากร้านอะ” เด็กหนุ่มถามกลับ
ชายหนุ่มคนดังกล่าวปิดปากสนิท ไม่สามารถเถียงกลับอีกฝ่ายได้เพราะสาเหตุที่เขาวิ่งลงมาเพื่อจะออกจากร้านจริงๆ แล้วก็คือหนีกลุ่มคนตรงหน้าจริงๆ
ก่อนหน้านี้นั้นเขายอมรับ (ในใจ) ว่าสิ่งที่เขาคอมเมนต์ลงไปในช่องของยูทูปเบอร์คนนั้นดังเป็สิ่งที่เขาคิดจริงๆ ตอนที่โดนท้าแล้วตอบรับคำท้านั้น เขามั่นใจว่าเื่ทั้งหมดเป็เื่หลอกลวง แต่ใครจะไปคาดคิดล่ะว่าเมื่อฆ่าไอ้พวกด้วงในดันเจี้ยนนั้นแล้วพลังชีวิตจะไหลเข้ามาหาเขาจริงๆ
ทำให้หลังจากเขาฟื้นขึ้นมาบนห้องพยาบาลชั้นสองหลังจากตายด้วยอะไรก็ไม่รู้ในดันเจี้ยนทุ่งราบวรนาถแล้ว เขาจึงรีบวิ่งลงมาเพื่อที่จะหนีแต่ที่ชั้นหนึ่งดันมีพวกแฟนคลับของไนท์อยู่นี่สิ พวกนั้นไม่ได้เข้าไปในดันเจี้ยนด้วยเนื่องจากการเข้าหนึ่งครั้งสามารถเข้าได้สูงสุดแค่เพียงหกคนเท่านั้น ทำให้คนเหล่านี้รออยู่ตรงล็อบบี้สุดหรู
เมื่อเห็นว่าเขาวิ่งลงมาเพื่อที่จะหนี คนพวกนั้นก็พลันรุมกันจับเขาให้จ้าละหวั่น และเขาไม่สามารถหนีพ้นเงื้อมมือของอีกฝ่ายไปได้ ทำให้เขาต้องมายืนเถียงและหาข้ออ้างอยู่นี่ไง
“เงียบ เงียบไปเลยวะ จะหนีก็ยอมรับมาเหอะ” เด็กหนุ่มคนเดิมถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังเงียบสนิทและไม่มีท่าทีอันใด กลุ่มคนดังกล่าวก็เริ่มคิ้วขมวด ก่อนที่เด็กสาวคนหนึ่งจะถามขึ้น “เอาไงดีคะพี่ๆ ดูเหมือนเขาจะไม่ยอมถ่ายคลิปขอโทษพี่ไนท์แน่ๆ เลย”
“มันต้องถ่าย ลูกผู้ชายซะปะ” ประโยคแรกหันไปพูดกับเด็กสาวก่อนจะหันไปพูดประโยคหลังกับชายหนุ่มที่มีสีหน้าเครียดที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
ทั้งสองฝ่ายจ้องตากันเขม็ง ฝ่ายหนึ่ง้าให้อีกฝ่ายอัดคลิปวิดีโอขอโทษที่กล่าวหาไนท์ อีกฝ่ายถึงจะรู้ตัวดีว่าตนผิดแต่ก็ไม่อยากอับอายตัวเอง ถ้าหากโพสต์มันลงบนโซเชียลมีเดียแล้วล่ะก็ เพื่อนๆ ของเขาจะต้องล้อไปอีกสิบยี่สิบปีเผลอๆ เป็ร้อยปีแน่ๆ ความอับอายนี้ต้องไม่เกิดขึ้น!
ชายหนุ่มก้าวเท้าออกไปข้างหน้าก่อนจะพุ่งตรงไป กลุ่มคนสิบกว่าคนที่เห็นอีกฝ่ายกำลังพุ่งมาทางพวกเขาก็พลันนึกว่าอีกฝ่ายจะใช้กำลังในการฝ่าออกไปจากร้าน พวกเขาจึงทำการตั้งท่าเตรียมต่อสู้ และเมื่ออีกฝ่ายวิ่งหาถึงด้านหน้าของพวกเขา
“ขอโทษค้าบ ผมผิดไปแล้ว ยกโทษไปผมด้วย อย่าให้ผมอัดคลิปลงเน็ตเลยนะ มันน่าอาย”
พูดออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ บีบน้ำตาออกมาอย่างเป็ธรรมชาติพร้อมกับก้มลงคุกเข่าพลางกำมืออ้อนวอนกลุ่มคนเบื้องหน้า
“ฮะ?”
คนสิบกว่าสิบตรงนั้นงงงวยกันไปตามๆ กัน ไม่คิดว่าชายหนุ่มจะวิ่งเข้ามาคุกเข่าขอร้องอ้อนวอนพวกเขาด้วยความน่าเวทนา
“เอาไงดีอะคะ” เด็กสาวคนหนึ่งถามขึ้น
“ช่วยไม่ได้ ไม่ต้องให้มันถ่ายคลิปได้แต่มันต้องขอโทษไนท์” ชายหนุ่มที่ดูจะอายุเยอะที่สุดกล่าวอย่างใจอ่อน
“ผมก็คิดว่างั้น” ชายหนุ่มอีกคนพูดเสริม
เมื่อเห็นว่าทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย ผู้ที่กำลังคุกเข่าอยู่ก็พลันเปลี่ยนสีหน้ามาเป็ดีใจก่อนจะไหว้ขอบคุณกลุ่มคนตรงหน้า
“ว่าแต่พี่ไนท์ยังไม่ออกมาอีกเหรอ ชั่วโมงกว่าแล้วนะ” เด็กหนุ่มถาม
“ถ้าจำไม่ผิด น่าจะต้องรอให้ครบสามชั่วโมงนะ” คนหนึ่งในกลุ่มตอบ
“ถ้างั้นก็รอจนพี่ไนท์ออกมาแล้วค่อยให้พี่คนนี้ไปขอโทษแล้วกัน”
“ครับ ได้ครับ ผมรอได้ครับ!” กล่าวออกมาด้วยเสียงอันหนักแน่น ขอแค่ไม่ต้องให้เขาอัดคลิปวิดีโอลงอินเทอร์เน็ตก็พอ เขายอมได้หมด
แหม่มที่เห็นว่าเื่ดังกล่าวคลี่คลายแล้วก็พลันเดินมานั่งบนโซฟาก่อนจะหยิบแล็ปท็อปจากกระเป๋าขึ้นมา ก่อนจะทำการย้ายวิดีโอที่เธอได้สัมภาษณ์เข้าไป เสียบหูฟัง
‘จากเหตุการณ์เมื่อกี้ แสดงว่าเื่พลังชีวิตเป็เื่จริงสินะ’ คิดในใจก่อนจะตัดสินใจพิมพ์เนื้อหาของบทความจากบทสัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ลงไป
ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงบทความของเธอก็เสร็จสิ้น พาดหัวข่าวว่า [เผยความจริง#โรสโป๊ะแตก นวัตกรรมใหม่หรือแค่หลอกลวง?] กดโพสต์ลงไปบนเพจ ก่อนจะพับแล็ปท็อปของเธอและใส่มันลงไปในกระเป๋าเช่นเดิม
แหม่มยืนขึ้นยืดเส้นยืดสายก่อนจะควักเงินในกระเป๋าของตนออกมาหนึ่งร้อยบาทและเดินไปยังเคาน์เตอร์ที่มายกำลังยืนยิ้มอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย
“ดันเจี้ยนโรงฝึกค่ะน้องมาย” เธอกล่าวพร้อมกับยื่นธนบัตรสีส้มให้กับหญิงสาว
“ได้ค่ะ ขอให้สนุกกับดันเจี้ยนของเรานะคะ” เสียงหวานเอ่ยพร้อมกับยื่นป้ายด็อกแท็กมาให้เธอ
แหม่มรับมันมาก่อนจะเดินเข้าสเตชันไปพลางคิดในใจ ‘ขอให้สิ่งที่น้องมายพูดเป็เื่จริง ความสาว ฉันมาแล้ว!’
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง บนรถบีเอ็มดับเบิ้ลยูสีดำคันหรู ชายในชุดสูทสีดำทรงเนียบและสะอาดซึ่งสวมแว่นดำโดยไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมอยู่ในรถยังต้องสวมมัน ที่มือของเขาถือโทรศัพท์สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ เขากำลังโทรฯ หาใครบางคน คนที่เขาไม่ได้บันทึกหมายเลขเอาไว้ และเมื่อปลายสายรับโทรศัพท์เขาก็รับพูดขึ้นทันที
“ยืนยันแล้วครับว่าสตูดิโอนี้มีพลังชีวิตจริงๆ”
“ครับ ครับ ผมจะคอยเฝ้าไม่ห่าง ครับ ครับนายท่าน”
สิ้นประโยคก็พลันกดวางสายและหันไปมองผ่านหน้าต่างประตูรถไปซึ่งเบื้องหน้าของเขาคือตึกๆ หนึ่งที่มีป้ายเขียนเอาไว้ว่า ออตเทอร์ ดันเจี้ยน สตูดิโอ