ภายในตระกูลปู้เฝิง
ปู้เฝิงจ้องมองเย่าตู๋จิ่วที่กำลังร่ายมนตร์ทำพิธี หรือจะพูดให้ถูกคือคนผู้นี้กำลังหลอม “โอสถโลหิต” ให้แก่เขาด้วยท่าทางลนลานกระวนกระวาย
พูดตามตรง ตอนนี้เขารู้สึกตื่นเต้นและกังวลอย่างยิ่ง เพราะโอสถโลหิตทั้งสิบเม็ดนั้นมีความสำคัญต่อเขามาก เขาสามารถใช้โอสถเ่าั้สร้างกองกำลังนักรบเดนตายขึ้นมากองทัพหนึ่ง โดยอาศัยโอสถโลหิตสิบเม็ดนั้น จากนั้นค่อยส่งพวกมันออกไปปล้นชิงเหมืองทองแห่งอื่นๆ ในอาณาจักรหย่าสือหลานมาเป็ของตน เมื่อถึงเวลานั้น เขาจะไม่ใช่เพียงพ่อค้าเหมืองทองรายใหญ่ที่สุดในอาณาจักรหย่าสือหลานอีกต่อไป แต่จะเป็... พ่อค้าเหมืองทองเพียงหนึ่งเดียวของอาณาจักรนี้เลยต่างหาก!
คำว่ารายใหญ่ที่สุดกับเพียงหนึ่งเดียว สองคำนี้ช่างมีน้ำหนักต่างกันลิบลับ
ถึงเวลานั้น การหมุนเวียนเงินตราในอาณาจักรหย่าสือหลาน ย่อมต้องขึ้นอยู่กับการควบคุมของเขาเพียงผู้เดียว
ส่วนเื่ทหารรับจ้างไม่กี่คนที่ติดตามเขามานั้น ปู้เฝิงไม่ได้มีความกังวลแม้แต่น้อย ในเมื่อท่านหยางกั้วออกโรงด้วยตัวเอง การจะจัดการทหารรับจ้างกระจอกเ่าั้ย่อมง่ายดายประดุจพลิกฝ่ามือ ไม่ต้องพูดถึงว่าในตระกูลปู้เฝิงแห่งนี้ เงินที่เขาต้องจ่ายให้หยางกั้วในแต่ละปีนั้น เป็ตัวเลขที่ปุถุชนทั่วไปไม่อาจจินตนาการได้เลย!
ในขณะที่ปู้เฝิงกำลังจับตาดูเย่าตู๋จิ่วทำพิธีอยู่นั้น ก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นข้างๆ เขาอย่างกะทันหัน
“ปู้เฝิง เ้ากำลังทำอันใดอยู่รึ?”
“หือ?”
เมื่อได้ยินเสียงนั้น ปู้เฝิงชะงักไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงนี้ช่างคุ้นหูเหลือเกิน คล้ายกับเคยได้ยินที่ใดมาก่อน?
อีกทั้งในตระกูลปู้เฝิงแห่งนี้ ผู้ใดเห็นเขาเป็ต้องขานเรียก “ท่านผู้นำตระกูล” ไฉนจึงมีผู้กล้าบังอาจเรียกขานชื่อเขาตรงๆ เช่นนี้?
ปู้เฝิงหันไปมองด้วยความฉงน และก็ได้เห็นเซี่ยฝูคุนกำลังยืนส่งยิ้มให้เขาอย่างมีเลศนัย
“???”
ยามที่มนุษย์ตกอยู่ในอาการขวัญหนีดีฝ่อถึงขีดสุด ย่อมมิอาจเปล่งเสียงใดออกมาได้
สภาพของปู้เฝิงในตอนนี้ก็มิผิดเพี้ยนไปจากนั้น ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้แผดร้องด้วยความตระหนก เซี่ยฝูคุนก็เอื้อมมือมาปิดปากเขาไว้
“อย่าเพิ่งร้อง ข้าเพียงอยากจะถามเ้าดูหน่อย ว่ากำลังทำบ้าอันใดอยู่?”
เซี่ยฝูคุนพูดด้วยสำเนียงยียวนที่เขาคิดว่าปู้เฝิงน่าจะฟังเข้าใจได้ดี
“พวกเ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร... แล้วท่านหยางเล่า?”
หลังจากเซี่ยฝูคุนเอามือออก ปู้เฝิงก็จ้องมองเซี่ยฝูคุนและเยี่ยชิงหว่านด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความระแวง
“ท่านหยาง? เ้าหมายถึงหยางกั้วที่เชี่ยวชาญกระบี่ผู้นั้นรึ?”
“ถูกต้อง ท่านหยางมีชื่อเสียงไปทั่วหล้า...”
ยังไม่ทันที่ปู้เฝิงจะเยินยอจบ เซี่ยฝูคุนก็โบกมืออย่างรำคาญ ก่อนจะหยิบกระบี่ล้ำค่าของหยางกั้วออกมาจากแหวนมิติ
“กระบี่ของเขายังอยู่ที่ข้า แล้วเ้าคิดว่าพวกเรามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรเล่า?”
“พวกเ้า... หรือว่าพวกเ้าติดสินบนซื้อตัวท่านหยางไปแล้ว???”
ปู้เฝิงอุทานด้วยความตกตะลึง
“เพียะ!”
เซี่ยฝูคุนตบหน้าอีกฝ่ายไปฉาดใหญ่
“พูดจาให้มันเหมือนคนหน่อย”
เขาถลึงตาใส่ปู้เฝิงคราหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อว่า
“เ้าแน่ใจรึ ว่าตาเฒ่าคนนี้กำลังหลอมโอสถโลหิตให้เ้าจริงๆ?”
เซี่ยฝูคุนชี้นิ้วไปยังเย่าตู๋จิ่วที่อยู่ไม่ไกลนัก
“ย่อมแน่ใจสิ ท่านอาจารย์เย่ามิมีทางลวงข้าแน่”
ปู้เฝิงเอ่ยด้วยความมั่นใจ
“ััได้หรือไม่?”
เซี่ยฝูคุนเลิกสนใจปู้เฝิง เพราะเขารู้สึกว่าสมองของหมอนี่คงจะเข้าขั้นเยียวยาไม่ได้แล้ว เขาจึงหันไปถามเยี่ยชิงหว่านแทน
“ยังมิชัดแจ้งนัก ทว่าข้ากลับรู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล ความรู้สึกนี้ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก ฝ่ายตรงข้ามอาจกำลังร่ายมนตร์ดำสายมาร หรือเป็ไปได้ว่าเขากำลังพยายามอัญเชิญปีศาจเพื่อทำสัญญาผูกมัดมัน”
“ปีศาจ?”
เซี่ยฝูคุนชะงักไป
เขาคาดไม่ถึงเลยว่าบนทวีปจิ่วโยวแห่งนี้จะมีสิ่งที่เรียกว่าปีศาจอยู่ด้วย เหตุใดก่อนหน้านี้เขาจึงไม่เคยได้ยินเื่นี้มาก่อน?
“ปีศาจนั้นมาจากอีกโลกหนึ่ง ทว่ามีคนบางพวกที่ปรารถนาทางลัด จึงพยายามเชื่อมต่อโลกทั้งสองเข้าด้วยกัน เพื่อทำสัญญากับปีศาจและสูบเอาพลังจากพวกมันมาเป็ของตน”
“อ้อๆ”
เซี่ยฝูคุนพยักหน้า พูดตามตรง เขาก็อยากจะเห็นนักว่าปีศาจนั้นจะมีหน้าตาเช่นไร จะมีเขาแพะ ถือสามง่าม และมีหางปลายแหลมเหมือนในจินตนาการหรือไม่?
“ทว่าไม่ว่าอย่างไร พวกเราต้องหยุดเขาให้ได้ หากปล่อยให้เขาทำสัญญาผูกมัดกับปีศาจสำเร็จ เื่ราวจะยุ่งยากมาก เมื่อหลายพันปีก่อน ทวีปจิ่วโยวเคยถูกปีศาจรุกราน ยามนั้นทั่วทั้งทวีปพินาศย่อยยับจนเหลือเพียงซาก จนกระทั่งมียอดฝีมือขอบเขตบรรลุเซียนปรากฏตัวขึ้น ท่านผู้นั้นเป็ผู้ผนึกปีศาจทั้งหมดลงสู่ขุมนรก ทว่าหากมีผู้ฝึกยุทธ์ในทวีปจิ่วโยวทำสัญญาผูกมัดกับปีศาจมากเกินไป จะทำให้รอยผนึกรั่วไหล และตอนนั้นปีศาจจะหวนคืนสู่ทวีปจิ่วโยวอีกครา”
เมื่อได้ฟังน้ำเสียงอันเคร่งเครียดของเยี่ยชิงหว่าน เซี่ยฝูคุนก็ตระหนักได้ว่าเื่นี้ไม่ใช่เื่เล่นๆ เสียแล้ว แม้เขาจะอยากเห็นปีศาจเพียงใด แต่อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในเวลานี้
เพราะเหตุผลสำคัญคือ—
เยี่ยชิงหว่านเพิ่งบอกว่าต้องเป็ผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตบรรลุเซียนเท่านั้นถึงจะสามารถขับไล่ปีศาจกลับสู่ขุมนรกได้ หากตาเฒ่าประหลาดที่อยู่ตรงหน้าอัญเชิญปีศาจระดับขอบเขตครึ่งก้าวบรรลุเซียน หรือแม้แต่ขอบเขตบรรลุเซียนออกมา ต่อให้เขาอัญเชิญสัตว์อสูรระดับเก้าออกมาก็คงไร้ความหมาย!
เมื่อคิดได้ดังนั้น เซี่ยฝูคุนจึงรีบพูดขึ้นทันที
“เ้าคอยเฝ้าปู้เฝิงไว้ที่นี่ ข้าจะเป็คนไปจัดการตาเฒ่าประหลาดนั่นเอง”
ยังไม่ทันที่เยี่ยชิงหว่านจะได้พูดอะไร ดวงตาของปู้เฝิงก็แดงฉานด้วยความโกรธแค้น เพื่อวันนี้นั้นเขาเฝ้ารอคอยมาเนิ่นนานเหลือเกิน
“หยุดเดี๋ยวนี้! หากเ้าบังอาจไปรบกวนท่านอาจารย์เย่าตู๋จิ่ว ข้าจะขอประกาศากับเ้าในนามตระกูลปู้เฝิง!”
เมื่อได้ยินคำขู่นั้น เซี่ยฝูคุนก็ฟาดสันมือลงบนลำคอของอีกฝ่ายทันที
“ช่างพูดพล่ามไร้สาระเสียจริง”
เขาโยนร่างของปู้เฝิงไปด้านหนึ่งอย่างไม่ไยดี ก่อนจะยืดตัวขึ้น และในวินาทีนั้นเองเขาก็ััได้ถึงกลิ่นอายเย็นะเืที่พุ่งเข้าหา เมื่อมองไปยังทิศทางของเย่าตู๋จิ่ว ก็พบว่าอีกฝ่ายได้สังเกตเห็นเขาแล้ว
“เ้าหนูผู้โง่เขลา คิดจะมาขัดขวางพิธีกรรมของข้าอย่างนั้นรึ?”
ดวงตาของเย่าตู๋จิ่วเริ่มทอประกายเรืองรองสีหม่น เห็นได้ชัดว่าปีศาจใกล้จะจุติลงมาแล้ว
เซี่ยฝูคุนก้าวออกไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ก็ได้กลิ่นเหม็นเน่าโชยเข้าจมูก
ทันใดนั้น เขารู้สึกมึนงงและหนักอึ้งที่ศีรษะอย่างรุนแรง
“ยาพิษ?”
เซี่ยฝูคุนอุทานด้วยความใ ก่อนที่ร่างของเขาจะทรุดฮวบลงกับพื้น
“เ้าคิดว่าข้ามิได้เตรียมการป้องกันไว้เลยรึ? ไอ้หน้าโง่! วันนี้มิว่าผู้ใดก็หยุดข้าเย่าตู๋จิ่วผู้นี้มิได้ ฮ่าๆๆ!”
เมื่อเห็นเซี่ยฝูคุนล้มลงไป เย่าตู๋จิ่วก็ยิ่งคลุ้มคลั่งหัวเราะร่า
หน้ากากครึ่งหน้าที่เขาสวมอยู่พลันร่วงหล่นลงมา เยี่ยชิงหว่านปรายตามองแวบหนึ่งจึงพบว่า ใบหน้าในส่วนที่หน้ากากเคยปกปิดไว้นั้น... กลับเต็มไปด้วยเนื้อหนังที่เน่าเฟะ... น่ารังเกียจถึงขีดสุด!
ในขณะที่เย่าตู๋จิ่วกำลังบ้าคลั่ง และเยี่ยชิงหว่านกำลังเป็กังวลอยู่นั้นเอง
ร่างของเซี่ยฝูคุนที่ล้มลงกับพื้น กลับค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นมาอีกครั้ง
“???”
เย่าตู๋จิ่วถึงกับชะงักงัน
พิษที่เขาเป็ผู้หลอมขึ้นเองกับมือ ไม่มีทางที่จะไร้ผลเด็ดขาด
อย่าว่าแต่ผู้ฝึกยุทธ์ชั้นยอดอย่างเซี่ยฝูคุนเลย ต่อให้เป็ผู้ฝึกยุทธ์ห้าวหาญทั่วไป หากโดนพิษนี้เข้าไปย่อมต้องสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวอย่างแน่นอน
ทว่า—
“เป็อย่างไร? ประหลาดใจหรือไม่? คาดมิถึงล่ะสิ?”
เซี่ยฝูคุนเดินเข้าไปหาเย่าตู๋จิ่วด้วยใบหน้าบึ้งตึง เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ของเขาในตอนนี้ไม่สู้ดีนัก
“มารดามันเถอะ! ทำให้ข้าต้องเสียแต้มหลอมรวมไปถึงห้าแต้มเพื่อแลกกับกายต้านพิษ เ้าต้องชดใช้ให้ข้าทั้งหมด!”
เย่าตู๋จิ่วไม่เข้าใจว่าเซี่ยฝูคุนกำลังพูดเื่อันใด แต่เขากลับรู้สึกว่า...
เหตุใดเซี่ยฝูคุนในยามนี้ ถึงได้ดูคลุ้มคลั่งและน่ากลัวยิ่งกว่าตัวเขาเองเสียอีก?
และในวินาทีนั้นเอง
เซี่ยฝูคุนก็มองเห็นเื้ัของเย่าตู๋จิ่ว มีร่างของเด็กน้อยหลายคนนอนระเกะระกะสิ้นลมหายใจอยู่ เขาถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตะลึง
“เ้าถึงกับใช้ชีวิตของเด็กผู้บริสุทธิ์เหล่านี้เพื่ออัญเชิญปีศาจเชียวรึ?”