1
สถานีวาระสุดท้าย
ปีนี้อากาศที่ตงเฉิงร้อนกว่าปีก่อนมาก
แม้ตอนนี้เพิ่งเข้าเดือนมิถุนายนไม่นานทว่าผู้คนก็ใส่ชุดฤดูร้อนกันแล้ว
คนบนรถโดยสารประจำทางแออัดยัดเยียดชนิดที่หากเผลอหันโดยไม่ระวังอาจได้จูบหน้ากับคนนับสิบ
ผู้คนส่วนใหญ่เลือกสวมเสื้อผ้าเนื้อเบาสบายแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกร้อนจนเกินจะทานทนอยู่ดี ดังนั้นท่ามกลางฝูงชนชายผู้สวมแว่นดำซ้ำยังใส่เสื้อแขนยาวขายาวทั้งที่อากาศร้อนอบอ้าวจึงดูสะดุดตาเป็พิเศษ
ชายคนนั้นสวมชุดสูทหนาหนักดูผิดที่ผิดทางสุด ๆ เรียกได้ว่าหัวจดเท้าล้วนห่อหุ้มด้วยเสื้อผ้าหนีบกระเป๋าเอกสารไว้ตรงวงแขน ในมือถือร่มคันยาวสีดำ เมื่อมองผ่าน ๆดูเหมือนเป็พนักงานออฟฟิศธรรมดาทั่วไป
เขาก้มหน้าดูนาฬิกาบนข้อมือเป็ระยะก่อนเงยมองท้องถนนอันติดขัดด้วยสีหน้ากังวล
ในฐานะเมืองหลวงของประเทศจีน ตงเฉิงเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมากแม้จะใช้นโยบายจำกัดเลขทะเบียนนานแล้ว รถก็ยังคงติดเป็เื่ปกติขนาดอยู่บนถนนมาตั้งครึ่งชั่วโมง ยานพาหนะด้านหน้ากลับยังไม่ขยับเลยสักนิดมองไปเห็นแต่ทะเลรถราคับคั่งทอดยาวไกลสุดสายตา
[ติ๊ง! ผู้รับบริการของท่านกำลังจะสิ้นอายุขัย ขอให้ท่านระมัดระวังอย่าไปสาย]
บนมือถือเด้งข้อความเตือนบุรุษผู้นั้นให้รักษาเวลา
ในฐานะยมทูตที่ช่วยนำทางผู้ตายความตรงต่อเวลาคือจรรยาบรรณข้อแรกของวิชาชีพ
เขาหยิบมือถือออกมากดเข้าแอป ‘ยมทูตมือโปร’ ตรงหน้าล็อกอินปรากฏข้อความ ‘ยมทูตสุดเซ็กซี่ออนไลน์รับออเดอร์’ เด้งขึ้นมาทันที
เมื่อกดเข้า ‘ใบออเดอร์ของฉัน’ จึงเห็นว่า ไอคอนรูปลูกค้าคนปัจจุบันมีไอดำเพิ่มขึ้นไม่หยุดดูท่าทางเหลือเวลาไม่มากแล้ว
‘รู้งี้ไม่แย่งออเดอร์นี้มาก็ดีหรอก ถ้ามีปัญหาขึ้นมา มีหวังชวดค่าคอมมิชชันของเดือนนี้พอดี’ชายแว่นดำแอบบ่นในใจ พลางพยายามคิดหาหนทางอื่น
เขาเปิดวีแชตส่งข้อความเข้าไปในห้องสนทนาที่ปักหมุดไว้บนสุด [พี่ซวี่ช่วยรับรายนี้ไปหน่อยได้ไหมครับ ผมยังติดแหง็กบนถนนอยู่เลยเนี่ย]
[...]
อีกฝ่ายดูเหมือนจะเคยชินแล้ว ไม่นานจึงตอบกลับมา [สถานที่ตาย ข้อมูลลูกค้า]
[ขอบคุณครับพี่ซวี่!]
พอเห็นข้อความที่ลู่ซวี่ตอบกลับชายคนนั้นจึงค่อยผ่อนลมหายใจแล้วรีบส่งข้อมูลลูกค้าและตำแหน่งที่ตั้งไปให้ทันที
"ร้านเน็ตไคเฉิง..."พอลู่ซวี่ยืนยันข้อความเสร็จก็ไถสเกตบอร์ดไปทันทีร่างสูงโปร่งที่เหยียบอยู่บนสเกตบอร์ดแล่นผ่านต้นไม้และรถราทั้งหลายไปอย่างรวดเร็วจนได้ยินเสียงลมเย็นวาบผ่านข้างหู
แต่แล้วอยู่ดี ๆตรงหัวมุมเลี้ยวก็ปรากฏเด็กสาวผมสั้นคนหนึ่งเล่นมือถือพลางเดินข้ามถนนพรวดออกมาโชคดีที่ลู่ซวี่ว่องไวพอจึงเบรกกะทันหันทัน
“เป็อะไรรึเปล่า”
“เปล่าค่ะ…” พอเด็กสาวโงหัวขึ้นมาก็พบั์ตาดอกท้อชุ่มฉ่ำคู่หนึ่งจึงหน้าแดงก่ำในทันใด
“อย่าเล่นมือถือเวลาข้ามถนนสิ” ลู่ซวี่ยกมุมปากเอียงคอคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม“ไม่งั้นผมคงได้มีงานเพิ่มกันพอดี”
เด็กสาวย่อมไม่เข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของเขาแต่กลับพยักหน้าเชื่อฟังโดยไม่รู้ตัว กระทั่งร่างของลู่ซวี่ลับหายไปแล้ว เธอถึงค่อยได้สติรีบส่งข้อความหาเพื่อน [กรี๊ด ๆ ๆ ๆ ๆ พวกแก ฉันเพิ่งเจอคนโคตรหล่อ!!!]
[ไหนรูป!]
[ไม่ทันได้ถ่ายน่ะสิ!] เด็กสาวถอนหายใจนึกหงุดหงิดที่เมื่อกี้ลืมขอช่องทางติดต่อไว้ เดิมทีเธอจะส่งข้อความพลางข้ามถนนต่อแต่ไม่รู้ทำไมอยู่ดี ๆ ก็นึกถึงคำพูดลู่ซวี่ขึ้นมา สุดท้ายจึงละสายตาจากมือถือแล้วเงยหน้ามองทาง
‘ปิ๊นนนน’
ไฟข้ามถนนยังเป็สีแดง พลันมีรถพุ่งผ่านหน้าไปทำเอาเด็กสาวอดตบหน้าอกด้วยความหวาดหวั่นย้อนหลังไม่ได้—
โชคดีนะ เกือบเป็เื่ซะแล้วไหมล่ะ...
*******
ร้านเน็ตไคเฉิงตั้งอยู่ที่ปากทางเข้าถนนตะวันตก มีสองชั้นบนดินกับใต้ดินสภาพในร้านไม่ดีเด่อะไรนัก แต่เป็ต่อเื่มีคอมใหม่เน็ตเร็วแรงทำให้มีวัยรุ่นเข้ามาเล่นไม่ขาดสาย
พนักงานเฝ้าร้านที่ขอบตาดำอ้าปากหาวหวอดก่อนพ่นควันบุหรี่ด้วยความเบื่อหน่ายสุดขีด สายตาคอยกวาดมองเป็พัก ๆว่าคอมเครื่องไหนจะสั่งอาหารหรือจะขอต่อชั่วโมง
ถึงตอนนี้ทุกบ้านจะมีคอมพิวเตอร์มีโน้ตบุ๊กกันแล้วแต่ถ้าพูดถึงเื่เล่นเกม ยังไงการมาที่ร้านเน็ตก็สนุกที่สุดอยู่ดี
เขาคลิกเมาส์ดูผ่าน ๆ สายตาอดหยุดตรงเครื่องหมายเลข44 ไม่ได้
"หือ สามวันแล้วเหรอ?"
จำได้ราง ๆ ว่าคนที่นั่งเครื่องนี้เป็ลูกค้าขาประจำมักมาเล่นเกมโต้รุ่ง เรียกได้ว่าแทบจะกินนอนอยู่ในร้านเน็ตแล้ว
เขาส่ายหน้า ไม่ได้คิดอะไรให้มากความ
เด็กวัยรุ่นไม่น้อยที่พอเลิกเรียนหรือปิดเทอมต่างก็รี่มาเล่นเกมนั่งทีหนึ่งก็แช่ยาวไปหลายชั่วโมงจนถึงสองสามวัน ดังนั้นขอแค่อีกฝ่ายจ่ายเงินเขาก็คร้านจะสนใจเื่อื่น ๆ ของพวกนั้นอีก
ทว่าขณะอ้าปากหาวกะจะงีบสักหน่อยหางตากลับเหลือบเห็นคนผลักประตูเข้ามา
คนคนนั้นสวมหูฟัง Beats สีแดงไว้ตรงลำคอ ถือสเกตบอร์ดแบบลองบอร์ดสีขาวไว้ในมือ สวมชุดกีฬาสีดำท่อนขายาวเรียวตรง
ถึงจะเคยเจอคนมาทุกประเภทก็ยังอดพูดไม่ได้ว่าเ้าหมอนี่ดูดีขั้นสุดจริง ๆ
เรือนผมสีน้ำตาลเข้มหยักศกเล็กน้อยเครื่องหน้าสมบูรณ์แบบจนคนพบเห็นต้องตะลึง ใบหน้าขาวใส แขนขาวผ่อง ขาขาวเนียนเห็นแค่แวบเดียวก็พาให้หัวใจหวั่นไหวแล้ว
พออีกฝ่ายยิ้มให้ พนักงานร้านเน็ตจึงค่อยได้สติชี้นิ้วไปที่ป้ายประกาศตรงหน้าประตู "เอาบัตรประชาชนมารึเปล่าเยาวชนอายุต่ำกว่าสิบแปดปีห้ามเข้านะ"
อายุสองร้อยกว่าปีแล้วกลับยังถูกคนเข้าใจว่าเป็ผู้เยาว์อยู่อีก ลู่ซวี่ได้แต่ยิ้มแล้วโคลงศีรษะ
เขาไม่ได้รีบร้อนหยิบบัตรประชาชนออกมาเพียงแต่ก้มหน้ามองเวลา แล้วพูดกับพนักงานร้านว่า "ผมมาหาคนน่ะ"
"มาหาใครล่ะ?" พนักงานร้านเน็ตกำลังจะบอกว่าคนเยอะแยะขนาดนี้เขาเองก็จำชื่อได้ไม่หมดหรอกนะ โทร.หาเอาไม่ดีกว่ารึไง
ในตอนนั้นเองลู่ซวี่กลับยื่นมือเคาะปลายนิ้วกับเคาน์เตอร์เบา ๆ"ไม่มีความเคลื่อนไหวมาสามวัน คุณไม่รู้สึกว่ามันแปลกบ้างหรือครับ?"
พนักงานร้านเน็ตนึกถึงเครื่องหมายเลข 44 โดยไม่รู้ตัว ก่อนมองลู่ซวี่ด้วยสายตาสงสัย
“คนพวกนี้เวลาติดเกมจะไม่ลุกจากเครื่องหลายวัน มันก็เป็เื่ปกตินะ”แม้พนักงานร้านจะพูดเช่นนี้ ทว่าก็นึกตงิด ๆ ในใจเช่นกันเดิมทีเขาไม่จำเป็ต้องเอาคำของอีกฝ่ายมาใส่ใจ แต่ไม่รู้ทำไมพอได้ยินคนตรงหน้าพูดจบถึงรู้สึกกระวนกระวายขึ้นมา
เขาเลยส่งข้อความหาเครื่องหมายเลข 44 ก่อนลองะโเรียกว่ามีคนมาหา
แต่คนที่นั่งประจำเครื่องกลับนิ่งสนิทไร้การตอบรับโดยสิ้นเชิง
พนักงานร้านใจหายวาบแล้ววิ่งตรงไปที่นั่นทันทีมองเห็นคนคนนั้นฟุบหน้ากับโต๊ะอยู่ เลยยื่นมือไปเขย่าเขา "เฮ้ย คุณ ตื่น ๆ..."
‘โครม...’
ทันทีที่พนักงานร้านเขย่าร่างที่ฟุบคาโต๊ะคอมกลับเซร่วงลงพื้น หมดลมหายใจแล้ว
คนรอบข้างต่างผุดลุกขึ้นมามุง ก่อนมีคนกรีดร้อง"เชี่ย คนตาย!"
พริบตานั้นสถานการณ์กลายเป็วุ่นวายปั่นป่วนทันที
พนักงานร้านรีบโทร. 120 เรียกรถพยาบาลฉุกเฉิน จากนั้นก็รีบควบคุมความสงบของฝูงชนรู้สึกหัวพองโตจนแทบะเิ
ต่อมาเมื่อเขาได้สติก็พบว่าชายหนุ่มผู้ที่แจ้งว่ามาหาคนกำลังยืนเอนกายพิงเคาน์เตอร์พลางจ้องมองมาทางนี้
ไร้ซึ่งท่าทีสับสนร้อนรนเช่นคนอื่น ๆสายตาคู่นั้นสงบนิ่ง สีหน้าฉายแววแห่งการรู้แจ้งเข้าใจคล้ายคาดเดาได้ั้แ่แรกว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้
พนักงานร้านประหลาดใจเขาเห็นมุมปากของอีกฝ่ายยกขึ้น ทั้งยังกวักนิ้วมาทางเขาราวกับกำลังเรียกให้ไปหาแสงแดดยามเย็นที่ส่องผ่านประตูกระจกกระทบกับใบหน้านั้นด้านหนึ่งเกิดเป็ซีกแห่งเงามืดและแสงสว่างตัดกัน ยิ่งขับให้ใบหน้านั้นดูงดงามหล่อเหลารอยยิ้มตรงมุมปากเจือกลิ่นอายเ้าเล่ห์บางเบา ประหนึ่งความเย้ายวนของมารร้าย ที่น่าหลงใหลแต่ก็อันตราย
ทว่าเมื่อก้มศีรษะมองตามสายตาพนักงานเฝ้าร้านกลับพบว่าอีกฝ่ายกำลังกวักเรียกร่างอันแน่นิ่งบนพื้น แผ่นหลังเขาพลันหนาวเยือกแม้อยากจะพูดแต่กลับพูดไม่ออก พอหันไปมองอีกทีก็พบว่าตรงหน้าเคาน์เตอร์ว่างเปล่าไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหายไปไหนแล้ว...
"เฉินเจิ้ง เป็คนตงเฉิง อายุสิบเก้าสาเหตุการตายคือหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันจากการอดนอนเป็ระยะเวลานาน"ลู่ซวี่ทำตามขั้นตอนปฏิบัติอย่างชำนาญ แจ้งการเสียชีวิตของลูกค้าอย่างสงบ
"ฉันตายแล้วเหรอ?" ิญญาร่างท้วมโปร่งแสงแม้จะเห็นร่างกายตนเองนอนนิ่งอยู่บนพื้นคาตา ก็ยังยากจะรับความจริงได้
เขาเพิ่งสิบเก้าเองชีวิตยังไม่ทันได้เริ่มต้นก็จบซะแล้วเหรอ?
ลู่ซวี่พบพานความเป็ความตายมาจนชิน พอเห็นิญญาร่างท้วมเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้นก็ได้แต่ตบบ่าปลอบใจอีกฝ่ายเบา ๆ
จากการดูภาพความตายที่ฉายซ้ำเมื่อสักครู่ทำให้เขาพอจะเข้าใจ่ชีวิตตลอดสิบเก้าปีของเด็กหนุ่มคนนี้—
อีกฝ่ายเกิดมาในครอบครัวชนชั้นกลางพ่อแม่ประกอบธุรกิจ มีรายได้ไม่เลว เพียงแต่มีเวลาอยู่กับลูกไม่มากเด็กน้อยซึ่งระบบความคิดยังไม่เติบโตเต็มที่เดินออกนอกลู่นอกทางได้ง่ายเฉินเจิ้งในสายตาของคนอื่น ๆ จึงกลายเป็วัยรุ่นเกกมะเหรกเกเรั้แ่เล็ก โดดเรียนโกหกแล้วหนีไปเล่นเกมโต้รุ่งถือเป็เื่ธรรมดา เื่อาหารการกินก็ไม่ได้ใส่ใจสั่งแต่ของทอดจังก์ฟู้ดแคลอรีสูงเป็ประจำ
ตอนอายุแค่สิบเจ็ดก็มีภาวะความดันโลหิตสูงไขมันในเืสูงแล้ว พออายุสิบเก้า หลังจากโต้รุ่งติดต่อกันสามคืนในที่สุดชีวิตก็เดินทางมาถึงจุดจบ
มนุษย์มักเป็เช่นนี้เองหลงเชื่อว่าตนยังมีเวลายาวไกล พอได้สติอีกทีจึงเพิ่งพบว่าชีวิตตนกลับสิ้นสุดลงแล้วโดยไม่ทันรู้ตัว
เฉินเจิ้งเอามือปิดหน้าสะอึกสะอื้นสำนึกเสียใจที่ตนเองไม่ได้หวงแหนเวลาที่มีไว้ให้ดีและสำนึกเสียใจที่ตนยังไม่ได้ทำเื่ที่อยากจะทำจริง ๆ เลย
แต่เื่ราวมาถึงขั้นนี้แล้ว แม้จะเสียใจอีกเพียงใดก็ไร้ประโยชน์
ต่อให้ไม่อยากแค่ไหน เฉินเจิ้งก็จำต้องเดินเข้า‘เส้นทางสู่ยมโลก’ ที่ลู่ซวี่เปิดให้โดยไม่มีทางเลือก
มาถึงตรงนี้เขายังหวนนึกไม่รู้ว่าหากพ่อกับแม่รู้ข่าวการตายของเขาแล้ว จะนึกเสียใจภายหลังบ้างหรือเปล่าที่ไม่ได้ใช้เวลากับเขาให้มากกว่านี้...
ลู่ซวี่ยืนอยู่บนดาดฟ้าหลังจากส่งข้อความลงทะเบียนลูกค้าเสร็จ ก็ส่งข้อความหาเซี่ยอันต่อ [เรียบร้อย]
เบื้องล่างคือมหานครอันอึกทึกครึกครื้นรถราแล่นไปมาดุจดั่งสายน้ำไหลหลั่งไม่สิ้นสุด
บนโลกใบนี้มีคนเกิดมีคนตายทุกวัน ไม่ว่าใครก็ต่างดิ้นรนขวนขวายใช้ชีวิตมักคิดว่าความตายยังอยู่ห่างอีกไกล จึงไม่เคยนึกถึงเื่เหล่านี้
ลู่ซวี่หลุบตามองลงไปทุกผู้คนด้านล่างนั่นอาจกลายเป็ลูกค้าของเขาในวินาทีถัดไปก็ได้
ในฐานะผู้นำทางสู่ยมโลก พวกเขาขึ้นสังกัดกับนรกถือเป็เ้าหน้าที่ของแดนไตรภพ[1]
เพียงแต่ด้วยการพัฒนาทางสังคมและความก้าวหน้าทางการแพทย์อัตราการตายของมนุษย์จึงลดต่ำลงมาก
เมื่อพบว่าคนที่ได้กลับมาเกิดใหม่นานวันยิ่งลดน้อยลงเรื่อยๆ เบื้องบนจึงกดดันลงมา ทำให้ 'กรมยมทูต’ ของพวกเขาถูกหั่นงบประมาณ
อย่างตัวเขากับเซี่ยอัน แม้ทำงานมาหลายปีแล้ว แต่ยังต้องจำยอมเรียนรู้วิถีคนเป็เบียดเสียดยัดเยียดบนขนส่งสาธารณะเพื่อทำงานให้สำเร็จลุล่วง
พอลู่ซวี่เงยหน้าขึ้นก็มองเห็นใบหน้าหล่อเหลาเหนือจริงของใครคนหนึ่งบนป้ายโฆษณา LED ขนาดมหึมาฝั่งตรงข้าม ชื่อเสียงของคนคนนี้โด่งดังมากจริง ๆจนกระทั่งลู่ซวี่ที่ไม่สนใจตามดารายังรู้จักนามของจักรพรรดิจอเงิน จี้ซิวเหนียน
มองใบหน้างดงามนั่นแล้วลู่ซวี่ก็อดคิดไม่ได้ว่าหากชายคนนี้สิ้นอายุขัยเดินทางไปยมโลกเมื่อไร คงจัดงานมีตติ้งแฟนคลับได้แน่
ในตอนนั้นเอง จู่ ๆ เซี่ยอันก็โทร.มา"พี่ซวี่ พวกเราเจอิญญาเถื่อนตัวเป้งเลย รีบกลับมาประชุมเร็ว..."
‘ิญญาเถื่อน’ หรือ ‘ผู้ลักลอบอาศัยโดยผิดกฎ’ คืุ์ที่สิ้นอายุขัยแล้วแต่กลับใช้วิธีการต่าง ๆ นานาฝ่าฝืนกฎฟ้าดินอาศัยอยู่บนโลกมนุษย์ต่อ
การแข็งขืนฝืนฟ้าเปลี่ยนชะตากรรมไม่ใช่เื่ง่ายเพื่อที่จะมีชีวิตต่อ บรรดา ‘ิญญาเถื่อน’ พวกนั้นจึงมักกระทำเื่โเี้ที่ถือเป็ฏต่อฟ้าดิน
เบื้องบนชิงชังการกระทำของคนเหล่านี้อย่างยิ่งจึงมีนโยบายให้จัดการอย่างเด็ดขาด พบเจอเมื่อไรต้องลงโทษขั้นรุนแรง
ลู่ซวี่ทำงานมาหลายปี จัดการเื่ 'ผู้ลักลอบอาศัยโดยผิดกฎ' มาไม่น้อยไม่คิดว่าตอนนี้จะมาเจอเข้ากับิญญาที่ลักลอบอาศัยบนโลกมนุษย์โดยผิดกฎรายใหญ่เข้า
แค่การพูดคุยทางโทรศัพท์สั้น ๆยังไงก็เข้าใจได้ไม่ชัดเจน ลู่ซวี่เลยรีบสวมหูฟังตรงไปยังสำนักงาน
เพื่อความสะดวกในการทำงานของพวกเขา 'กรมยมทูต' จึงมีสำนักงานสาขาในโลกมนุษย์หลายแห่ง ปกติมักตั้งสาขาอยู่ชั้นล่างของเขตที่อยู่อาศัยเพื่อให้ประหยัดค่าใช้จ่าย
ลู่ซวี่ก้าวขึ้นเหยียบสเกตบอร์ดลัดเลาะถนนที่คุ้นเคยไปตามเขตที่พักข้างโรงพยาบาลประชาชนรอบ ๆ โรงพยาบาลมีร้านรับจัดการเื่หลังความตายหลายแห่งลู่ซวี่ไถบอร์ดมองตรงไปข้างหน้าจนมาถึงสุดสายถนนก่อนเลี้ยวเข้าร้านขายสินค้างานศพที่ชื่อว่า 'สถานีวาระสุดท้าย'
ร้านนี้มีหน้าร้านไม่ใหญ่นัก ขนาดไม่ถึงยี่สิบผิง[2]เท่านั้นภายในร้านเต็มไปด้วยพวงหรีดและบรรดาข้าวของเครื่องใช้ในงานศพตรงมุมร้านยังมีกระดาษเหลืองวางเรียงกองกันเต็มไปหมด มองแล้วบรรยากาศค่อนข้างอับทึบ
เซี่ยอันกำลังจุดธูปขณะโอบแมวส้มอ้วนตัวหนึ่งพอเห็นลู่ซวี่เข้ามาก็ร้องทักทายด้วยความสนิทสนมทันที "พี่ซวี่มาพอดีเลยจะออกไปกินข้าวด้วยกันไหม"
แววตาเฉื่อยชาของแมวส้มพลันเป็ประกายเมื่อเห็นลู่ซวี่มันรีบหันร่างกลมดิ๊กวิ่งมาคลอเคลียขาเขา
ลู่ซวี่ลูบหัวแมวส้มเบา ๆ ก่อนจะพูดกับเซี่ยอัน"ไม่ละ บอกเื่ิญญาเถื่อนรายใหญ่นั่นให้ฉันฟังก่อนเถอะ"
เซี่ยอันสูดควันธูปเข้าไปสองเฮือก ก่อนเอาแท็บเล็ตบนโต๊ะส่งให้ลู่ซวี่ดู"ครับ คนนี้แหละ!”
ภาพของบุรุษในจอนั้นหล่อเหลาเป็อย่างยิ่งเบ้าั์ตาลึกทว่าเปล่งประกาย แม้หน้าตาดูเ็าไปบ้าง แต่กลับยิ่งทรงเสน่ห์ขนาดแค่เห็นผ่านจอยังทำให้คนมองััได้ถึงแรงดึงดูดอันยากจะบรรยายเป็คำพูด
ทว่านั่นกลับเป็ใบหน้าที่คุ้นตาจนลู่ซวี่ต้องเลิกคิ้ว"จี้ซิวเหนียน?"
[1] หมายถึงภพทั้งสาม คือ ์ โลกมนุษย์ และนรก
[2] เป็หน่วยวัดพื้นที่ของจีน 1 ผิง เท่ากับ 3.3 ตารางเมตร