ภาค 1: กำเนิดวิวัฒนาการ
จากคริสต์ศักราชสู่ศักราชปฐมภพ
ปี ค.ศ. 2089โลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งหายนะครั้งใหญ่เหตุการณ์ที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดได้อุบัติขึ้น เมื่อรอยแยกมิติประหลาดปรากฏขึ้นทั่วทุกมุมโลกในเวลาเดียวกัน
จากภายในรอยแยกเ่าั้สัตว์อสูรนานาสายพันธุ์หลั่งไหลออกมาราวกับสายน้ำที่ไม่มีวันเหือดแห้งพวกมันเข้าทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าโดยไม่ปรานี เมืองน้อยใหญ่พังทลายบ้านเรือนถูกเผาผลาญจนเหลือเพียงซากปรักหักพัง
อารยธรรมของมนุษย์ที่สั่งสมมานานนับพันปีเกือบถูกกวาดล้างจนสิ้นซากยิ่งเป็เมืองขนาดใหญ่ที่มีประชากรหนาแน่นเท่าไหร่รอยแยกมิติก็ยิ่งปรากฏถี่ขึ้นเป็ทวีคูณไม่มีสถานที่ใดบนโลกสามารถหลีกหนีภัยพิบัติครั้งนี้ไปได้
อาวุธยุทโธปกรณ์ที่มนุษย์มีอยู่นั้นไม่อาจต้านทานผู้รุกรานจากต่างมิติได้แม้กระทั่งหัวรบนิวเคลียร์ที่เคยภาคภูมิใจ ซึ่งถูกยกย่องว่าเป็สุดยอดอาวุธแห่งการทำลายล้างก็ทำได้เพียงกวาดล้างสัตว์อสูรระดับต่ำไปได้เพียงบางส่วนเท่านั้นไม่อาจหยุดยั้งกระแสการรุกรานทั้งหมดได้เลย
ในขณะเดียวกัน คลื่นพลังงานอันแปรปรวนที่แผ่กระจายออกมาจากรอยแยกมิติยังส่งผลให้ระบบการสื่อสารทั่วโลกล่มสลายลงพร้อมกันเครือข่ายการติดต่อทุกชนิดถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง ในชั่วข้ามคืนโลกทั้งใบตกอยู่ในความเงียบงันและมืดมิด
ภายในระยะเวลาอันสั้น ประเทศต่าง ๆทั่วโลกต่างพากันล่มสลายลงอย่างรวดเร็ว จากประชากรกว่าหนึ่งหมื่นล้านคนเหลือเพียงผู้รอดชีวิตไม่ถึงหนึ่งในสาม
ผู้คนที่ยังมีลมหายใจต่างดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดหลบซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัวและความสิ้นหวังขณะที่อารยธรรมมนุษย์ซึ่งเคยรุ่งเรืองกำลังเดินหน้าเข้าสู่ขอบเหวแห่งการสูญพันธุ์อย่างไม่มีทางเลี่ยง
แต่ทว่า...ท่ามกลางวิกฤตที่ดูราวกับจะพาโลกไปสู่จุดจบ ยังมี "โอกาส" เล็ก ๆซ่อนอยู่ คลื่นพลังงานประหลาดจากรอยแยกมิติ ไม่ได้เพียงแค่ทำลายล้างแต่มันยังแผ่กระจายไปทั่วทั้งดาวเคราะห์และเปลี่ยนแปลงสภาพบรรยากาศของโลกไปอย่างสิ้นเชิง
พลังงานลึกลับนี้แทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดลงลึกถึงระดับเซลล์ กระตุ้นและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางชีวภาพอย่างรวดเร็วจนก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ครั้งใหญ่ทั่วทั้งโลก
มนุษย์ที่ยังเหลือรอดเริ่มเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายบางคนถูกปลุกพลังขึ้นด้วยสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดที่เข้มข้นขึ้นทุกวันในโลกที่เต็มไปด้วยความหิวโหย น้ำสะอาดและอาหารกลายเป็ของมีค่าที่สุดยิ่งกว่าทองคำหรือเงินตราใดๆ ในอดีต
บางคนไม่มีทางเลือกอื่นจำต้องกินเนื้อของสัตว์อสูรเพื่อประทังชีวิตให้อยู่รอดต่อไป แต่นั่นก็ไม่ใช่หนทางรอดสำหรับทุกคน
หากร่างกายอ่อนแอหรือมีภูมิต้านทานต่ำพลังงานปนเปื้อนที่แฝงอยู่ในเนื้อสัตว์อสูรจะเข้ายึดครองร่างกายอย่างรุนแรงเซลล์ในร่างจะถูกกลืนกินทีละน้อย คนผู้นั้นจะเสียสติและค่อย ๆ กลายสภาพเป็สัตว์อสูรตัวใหม่ที่ไร้ซึ่งความเป็มนุษย์
ในกรณีที่เลวร้ายกว่านั้นหากร่างกายไม่อาจรองรับขีดจำกัดของพลังงานได้ ร่างทั้งร่างจะะเิเป็จุณสลายจากภายในสู่ภายนอกในทันที
แต่สำหรับผู้ที่มี "ความเข้ากันได้"สูงเป็พิเศษ พลังงานนั้นกลับกลายเป็สิ่งตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
มันหลอมรวมเข้ากับร่างกายเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในทีละน้อย จนก่อให้เกิดวิวัฒนาการรูปแบบใหม่ของมนุษยชาติร่างกายของพวกเขากลับแข็งแกร่งเกินกว่ามนุษย์ธรรมดา และยังได้รับพลัง ความสามารถรวมถึงสัญชาตญาณบางส่วนจากสัตว์อสูรที่หลอมรวมเข้าไปด้วย
มนุษย์กลุ่มนี้ถูกขนานนามในภายหลังว่า...ผู้วิวัฒนาการ และนี่คือจุดเริ่มต้นของยุคใหม่บนโลกใบเดิมที่ล่มสลายไปแล้วกว่าครึ่งหนึ่ง โลกใบนี้จะรอดพ้นจากหายนะ หรือจะยิ่งดำดิ่งลงสู่ความมืดมิดกว่าเดิม...และนี่คือจุดเริ่มต้นของเื่ราวทั้งหมด...
50ปีต่อมา
ห้าสิบปีคือ่เวลาที่นานพอจะทำให้เด็กทารกคนหนึ่งเติบโตจนกลายเป็คนวัยเกษียณและนานพอที่จะทำให้มนุษยชาติลืมเลือนวิถีชีวิตอันสุขสบายในอดีตไปจนสิ้น
นับั้แ่วันที่รอยแยกมิติปรากฏและกวาดล้างอารยธรรมเดิมจนพังทลายลง ปฏิทินโลกใบเก่าก็ถูกยกเลิกไปโดยสมบูรณ์ เหล่าผู้นำของผู้รอดชีวิตในยุคนั้นได้ร่วมกันประกาศตั้งชื่อยุคสมัยใหม่ว่า“ศักราชปฐมภพ” เพื่อเป็สัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ของมนุษยชาติการถือกำเนิดอีกครั้งจากกองเถ้าถ่านของวันสิ้นโลก
ปัจจุบันโลกได้ก้าวเข้าสู่ ศักราชปฐมภพปีที่ 50 เมืองหลวงในอดีตกลายเป็เพียงซากร้างที่ถูกกลืนกินโดยธรรมชาติและสัตว์อสูรกระหายเืมนุษย์ที่เหลือรอดถูกบีบให้ต้องอาศัยอยู่ภายใน “ฐานหลบภัย” ที่มีกำแพงสูงเสียดฟ้าคอยป้องกันภัยจากภายนอก
และในยุคนี้สถานะของมนุษย์ไม่ได้ถูกวัดด้วยเงินทองอีกต่อไป แต่ถูกแบ่งชนชั้นด้วย“ระดับของกระบวนการวิวัฒนาการ”
ณ เขตพื้นที่เดิมของกรุงเทพมหานคร
ภาพจากมุมสูงเผยให้เห็นซากเมืองที่ชวนขนลุกซากตึกระฟ้าที่เคยเป็สัญลักษณ์ของความรุ่งเรืองบัดนี้กลับกลายเป็เพียงโครงเหล็กผุพัง ถูกเถาวัลย์จากธรรมชาติกลืนกินจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมทั้งพื้นที่เงียบงันผิดธรรมชาติ มีเพียงกลิ่นอับชื้นและกลิ่นแห่งความตาย ลอยปะปนอยู่ในอากาศ
ที่นี่… ยังไม่มีที่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่อ่อนแอ ภายในห้องของตึกร้างหลังหนึ่งแสงลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาสลัว ๆ เผยให้เห็นแผ่นหลังของชายหนุ่มที่สวมชุดฮู้ด สีดำทั้งตัวบนหลังสะพายเป้สีดำติดตัวอยู่ตลอดเวลา
ร่างนั้นยืนอยู่ตรงขอบหน้าต่าง สายตาจับจ้องลงไปยังเบื้องล่างที่เต็มไปด้วยซากเมืองบรรยากาศเงียบสงบแต่แฝงไปด้วยอันตราย
ก่อนที่เขาจะกางแขนออก แล้วทิ้งตัวดิ่งลงจากชั้นสูงโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย แรงโน้มถ่วงฉุดร่างให้พุ่งลงอย่างรวดเร็ว ลมปะทะเข้ากับร่างกายจนเกิดเสียงหวีดผ่านอากาศพื้นด้านล่างขยับเข้ามาใกล้ในชั่วอึดใจเดียว
และในจังหวะกระแทกลงสู่พื้นด้วยท่าทางที่มั่นคงเข่าข้างหนึ่งแตะลงที่พื้น มืออีกข้างยันพื้นไว้ แรงปะทะทำให้ฝุ่นและเศษดินกระจายออกไปรอบทิศซากพื้นคอนกรีตแตกร้าวจากแรงกระแทกเล็กน้อย
ความเงียบกลับมาอีกครั้ง ร่างนั้นค่อย ๆลุกขึ้นยืน เขายกมือขึ้นปลดฮู้ดที่คลุมศีรษะออก เผยให้เห็นใบหน้าของเด็กหนุ่มคนหนึ่งอายุราวสิบสองปี ผมยุ่งเล็กน้อย แต่ใบหน้ากลับดูคมและชัดเจนเกินวัย ดวงตากลมโตและมีั์ตาสีดำ
เด็กหนุ่มยิ้มกว้างอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใดก่อนจะยืนเท้าเอว สูดลมหายใจเข้าลึก แล้วะโออกไปสุดเสียง
“ไอ้พวกเวร… พี่แม็กซ์ของพวกเ้ามาแล้วววว!ฮ่า ๆๆๆ!”” เสียงหัวเราะดังลั่นออกมาอย่างไม่ยี่หระกับอันตรายรอบตัว แม็กซ์อายุ 12ปี ปัจจุบันยังไม่ปลุกพลัง ฝึกฝนและต่อสู้ทางด้านร่างกายเป็หลัก ได้เพียงควบแน่นพลังิญญาไร้สีเพื่อใช้เสริมในการต่อสู้
แต่เมื่อเสียงหัวเราะจางหาย บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไปความเย็นะเืกดทับลงมาจากทุกทิศทาง ราวกับมีบางสิ่งกำลังตอบสนองต่อการมาถึงของเขาหลังจากนั้นเพียงไม่นาน ความเงียบรอบตัวก็เริ่มเปลี่ยนไป มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นรอบบริเวณทั้งจากตรอกแคบ และภายในซากอาคารที่พังถล่ม
เสียงนั้นไม่ใช่ของมนุษย์ แต่มันเป็เสียงย่องของสัตว์สี่เท้าที่เคลื่อนไหวอย่างระวังตัว เหมือนกำลังล้อมเหยื่อโดยไม่ให้รู้ตัว อากาศรอบตัวเริ่มกดทับหนักขึ้นทีละน้อยก่อนจะมีเสียงขู่ดังออกมาจากหลายทิศทาง
“โห้วว… นึกว่าใครที่ไหน ที่แท้ก็ฝูงไอ้โบ้นี่เอง”เสียงพูดตามมาแทบจะทันที “ออกมาเถอะ อย่ามาลีลา”
ทันใดนั้น
เพล้ง!!เสียงกระจกแตกดังสนั่นจากอาคารด้านข้าง ร่างของสัตว์อสูรพุ่งทะลุเศษกระจกออกมาก่อนจะลงสู่พื้นอย่างหนักหน่วงมันคือ หมาป่าทมิฬ
ร่างเงามากมายปรากฏขึ้นจากทุกทิศทาง พวกมันก้าวออกมาล้อมรอบเด็กหนุ่มเอาไว้ทว่าจ่าฝูงของพวกมันไม่ได้อยู่บริเวณนี้ ร่างของพวกมันสูงใหญ่ประมาณสองเมตรครึ่ง ลำตัวยาวเกือบสามเมตรครึ่งขนสีดำสนิทดูดกลืนแสงรอบตัว เขี้ยวและกรงเล็บของมันแหลมคมราวกับใบมีด ฝูงหมาป่าทมิฬยืนจ้องเขม็งไปยังเป้าหมายลมหายใจของพวกมันหนักและกระชั้น เสียงคำรามต่ำดังไปทั่วพื้นที่ พวกมันพร้อมจะพุ่งเข้าใส่ได้ทุกเมื่อ
“จะสู้ก็เข้ามา อย่ามัวแต่ขู่” เด็กหนุ่มยืนอยู่กลางวงล้อมด้วยท่าทีสบายๆ เหมือนไม่ได้สนใจฝูงสัตว์อสูรที่กำลังจ้องจะฉีกเขาเป็ชิ้น เขายืนหาวพลางแคะหูอย่างสบายใจ
หมาป่าทมิฬตัวหนึ่งส่งเสียงคำรามลั่นลำคอก่อนจะกดเท้าหลังลงกับพื้นอย่างแรง พื้นคอนกรีตแตกร้าวจากแรงกด และในจังหวะต่อมา มันพุ่งกระโจนเข้าใส่เด็กหนุ่มด้วยความเร็วสูงร่างของมันลอยอยู่กลางอากาศ เส้นทางพุ่งตรงเข้าหาเป้าหมาย
ในวินาทีเดียวกันนั้น เขาขยับนิ้วบีบอัดพลังิญญาใส่ก้อนวัตถุเล็กจิ๋วบางอย่างที่นำออกมาจากหูก่อนจะดีดสิ่งนั้นออกไปด้วยแรงมหาศาล สิ่งนั้นพุ่งออกไปด้วยความเร็วเหนือกว่าะุไรเฟิลวิถีของมันตรงเข้าปะทะ ทะลุผ่านกลางหน้าผากของมัน ขณะกำลังลอยอยู่กลางอากาศอย่างแม่นยำ
ร่างของมันกระตุกกลางอากาศ ก่อนจะร่วงลงกระแทกพื้นแน่นิ่งไปโดยไม่ทันได้ส่งเสียงร้อง ฝูงหมาป่าที่เหลือไม่รอช้า พวกมันพุ่งเข้ามาพร้อมกันจากหลายทิศทางกรงเล็บตะปบผ่านอากาศ เสียงลมจากแรงโจมตีดังถี่รัวรอบตัวเขา
แต่ร่างของเด็กหนุ่ม กลับเคลื่อนไหวอย่างง่ายดายเพียงเอี้ยวตัวเล็กน้อย เขาก็หลบการโจมตีได้ทั้งหมดอย่างไร้ความยากลำบาก ไม่มีแม้แต่ปลายเส้นผมที่ถูกแตะต้องราวกับทุกการโจมตีถูกอ่านล่วงหน้าไว้แล้ว
แม็กซ์ยกมือขึ้นเล็กน้อย และในพริบตาที่มือของเขาขยับเงาของฝ่ามือก็แปรเปลี่ยนเป็เส้นคมกริบ การเคลื่อนไหวต่อเนื่องรวดเร็วเกินสายตาจะจับทันเขาเคลื่อนไหวเพียงไม่กี่จังหวะ ร่างของหมาป่าทมิฬที่กระโจนเข้ามาก็ล้มลงทีละตัว จากฝูงที่เคยดุร้ายกลับถูกสังหารลงอย่างรวดเร็วคอทุกตัวถูกสะบั้นหั่นออกจากลำตัวด้วยาแที่เรียบเนียนบ่งบอกถึงการถูกฟันด้วยวัตถุที่คมกริบ
กระทั่งเหลือเพียงไม่กี่ตัว จากผู้ล่า… กลายเป็ผู้ถูกล่าในไม่กี่ลมหายใจหมาป่าที่เหลือเริ่มชะงัก ความดุร้ายในแววตาแปรเปลี่ยนเป็ความหวาดกลัว พวกมันค่อยๆ ขยับถอยหลัง แต่ก่อนที่มันจะเริ่มหันตัวเตรียมที่จะหนี
“หึ ๆ …” เขายิ้มมุมปากเล็กน้อย “อย่าคิดว่าจะได้หนี”
<เร่งความเร็ว>
ทันทีที่คำสั่งนั้นถูกเอ่ยออกมา ร่างของเขาก็พุ่งออกไปด้วยความเร็วที่เปลี่ยนโลกการรับรู้ไปโดยปริยายการเคลื่อนไหวของเขาไม่ต่างจากภาพที่ถูกตัด่ เหมือนร่างกายหายไปจากจุดเดิมแล้วไปโผล่อีกตำแหน่งหนึ่งในเสี้ยววินาที
หมาป่าทมิฬที่กำลังพยายามหนีไม่มีโอกาสแม้แต่จะหันหลังกลับเงาร่างสีดำพุ่งตัดผ่านอากาศไปทีละจุด ทุกครั้งที่แม็กซ์ปรากฏตัวขึ้น จะมีเพียงจังหวะเดียวของการเคลื่อนไหวแล้วตามด้วยความเงียบฝ่ามือของเขาเคลื่อนผ่านลำคอของหมาป่าทีละตัว อย่างแม่นยำ รวดเร็วจนแทบไม่เห็นเป็การโจมตีราวกับทุกอย่างถูกตัดขาดไปพร้อมกัน
ไม่นานนักฝูงหมาป่าที่เหลือก็หยุดนิ่งลงทีละตัว ไม่มีเสียง ไม่ได้ขยับ ไม่มีการตอบสนอง เหมือนทุกชีวิตถูกหยุดเวลาไว้ในจุดเดิม
“…”
จากนั้น แม็กซ์ก็หยุดการเคลื่อนไหว เขาเอียงคอเล็กน้อยก่อนจะยกนิ้วขึ้นมาดีด ศีรษะของหมาป่าทมิฬทั้งหมดหลุดกระเด็นออกจากลำตัวก่อนที่ร่างของมันจะล้มลงพร้อมกันในเวลาถัดมา เขายืนอยู่ท่ามกลางความเงียบงันอีกครั้ง
“โอ๊ะ โอ... ยังเหลือรอดอีกตัวนึงนี่นา”
ทางด้านไกลออกไปยังมีหมาป่าทมิฬอีกตัวหนึ่งยืนอยู่ แต่มันแตกต่างจากพวกเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด แผงคอของมันเป็สีขาวล้วนตัดกับสีดำของส่วนอื่น อย่างสิ้นเชิง
ดวงตาของมันเบิกกว้าง จ้องมองภาพตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสิ่งที่เห็นฝูงของมัน… ถูกสังหารในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ ร่างกายของมันสั่นโดยไม่ตั้งใจ ขาเริ่มอ่อนแรงหางตกลงอย่างช้า ๆ สัญชาตญาณทุกอย่างกำลังบอกให้หนี แต่ร่างกายกลับไม่ยอมขยับ
และในจังหวะนั้นเอง ร่างของเด็กหนุ่มที่มันกำลังจ้องอยู่ก็หายไปจากสายตา หมาป่าทมิฬแผงคอสีขาว ที่กำลังยืนอึ้งมันสอดส่ายสายตามองหาเด็กหนุ่มด้วยท่าทางเลิ่กลั่ก
ในวินาทีถัดมา… “ไง” เสียงของแม็กซ์ดังขึ้นจากด้านข้างอย่างเรียบเฉยเด็กหนุ่มปรากฏขึ้นอยู่ข้างตัวหมาป่าทมิฬ มือของเขาแตะลงบนลำตัวของมันเบา ๆ
แต่เพียงแค่นั้น ร่างของหมาป่าทมิฬก็สะดุ้งโหยงขึ้นทันทีขนทั้งตัวลุกชันโดยไม่สามารถควบคุมได้ มันหันกลับมามองช้า ๆ เคลื่อนไหวเหมือนเครื่องจักรที่ติดขัดไร้ซึ่งน้ำมันหล่อลื่นที่ด้านข้าง… คือเด็กหนุ่มคนเดิมที่มันไม่เคยรู้ตัวเลยว่าเข้ามาใกล้ได้ั้แ่เมื่อไหร่เขายิ้มกว้างสีหน้าแฝงไปด้วยความขี้เล่น แล้วโบกมือทักทาย “ดีจ้าาา”
“อะจ๊ากกก!!” หมาป่าทมิฬกระตุกทั้งตัวเผลออุทานออกมาอย่างไม่ตั้งใจ ดวงตาเบิกกว้างจนแทบถลน ขนฟูขึ้นทั่วร่างหางชี้ตั้งอย่างควบคุมไม่ได้ มันช็อกจนร่างนิ่งค้างอยู่กับที่ราวกับกลายเป็รูปปั้น
“ฮัลโหล ๆ” แม็กซ์โบกมือผ่านหน้ามันไปมาก่อนจะเอียงคอเล็กน้อย “อ้าว… เครื่องค้างไปแล้วแฮะ” เขายกมือขึ้นเล็กน้อยทำท่าสับมะกอกแล้วเขกเข้าไปที่หัวของมัน
โป๊ก! แรงกระทบนั้นไม่ถึงกับรุนแรง แต่เพียงพอทำให้หัวของหมาป่าปูดขึ้นมาเป็ก้อนทันที“โห หัวแข็งใช้ได้เลยนี่ นึกว่าจะะเิไปแล้วซะอีก ฮ่า ๆ”
“หงิงงง…” เสียงร้องหลุดออกมาจากลำคอของมันพร้อมกับยกเท้าหน้าขึ้นมากุมหัวบริเวณที่ปูดขึ้นมา
“เอาล่ะ ทีนี้ได้สติแล้วใช่ไหม”
“หงิงงง…” มันยังคงนั่งนิ่งอยู่ท่าเดิมไม่กล้าขยับไปไหน
แม็กซ์มองมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงปกติ “ข้าไม่ทำอะไรเ้าหรอกน่าเพราะ... ข้ารู้ว่าเ้าไม่ได้มีเจตนาจะสู้ั้แ่แรก แล้วก็ไม่มีจิตสังหารเลยแม้แต่น้อย”เขายิ้มก่อนจะเหลือบมองไปยังซากฝูงหมาป่ารอบตัว “งั้น... ตอบทีเ้ามาทำอะไรที่นี่?”
หมาป่าทมิฬแผงคอสีขาวหันไปมองซากของฝูงตัวเองเงียบๆ ดวงตาของมันนิ่งลงเล็กน้อย เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ภายใน
แม็กซ์มองตามก่อนจะพยักหน้าขึ้น “อ๋อ… จะบอกว่าตามฝูงมาสินะเพราะว่าเ้าแตกต่าง เลยไม่ถูกยอมรับ”
มันผงกหัวตอบรับเลยทำให้เขาถอนหายใจแ่เบา เหมือนเข้าใจอะไรบางอย่าง
“เข้าใจล่ะ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แววตากลับเหมือนนึกถึงเื่บางอย่างในอดีต “นึกว่าเื่แบบนี้มีแค่ในพวกมนุษย์ซะอีกโดนบู้บี้ เพราะไม่เหมือนคนอื่น… สุดท้ายก็โดนทิ้ง” เด็กหนุ่มเหลือบมองหมาป่าตัวนั้นอีกครั้ง“แต่กับสัตว์อสูรก็เป็เหมือนกันแฮะ”
มันขยับหูเล็กน้อยยังคงฟังอย่างตั้งใจ
แม็กซ์ยิ้มก่อนพูดต่อ“นี่... ฟังนะ การไม่เหมือนคนอื่น มันไม่ได้แปลว่าแย่ ออกจะเท่ด้วยซ้ำ” เขายกมือชี้ไปทางมันเล็กน้อย“จะไปสนใจว่าฝูงคิดยังไงทำไม อยู่คนเดียวมันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นลุยเองก็สนุกจะตาย ไปสนใจฝูงที่ไม่เข้าใจเรา… มันเสียเวลาเปล่า”
หมาป่าทมิฬแผงคอขาวนิ่งไปดวงตาของมันเปลี่ยนจากความสับสน กลายเป็ความครุ่นคิด มันเอียงคอเล็กน้อย ส่งเสียงในลำคอเบาอย่างไม่แน่ใจ“หงืด…” เหมือนกำลังพยายามทำความเข้าใจกับคำพูดของเด็กหนุ่มตรงหน้า
แม็กซ์มองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อย “เอาเถอะ ค่อย ๆ คิดไปก็ได้” ระหว่างที่แม็กซ์กำลังสนทนากับหมาป่าทมิฬแผงคอขาวอยู่นั้น ร่างของหมาป่าทมิฬที่ถูกสังหารก่อนหน้านี้ก็สลายไปมันไม่ใช่การเน่าเปื่อย แต่เป็การ “สลายตัว” กลายเป็ฝุ่นพลังงานละเอียด หายไปกับอากาศทีละน้อยและไม่รู้ว่ามันสลายไปเพราะอะไร ซึ่งขัดกับกฎของโลกเดิมโดยสิ้นเชิงที่ต้องใช้เวลาในการย่อยสลายจากการเน่าเปื่อยอาจเป็เพราะสัตว์อสูรเหล่านี้ ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตบนโลกั้แ่แรกหรือคงอาจเพราะพลังงานบางอย่าง
แม็กซ์มองภาพนั้นแล้วถอนหายใจเบา ๆ “ว้า… แย่จัง ไม่มีแกนพลัง ไม่เหลือซากอีกตามเคย”เขากวาดตามองไปรอบตัวอีกครั้ง ก่อนจะเอียงคอเล็กน้อย “แต่ว่า…”สายตาของเขาหันไปยังหมาป่าทมิฬแผงคอขาว พร้อมรอยยิ้มที่ดูไม่ค่อยน่าไว้ใจเท่าไหร่ “ยังเหลืออีกตัวที่ยังไม่ได้จัดการนี่นา”
“หงิงงง”หมาป่าทมิฬสะดุ้ง ส่งเสียงร้องในลำคอพร้อมถอยหลังเล็กน้อยโดยสัญชาตญาณ
แม็กซ์หัวเราะออกมาเพราะการแสดงสีหน้าของมัน“เฮ้ย... ล้อเล่นน่า หน้าเ้านี่ตลกชะมัดฮ่า ๆ” เขายกมือโบกปัดไปมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
“เอาเป็ว่าแยกย้ายกันตรงนี้ละกันเ้าบื้อข้าจะไปฟาร์มต่อ—”
โฮกกกก!!
แต่ยังพูดไม่ทันจบประโยคเสียงคำรามก็ดังสนั่นขึ้นจากระยะไกล มันไม่ใช่เสียงสัตว์อสูรธรรมดา แต่เป็เสียงที่แฝงด้วยจิตสังหารอันหนักหน่วงราวกับจะบดขยี้พื้นที่รอบตัวให้แหลกสลาย ตึกร้างไกลออกไปสั่นะเือย่างรุนแรง พร้อมเสียงะเิดังสะท้อนเป็ระลอกพลังิญญาและคลื่นจิตสังหารพุ่งกระจายออกมาเหมือนพายุที่คลุ้มคลั่ง หมาป่าทมิฬแผงคอขาวเบิกตากว้างร่างกายกดลงต่ำพร้อมหมอบลงกับพื้นตามสัญชาตญาณ ความกลัวชัดเจนในทุกเส้นขนที่ลุกชัน
ทว่าในอีกด้านหนึ่งแม็กซ์กลับเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาสีดำของเขาเปิดกว้างขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็แววตาที่ตื่นเต้นอย่างแท้จริงรอยยิ้มค่อย ๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก ไม่ใช่รอยยิ้มแบบเล่นสนุกเหมือนก่อนหน้า แต่เป็รอยยิ้มของคนที่เจอของจริง
“เห…” เขาพึมพำเบา ๆ “เสียงแบบนี้… ขาใหญ่กำลังบวกกันแน่เลย”รอยยิ้มของเขากว้างขึ้นอีกนิด “งั้นก็… น่าสนุกขึ้นแล้วสิหวังว่ารอบนี้จะเจอของดีบ้างละนะ” เด็กหนุ่มยืนอยู่ท่ามกลางซากเมืองร้าง ขณะที่คลื่นพลังงานจากบางสิ่งที่ไม่รู้จักกำลังปะทุขึ้นในระยะไกล
แม้ศักราชปฐมภพจะผ่านมาแล้ว 50 ปีแต่การต่อสู้ของเด็กหนุ่มเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
***
เกร็ดน่ารู้ท้ายตอนที่1
ขีดจำกัดของมนุษย์ (คนธรรมดา VSผู้วิวัฒนาการ)
แม้ว่าผู้วิวัฒนาการจะมีแกนพลังที่ทรงพลานุภาพแต่ “คนธรรมดา ที่ใช้ได้แค่พลังิญญาไร้สี” ก็ใช่ว่าจะไร้ทางสู้เสมอไปโอกาสที่คนธรรมดาจะล้มผู้ปลุกพลังได้ ถูกแบ่งออกเป็กรณีต่างๆ ดังนี้:
กรณีที่ 1:เผชิญหน้ากับระดับ [นักล่าิญญา ] หรือ [อัศวินิญญา ] โอกาสชนะ: ค่อนข้างสูง (ขึ้นอยู่กับฝีมือ)
เงื่อนไข:คนธรรมดาสามารถสู้ได้อย่างสูสี หรือเอาชนะได้ หากมีการฝึกฝนร่างกายมาอย่างหนัก และมีทักษะการควบคุมพลังิญญาขั้นต้นที่ดีพอเพราะระยะห่างของปริมาณพลังในขั้นนี้ยังไม่ห่างชั้นกันเกินไป
กรณีที่ 2:เผชิญหน้ากับระดับ [ขุนพลิญญา ]โอกาสชนะ: พอมีลุ้น (ต้องเป็อัจฉริยะ)
เงื่อนไข:ถือเป็ “เพดานบินสูงสุด” ที่คนธรรมดาจะเอื้อมถึง คนธรรมดาจะสู้ได้ก็ต่อเมื่อ ฝึกฝนร่างกายจนถึงขีดสุดของมนุษย์และต้องพึ่งพาชั้นเชิงการต่อสู้ ประสบการณ์ หรืออาวุธยุทโธปกรณ์เข้าช่วยอย่างมาก
ขีดจำกัดที่ไม่อาจข้ามผ่าน:ระดับ [าาิญญา ] ขึ้นไป ั้แ่ระดับาาิญญา, จักรพรรดิญญา ไปจนถึงมหาจักรพรรดิความต่างของระดับชั้นจะกลายเป็กำแพงที่ไม่อาจก้าวข้ามพลังิญญาที่ถูกบีบอัดจนบริสุทธิ์ของพวกเขาจะสร้างความแตกต่างทางกายภาพและแรงกดดันอย่างมหาศาลจนทำให้กลยุทธ์หรือร่างกายของคนธรรมดาไม่สามารถชดเชยส่วนต่างนี้ได้อีกต่อไป