[คอนโดของพี่กร – คืนเดียวกัน]
ภายในห้องที่มืดสนิท มีเพียงแสงสลัวจากโคมไฟหัวเตียงที่ส่องให้เห็นร่างของพี่กรในชุดสูทที่ยับยู่ยี่ตั้งแต่เลิกงานเลี้ยง
เขานั่งกองอยู่กับพื้นข้างเตียง หลังพิงขอบเตียงอย่างคนหมดสภาพ ในมือถือแก้ววิสกี้ที่ว่างเปล่า ขณะที่ขวดข้างตัวเหลือเหล้าเพียงก้นขวด
โทรศัพท์ที่วางอยู่ใกล้ๆ สว่างวาบเป็นระยะจากข้อความที่เขาเพียรส่งหาแพร... แต่ไม่มีการตอบกลับใดๆ กลับมา
พี่กรยกมือขึ้นกุมขมับ น้ำตาไหลซึมลงมาตามร่องแก้มจนเปียกชื้น เขาหัวเราะสมเพชตัวเองออกมาแห้งๆ เสียงแหบพร่า “พี่ดีใจแทนหนูนะ... ดีใจจริงๆ ที่หนูยิ้มได้แบบนั้นอีกครั้ง แต่ทำไมพี่ถึงเจ็บขนาดนี้วะ... พี่มันสมควรแล้ว พี่สมควรจริงๆ ที่เสียหนูไป”
เขาเหวี่ยงแก้วลงพื้นจนแตกกระจายดัง เพล้ง! เศษแก้วกระเด็นไปทั่วแต่เขากลับไม่สนใจความเจ็บปวดที่อาจจะเกิดขึ้น
พี่กรพยุงร่างโซเซไปที่หน้าต่าง มองเงาสะท้อนของตัวเองที่ใบหน้าซีดเซียวและดวงตาแดงก่ำ เขาเริ่มทุบอกตัวเองแรงๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“พี่ทำทุกอย่างพังหมดแล้ว... พี่บอกว่ารักหนู แต่พี่กลับทำร้ายหนูที่สุด พี่สมควรตายไปเลยดีกว่าไหมถ้าไม่มีหนูอยู่แบบนี้”
แรงสั่นสะเทือนจากโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง ชื่อของ “อ.วิภา” ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ พี่กรปัดโทรศัพท์ทิ้งไปอย่างไม่ใยดี “...พอทีเถอะ”
เขาฟุบหน้าร้องไห้โฮออกมาลั่นห้องที่เคยมีความทรงจำของเขากับแพรซ่อนอยู่ทุกมุม
ความผิดบาปในใจที่แอบไปมีความสัมพันธ์ชั่ววูบกับวิภา กำลังกัดกินเขาจนแทบไม่เหลือความเป็นคน
“พี่ไม่น่าเอาความสุขชั่วคราวมาแลกกับแพรเลย...” เขาพึมพำกับตัวเองทั้งน้ำตา
“วันนั้น... ถ้าพี่ใจแข็งกว่านี้ ถ้าพี่เลือกที่จะกลับมาหาหนูตั้งแต่แรก เรื่องมันคงไม่จบแบบนี้”
เขาค่อยๆ ทรุดตัวลงนอนกับพื้นห้องนั่งเล่น กอดเข่าแน่นและร้องไห้จนหลับไปด้วยความมึนเมาและเหนื่อยล้า ในฝันเขายังเห็นแพรส่งยิ้มให้เขาเหมือนวันวาน แต่ทุกครั้งที่เขายื่นมือไปหา เธอก็จะหันหลังเดินจากไป... ไปกับผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่เขา
[บ้านของแพร – เวลาเดียวกัน]
ตัดกลับมาที่บรรยากาศในบ้านของแพร เสียงฝนกระทบหลังคายังคงดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
แพรขดตัวอยู่ใต้ผ้าขนหนูผืนใหญ่บนโซฟา เธอมองพี่เอกด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่เริ่มสั่นคลอน
“พี่เอกคะ... ขอบคุณอีกครั้งนะคะที่ไม่ทิ้งหนูไปไหนเลย หนูไม่รู้จะทำยังไงถ้าไม่มีพี่อยู่ด้วยตอนที่ไฟดับเมื่อกี้” แพรเอ่ยเสียงแผ่ว
พี่เอกยิ้มละมุน แววตาที่มองมาเต็มไปด้วยความอาทรที่ชัดเจนขึ้นทุกวัน
“พี่ดีใจที่หนูยอมให้พี่อยู่ตรงนี้ครับ พี่สัญญาแล้วว่าจะอยู่ข้างๆ หนู ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น”
แพรนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เอื้อมมือไปจับมือของพี่เอกไว้ นิ้วเรียวเล็กสอดประสานเข้ากับฝ่ามือหนาอย่างเชื่องช้า “พี่เอก... หนูเริ่มรู้สึกปลอดภัยที่มีพี่อยู่ตรงนี้ หนูเคยคิดว่าตัวเองคงไม่กล้าเปิดใจให้ใครอีกแล้ว แต่พี่ทำให้หนูรู้ว่า... มันยังมีคนที่ไม่ทำให้หนูต้องร้องไห้คนเดียวอยู่จริงๆ”
พี่เอกกระชับมือตอบเบาๆ ประคองมือเธอไว้ราวกับเป็นสิ่งล้ำค่า “พี่ไม่เคยคิดจะเร่งหนูเลยนะแพร พี่แค่ชอบหนูมากจริงๆ พี่จะอยู่ตรงนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าหนูจะพร้อม หรือจนกว่าหนูจะบอกว่าพอ”
แพรเงยหน้าสบตาที่แสนซื่อสัตย์ของเขา ในแสงจางๆ จากโคมไฟฉุกเฉิน เธอเห็นความอดทนและความรักที่เขามอบให้มาโดยตลอด หัวใจของเธอเริ่มเต้นผิดจังหวะด้วยความอุ่นซ่านที่แผ่ซ่านไปทั่วอก
เธอโน้มตัวเข้าไปซบศีรษะลงบนไหล่ของเขาเบาๆ
“พี่เอกคะ... คืนนี้ พี่นอนตรงนี้กับหนูได้ไหมคะ ไม่ต้องทำอะไร แค่อยู่ใกล้ๆ หนูก็พอ หนูอยากลองดูว่าถ้ามีพี่อยู่ข้างๆ มันจะเป็นยังไง”
พี่เอกตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะด้วยความดีใจที่เก็บกดมานาน เขาค่อยๆ ยกแขนขึ้นโอบไหล่เธอไว้อย่างนุ่มนวล “ครับ... พี่จะอยู่ตรงนี้ พี่จะไม่ไปไหนทั้งคืนเลย พี่จะไม่ทำให้หนูเสียใจอีก พี่สัญญา”
ทั้งคู่นั่งโอบกันเงียบๆ ฟังเสียงฝนที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ฟ้าผ่าดังแว่วมาจากที่ไกลๆ แต่คราวนี้แพรไม่สะดุ้งอีกต่อไปแล้ว เพราะอ้อมแขนที่โอบเธอไว้นั้นมั่นคงและอบอุ่นพอที่จะทำให้เธอข้ามผ่านคืนที่โหดร้ายไปได้
พี่เอกนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาทอดสายตามองแพรก่อนจะยิ้มจางๆ แล้วเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม
“พี่ชอบหนูเพราะ... หนูเป็นคนที่ทำให้พี่รู้สึกว่าชีวิตนี้ยังมีเรื่องดีๆ ให้ทำต่ออีกเยอะเลยครับ”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยพลางนึกถึงวันวาน
“ตั้งแต่วันแรกที่เจอ พี่เห็นหนูทำงานหนักแต่ก็ยังยิ้มได้ หนูสุภาพกับทุกคนแม้ในวันที่ตัวเองเหนื่อยล้าที่สุด หนูมีแววตาที่ใสมาก... ใสจนทำให้พี่รู้สึกว่า ถ้าพี่ได้อยู่ใกล้ๆ หนู พี่คงจะอยากเป็นคนที่ดีขึ้นเพื่อใครสักคน”
“หนูไม่เคยทำตัวสูงส่ง ไม่เคยดูถูกใคร แม้แต่ตอนที่หนูเจ็บปวดที่สุด หนูก็ยังเลือกที่จะไม่ทำร้ายใครตอบ หนูแค่... เงียบแล้วเดินจากไปอย่างเข้มแข็ง พี่เห็นแล้วพี่เจ็บแทนนะ แต่ในขณะเดียวกันพี่ก็ยิ่งเคารพหัวใจหนูมากขึ้นไปอีก พี่ชอบที่หนูกล้าหาญครับ... กล้าที่จะเจ็บ กล้าที่จะร้องไห้ แต่สุดท้ายก็กล้าที่จะลุกขึ้นมาใหม่ พี่ถึงคิดว่าถ้าพี่ได้อยู่ข้างๆ หนู พี่คงจะภูมิใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางของหนู ไม่ว่าจะเป็นในฐานะอะไรก็ตาม”
พี่เอกลดเสียงลงเล็กน้อย แววตาที่สบตาแพรนั้นซื่อตรงและเปิดเผย
“ส่วนเรื่องอดีต... พี่เคยมีแฟนครับ แต่แค่สองคนเท่านั้น คนแรกคบกันช่วงเรียนปริญญาโท ปีกว่าๆ ก็รู้ว่าเราแค่เหงา ไม่ได้รักกันลึกซึ้งพอจะร่วมทาง พอเลิกกันเลยจบลงด้วยดี ส่วนคนที่สอง... คบกันมาสามปีกว่า ช่วงเริ่มทำงานใหม่ๆ แต่สุดท้ายพี่ก็พบว่าพี่รักเธอไม่ได้เท่าที่เธอรักพี่ พี่พยายามฝืน พยายามบอกตัวเองว่ารักแล้ว แต่ความรู้สึกมันโกหกกันไม่ได้ พอเลิกกันเธอเจ็บมาก พี่เลยตัดสินใจว่าพี่จะไม่คบใครอีก ถ้าพี่ไม่รู้สึกรักเขาจริงๆ เพราะพี่ไม่อยากทำร้ายใครด้วยความฝืนใจอีกแล้ว”
เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของแพร “แต่กับหนู พี่รู้สึกต่างออกไปครับ ตั้งแต่วันแรกที่เจอ พี่รู้เลยว่าถ้าได้อยู่กับหนู พี่คงไม่ต้องฝืนอะไรเลย พี่จะรักหนูได้เต็มที่ในแบบที่พี่เป็น พี่เลยไม่เคยกล้าบอกหนูตรงๆ เพราะกลัวหนูจะกดดัน พี่แค่ตั้งใจจะอยู่ตรงนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าหนูจะบอกว่าพอ หรือจนกว่าหนูจะพร้อมบอกพี่ว่าหนูรู้สึกยังไง”
รอยยิ้มปนเศร้าปรากฏขึ้นบนใบหน้าเขาเพียงครู่ “พี่ไม่รีบครับแพร... แค่หนูยอมให้พี่อยู่ใกล้ๆ แบบนี้ มันก็พอสำหรับพี่แล้วจริงๆ ส่วนที่เหลือ... พี่จะรอหนูครับ ไม่ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนก็ตาม”
แพรฟังคำสารภาพนั้นด้วยหัวใจที่สั่นคลอน น้ำตาเริ่มรื้นขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่ความเจ็บช้ำจากการถูกทรยศ แต่มันคือความซาบซึ้งในความรักที่แสนอดทนของชายตรงหน้า เธอเอื้อมมือไปกุมมือพี่เอกไว้แน่นขึ้น
“พี่เอกคะ... หนูขอเวลาอีกนิดนะคะ แต่หนูสัญญา... ว่าจะไม่ทำให้พี่ต้องรอเก้อแน่นอน”
พี่เอกพยักหน้า รอยยิ้มของเขาขยายกว้างขึ้นอย่างมีความสุข เขากระชับมือเธอตอบเบาๆ
“ครับ... พี่รอได้ พี่รอหนูได้ตลอดไปเลย”
ท่ามกลางเสียงฝนที่ยังคงตกหนักและแสงไฟที่ดับมืด หัวใจของคนสองคนกลับสว่างไสวขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ เป็นความสว่างที่เกิดจากความเข้าใจและความเชื่อใจ... โดยไม่มีใครต้องเร่งรีบ และไม่มีใครต้องหวาดกลัวการถูกทอดทิ้งอีกต่อไป