ลายสักคือตราประทับของปีศาจ
ปีคริสต์ศักราช1988 ในเกาหลีใต้มันคือฝันร้ายของผู้คนโดยสมบูรณ์จากภาวะการแบ่งแยกดินแดนและด้อยประสิทธิภาพของรัฐบาลมันทำเกิดเป็ปีทองของอาชญากร
"สารวัตร ชเว ยงกี ครับผู้ต้องสงสัยเป็กลุ่มคนที่มีรอยสักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านโบราณฮันกีใกล้ที่เกิดเหตุที่มีการพบการฆาตกรรมปริศนาอีกแล้วครับท่าน บนร่างกายผู้ตายมีสัญลักษณ์กากบาททับหมายเลขหนึ่งที่หน้าอกซ้ายเหมือนศพครั้งก่อนๆ ครับ"
"ต้องเป็มันแน่ๆ ไอ้พวก ทง ฮันบอน รอยสักของพวกมันเป็รูปเสือกับหมายเลขหนึ่งไอ้พวกจิตไม่ปกติชอบความรุนแรงจับมันเข้าคุกกี่ครั้งทนายของมันก็เอามันมาออกมาได้ทุกครั้งไป มันนี่แหละอาชญากรของแผ่นดินเกาหลีผมต้องจับมันรับโทษปะาให้ได้!"
พวกสักลายมีความสุขกับความเ็ปไม่ว่าจะทำกับตัวเองหรือกระทำกับคนอื่น คนที่ยอมรับการเ็ปด้วยความเต็มใจได้มันก็ไม่ต่างกันกับพวกปีศาจ...
ชเว ยงกี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งสารวัตรหน่วยปราบปรามความรุนแรงย้ายมาจากแทจอนพึ่งเข้ามาประจำการที่เขตคังนัมได้ไม่กี่เดือน
ผู้ที่มีผลงานการปราบปรามคดีร้ายแรงโดดเด่นมานับไม่ถ้วนเป็ชื่อที่ผู้กระทำความผิดเขตแทจอนรู้จักเป็อย่างดี
ไม่ว่าใครหน้าไหนใหญ่โตเพียงใดหรือแม้แต่แก๊งมาเฟียขึ้นชื่อในย่านนั้นไม่มีกล้าทำอะไรบุ่มบ่ามโดยไร้การวางแผนรัดกุมเพราะความเถรตรงกัดไม่ปล่อยทำงานไวไหวพริบดีเป็เลิศเด็ดขาดเเกะรอยหาหลักฐานเชื่อมโยงได้ทุกคดีได้จึงถูกเลื่อนขั้นจากกผลงานโดดเด่นโดยไม่ใช้เส้นสายหรือต้องสอบเลื่อนขั้นเหมือนนายตำรวจคนอื่นๆ
เนื่องด้วยเมืองหลวงอย่างโซลเกิดเหตุด่วนเหตุร้ายขึ้นในพื้นที่ย่านสำคัญของเมืองอย่างย่านคังนัมที่มีการฆ่าตกรรมต่อเนื่องขึ้นแต่ไม่สามารถเอาผิดผู้ต้องสงสัยได้แม้เบาะแสการฆ่าตกรรมจะค่อนข้างชัดเจนจึงต้องหาทางปราบปราบด้วยการนำตำรวจสายสืบฝีมือดีจากที่ต่างๆ เข้ามาร่วมกับหน่วยปราบปรามพิเศษในกรุงโซลเพื่อล้างบางผู้มีอิทธิพลเเละจับตัวฆ่าตกรให้ไวที่สุดก่อนที่คนเลวจะครองเมืองเพื่อความสงบสุขของชาวเกาหลีใต้
แต่ด้วยความเืร้อนไฟเเรงของสารวัตรหนุ่มจึงพุ่งชนกับคนกระทำผิดพวกนั้นกวาดล้างโดยไม่ไว้หน้าว่าใคร แม้จะเป็พวกพ้องคนมีอิทธิพลกลุ่มแก๊งใหญ่ขนาดไหน เพื่อทำตามคำปฏิญาณตนในวันเข้ารับตำแหน่งว่าจะปกป้องประชาชนและความถูกต้องด้วยชีวิต
"ไม่ทราบว่าจะจับผมข้อหาอะไรอีกครับสารวัตร ชเว ยงกี?"
"ข้อหาผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมในเขตพื้นที่คังนัมสี่รายจากหลักฐานและพยานที่เห็นคุณและพรรคพวกอยู่กับคนเ่าั้ก่อนจะพบเป็ศพในที่ต่างๆ ไงครับ"
"ก็รู้ว่ามาแล้วก็ต้องปล่อยอยู่ดีจะเสียเวลามาทำไม.. ดื้อด้านเสียจริง~"
ทง ฮันบอน รายชื่อแบลคลิสได้ยินกิตติศักดิ์ั้แ่อยู่ที่แทจอนที่คนวงการสีกากีคาดว่าเป็หัวหน้าแก๊งผิดกฎหมายผู้มีอิทธิพลในเมืองหลวงอย่างกรุงโซล ตำรวจในพื้นที่ไม่มีใครกล้ายุ่งกับคนคนนี้และเตือนเขาเสมอว่าอย่าไปยุ่งกับคนสักลายพวกนี้มันอำมหิตเกินกว่าใครจะจินตนาการได้
ที่ล่ำลือหนาหูแบบนั้นเพราะสภาพศพที่พบไม่ใช่การถูกยิงถูกแทงให้ตายแบบธรรมดาแต่การโดนกรีดเนื้อเฉือนหนังตัดแยกชิ้นส่วนถูกทุบจนหัวเละสมองไหลไม่ต่างจากแตงโมตกจากที่สูงลงมาแตกกระจายมันสยดสยองติดตาทั้งชาวบ้านและเ้าหน้าที่จนไม่มีใครกล้ามอง
แต่นายตำรวจผู้มาประจำการใหม่ไฟแรงกลับเดินหน้าหาหลักฐานพยานที่เชื่อมโยงกับกลุ่มแก๊งทง ฮันบอน เอาผิดคนคนนี้มาตลอดแม้จะจับคนๆ นี้ครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไร้การขัดขืนจากคนหน้า
ดวงตาหล่อเลวรอยยิ้มเ็า เชือดเฉือน โรคจิตนั้นไม่เคยสะทกสะท้านสักครั้ง เพียงข้ามวันคนที่ถูกเขาจับขังคุกก็สามารถออกมาเดินลอยหน้าลอยตาอยู่ข้างนอกได้อย่างหน้าตาเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แม้จะมีพยานผู้พบเห็นด้วยตาว่าเป็คนมีรอยสักแบบนี้เป็ผู้กระทำแต่เพียงไม่นานก็ถูกปิดปากด้วยการเป็ศพรายต่อมาหรือหายสาบสูญไปเลย จนไม่มีใครกล้าออกมาเป็พยานเอาผิดกลุ่มแก๊งนี้อีกแม้แต่คนเดียว
ทุกคนต่างเกรงกลัวคนที่มีลายสักไม่มีใครกล้ามีเื่กับคนที่สักเลยเลยแม้แต่ตำรวจเองก็ตาม
แม้จะผิดหวังกับกระบวนการยุติธรรมในตอนนั้นสักเพียงใด แม้จะเหลือคนที่ตั้งปฏินิพานว่าจะทำเพื่อประชาชนจริงๆ เพียงแค่หยิบมือก็ยังพากันยืนหยัดเดินหน้ากัดไม่ปล่อยโดยไม่รู้เลยว่าความอำมหิตของคนบางคนจะสร้างาแทำลายตนเองไปชั่วชีวิต...
...
เช้าวันหนึ่งที่สดใสท้องฟ้ายังคงเป็สีฟ้าสวยงามเช่นปกติที่เคยเป็มามีครอบครัวน่ารักครอบครัวหนึ่งมีพ่อเป็ข้าราชการสารวัตรตำรวจหน่วยปราบปรามหัวหน้าครอบครัวที่แสนจะสมบูรณ์แบบทั้งหล่อเท่เป็ไอดอลให้ลูกชายทั้งสองแม้ทั้งคู่จะน่ารักเรียบร้อยคล้ายคุณแม่แสนสวยก็ตาม
"ชากี ~ซอลมุน~ มากินข้าวได้แล้วลูกเดี๋ยวจะได้ไปโรงเรียนพร้อมคุณพ่อเลย"
"ค้าบ~"
เด็กชายวัยสิบขวบและสิบสามขวบน่าตาหล่อน่ารักผิวขาวใสตาเรียวเล็กปากนิดจมูกหน่อยตามแบบฉบับชาวเกาหลีแท้เดินกอดคอกันออกมาจากห้องของทั้งคู่เป็เพนเฮาส์ที่พึ่งย้ายเข้ามาได้แค่ไม่กี่เดือนเพราะคุณพ่อย้ายงานมาที่โซลลูกๆ จึงย้ายเข้ามาเรียนในโซลด้วย
"วันนี้พ่ออาจจะกลับดึกหน่อยนะ ลูกชินกับขนส่งที่นี่หรือยังกลับกันเองได้ไหม?"
"อืม ~ยังไม่ชินเท่าไหร่แต่เดี๋ยวผมพาน้องกลับเองครับพ่อไม่ต้องห่วง พวกผมลูกสารวัตรที่เก่งสุดในเกาหลีนะไม่กลัวอะไรอยู่แล้ว"
"ดีมากลูกชายพ่อ"
"มันจะดีเหรอคะคุณ?"
"ลูกต้องพึ่งตัวเองให้ได้นะคุณ ต้องปล่อยแกบ้าง?"
"วันนี้ฉันรู้สึไม่ค่อยดีเลย ฉันไปรับลูกดีไหมคะ?"
"แม่ไม่ค่อยสบายอย่าไปเลยครับเดี๋ยวซอลมุนพาน้องกลับเองแม่ไว้ใจผมนะครับ"
"เอางั้นเหรอลูก แม่ฝากน้องด้วยนะ"
"ครับแม่"
สามคนพ่อลูกครอบครัวนายตำรวจหนุ่มขับรถพูดคุยกันตามประสาพ่อลูกที่สนิทสนมรักใคร่กันดังไปตลอดทางสองหนุ่มน้อยมักจะตื่นตาตื่นใจทุกครั้งที่ได้มองสองข้างทางที่เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างสวยงามตึกรามบ้านช่องห้างสรรพสินค้าใหญ่โตสวยงามแตกต่างจากเมืองบ้านเกิดอย่างแทจอน
เอี๊ยดดด!!! ตึง!! เห้ย!
จู่ๆ คุณพ่อก็เบรครถเสียงดังสนั่นจนคนน้องร้องดังลั่นพี่ชายกอดน้องไว้เเน่นเพราะกลัวน้องจะได้รับาเ็ด้วยความเป็ห่วง
"ลูกๆ เป็อะไรไหมชากีเจ็บตรงไหนหรือเปล่า ซอลมุนดูน้องก่อนนะพ่อลงไปดูหน่อยนะจู่ๆ ก็เบรกระทันหัน"
ในขณะที่ขับรถลอดอุโมงที่มีเพียงแสงไฟสีส้มสลัวมาได้สักพักราวๆ ครึ่งอุโมงจู่ๆ รถคันหน้าก็เบรคกระทันหันทำให้รถสารวัตรหนุ่มชนท้ายคันหน้าอย่างจังและมีรถคันหลังที่น่าจะเบรคไม่ทันมาชนอัดท้ายอีกทีกลายเป็โดนอัดอยู่ตรงกลางไปไหนไม่ได้แต่ด้วยความที่ขับไม่เร็วมากทำให้ไม่าเ็มากนักแต่ลูกคนเล็กขวัญเสียน้ำตาคลอจากแรงกระแทกหน้าหลังของรถยนต์ที่จู่ๆ ก็เกิดขึ้น
พ่อ!!!
ด้วยการสนใจแค่ที่รถคันหน้าจู่ๆ กลุ่มชายชุดดำก็เข้ามาใช้ด้ามปืนฟาดเข้าอย่างจังที่ท้ายทอยจากด้านหลัง
ปึ่กกก!!!
สารวัตรหนุ่มแทบหลับกลางอากาศกองลงกับพื้นถนนพอหันกลับมาก็โดนกระแทกอีก
ปั่ก!! ปั่ก!! พ่ออออ!!!!!!!
เสียงและภาพสุดท้ายที่เห็นก่อนหมดสติไปคือภาพลูกชายทั้งสองถูกเอาปืนจ่อหัวเดินหันหลังไปขึ้นรถทางด้านหลัง
แม้จะอยากลุกขึ้นไปช่วยลูกชายสุดที่รักยังไงแต่ตอนนี้เขาทำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่ช่วยตัวเอง
และทุกอย่างก็ดำมืดไปพร้อมสติที่ดับลงจนไม่สามารถรับรู้อะไรได้อีกเลย...
....
#ยังไม่แก้คำผิด