บทที่ 10 เคล็ดพรางกาย
ข่าวที่ซูฝานและสวีเจียวเจียวท้าประลองกันนั้นค่อย ๆ แพร่สะพัดไปทั่วทั้งสำนัก
“ร่างิญญาไร้ค่าจะท้าประลองกับร่างิญญาอัคคีงั้นรึ?”
“ทั่วหล้านี้จะมีคนโง่ที่ไม่รู้จักประมาณตนเช่นนี้ด้วยหรือ?”
คราแรกทุกคนไม่เชื่อ คิดว่าเป็เพียงข่าวโคมลอย เพราะความแตกต่างระหว่างร่างิญญาไร้ค่ากับร่างิญญาธาตุนั้น แม้แต่คนโง่ก็ยังรู้
ทว่าหลังจากสอบถามหลายฝ่าย กลับพบว่าเป็เื่จริง!
ไม่มีข้อสงสัยใด ๆ อีกแล้ว เสียงหัวเราะดังลั่นไปทั่วห้องโถง
ไม่มีผู้ใดมองเห็นชัยชนะของซูฝาน
“คนไร้พร์ในการบำเพ็ญเซียนเช่นเขาไม่รู้จักประมาณตนเองเช่นนี้ได้อย่างไร?”
“ร่างิญญาธาตุ เขาก็กล้าท้าทายด้วยหรือ?”
“ร่างิญญาไร้ค่า ยังกล้าคิดท้าทาย์อีกหรือ?”
แต่ในฐานะผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ซูฝานไม่สนใจเื่ภายนอก มุ่งมั่นพัฒนาพลังบำเพ็ญของตน
‘ยามนี้กล่าวอะไรไปก็ไร้ประโยชน์ เมื่อถึงเวลา ข้าจะต้องเอาชนะสวีเจียวเจียวในสนามประลองให้ได้ พวกคนที่ดูถูกข้าเ่าั้ก็จะต้องหุบปากสุนัขของพวกเขาเอง’
สวี่ซานอินก็ไม่ได้หลอกลวงเขาจริง ๆ
เมื่อครบเจ็ดวัน พิษสามศพก็เริ่มออกฤทธิ์ ในตอนแรกทั่วร่างคันยิบ ๆ จากนั้นิัก็ค่อย ๆ เน่าเปื่อยลง ซูฝานไม่กล้าลังเลใจ รีบกินโอสถถอนพิษทันที
เพียงชั่วพริบตา
สิบวันผ่านไปแล้วนับั้แ่ซูฝานเข้าสู่สำนักเมฆาเคลื่อน
เปรี้ยง!
ยามเช้าตรู่ ร่างของซูฝานสั่นสะท้าน พลังที่แข็งแกร่งกว่าขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางคำรามออกมา
“ทะลุขีดจำกัดอีกแล้วหรือ?” เขาลืมตาขึ้นด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ความเร็วเท่านี้ช่างไม่สมจริงเอาเสียเลย
เขาหยิกแขนตัวเองทีหนึ่ง จนต้องร้องครางด้วยความเ็ป “ไข่มุกปราณโลหิตหนึ่งเม็ดมีพลังชีวิตของสัตว์อสูรทั้งตัวอยู่ในนั้น จะไม่ช่วยให้ฝึกฝนได้เร็วขึ้นได้เยี่ยงไร” ต้าเฮยโก่วแยกเขี้ยว
ด้วยความเร็วในการฝึกฝนของซูฝานในยามนี้ สามารถเรียกได้ว่าเป็อันดับหนึ่งของสำนักเมฆาเคลื่อนเลยทีเดียว
“เร็วเกินไปแล้ว...” ซูฝานครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนถาม “จะมีผลข้างเคียงอะไรหรือไม่”
“มี”
ต้าเฮยโก่วพยักหน้า
“มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง” ซูฝานรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาทันที เขาคงมิได้ฝึกบำเพ็ญจนธาตุไฟเข้าแทรกกระมัง!
ตามตำนานเล่าขานกันมาว่า ในแวดวงผู้บำเพ็ญเซียน เหล่ามารทั้งหลายที่บำเพ็ญด้วยวิธีโเี้และนองเื สุดท้ายก็จะบำเพ็ญจนธาตุไฟเข้าแทรก ค่อย ๆ สูญเสียตัวตน กลายเป็หุ่นเชิดที่ถูกควบคุมด้วยการสังหาร
“เื่นี้น่ะ...”
“ข้าจะบอกผลข้างเคียงให้ฟัง” ต้าเฮยโก่วแสร้งถ่วงเวลาจนซูฝานแทบจะทนไม่ไหว มันหัวเราะร่าก่อนจะพูดว่า “ผลข้างเคียงก็คือ เ้าจะบำเพ็ญได้เร็วเกินไป จนทำให้ศิษย์คนอื่น ๆ รู้สึกสิ้นหวัง”
“เอ่อ…”
ซูฝานตกตะลึง จ้องต้าเฮยโก่วเขม็ง ก่อนจะตวาดด้วยความโมโห “ไอ้หมาบ้า แกล้งข้าสนุกนักสินะ?”
“สนุกจริง ๆ”
“ไม่สนุกหรอก ข้าจะหยอกเ้าไปทำไมกัน”
ต้าเฮยโก่วหัวเราะจนปิดปากไม่มิด
“ไม่มีจริง ๆ หรือ” เมื่อไข่มุกปราณโลหิตมีความมหัศจรรย์ถึงเพียงนี้ แต่กลับไม่มีผลข้างเคียง ซูฝานจึงรู้สึกไม่ค่อยเชื่อนัก
“ไม่มี หากเป็การดูดซับพลังชีวิตและเืจากสิ่งมีชีวิตโดยตรง ย่อมมีผลข้างเคียงแน่นอน แต่หากเป็ไข่มุกปราณโลหิตที่กลั่นออกมาจากเตาหลอมราชันมาร จะไม่มีอันตรายจากการเสียสติเพราะธาตุไฟเข้าแทรก เ้าวางใจได้” ต้าเฮยโก่วกล่าวปลอบใจ
“สุดยอด!” ซูฝานลุกขึ้นยืน เืลมในร่างพลุ่งพล่าน รู้สึกว่าหมัดเดียวก็สามารถสังหารวัวได้หนึ่งตัว
ใครกันบอกว่าขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางคือขีดจำกัดของร่างิญญาไร้ค่า?
‘ตอนนี้ ข้าผู้เป็ร่างิญญาไร้ค่าก็ยังสามารถทำลายพันธนาการ ก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมกายาขั้นสูงได้มิใช่หรือ?’
“รอดูการต่อสู้ในอีกห้าวันข้างหน้า เมื่อได้เห็นพลังบำเพ็ญของเ้า สีหน้าของเซวียฉางซานจะต้องน่าดูทีเดียว” ต้าเฮยโก่วหัวเราะอย่างเ้าเล่ห์
“ข้าก็คิดเช่นนั้น”
“แต่ในห้าวันที่เหลือนี้ คงมิอาจทำให้ข้าบรรลุถึงขอบเขตหลอมกายาบริบูรณ์ได้ แต่ก็ไม่สำคัญ ด้วยพลังของข้าในยามนี้ ก็เพียงพอที่จะบดขยี้สวีเจียวเจียวได้แล้ว”
‘สวีเจียวเจียว ข้าพร้อมแล้ว แล้วเ้าล่ะ?’
อีกห้าวันข้างหน้าจะมีการประลอง เขา้าให้ทุกคนในสำนักได้รู้ว่า แม้จะมีร่างวิญญาญไร้ค่า ก็สามารถเจิดจรัสได้เช่นกัน
“ซูฝาน”
เสียงของสวี่ซานอินดังขึ้นอย่างกะทันหันจากด้านนอก “เกิดอะไรขึ้น?”
“มารเฒ่ามาหาข้าด้วยตัวเองอย่างนั้นหรือ?”
ซูฝานตื่นตระหนก รีบนำเตาหลอมราชันมารออกมาแล้วยัดเข้าไปในปากของต้าเฮยโก่ว จากนั้นจึงเปิดใช้เคล็ดพรางกาย ซ่อนพลังบำเพ็ญของของตนให้อยู่ในขั้นหลอมกายาขั้นกลาง
เมื่อเปิดประตูหินของถ้ำ ก็เห็นมารเฒ่ายืนอยู่นอกประตู ถามอย่างไม่พอใจว่า “ทำอะไรอยู่? เปิดประตูช้าเหลือเกิน”
ซูฝานยิ้มประจบว่า “กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่พอดี เชิญผู้าุโด้านในเถิด”
สวี่ซานอินเดินเข้ามาในถ้ำพำนัก มองสำรวจซูฝานครู่หนึ่งแล้วถามว่า “ฝึกพลังบำเพ็ญเป็อย่างไรบ้าง? อีกนานเท่าไรจึงจะทะลวงถึงขอบเขตหลอมกายาขั้นสูง?”
“ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน”
ซูฝานส่ายหน้า
เคล็ดพรางกายนั้นได้ผลดีอย่างแน่นอน แม้แต่สวี่ซานอินก็ยังมิอาจมองทะลุพลังบำเพ็ญที่แท้จริงของเขาในยามนี้ได้ “ดูเหมือนการที่เ้าก้าวขึ้นสู่ขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางได้เร็วเช่นนี้ คงเป็เพราะโชคช่วยเป็แน่”
สวี่ซานอินแสดงสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย ล้วงหยิบแผ่นหยกจากอกเสื้อโยนให้ซูฝานพลางกล่าว “นี่คือเคล็ดิญญา แต่เดิมข้าไม่คิดจะมอบให้เ้า เพราะด้วยพร์ของเ้า ครึ่งเดือนย่อมไม่มีทางเข้าใจได้”
“เคล็ดิญญาหรือ?” ซูฝานชะงักไปเล็กน้อย รีบรับหยกจารึกมาพลางยิ้มประจบ และเอ่ยถามว่า “แล้วเหตุใดตอนนี้ถึงนึกอยากจะมอบให้ข้าขึ้นมา?”
“ลองเสี่ยงดูก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย”
สวี่ซานอินหยิบโอสถเม็ดสีขาวออกมาอีกเม็ดหนึ่ง กล่าวอย่างเกรี้ยวกราด “ไม่ใช่บอกให้เ้าไปหาข้าเพื่อรับโอสถอนพิษครั้งที่สองหลังจากเจ็ดวันหรือ? ไฉนถึงไม่มีวี่แววอะไรเลย? ถึงขนาดต้องให้ข้ามาส่งให้ถึงที่!”
หากมิใช่เพราะยังมีการประลองกับสวีเจียวเจียว เขาก็คงไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเื่เป็ตายของเ้าหนุ่มผู้นี้
“ข้าตั้งใจฝึกบำเพ็ญจนลืมไปเสียสนิท” ซูฝานยิ้มแหย ๆ รีบรับโอสถเม็ดสีขาวมา
“ฮึ!” สวี่ซานอินแค่นเสียงเ็าแล้วหมุนตัวเดินจากไป แต่เพิ่งจะเดินออกจากถ้ำได้ไม่กี่ก้าว จู่ ๆ ก็หยุดชะงัก หันกลับมาจ้องมองซูฝาน แล้วถามว่า “เ้าเห็นสวีตงบ้างหรือไม่?”
“ศิษย์พี่สวีตงหรือ? ข้าไม่เห็นเขา”
‘ต้องสงบสติอารมณ์!’
‘ต้องไม่ให้มีช่องโหว่ใด ๆ หลุดออกมาเป็อันขาด’