หญิงสาวนั่งอยู่บนรถประจำทางเหม่อพลางเหม่อมองออกไปทางนอกหน้าต่างผู้คนต่างสัญจรไปมาบนทางเดินอย่างมุ่งมั่นราวกับวันนี้เป็วันสุดท้ายของชีวิต แต่หากว่าวันนี้เป็วันสุดท้ายของชีวิตขึ้นมาจริงๆ พวกเขาคงใช้ชีวิตได้อย่างคุ้มค่าแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้น ร่างบางที่นั่งเอนกายอยู่บนเบาะรถประจำทางนี้กลับรู้สึกว่างเปล่าเสียเหลือเกินนอกจากเื่เรียน ทำงานหาเงินมาประทังชีวิต และใช้เวลาในแต่ละวันให้ผ่านพ้นไปแล้วกลับไม่รู้สึกถึงความพิเศษอะไรเลย
ไม่นานเธอก็มาถึงสถานที่แรกซึ่งเป็จุดนัดพบ
ร่างบางกวาดสายตามองหาเพื่อนของตนก่อนจะพบว่าเธอนั่งรออยู่ตรงม้าหินข้างสวนสาธารณะจึงเดินเข้าไปทักทายด้วยท่าทางสดใส ถึงแม้ใบหน้า่นี้จะไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่นัก
หลังจากพบเจอกันแล้ว สองสาวต่างพากันเดินไปตามเส้นทางในแผนที่ที่เอ้อสวี่ได้รับมาจากเพื่อนของเพื่อนจนกระทั่งมาถึงตรอกซอยเส้นหนึ่ง ต้องเดินเข้าไปลึกพอสมควรกว่าจะถึงสถานที่หมาย
เมื่อสุดทางเดินแล้ว ตรงหน้าปรากฏตัวบ้านทรงจีนโบราณหรือซื่อเหอย่วน ซึ่งลักษณะตัวบ้านจะเป็เรือนสี่ประสาน ท่ามกลางต้นไม้ที่ขึ้นดกเป็สีเขียวเข้มอยู่ตรงส่วนกลางของบ้านให้ความรู้สึกราวกับหลุดเข้าไปอยู่ในป่าต้องมนต์ไม่มีผิด
“เอ่อ…สวัสดีค่ะ พอดีพวกเรามาหาพ่อหมอกันค่ะ” เอ้อสวี่เอ่ยบอก
เห็นได้ชัดว่าตรงหน้าไม่มีคนเลย แต่ประตูบ้านกลับพับเปิดอ้าด้วยตัวเองราวกับมีคนมาเปิดให้
อาจมีเซนเซอร์ตรวจจับติดเอาไว้อยู่ตรงประตูก็เป็ได้เสี่ยวอวี้คิดในแง่บวก
แต่เมื่อเดินเข้าไปถึงกึ่งกลางตัวบ้าน อยู่ๆ ขนบนร่างกายก็ลุกซู่ เย็นวาบไปทั้งตัวอย่างไม่ทราบสาเหตุ
“เอ้อสวี่ แน่ใจนะว่ามาถูกบ้าน” เสี่ยวอวี้เอ่ยถามพลางมองหน้าเพื่อนรักของตนราว
เนื่องจากเมื่อพิจารณาลักษณะของตัวบ้านและทรัพย์สินโดยรอบแล้วอย่างไรก็ดูเหมือนตระกูลร่ำรวยไม่มีผิด เช่นนั้นแล้วที่นี่จะมีหมอดูเลื่องชื่อที่เขาว่าดูแม่นกันมากอยู่จริงหรือไม่ได้จะหลอกมาทำมิดีมิร้ายหรอกใช่ไหม
“ถูกสิเธอคิดว่ามันต้องเป็ยังไงล่ะ”
“อาศรมเก่าๆ ที่เอาไว้ทำพิธีมั้ง” เสี่ยวอวี้ยักไหล่กวน ๆ
เพี้ยะ!
“โอ๊ย!”
“ไม่ใช่หมอดูทุกคนจะต้องเป็แบบนั้นค่ะคุณเพื่อน”หลังจากพูดจบเธอก้เดินตรงดิ่งเข้าไปยังเรือนหลักทางทิศเหนือ ซึ่งหากนับตามลำดับแล้วก็เพื่อพบกับเ้าของบ้าน
“เชิญครับ”เสียงของชายหนุ่มเอ่ยขึ้นราวกับรู้ล่วงหน้าว่ากำลังมีบุคคลมาเยือน ทั้งที่ทั้งสองยังไม่ทันได้เอ่ยทักทายเสียด้วยซ้ำนอกจากนี้เขายังอยู่ข้างในตัวบ้านซึ่งห่างไกลจากจุดที่สองสาวยืนอยู่ แถมยังนั่งหันหลังให้เสียด้วย
ภาพตรงหน้าปรากฏชายหนุ่มซึ่งสวมใส่ชุดจีนโบราณสีดำหรือที่เรียกว่าฮั่นฝู นอกจากนี้ผมของเขายังถูกมัดเกล้าเอาไว้ แต่ถึงอย่างนั้นปลายผมก็ยังยาวถึงกลางหลังภาพลักษณ์ทุกอย่างของเขาประหนึ่งหลุดออกมาจากนิยายจีนโบราณ
เอ้อสวี่รีบตรงเข้าไปหย่อนกายลงบนเบาะรองนั่งที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ในทันที
เธอเอ่ยเล่าเื่ราวที่้าถามไถ่กับหมอดูคนนั้นตลอด่การดูดวงโชคชะตานั้น ทั้งสองคนไม่ได้เห็นหน้าชายหนุ่มเลยแม้แต่น้อย เนื่องจากเขานั่งหันหลังให้ตลอดเวลาจนกระทั่งเสร็จสิ้นการดูดวงแล้วนำค่าครูไปมอบให้
หลังจากส่งมอบค่าครูแล้ว เขาจึงหันกลับมาเผชิญหน้ากับสองสาว
แต่หลังจากจากนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าก็ทำเอาร่างบางถึงกับต้องผงะทันที
ดวงตาทั้งสองข้างของชายหนุ่มประสานเข้ากับสายตาของเสี่ยวอวี้ที่ยืนอยู่ข้างหลังเพื่อนสาวของตน
แต่หลังจากจากนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าก็ทำเอาร่างบางถึงกับต้องผงะก้าวถอยทันที
ั์ตาของเขา…เปลี่ยนเป็สีทอง
ราวกับเขาเห็นนิมิตอะไรบางอย่าง!
“อะไรน่ะ….”เสี่ยวอวี้เอ่ยเสียงแ่เบา ใบหน้าของเธอล่องลอย
จิติญญาเหมือนกำลังโดนดึงเข้าสู่ห้วงภวังค์แห่งความว่างเปล่า
“อะไรเหรอ?”เอ้อสวี่หันกลับมาถามเพื่อนรัก เธอไม่เห็นภาพตรงหน้าหรือประกายแสงที่เกิดขึ้นในตาของชายหนุ่มเลยแม้แต่น้อยราวกับเธอเป็คนนอก และทั้งสองกำลังพยายามสื่อสารกันผ่านอีกห้วงมิติหนึ่ง
“เสี่ยวอวี้!เฉินเสี่ยวอวี้!”
“ห….ห๊ะ!?”
เมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อของตนเธอจึงหลุดออกจากภวังค์นั้นก่อนจะจ้องมองไปยังหมอดูหนุ่มด้วยแววตาสงสัย
“แม่หนูน้อย…เธอมีเงายมทูตตามตัวนะรู้ไหม”เขาเอ่ยพลางยกยิ้มมุมปาก “่นี้ได้ยินเสียงแว่วกระซิบข้างหูบ้างหรือเปล่า เห็นเงาดำตอนส่องกระจกบ้างไหม"
“!!!”
เสี่ยวอวี้ใมาก หมอดูคนนี้ทักได้ถูกต้องราวกับได้เห็นด้วยตาตัวเองเลย
“ล…แล้วแบบนี้ต้องทำยังไงคะ!”เอ้อสวี่ดูใไม่แพ้กัน รู็สึกเป็ห่วงเพื่อนขึ้นมาจับใจ
“ลองเอานี่ไปแขวนตรงหัวเตียงดูอาจช่วยให้หลับได้สักระยะหนึ่ง” เขาส่งป้ายยันต์อันหนึ่งให้ เสี่ยวอวี้ยืนนิ่งไม่ยอมเดินเข้าไปหาเนื่องจากเธอยังใกับเหตุการณ์เมื่อสักครู่ไม่หาย
“เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นคะ?”อดสงสัยไม่ได้ จึงตัดสินใจเอ่ยถาม
“ก็…ไม่มีอะไร เธอคงเห็นภาพหลอนไปเอง…”
อันที่จริงแล้ว เขาเป็เซียนผู้ใช้ยันต์เวทลงมาจุติในโลกมนุษย์เพื่อคอยทำพิธีขับไล่ปีศาจจากพิภพเผ่ามาร เหตุการณ์เมื่อสักครู่ที่เขาได้กระทำไปคือเพ่งหานิมิตเนื่องด้วยใบหน้าของสาวน้อยผู้นี้ช่างหมองคล้ำยิ่งนัก
และเป็ไปตามคาด เธอมีเงายมทูตตามติดกายอาจเพราะใกล้ถึงฆาตจึงทำให้เห็นภาพหลอนหรือเสียงภูตพรายิญญากระซิบ รวมถึงสามารถมองเห็นตัวตนของยมทูตได้ด้วย….
หลังจากบอกปัดเพื่อปกปิดตัวตนแล้ว เขาก็ส่งมอบยันต์ไปให้หญิงสาวก่อนที่พวกเธอจะออกจากเรือนไป
“ยินดีต้อนรับสหายข้า”หมอดูหนุ่มผู้นั้นเอ่ยทักทายไปยังพื้นที่ว่าง ไร้ซึ่งบุคคลใดยืนอยู่
มนุษย์ธรรมดาอาจมองไม่เห็น แต่ดวงตาทั้งสองของท่านเซียนหมอดูผู้นี้กลับมองคนตรงหน้าได้อย่างชัดเจน
ชายหนุ่มสวมชุดสีดำทมิฬ ใบหน้าของเขาจ้องมองมายังผู้ทักทายด้วยสีหน้ายับยู่มองดูอาจทราบว่าเขาไม่ค่อยพึงพอใจเท่าไหร่นัก….
“เ้าบอกนางทำไม….ว่ามีเงายมทูตตามตัว”ิเยว่นำมือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋า ส่วนอีกข้างก็ยกขึ้นกุมศีรษะอย่างนึกปวดสมอง
“แล้วเหตุใดเ้าจึงคอยตามติดนางเช่นนี้ดวงนางยังไม่ถึงฆาต”
“ข้า………มันเป็หน้าที่….เ้าไม่จำเป็ต้องรู้”ท่าทางการพูดจาและคำพูดต่อล้อต่อเถียงนั้นบ่งบอกได้ว่าทั้งคู่ค่อนข้างสนิทสนมกันพอสมควร
หากเอ่ยกับบุคคลอื่นอาจต้องลงท้ายประโยคด้วยคำสุภาพเสียบ้างแต่หากทำเช่นนั้น ทั้งสองที่เป็สหายกันมายาวนานคงดูเก้กังเป็แน่
"เอาเถอะๆ ข้าเองก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งกับโชคชะตาของใครทั้งนั้น"
"เปิดทำนายโชคชะตาคือการไม่ยุ่งของเ้าหรือ?"
"ข้าเพียงแต่ให้คำแนะนำเท่านั้น"
หลังจากต่อล้อต่อเถียงกันจบแล้ว ิเยว่ก็จากไป
"ขอให้เ้าโชคดีสหายข้า" หมอดูหนุ่มเอ่ยก่อนจะยกยิ้มมุมปากราวกับตนล่วงรู้อะไรบางอย่าง
.
.
.
.
.
หลังจากออกจากบ้านของหมอดูหนุ่มแล้ว เสี่ยวอวี้กับเอ้อสวี่ก็ได้เดินไปตรงจุดที่นัดพบกันอีกครั้งก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน
เสี่ยวอวี้ซึ่งกำลังรู้สึกว่าบ้านมีสิ่งประหลาดชวนหลอนมากมายจึงยังไม่อยากกลับไปในตอนนี้เธอเดินเล่นเตร็ดเตร่ไปเรื่อย จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาจนถึงห้าโมงเย็น เธอจึงจำใจต้องยอมกลับไป
ระหว่างทางกลับบ้าน
ชายหนุ่มสวมชุดสีดำเข้มกำลังก้มมองใครบางคนจากบนหลังคาสูงของบ้านเรือนแต่ละหลังขายาวก้าวเดินไปพร้อมกับจังหวะการก้าวเดินของหญิงสาวข้างล่างเพื่อตามติดอยู่ไม่ห่าง
เขารู้ว่าเธอกลัวทุกครั้งที่เขาคอยแอบกระซิบเตือนหรือต่อว่าแต่มันอดไม่ได้เสียจริง มิหนำซ้ำยังคอยแอบแกล้งเธออยู่บ่อยครั้งไป แต่มันอดไม่ได้เสียจริง
อย่างเช่นในตอนนี้ ิเยว่ลงจากหลังคาแล้วคอยเดินตามหลังร่างบางอยู่ไม่ห่างเขาแอบปรายตามองเธอที่กำลังเดินกลับบ้านอย่างอิดโรย ก่อนจะแกล้งเดินลากเท้าเพื่อให้เกิดเสียงตามติด
“ไม่ไหวแล้วนะ!หยุดมาหลอกกันสักทีจะได้ไหม!” ร่างบางะโใส่พร้อมกับหันขวับกลับมาจ้องหน้าของิเยว่ตาเขม็ง
‘น...นี่...นางเห็นข้าอย่างนั้นหรือ?’ิเยว่มองหน้าหญิงสาวที่กำลังเงยหน้าจ้องมองมาที่เขา
มันจะไม่ใเลยถ้าสายตาของเธอคนนี้ไม่ได้บังเอิญมาจ้องมองประสานเข้ากับสายตาของเขาพอดี
หมิวเยว่รีบก้มมองรายชื่อในมือทันทีว่ามีชื่อคุณหรือไม่เพราะอย่างที่บอก ่เวลาที่คนเป็จะมองเห็นยมฑูตได้
นั่นก็คือตอนที่ชีวิตของพวกเขาอยู่ใน่ระหว่างความเป็ความตายหรือตัวยมทูตอาจประสงค์ให้เห็นด้วยตนเอง นั่นก็แล้วแต่บุคคล
แต่ในตอนนี้ เขาไม่ได้แสดงตัวต่อหน้าเธอนั่นทำให้ิเยว่รู้สึกใเป็อย่างมาก
สาเหตุหนึ่งเป็เพราะ หากเธอคนนี้มองเห็นเขาได้ในตอนที่ยมทูตไม่ได้แสดงตัวต่อหน้านั่นหมายความว่าอาจมีอุบัติเหตุหรือเื่ร้ายแรงเกิดขึ้นกับเธอก็เป็ได้
“เฮ้อออนี่ฉันต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ เลย” หญิงสาวหันหลังกลับไปแล้วก้าวเดินต่อ
‘สรุปไม่เห็นสินะ’ร่างสูงดูโล่งใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อทราบว่าเธอไม่ได้มองเห็นเขาจริง ๆ
มันเป็แค่เื่บังเอิญที่ได้สบตากันอย่างพอดิบพอดีเท่านั้น
เสี่ยวอวี้รีบก้าวขาเดินแบบสับ ๆ อย่างเร่งรีบจนกระทั่งมาถึงหน้าประตูบ้าน หลังจากนั้นเธอก็หันหลังกลับมาอีกครั้งหนึ่งแล้วพูดอะไรบางอย่าง
“อย่าตามมาอีกนะไม่อย่างนั้นฉันจะสวมมนต์ไล่!” พลางปิดประตูรั้วใส่หน้าิเยว่
ิเยว่หลุดหัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้นานแค่ไหนแล้วนะที่เขาไม่ได้ยิ้มออกมาจากใจจริงเช่นนี้
‘ก็บ้านช่องไม่รู้จักกลับแล้วอย่างนี้ข้าจะวางใจปล่อยเ้าให้เดินคนเดียวได้ยังไงกัน’
พุดคุยกับ writer : ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ