เสียงกึกก้องปานฟ้าถล่มของมวลน้ำมหาศาลที่ทิ้งตัวลงจากหน้าผาสูงชันนับพันเชียะกระแทกเข้ากับโขดหินเบื้องล่างจนเกิดเป็ละอองน้ำสีขาวโพลนฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณม่านน้ำตกขนาดมหึมาแห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็สิ่งกีดขวางทางธรรมชาติอันตระการตาแต่ยังเป็ปราการเร้นลับที่ซ่อนเร้นถ้ำศิลาโบราณเอาไว้เื้ัภายในถ้ำที่เปียกชื้นและมืดมิด มีเพียงแสงสลัวประกายสีเขียวอมฟ้าจากตะไคร่น้ำเรืองแสงที่เกาะอยู่ตามผนังถ้ำเท่านั้นที่คอยให้ความสว่างร่างของเด็กหนุ่มนามหลินเทียนนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นหินที่เย็นเยียบร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ไม่ใช่เพียงเพราะความหนาวเหน็บจากละอองน้ำตกที่แทรกซึมเข้าสู่กระดูกดำแต่เป็เพราะความหวาดกลัว ความสูญเสียและความเคียดแค้นที่กำลังกัดกินจิตใจของเขาอย่างตะกละตะกลาม
เสื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบของเขาขาดวิ่นและเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนตมและคราบเืาแนับไม่ถ้วนจากการถูกหนามเกี่ยวและการกระแทกตามโขดหินระหว่างทางหลบหนีเริ่มส่งอาการปวดแปลบแต่ความเ็ปทางกายเ่าั้กลับเทียบไม่ได้เลยกับาแในจิตใจภาพของทะเลเพลิงที่ลุกโชนเผาผลาญหมู่บ้านหมอกครามภาพของชาวบ้านที่คุ้นเคยถูกเข่นฆ่าอย่างโเี้ดั่งผักปลาและภาพสุดท้ายของผู้เฒ่ากู่ที่นอนจมกองเืพร้อมลมหายใจที่รวยริน ภาพเ่าั้ยังคงฉายซ้ำไปซ้ำมาในโสตประสาทราวกับฝันร้ายที่ไม่มีวันตื่นเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของกลุ่มคนชุดดำจากพรรคอีกาโลหิตยังคงดังก้องอยู่ในหูตอกย้ำถึงความอ่อนแอและไร้พลังของตัวเขาเอง
หลินเทียนค่อยๆ พยุงร่างที่บอบช้ำลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบากเขาสูดลมหายใจลึกๆ นำพาเอาอากาศเย็นเยียบและกลิ่นอับชื้นของถ้ำเข้าสู่ปอดเพื่อหวังจะดับไฟแค้นที่สุมอยู่ในอก แต่ยิ่งพยายามสงบสติอารมณ์มากเท่าใดเปลวไฟนั้นกลับยิ่งลุกโชนมากขึ้นเท่านั้นเขาก้มลงมองสิ่งของสองสิ่งในอ้อมแขนที่เขากอดรัดไว้แน่นราวกับเป็ชีวิตของตนเองสิ่งแรกคือม้วนคัมภีร์เก่าคร่ำคร่าที่ทำจากหนังสัตว์สีเหลืองซีดไร้ซึ่งอักขระหรือลวดลายใดๆ บนหน้าปกสิ่งที่สองคือชิ้นส่วนกิ่งไม้แห้งที่ดูคล้ายด้ามกระบี่หักๆครึ่งหนึ่งเป็เนื้อไม้ที่หยาบกร้านอีกครึ่งหนึ่งเป็โลหะที่เต็มไปด้วยสนิมเขรอะขระนี่หรือคือสิ่งที่ผู้เฒ่ากู่บอกว่าสำคัญยิ่งกว่าชีวิต? นี่หรือคือสมบัติที่ทำให้หมู่บ้านของเขาต้องถูกล้างบาง?
เด็กหนุ่มวางม้วนคัมภีร์และด้ามกระบี่หักลงบนโขดหินแบนราบตรงหน้ามือที่สั่นเทาค่อยๆ คลี่ม้วนคัมภีร์ออกอย่างระมัดระวัง ด้วยความหวังลึกๆว่าอาจจะมีเคล็ดวิทยายุทธสุดยอดหรือแผนที่ซ่อนสมบัติปรากฏอยู่ด้านใน แต่ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของเขากลับมีเพียงความว่างเปล่าหน้ากระดาษหนังสัตว์ทุกหน้าล้วนว่างเปล่าไร้ซึ่งร่องรอยของน้ำหมึกหรือรอยขีดเขียนใดๆ ไม่มีแม้แต่จุดเล็กๆ สักจุดเดียวหลินเทียนพลิกดูหน้าแล้วหน้าเล่า ความหวังที่เคยมีเริ่มริบหรี่ลงและถูกแทนที่ด้วยความคับแค้นใจ
"ความว่างเปล่า... ความหมายของความว่างเปล่างั้นหรือ?"หลินเทียนพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือน้ำตาแห่งความอัปยศเริ่มเอ่อล้นออกมาจากหางตา "ปู่กู่...ท่านกำลังล้อข้าเล่นใช่หรือไม่? หมู่บ้านของเราถูกทำลายผู้คนถูกฆ่าตายหมด เพียงเพราะกระดาษเปล่าม้วนนี้กับเศษไม้หักๆ ชิ้นนี้น่ะหรือ?ข้าจะเอาสิ่งของไร้ค่าพวกนี้ไปล้างแค้นให้พวกท่านได้อย่างไร!ข้ามันก็แค่เด็กหาฟืนที่ไร้ค่า ข้าจะไปสู้กับยอดฝีมือพวกนั้นได้อย่างไร!"
ความอัดอั้นตันใจที่สะสมมาถึงขีดสุดทำให้หลินเทียนเผลอกำหมัดแน่นทุบลงบนโขดหินอย่างแรงด้วยความโกรธเกรี้ยวแรงกระแทกนั้นทำให้าแลึกที่ฝ่ามือขวาของเขาซึ่งเกิดจากการถูกหินบาดระหว่างทางหลบหนีฉีกขาดออกเืสีแดงสดหยดทะลักออกมาตามง่ามนิ้วและหยดลงไปบนหน้ากระดาษที่ว่างเปล่าของคัมภีร์โดยไม่ได้ตั้งใจ
หยาดเืสีแดงฉานค่อยๆ ซึมลึกลงไปในเนื้อหนังสัตว์ที่แห้งกรอบทันใดนั้นเอง ปาฏิหาริย์ที่ไม่อาจหาคำอธิบายได้ก็บังเกิดขึ้น!หน้ากระดาษที่เคยว่างเปล่ากลับเริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนองหยดเืของหลินเทียนไม่ได้กระจายตัวออกเป็คราบสกปรกแต่มันกลับถูกดูดกลืนหายไปในเนื้อกระดาษราวกับถูกสูบด้วยแรงดึงดูดลึกลับ จากนั้นแสงสว่างสีทองเจิดจ้าก็พลันะเิออกมาจากตัวคัมภีร์แสงนั้นสว่างจ้าจนทำลายความมืดมิดภายในถ้ำจนหมดสิ้นแสงสีทองส่องประกายระยิบระยับราวกับแสงอรุณแรกของวันอาบไล้ไปทั่วร่างของเด็กหนุ่มที่กำลังเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
อักขระโบราณรูปร่างแปลกประหลาดนับหมื่นนับแสนตัวเริ่มปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษที่เคยว่างเปล่าอักขระเ่าั้ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่บนแผ่นกระดาษแต่มันกลับลอยตัวสูงขึ้นไปในอากาศราวกับมีชีวิต พวกมันส่องแสงสีทองอร่ามหมุนวนสลับซับซ้อนไปมารอบตัวของหลินเทียนราวกับฝูงผีเสื้อสีทองที่กำลังเริงระบำเสียงสวดมนต์กระซิบกระซาบด้วยภาษาโบราณที่ฟังไม่รู้เื่ดังสะท้อนก้องไปทั่วทั้งถ้ำเป็เสียงที่เปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจอันเก่าแก่และลึกลับเกินกว่าที่สติปัญญาของมนุษย์ธรรมดาจะทำความเข้าใจได้
หลินเทียนตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกเขามองดูอักขระสีทองที่ล่องลอยอยู่รอบกายด้วยความตื่นตะลึง ทันใดนั้นอักขระนับหมื่นตัวเ่าั้ก็หยุดชะงักกลางอากาศก่อนจะพุ่งทะยานเข้าสู่หว่างคิ้วของเด็กหนุ่มอย่างพร้อมเพรียงกันราวกับฝูงธนูที่ถูกปล่อยออกจากแล่ง!
"อ๊ากกก!"หลินเทียนแผดเสียงร้องลั่นด้วยความเ็ปอย่างแสนสาหัสเมื่ออักขระโบราณเ่าั้พุ่งทะลวงเข้าสู่ห้วงสมองของเขาความรู้สึกนั้นราวกับมีเหล็กแหลมที่ถูกเผาไฟจนร้อนแดงนับหมื่นเล่มทิ่มแทงเข้าไปในศีรษะข้อมูลมหาศาล เคล็ดวิชาที่ลึกล้ำและความทรงจำอันเก่าแก่ถูกยัดเยียดเข้าสู่โสตประสาทของเขาอย่างรุนแรงและป่าเถื่อนร่างกายของเขากระตุกเกร็งล้มลงไปดิ้นทุรนทุรายกับพื้นหินสองมือกุมศีรษะไว้แน่นราวกับกลัวว่ามันจะะเิออกเป็เสี่ยงๆ
ท่ามกลางความเ็ปที่แทบจะพรากสติสัมปชัญญะไปจนหมดสิ้นในห้วงลึกของจิติญญาหลินเทียนได้ยินเสียงถอนหายใจอันแ่เบาดังแว่วมาจากที่ไกลแสนไกลเสียงนั้นสงบเยือกเย็นและแฝงไปด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างอย่างหาที่สุดไม่ได้
"กระบี่ที่แท้จริง ไร้รูปแบบ ไร้รูปลักษณ์กำเนิดจากความว่างเปล่า ดับสูญสู่ความว่างเปล่า เมื่อในใจไร้กระบี่สรรพสิ่งในหล้าล้วนเป็กระบี่"
ข้อความบรรทัดแล้วบรรทัดเล่าถูกประทับลงในความทรงจำของเขาอย่างถาวรนี่คือวิชาลมปราณและเพลงกระบี่ที่สืบทอดมาจากยุคา นามว่า "เคล็ดวิชากระบี่ไร้ลักษณ์" (Formless Sword Art) เป็วิชาที่ขัดต่อหลักการฝึกฝนของยุทธภพโดยสิ้นเชิงในขณะที่วิชาทั่วไปเน้นการควบแน่นปราณให้เป็รูปธรรมแต่เคล็ดวิชาไร้ลักษณ์กลับสอนให้สลายปราณกลับคืนสู่ความว่างเปล่าใช้ความไม่มีตัวตนเพื่อสยบความมีตัวตน! วิชาแบ่งออกเป็เก้าขั้นทว่าเพียงแค่ขั้นแรก 'รวบรวมปราณจากความว่างเปล่า' ก็มีความลึกล้ำเกินกว่าที่ผู้ฝึกตนระดับสูงหลายคนจะเข้าใจได้
ขณะที่สมองกำลังซึมซับเคล็ดวิชาอันล้ำลึกด้ามกระบี่หักที่วางอยู่บนโขดหินก็เกิดการตอบสนองเช่นกันสนิมเกรอะกรังบนส่วนที่เป็โลหะเริ่มหลุดร่อนออกเผยให้เห็นเนื้อโลหะสีดำขลับที่แผ่ไอเย็นเยียบทะลุกระดูกไอหมอกสีครามเข้มระเหยออกมาจากด้ามไม้ก่อนจะลอยเข้าไปพันธนาการรอบข้อมือของหลินเทียนด้ามกระบี่หักลอยขึ้นจากพื้นและพุ่งเข้ามาอยู่ในฝ่ามือของเขาอย่างพอดีราวกับเป็ส่วนหนึ่งของร่างกายมาั้แ่เกิด
ทันทีที่ฝ่ามือัักับด้ามกระบี่พลังปราณอันหนาวเหน็บและแหลมคมดุจใบมีดนับพันเล่มก็พุ่งทะลวงจากด้ามกระบี่เข้าสู่เส้นชีพจรที่แขนของเขาทันที!
ความเ็ประลอกใหม่ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิมถาโถมเข้าใส่หลินเทียนนี่ไม่ใช่การถ่ายทอดความรู้ แต่เป็การชำระล้างร่างกายอย่างป่าเถื่อน!พลังปราณกระบี่ที่แหลมคมพุ่งทะยานไปตามเส้นชีพจรหลักและเส้นชีพจรย่อยทั้ง 108จุดทั่วร่างกายของเขา มันกระแทกทำลายสิ่งอุดตันขูดลอกสิ่งสกปรกและของเสียที่สะสมมาตลอดสิบแปดปีในร่างของมนุษย์ธรรมดาออกไปอย่างไม่ปรานีปราศรัย
การผลัดเปลี่ยนเส้นเอ็นและชำระไขกระดูก (Washing Marrowand Cutting Bone) สำหรับผู้ฝึกตนทั่วไปนั้นจะต้องใช้อ่างน้ำยาที่เคี่ยวจากสมุนไพรล้ำค่าและมีผู้าุโคอยช่วยควบคุมลมปราณอย่างค่อยเป็ค่อยไปแต่สำหรับหลินเทียน เขาต้องเผชิญกับกระบวนการนี้อย่างกะทันหันและรุนแรงที่สุดด้วยปราณกระบี่ที่คมกริบ!
เืสีดำคล้ำผสมกับของเหลวเหนียวหนืดกลิ่นเหม็นเน่าเริ่มซึมออกมาจากรูขุมขนทั่วร่างกายของหลินเทียนิัของเขาปริแตกและสมานตัวอย่างรวดเร็วซ้ำแล้วซ้ำเล่ากระดูกทุกชิ้นในร่างกายส่งเสียงลั่นเกรียวกราวราวกับถูกบดขยี้แล้วสร้างขึ้นใหม่เส้นเืปูดโปนขึ้นตามใบหน้าและลำคอ เขากัดฟันแน่นจนริมฝีปากฉีกขาดเืไหลซึมออกมาเต็มปาก แต่เขาไม่ยอมปริปากร้องออกมาแม้แต่ครึ่งคำ
"ข้าตายไม่ได้... ข้ายอมแพ้ไม่ได้! ปู่กู่ เสี่ยวิทุกคนในหมู่บ้าน... ความแค้นของพวกเขายังไม่ได้รับการชำระ! ข้าต้องแข็งแกร่งขึ้น!แข็งแกร่งจนไม่มีใครกล้าเหยียบย่ำข้าได้อีก!" หลินเทียนคำรามในใจเจตจำนงแห่งการเอาชีวิตรอดและความแค้นกลายเป็แรงผลักดันมหาศาลเขาพยายามฝืนสติที่ใกล้จะดับวูบบังคับให้ตนเองนั่งขัดสมาธิในท่าทำสมาธิตามเคล็ดวิชาขั้นแรกที่เพิ่งได้รับมาเขากำหนดลมหายใจเข้าออกอย่างยากลำบากพยายามชักนำปราณกระบี่ที่กำลังอาละวาดอยู่ในร่างให้ไหลเวียนเป็วัฏจักร
ในขณะที่จิติญญาของเขากำลังต่อสู้กับความเ็ปอย่างสุดกำลังสติสัมปชัญญะของหลินเทียนก็ถูกดึงเข้าสู่ห้วงมิติแห่งจิติญญาอันเวิ้งว้างมิติแห่งนี้ไม่มีแผ่นดิน ไม่มีท้องฟ้ามีเพียงทะเลดาวนับล้านดวงที่ส่องประกายระยิบระยับอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของจักรวาล
ณ ใจกลางของทะเลดาวนั้นปรากฏร่างเงาขนาดั์สูงเสียดฟ้าของผู้ฝึกตนโบราณผู้หนึ่งร่างนั้นสวมชุดคลุมยาวที่พลิ้วไหวไปตามกระแสลมแห่งจักรวาล ใบหน้าถูกบดบังด้วยหมอกครามอันลี้ลับทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของหลินเทียนมากที่สุด คือสิ่งที่ชายผู้นั้นถืออยู่ในมือ...มันไม่ใช่กระบี่ที่หล่อหลอมจากเหล็กกล้าแต่เป็ประกายแสงสีเงินยวงที่ควบแน่นจากแสงดาวนับหมื่นดวง!
ร่างเงาั์นั้นไม่ได้กล่าวสิ่งใด เขาเพียงแค่ก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าวท่ามกลางความว่างเปล่าของจักรวาล เขาวาดแขนออกไปเบื้องหน้า ท่วงท่าที่ดูเรียบง่ายเชื่องช้า และไร้ซึ่งพลังกดดันใดๆ แต่ทว่า เมื่อกระบี่แสงดาวนั่นถูกฟาดฟันออกไป...
ซูมมม!
คลื่นดาบที่มองไม่เห็นพุ่งทะยานแหวกว่ายผ่านห้วงอวกาศตัดผ่ากลุ่มดาวสว่างไสวที่อยู่ห่างออกไปนับล้านลี้ให้ขาดสะบั้นเป็สองท่อนในพริบตาเดียว!ดวงดาวะเิแตกกระจายกลายเป็ฝุ่นผงอวกาศเปลวเพลิงแห่งการทำลายล้างสว่างวาบไปทั่วทั้งมิตินี่คืออานุภาพที่แท้จริงของวิชากระบี่ไร้ลักษณ์!อำนาจที่สามารถฟาดฟันดวงดาวและพลิกคว่ำ์ได้!
ร่างเงาั์หันกลับมามองที่หลินเทียน แม้จะมองไม่เห็นใบหน้าแต่หลินเทียนกลับััได้ถึงสายตาที่ทอดมองมาด้วยความคาดหวังก่อนที่ร่างเงานั้นจะสลายกลายเป็หมอกครามและพุ่งเข้าหลอมรวมกับจิติญญาของเด็กหนุ่ม
พรึ่บ!
หลินเทียนลืมตาขึ้นมาอย่างฉับพลัน! แสงสว่างสีทองภายในถ้ำได้จางหายไปแล้วเหลือเพียงความมืดมิดและเสียงน้ำตกที่ยังคงดังกึกก้อง แต่สำหรับหลินเทียนโลกใบนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปเขาสามารถมองเห็นทุกอณูในความมืดได้อย่างชัดเจนราวกับตอนกลางวันเขาสามารถได้ยินเสียงหยดน้ำเล็กๆ ที่หยดลงจากเพดานถ้ำห่างออกไปหลายสิบเชียะประสาทััทั้งห้าของเขาถูกยกระดับขึ้นสู่ขอบเขตที่มนุษย์ธรรมดาไม่อาจเอื้อมถึง
เขาก้มลงมองร่างกายของตนเอง บัดนี้มันถูกปกคลุมไปด้วยคราบของเสียสีดำเหนียวหนืดที่ส่งกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้งแต่น่าแปลกที่เขากลับรู้สึกเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนความเหนื่อยล้าและความเ็ปหายเป็ปลิดทิ้งร่างกายที่เคยผอมบางบัดนี้กลับอัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อที่สมส่วนและทรงพลัง ผิวพรรณที่เคยหยาบกร้านจากการกรำแดดบัดนี้กลับเรียบเนียนและเปล่งประกายสีทองจางๆ
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเขาลองกำหนดจิตไปที่จุดตันเถียน (Dantian)บริเวณท้องน้อยเขาได้พบกับกลุ่มก้อนพลังงานสีครามขนาดเท่าเมล็ดถั่วที่กำลังหมุนวนอยู่อย่างช้าๆปลดปล่อยไออุ่นซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย นี่คือ 'ลมปราณ'ของแท้! ในเวลาเพียงชั่วข้ามคืนด้วยพลังของคัมภีร์ไร้ลักษณ์และด้ามกระบี่หักหลินเทียนได้ทะลวงผ่านเส้นชีพจรทั้งหมดและก้าวเข้าสู่ขอบเขตของผู้ฝึกตน 'ระดับรวบรวมลมปราณ ขั้นที่หนึ่ง' ได้สำเร็จ!ซึ่งสำหรับผู้ฝึกตนทั่วไปที่มีพร์ อาจต้องใช้เวลาถึงสามปีกว่าจะทำได้เช่นนี้!
หลินเทียนลุกขึ้นยืนเขารู้สึกถึงกลิ่นเหม็นจากร่างกายตนเองจึงเดินไปที่แอ่งน้ำใสสะอาดที่เกิดจากน้ำตกใต้ดินภายในถ้ำเขาถอดเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นออกและกระโจนลงไปในน้ำเย็นเฉียบชำระล้างคราบสกปรกและของเสียออกจากร่างกาย เมื่อความสกปรกหลุดออกไปร่างกายใหม่ที่บริสุทธิ์และแข็งแกร่งดั่งหินผาก็ปรากฏชัดเจน
เด็กหนุ่มก้าวขึ้นจากน้ำหยิบด้ามกระบี่หักขึ้นมาถือไว้ในมืออีกครั้งบัดนี้เขาไม่มีความรู้สึกเ็ปเมื่อััมันอีกต่อไปเขาลองถ่ายทอดลมปราณสีครามเส้นบางๆ เข้าไปในด้ามกระบี่ ทันใดนั้นปราณกระบี่สีครามใสก็พุ่งยาวออกมาจากด้ามไม้ก่อตัวเป็รูปทรงของใบดาบที่โปร่งแสงและคมกริบ ความยาวประมาณหนึ่งเชียะแม้มันจะยังดูเลือนลางและไม่สมบูรณ์ แต่มันก็เพียงพอที่จะตัดแผ่นหินแข็งๆให้ขาดเป็สองท่อนได้อย่างง่ายดายราวกับตัดเต้าหู้
หลินเทียนสลายปราณกระบี่ใบดาบโปร่งแสงหายวับกลับกลายเป็เพียงด้ามไม้หักดังเดิมเขานำม้วนคัมภีร์ที่ตอนนี้กลับกลายเป็กระดาษเปล่าอีกครั้ง(เนื่องจากอักขระได้สลักลงในจิติญญาของเขาแล้ว)เก็บซ่อนไว้ในสาบเสื้ออย่างมิดชิด เขาสวมใส่เสื้อผ้าชุดเดิมที่แห้งแล้วก้าวเดินไปหยุดอยู่ที่ปากทางเข้าถ้ำมองทะลุม่านน้ำตกออกไปยังท้องฟ้าเบื้องนอกที่กำลังเริ่มสว่างไสวด้วยแสงอรุณของวันใหม่
ดวงตาของเด็กหนุ่มผู้แสนซื่อที่เคยมีแต่ความหวังเล็กๆ ในแต่ละวันบัดนี้ได้ตายจากไปแล้ว เหลือเพียงดวงตาของ 'จอมยุทธ์'ที่ลึกล้ำ เยือกเย็น และแฝงไปด้วยปราณสังหารที่ซ่อนเร้น
"พรรคอีกาโลหิต... จงรอข้าก่อนเถิดวันใดที่วิชากระบี่ไร้ลักษณ์ของข้าบรรลุขั้นสูง ข้าจะลงจากเขาแห่งนี้และเมื่อถึงวันนั้น... ยุทธภพจะต้องจดจำชื่อของข้า... หลินเทียน!"
เด็กหนุ่มหันหลังกลับเดินลึกเข้าไปในถ้ำศิลาเพื่อเริ่มต้นการฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งโดยตัดขาดจากโลกภายนอกการหลับใหลของัได้สิ้นสุดลงแล้วตำนานแห่งกระบี่นิรนามที่จะพลิกชะตากรรมของฟ้าดิน...ได้เริ่มหมุนกงล้อแห่งโชคชะตาอย่างแท้จริง!