ตอนที่ 15 เศร้าใจซ้ำโมโห (2)
ในสายตาของมารดา บุตรสาวตนเองย่อมดีอยู่แล้ว แต่นางที่ได้รับการสั่งสอนถึงระดับนี้มาก่อนก็เชื่อเช่นกัน ในสายตาของบุรุษ เก้าในสิบคนจะต้องถูกอวี๋เจียววัยแรกแย้มดึงดูด เพื่อให้บุตรสาวไม่ต้องมาสะอิดสะเอียนในวันหน้า ก็อย่าโทษว่านางใจร้ายเลย
...
ยังไม่ถึงครึ่งวัน ชื่ออันงดงามนามว่าไม้ผุของคุณหนูสี่ตระกูลอวี๋ก็กระฉ่อนไปทั่วจวนอวี๋แล้ว อีกทั้งเนื้อหาก็รุนแรงมากเข้าทุกที กระทั่งเต๋อลี่ได้ยินข่าวนี้เข้า หน้าก็เขียวไปหมด ‘คุณหนูสี่เป็นน้องสาวร่วมอุทรของนายน้อย นางเป็นไม้ผุ เช่นนั้นนายน้อยของพวกเขาจะเป็นสิ่งใดเล่า’
เขาวิ่งสับก้าวเล็กๆ กลับสวนสน พอเห็นนายน้อยที่กำลังกินข้าวอยู่ ก็ปวดใจอย่างอดไม่ได้
สิ่งที่จัดบนโต๊ะคือจานผักสองอย่าง จานเนื้อหนึ่งอย่าง เนื้อสัตว์ยังไม่ได้แตะสักคำ อวี๋จือรุ่นคีบผักกินกับข้าวในถ้วย พอได้ยินเสียงก็เงยหน้ามองหน้าอันขมขื่นของเต๋อลี่ เขากลืนอาหารในปาก ยิ้มเอ่ยอย่างอ่อนโยน “น้ำร้อนในห้องครัวไม่มีอีกแล้วหรือ”
หลายปีมานี้อวี๋ฮูหยินไม่เคยบกพร่องเรื่องการกินการอยู่ของเขา เพียงแต่นายสุขสบายบ่าวตัวเล็กลำบาก คนของห้องครัวอยากจะเอาใจฮูหยิน หากวันนี้มิใช่ข้าวเย็นๆ พรุ่งนี้น้ำร้อนก็มาถึงสาย จนทำให้บ่าวคนนี้ของเขากลับมาอย่างกระหืดกระหอบทุกครา
อันที่จริงอวี๋จือรุ่นกลับอ่านได้ชัดนัก ในฐานะบุตรสายรองที่ไม่ได้ไปตกฟากในครรภ์ดีๆ เขาได้รับการปรนนิบัติอย่างตอนนี้ก็พอใจมากแล้ว ส่วนชีวิตวันข้างหน้าจะเป็นเช่นไร คนที่พึ่งได้ก็คือตนเองอยู่ดี
ขณะมองรอยยิ้มอ่อนโยนและสดใสของนายน้อยตนเอง ในใจเต๋อลี่ก็ขมขื่นกว่าเดิมอย่างห้ามไม่ได้ เขาเดินเข้าไปใกล้อย่างไม่มีชีวิตชีวา เอ่ยเสียงต่ำว่า “นายน้อย บ่าวได้ยินข่าวเรื่องหนึ่งมาจากข้างนอก ท่านฟังแล้วอย่าโมโหเด็ดขาดนะขอรับ”
“หืม” อวี๋จือรุ่นวางชามและตะเกียบพลางยิ้มมองเต๋อลี่ “ว่ามา”
“พวกเขาเล่าว่า อาจารย์ซ่งที่สอนวิชาให้เหล่าคุณหนูเมื่อเช้านี้เห็นอักษรใหญ่ที่คุณหนูเขียนแล้ว ก็หันไปเขียนอักษรสองตัวว่า ‘ไม้ผุ’ ไม่เพียงเท่านี้ นางยังสั่งให้คุณหนูคัดอักษรสองตัวนี้เป็นการบ้าน คุณหนูไม่รู้หนังสือ เขียนไปแล้วขอรับ” คิดถึงเหตุการณ์นั้น เต๋อลี่ก็อยากจะหาตะเข็บสักรูแล้วมุดเข้าไป ถ้าเกิดว่าคุณหนูสี่ที่บอบบางและอ่อนแอของพวกเขารู้ความจริง จากนี้ไปจะเอาหน้าที่ไหนจะเจอคนอีก อาจารย์คนนี้ก็ช่างโหดเหี้ยมนัก
บรรยากาศภายในห้องพลันเปลี่ยน นานทีเดียว อวี๋จือรุ่นถึงเค้นสองคำออกมาจากไรฟัน “ไม้ผุหรือ”
เต๋อลี่คิดจะเอ่ยเสริม ทว่าเห็นนายน้อยของตนที่ไม่เคยอาละวาดมาก่อน พลิกโต๊ะตรงหน้าจนคว่ำในคราวเดียว เมินเฉยความระเนระนาดของถ้วยถาดแตกละเอียดที่อยู่เต็มพื้น เขาลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด ความอ่อนโยนของนัยน์ตาในยามปรกติแทบจะถลึงจนเลือดออก “ซ่งหว่านเจิน เจ้ารังแกคนเกินไปแล้ว!”
เขารู้อยู่ว่าเส้นทางเล่าเรียนของน้องสาวไม่ได้ราบเรียบ แต่ถึงจะตีด้วยไม้ตีมือ ลงโทษด้วยการคุกเข่า ไม่อนุญาตให้กินข้าว เขาก็รับได้ทั้งนั้น เหตุใดอีกฝ่ายถือสิทธิ์การสอนเพียงวันเดียว มาตัดสินว่าน้องสาวของเขาเป็นไม้ผุได้เล่า อีกอย่างเมื่อวานนางสอนจริงๆ แล้วหรือ พอนึกได้ว่าเมื่อวานเจียวเจียวถามเขาอย่างแอบๆ ซ่อนๆ ว่าอักษรตัวนั้นอ่านเช่นใด ควรเขียนเช่นไรแล้ว หัวใจอวี๋จือรุ่นราวกับถูกมีดกรีด
น้องสาวของเขาก็ไม่ใช่คนโง่ อักษรเพียงตัวเดียวเอง อักษรเพียงตัวเดียวเท่านั้น เหตุใดนางจะจำเส้นขีดอักษรไม่ได้ จะไม่รู้ว่าควรเขียนเช่นใดเล่า อีกทั้งเช้าวันนี้ก็สั่งเซียงฉี่ส่งอักษรใหญ่ห้าแผ่นมาด้วย เห็นชัดว่าตั้งใจคัด เด็กที่ตั้งใจเพียงนั้น เหตุใดอีกฝ่ายถึงกลั้นใจเรียกนางเป็นไม้ผุได้ลงเล่า
ซ่งหว่านเจิน น้องสาวข้าเพิ่งจะสิบเอ็ดปี ตกลงนางทำสิ่งใดไป จนทำให้เจ้าเกลียดชังนางเช่นนี้