Chapter 6
4 เดือนเชียวนะ
“เฮ้อ....”
เสียงถอนใจแบบเซ็งๆระตื่นเต้นไปในทีนั้นไม่ใช่ของใครอื่น นายโจ๊กชายผู้ซึ่งสวมแว่นตากรอบใหญ่เสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงสแลคและผูกเน็คไทแบบทรงโตๆ เหมือนตาลุงวัยทำงานใกล้เกษียณทุกกระเบียบนิ้วเขากำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ม้าหินในท่าทางที่ดูจะตึงเครียดเล็กๆในมือถือพอร์ตแฟ้มเอกสารที่รวบรวมข้อมูลส่วนตัวทั้งหมดของเขาเอาไว้ในนั้นขณะที่ตาก็เหลือบขึ้นมองนาฬิกาแขวนพนังของตึกสำนักงานที่ดูทันสมัยอยู่ไม่น้อย
มันเป็เวลาสิบโมงเช้าของวันพุทธ เป็วันที่เขาต้องวนมาเข้าปวดหัวกับการหางานทำอีกครั้งหนึ่งเช่นเดียวกับตอนนี้ที่เขามาอยู่ในบริษัทสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งในย่านสุขุมวิทเขาเดินทางมาถึงที่นี่ั้แ่เก้าโมงเช้า เรียกว่าก่อนพนักงานบางคนมาถึงด้วยซ้ำติดต่อกับฝ่ายประชาสัมพันธ์แล้วเธอจึงให้มานั่งรอที่นี่เพื่อรอให้คนรับผิดชอบมาสัมภาษณ์งาน
ก็เหมือนๆ ทุกครั้ง....
โจ๊กปราศจากการตื่นเต้นใดๆราวกับเคยชินกับการสมัครงานเหมือนเป็เื่ที่ต้องทำอยู่ทุกๆ วันไปแล้ว
บทพูดและคำตอบแบบเดิมๆที่คิดว่าดีที่สุด เหมือนอย่างที่คนอื่นๆ เขาพูดกันแล้วก็สอบผ่านได้แต่โจ๊กรู้ตัวดีว่าบางทีอาจจะเป็ออร่ารอบๆตัวของเขามากกว่าที่ทำให้เขาไม่เคยผ่านเกณฑ์ของบริษัทไหนเลยชายหนุ่มนึกแล้วก็ต้องถอนใจ พลางคิดว่าอีกไม่ช้าก็คงต้องโดนสายตาดูแคลนจากคนสัมภาษณ์จ้องกลับมาอีกแน่ๆ
เขาจำเป็ที่จะต้องหาทางทำอะไรก็ได้ให้ตัวเองไม่เครียดคิดถึงเื่อื่นๆ เพื่อทำให้สงบและน้ำเสียงตอนสัมภาษณ์ออกมาเป็อย่างปกติที่สุด
“หึ...”
กระทั่งมีรอยยิ้มจางๆเกิดขึ้นตรงมุมปากของเขาได้ จู่ๆ เื่ที่นึกขึ้นมาเพื่อให้หายตึงเครียดกลับเป็เื่ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เท่านั้นระยะเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงที่เขาได้เดินทางไปยังร้านการ์ดที่ชื่อว่า“บัตเตอร์ฟลาย”นั้นกลับสร้างประสบการณ์แปลกใหม่อย่างที่เขาไม่เคยเจอมาทั้งชีวิตได้เลยด้วยซ้ำ
ทั้งโลกอาเคเดียที่น่าตื่นตาตื่นใจการ์ดต่อสู้ด้วยการ์ดเกมที่เพิ่งจะเคยจับเป็ครั้งแรกความตื่นเต้นและการได้ใช้สมองคิดหาหนทางเพื่อคว้าชัยชนะมาได้แม้ว่าคู่ต่อสู้จะเป็เพียงคอมพิวเตอร์ก็ตามที แต่มันก็ทำให้เขารู้สึกดีมากๆที่สามารถพิชิตความยากลำบากนั้นไปจนถึงเส้นชัยได้
โจ๊กไม่ใช่คนที่ได้ัักับคำว่า“ความสำเร็จ” บ่อยนัก
สำหรับเขาแม้มันจะเป็เพียงเื่เล็กน้อยแต่มันก็ช่วยเติมเต็มอะไรบางอย่างในตัวเขาได้เป็อย่างมาก
“แน่ใจนะคะว่าพี่โจ๊กไม่เคยเล่นการ์ดเกมมาก่อนจริงๆ”
เขาหวนนึกไปถึงคำพูดของสาวน้อยน่ารักที่ชื่อว่า“ริน” คนนั้นขึ้นมาได้
เมื่อคืนนี้หลังจากที่เขาเอาชนะเ้าบอต(ที่มารู้ทีหลังว่าเป็ระดับยากสุด) ได้ทุกคนในร้านก็เริ่มจะมีสายตาที่มองเขาแปลกไปจากเคยแม้แต่สาวน้อยที่ชื่อรินเองก็ตามที เธอเข้ามาถามเขาด้วยท่าทีตื่นเต้นซึ่งแน่นอนว่าเขาไม่ได้โกหกเื่ที่เขาไม่เคยเล่นเกมจริงๆและนั่นยิ่งทำให้เธอดูจะทึ่งขึ้นไปอีก
“ถ้าหากว่านี่คือการจับการ์ดครั้งแรกของพี่โจ๊กจริงๆมันก็นับว่ายอดเยี่ยมมากเลยนะคะ ทั้งการตัดสินใจการนับระยะเวลาในการใช้มานาการเลือกการ์ดที่จะเล่นงานศัตรู แล้วก็ความใจเย็นในการต่อสู้มันไม่ใช่ทักษะของมือใหม่เลยรู้รึเปล่าคะ?”
เธอชมเขาเป็ชุด ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้รู้สึกดีใจอะไรมากมายอันที่จริงเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันยอดเยี่ยมแค่ไหนที่ชนะบอตตัวนั้นมาได้แน่นอนมันไม่ใช่เื่ง่ายเลยที่จะต่อสู้กับเ้าบอตตัวนั้นเขาเองก็พยายามแทบตายคิดจนหัวแทบแตกในสถานการณ์ที่ใกล้จะแพ้ตอนนั้นอันที่จริงเขาต้องขอบคุณรินเสียด้วยซ้ำที่ใจเย็นคอยอธิบายรายละเอียดของการ์ดทุกใบในเด็คให้เขาเข้าใจทั้งหมดเธอใช้เวลาเกือบชั่วโมงคอยบอกว่าการ์ดใบไหนใช้ทำอะไรได้บ้างและควรจะใช้ในเวลาแบบไหนเขาก็แค่ทำตัวเป็ลูกศิษย์ที่ดีนำความรู้พวกนั้นมาใช้ได้ถูกที่ถูกเวลาก็เท่านั้นเอง
แต่ดูเหมือนพอเขาพูดไปแบบนั้นรินจะไม่ค่อยเชื่อเท่าไรเธอกลับส่งสายตาแปลกๆ มองมาที่เขา
แถมยังถามอะไรแปลกๆอย่างเื่ที่ว่า.....
“พี่โจ๊กบางทีพี่น่าจะลองคิดเื่เอาดีทางด้านการเป็โปรเพลยเยอร์นะคะ”
เขาไม่ได้ตอบอะไรกลับไปในใจนั้นนึกหัวเราะอยู่คนเดียว
อย่างเขาเนี่ยนะจะไปเป็โปรเพลยเยอร์ได้...คนที่เพิ่งจะจับการ์ดแค่ครั้งเดียวเนี่ยนะ
“ไม่มีทาง...”
โจ๊กเผลอรำพึงขึ้นมาเมื่อคิดถึงเื่นี้กระทั่งบานประตูไม้ที่ตั้งเยื่องอยู่ตรงหน้านั้นเปิดออกมาพร้อมกับร่างของผู้ชายในเสื้อเชิ้ตสีน้ำตาลคนหนึ่งที่เดินออกมาพร้อมกับกระดาษเอกสารเขาชะโงกหน้ามองไปรอบๆ ห้องก่อนจะเห็นโจ๊กนั่งอยู่ตรงเก้าอี้ด้านหน้าเขาจึงยิ้มกว้างให้อย่างเป็มิตร
“คุณจักรินทร์สินะครับขอโทษด้วยนะครับที่ให้รอนานไปหน่อย เชิญเข้ามาสัมภาษณ์ได้เลยครับ”
“ครับ”
ชายหนุ่มเพียงรับคำด้วยน้ำเสียงราบเรียบก่อนจะลุกขึ้นยืนในทีสุดเ้าตัวถอนใจเพื่อสลัดเื่ที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากหัวไปให้หมดเสียก่อนตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการสัมภาษณ์งานตรงนี้ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน
แม้ว่าจะเป็การสัมภาษณ์แบบที่ไม่ได้คาดหวังเท่าไรนักแต่อย่างน้อยก็ขอสู้แบบไม่ยอมแพ้อีกซักตั้งละกัน
“เอาล่ะกลับสู่โลกแห่งความจริงได้แล้วไอ้โจ๊ก...”
“อื้อประวัติในมหาวิทยาลัยของคุณถือว่าน่าสนใจไม่เลวเลยนะครับคุณจักรรินทร์”
คำพูดแรกหลังจากสัมภาษณ์กันมาได้ยี่สิบนาทีเป็อะไรที่ทำให้โจ๊กต้องอึ้งนี่อาจจะเป็ครั้งแรกเลยด้วยซ้ำที่ได้รับคำชมจากคนสัมภาษณ์ด้วยน้ำเสียงที่เป็มิตรขนาดนี้อันที่จริงมันก็ั้แ่เขาโผล่หัวออกมาจากห้องเพื่อเรียกเขาเข้าไปสัมภาษณ์แล้วผู้ชายคนนี้ดูจะไม่ได้มีสีหน้ารังเกียจอะไรเขาเลยจะยิ้มกว้างออกมาอย่างสุภาพด้วยซ้ำ
เขาเป็ชายหนุ่มท่าทางใจดี อายุน่าจะราวๆ30 ต้นๆ ผมสั้น สวมเสื้อผ้าแบบสบายๆ ดูแล้วก็เท่ไปอีกแบบ สวมแว่นตาและจัดห้องทำงานได้ดูสะอาดสะอ้านเป็ระเบียบเรียบร้อยดี
“ผมขอพูดตรงๆเลยก็แล้วกันนะคุณจักรรินทร์” เขาพูดขึ้นแล้วก็ยิ้มกว้าง“ผมอยากจะรับคุณเข้าทำงานจริงๆ คุณมีแนวความคิดและความชอบในงานที่ตรงสายกับสำนักพิมพ์ของเรามากๆรวมไปถึงเื่ภาษาของคุณก็ถือว่าเยี่ยมมาก แต่ว่า....”
นั่นสินะ ...มันก็ต้องมีคำว่า “แต่”อยู่แล้วนั่นล่ะ
โจ๊กแอบถอนใจบางเบาต่อให้เริ่มต้นดีแค่ไหน แต่ก็คงเป็อีกที่ที่จะบอกปัดไม่รับเขาเข้าทำงานอยู่ดี
“ตำแหน่งในแผนกวรรณกรรมแปลของเราตอนนี้น่ะมันเต็มแล้วทุกคนจริงๆน่ะครับ เพราะฉะนั้น...”
เราคงต้องปฏิเสธ...
“ผมอยากจะให้คุณช่วยรอซัก 4เดือนจะได้ครับ?”
นั่นล่ะ...ไม่รับตามเคย หือ?
รอสี่เดือน?
โจ๊กชะงักขึ้นนิดๆเขาเหลือบตาขึ้นสบจ้องกับคนสัมภาษณ์ของเขาตอนนี้ ซึ่งยิ้มออกมาเจื่อนๆ กับข้อเสนอแปลกๆที่โจ๊กเพิ่งจะเคยได้ยินเป็ครั้งแรกก็ตรงนี้ล่ะ เขาจึงพยายามฝืนยิ้มและถามกลับไป
“รอนี่คือยังไงเหรอครับ?”
“ตอนนี้มีพนักงานคนหนึ่งกำลังจะลาออกเพราะว่าต้องย้ายไปอาศัยอยู่กับครอบครัวที่ต่างประเทศน่ะครับแต่ว่าเธอจะทำงานอยู่ที่นี่อีกหกเดือนเท่านั้นแล้วทางบริษัทเราก็ยังไม่มีกฏเพิ่มตำแหน่งพนักงานเกินกว่าที่กำหนดเอาไว้ด้วยน่ะครับแต่ถ้าคุณจักรรินทร์รออีก 4 เดือนผมน่าจะคุยให้ทางบริษัทตกลงยอมให้คุณเข้ามาทำงานก่อนที่พนักงานคนเก่าของเราจะลาออกไปด้วยน่ะครับถึงตอนนั้นคุณจะได้มาเริ่มต้นเรียนรู้งานจากเธอด้วยแล้วคุณก็จะเสียบตำแหน่งแทนในส่วนนั้นน่ะครับ”
นี่ถือเป็โอกาสอันดีสำหรับโจ๊กเลยด้วยซ้ำ
เขายังคงอึ้งกับข้อเสนอแปลกๆ นี้แต่นี่ไม่ใช่การปฏิเสธแต่มันคือการจองตัวเพื่อให้เข้ามาทำงานแน่นอนหากตอนนี้เขามีงานทำอยู่แล้วล่ะก็เขาคงตะคลุบรับข้อเสนอนี้ทันที ติดที่ตอนนี้เขากำลังตกงานและการต้องให้มารออยู่ตลอดระยะเวลา 4เดือนแบบไม่มีอะไรเป็หลักค้ำประกันเลยมันก็ออกจะบ้าบิ่นเกินไปหน่อย
แต่มันก็เป็การยากที่จะปฏิเสธเพราะที่นี่คือสำนักพิมพ์ระดับต้นๆ ที่เขาอยากจะทำงานด้วยมาก ถึงจะไม่ใช่อันดับหนึ่งในใจแต่ก็เป็อันดับท็อป 3 ของสำนักพิมพ์ที่เขาชื่นชมมาโดยตลอด
“ผมทราบครับว่ามันตัดสินใจยากเพราะตอนนี้คุณยังไม่มีงานทำเป็หลักแหล่งอะไร” ผู้ชายที่สัมภาษณ์ยิ้มกลับมาให้อย่างรู้ทัน“แต่ว่าทางผมเองก็อยากจะปั้นเด็กรุ่นใหม่เพื่อขึ้นมาอยู่ในทีมของผมเองเหมือนกันน่ะครับเพราะว่าการมีคนรุ่นอย่างคุณเข้ามาแล้วมันอาจจะช่วยเสนอไอเดียอะไรดีๆให้กับสำนักพิมพ์ของเราได้เหมือนกัน ...แล้วก็อย่าเอ็ดไปนะ”
พูดแล้วผู้ชายคนนี้ก็ขยับเข้ามาใกล้ก่อนจะยกมือขึ้นจงใจป้องปากไว้
“อันที่จริงพี่เองก็จบจากคณะเดียวกับน้องเหมือนกันเพราะงั้นก็เลยอยากจะรับไว้เป็กรณีพิเศษน่ะ”
คำพูดนี้เองที่พอจะทำให้โจ๊กเผยรอยยิ้มขึ้นมาได้ดูๆ ไปแล้วผู้ชายคนนี้จะแตกต่างจากคนสัมภาษณ์งานคนก่อนๆที่เขาเคยเจอมาแบบคนล่ะเื่ถึงแม้เขาอาจจะเป็รุ่นพี่ที่เรียนจบมาจากมหาวิทยาลัยเดียวกันก็จริงอยู่ แต่เขาไม่ใช่คนที่ตัดสินคนอื่นจากภายนอกเหมือนกับสำนักพิมพ์ก่อนๆที่ผ่านมา
หากมีผู้ชายคนนี้เป็หัวหน้าบางทีมันอาจจะโอเคก็ได้....
แต่ถึงกระนั้น การต้องให้มารอถึง 4เดือนมันก็....
“ถ้ายังไงผมขอเวลาตัดสินใจหน่อยได้มั้ยครับ?”โจ๊กถามขึ้น
“ได้อยู่แล้วครับ” ชายตรงหน้ายิ้มรับ“ทางเราเองก็จะไม่บังคับให้คุณต้องรอแค่สำนักพิมพ์เราเพียงอย่างเดียวหรอกนะครับระหว่างนั้นหากคุณเจอที่ที่ดีกว่าเราก็โอเคครับแต่ถ้าหากถึงเวลานั้นแล้วคุณยังโอเคกับสำนักพิมพ์ของเราล่ะก็ยังไงทางเราก็ยินดีที่จะรับเข้าทำงานครับ”
“สี่เดือนเชียวเหรอ?”
โจ๊กรำพึงขึ้นขณะที่เขาเดินออกมาจากสำนักพิมพ์ที่ไปสมัครงานมาแน่นอนว่ารอบนี้มันมีการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างไปจากที่เคยมากเขายังพูดไม่ได้เต็มปากเต็มคำว่าเขาสอบตกในการสัมภาษณ์งานครั้งนี้แต่มันก็พูดยากเช่นกันว่าเขาจะมีงานทำเหมือนชาวบ้านแล้ว
แน่นอนว่าปัญหาใหญ่เลยก็คือหากเขาตัดสินใจที่จะรอทำงานกับบริษัทนี้จริงๆระยะเวลาสี่เดือนมันก็ถือว่ายาวนานมากซ้ำเขาจะไม่ได้รับเงินเดือนจากทางบ้านมาช่วยจ่ายค่าเช่าอพาร์ทเม้นท์เหมือนแต่ก่อนแล้วแน่ๆประเด็นหลักๆ เลยก็คือเขาไม่สามารถมานั่งกร่อยอยู่เฉยๆ ได้ในเวลาแบบนี้
“หรือว่าจะหางานพิเศษทำรอไปก่อนสี่เดือน?”
โจ๊กลองคิดหาทางออกดูเพราะสำนักพิมพ์นี้ก็จัดว่าเป็หนึ่งในเป้าหมายที่เขาเลือกเอาไว้เช่นเดียวกันหากได้งานที่นี่มันก็ถือว่าเขาประสบความสำเร็จในการหางานมากเลยด้วยเพราะฉะนั้นหากจะให้รอ 4 เดือนเพื่อที่จะได้ทำงานที่นี่มันก็ถือว่าคุ้มค่าเหมือนกัน
“แล้วมันจะมีงานอะไรที่ทำแล้วได้เงินพอมาจ่ายค่าเช่าอพาร์ทเม้นต์กันล่ะ?”
เขาลองนึกหาหนทางดูขณะที่เดินมาเรื่อยๆตรงถนนเส้นสุขุมวิท เพื่อที่จะไปยังสถานีรถไฟฟ้าอโศกหากแต่เมื่อเดินมาถึงตรงนี้ได้เท่านั้นเอง จู่ๆ ดวงตามันก็หันไปเห็นปากซอยของสถานที่ที่เขาเพิ่งจะแวะเวียนไปเมื่อวานนี้เองเส้นทางสู่ร้านการ์ดบัตเตอร์ฟลายอยู่ในนั้น แล้วจู่ๆคำพูดของรินมันก็ดังขึ้นมาในหัวเขาอีกครั้ง...
“โปรเพลยเยอร์งั้นเหรอ?”
โจ๊กรำพึงขึ้นมาด้วยพลางหรี่ตาลงไม่ช้าเ้าตัวจึงส่ายหน้าแรงๆ เพื่อไล่ความคิดบ้าบิ่นบางอย่างออกไป
“ฝีมือระดับเราจะหาเงินได้ซักเท่าไรกันเชียว?”
แม้จะพูดเหมือนกับว่าความคิดนั้นมันเป็อะไรที่งี่เง่าสิ้นดีแต่ลึกๆในจิตใจของตัวเองแล้วโจ๊กกลับไม่ได้ขัดแย้งที่จะปฏิเสธทางเลือกนั้นไปเสียทีเดียวอย่างน้อยๆ ตอนนี้เขาก็มีทุนอยู่ในกระเป๋าตั้ง 20 ล้านบาทซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้เขาสามารถแก้ไขสถานการณ์ทั้งหมดได้ก็คือขายการ์ดนั้นเสียและจะมีเงินมาใช้แบบสบายๆในระยะเวลา 4 เดือนนี้ แถมเหลือเก็บไว้ให้ทำอะไรได้ตั้งไม่รู้อีกกี่สิบๆ ปี
แต่โจ๊กกลับไม่ได้คิดที่จะขายการ์ดใบนี้เลยเขากลับรู้สึกอยากจะศึกษาเื่ของ AOS ให้มากกว่านี้ก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไปกว่าจะรู้ตัวและขบคิดในเื่นี้อยู่ขามันก็มันพาร่างของเขาเดินเข้าไปในซอยดังกล่าว
และมาหยุดอยู่ตรงหน้าร้านบัตเตอร์ฟลายเข้าให้เสียแล้ว!
สภาพของร้านนั้นดูเหมือนจะแตกต่างจากเมื่อวานตอนเวลาสี่ห้าโมงแบบเป็คนล่ะเื่ร้านดูเงียบสงบ แม้ประตูจะติดป้ายคำว่า “Open” อยู่ แต่ลูกค้าก็ไม่ได้เยอะเหมือนกับเมื่อวานนี้เลยซักนิดโจ๊กเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองมาทำอะไรที่นี่แต่ตอนนี้เขาต้องขอเวลาตั้งหลักก่อน และที่นี่ก็ดูจะใกล้ที่สุดเสียด้วย
โฮกกกก!
ทันทีที่เปิดประตูร้านเข้าไปมันก็มีเสียงของตัวอะไรซักอย่างคำรามแว่วออกมาเบาๆคาดว่าคงจะเป็เสียงของกระดิ่งไฟฟ้าอัตโนมัติตรงประตูทางเข้าสภาพร้านด้านในคล้ายกับจะยังไม่เหมือนกับการเปิดร้านเสียเท่าไรแม้จะมีแอร์คอนดิชั่นทำงานอยู่ แต่โต๊ะที่เคยเต็มไปด้วยลูกค้าก็โล่งสนิท
“ยินดีต้อนรับ ...อ่าวนายเองเหรอ?”
กระทั่งมีร่างของใครบางคนโผล่พรวดออกมาจากหลังเค้าท์เตอร์พร้อมกับเสียงทักทายจนทำให้โจ๊กสะดุ้งนิดๆพลันหันไปมองจึงได้เห็นคุณเ้าของร้านที่ชื่อว่า “ฝน”คนนั้นโผล่หัวขึ้นมาพร้อมกับใบหน้าที่ดูเหมือนคนงัวเงียอยู่นิดหน่อย
“มาทำอะไรแต่เช้าเนี่ยนาย?”เธอถามขึ้นมาพร้อมกับการเกาศีรษะแกรกๆ เหมือนคนเพิ่งตื่น
“หา อ๋อ...ก็แวะมาดูอะไรนิดหน่อยน่ะครับ”
โจ๊กตอบกลับแบบเรียบง่ายนึกอยากจะชะโงกหน้าลงไปดูเหลือเกินว่าคุณเธอนอนอยู่ด้านล่างนั่นรึเปล่า?
“เพิ่งจะสิบโมงเนี่ยนะ?” เจ๊ฝนพูดพลางเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาแขวนพนัง“นายไม่มีงานมีการทำหรือยังไงหือถึงได้แวะมาเสียเร็วขนาดนี้น่ะ คนอื่นๆเขายังไม่มาที่นี่หรอก เขาต้องไปทำงานไปเรียนกันทั้งนั้นล่ะ”
เธอพูดพลางสูดหายใจเข้าปอดลึกๆก่อนจะหยิบเอาแก้วกาแฟเย็นที่คาดว่าคงไปซื้อมาจากด้านนอกขึ้นมาวางบนตู้กระจกบนเค้าท์เตอร์
“คือว่า พอดีผมยังหางานอยู่น่ะครับ”
“อ๋อ งั้นเหรอ...”
เธอรับคำง่ายๆก่อนจะดื่มกาแฟให้รู้สึกสดชื่นขึ้นกระทั่งเธอใช้มือข้างที่ถือแก้วกระดาษนั้นชี้มาทางนายโจ๊ก
“ถ้างั้นรอแป๊ปนึงนะถ้าจะมาซื้ออะไรก็ขอเวลาเซ็ตระบบคอมพิวเตอร์หน่อย ฉันเองก็เพิ่งจะตื่นได้ไม่นานนี่เองนายไปนั่งรอตรงนั้นก่อนสิ”
พูดแล้วเธอก็บอกปัดไปเหมือนรำคาญก่อนจะชี้ไปยังชุดเก้าอี้โซฟารับแขกอีกด้านหนึ่งปล่อยให้นายจักรรินทร์ได้แต่พยักหน้ารับนิ่งๆก่อนจะเดินไปตามที่บอกอย่างว่าง่าย
“ปกติแล้วร้านนี้เปิด 24 ชม. เลยเหรอครับคุณฝน?”เขาถามขึ้น
“อื้อ ก็ใช่น่ะ”เจ๊ฝนพูดขณะที่เซ็ตระบบคอมพิวเตอร์ใหม่ “เดิมทีฉันก็มีพนักงานอยู่สองกะแล้วก็ตอนกลางคืนหลัง 4 ทุ่มก็จะไม่ให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปีเข้าร้านแล้วด้วยบางคนเขาก็ใช้งานระบบออนไลน์ของที่นี่กันข้ามวันข้ามคืนเลยก็มีน่ะถ้านายสนใจก็มาใช้บริการได้ ยิ่งทำบัตรสมาชิกค่าบริการก็ยิ่งถูกขึ้นแถมมีคะแนนสะสมเอาไว้แลกของรางวัลได้ด้วย”
“อ้อ...ครับ”
โจ๊กแอบเบ้ปากนิดๆเขาเองก็แค่อยากจะชวนคุยสัพเพเหระไปเรื่อยแต่คุณเธอก็วกเข้ามาในเื่การค้าได้เสียอีก สมกับคนค้าขายจริงๆ ให้ดิ้นตาย
“แล้วนี่ปกติคุณรินเขาจะมากี่โมงเหรอครับ?”
“หือ? ยัยรินน่ะเหรอ?”
เจ๊ฝนชะงักก่อนจะหันมามองเ้าหนุ่มฝั่งตรงข้ามกระทั่งเผยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ขึ้นมาราวกับจะคิดอะไรพิเรนทร์ๆ ออกมาได้เธอจึงถือแก้วกาแฟชี้มาทางเขาอีกครั้ง
“อย่าบอกนะว่าที่นายมาที่ร้านนี้แต่หัววันก็เพราะว่าอยากมาเจอยัยรินน่ะ?”ว่าแล้วก็ยิ้มเผล่ “ถ้าใช่ก็ขอบอกเลยนะว่าคิดเล่นของสูงเกินไปแล้วนะไอ้หนุ่มยัยรินน่ะเนื้อหอมมีหนุ่มๆ มาตามจีบไม่เว้นแต่ล่ะวันแต่เธอไม่เคยสนใจใครเป็พิเศษเลยด้วย”
“มันไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ” โจ๊กถอนใจ“ผมแค่ไม่รู้จักคนอื่นในร้านเลย แล้วมันก็มีอะไรหลายๆอย่างอยากจะถามเธอหน่อยน่ะครับ เกี่ยวเื่ของ AOS เท่านั้น”
“เฮ้ย ก็ไม่ได้ว่าอะไร”เจ๊ฝนเปลี่ยนสีหน้า “ฉันจะบอกว่านายไม่ใช่คนแรกหรอกที่เข้ามาจีบยัยรินแบบนี้เอาเป็ว่าฉันขายชื่อไลน์ของยัยรินให้เอามั้ยล่ะ ถูกๆ คิดสองร้อยพอ แต่ถ้าอยากได้เฟสบุ้กก็500 นะ ส่วนเบอร์โทรศัพท์ฉันไม่ขายนะบอกซะก่อนเผื่อนายเป็โรคจิตโทรไปป่วนยัยรินเข้า”
ี้เีจะโต้แย้งอะไรกับยัยแม่ค้าเข้าเส้นเืคนนี้แล้ว
เขาไม่ได้คิดอะไรกับแม่สาวน้อยคนนั้นเลยจริงๆมันก็ใช่อยู่ที่เธอเป็ผู้หญิงน่ารักมากทั้งนิสัยและหน้าตา แต่โจ๊กไม่ได้มีเวลาไปสนใจมองเพศตรงข้ามเลยแม้แต่น้อยในเวลาที่ชีวิตเขากำลังสับสนเช่นนี้!
“แล้วนายจะมาปรึกษาเื่อะไรกับยัยรินล่ะ?”
เจ๊ฝนถามขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบอีกครั้งก่อนจะหันกลับไปพิมพ์อะไรลงบนคอมพิวเตอร์ของเธออีกครั้ง
“ถ้าสงสัยเื่ AOS นายมาถามฉันก็ได้นะอันที่จริงฉันเองน่าจะมีข้อมูลเยอะกว่ายัยรินเสียอีกรู้รึเปล่า?”
“ก็ถ้าคุณไม่คิดค่าปรึกษาจากผมล่ะก็นะ....”
โจ๊กรำพึงขึ้นมาบางเบาจนกระทั่งฝั่งตรงข้ามหันกลับมาเลิกคิ้วมอง
“เมื่อกี้นายพูดว่าไงนะ?”
“อ๋อ เปล่าครับ” โจ๊กโบกมือหย็อยๆ “คือผมอยากจะมาถามเื่โปรเพลยเยอร์น่ะครับ”
“โปรเพลยเยอร์?”
ได้ยินแล้วฝั่งตรงข้ามก็หรี่ตาลงแบบประหลาดใจชนิดที่ไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคำพูดนี้จากปากของเ้าหนุ่มมือใหม่ที่เพิ่งจะจับการ์ดได้เพียงครั้งเดียวเลยด้วยซ้ำแต่ไม่ช้าเธอก็เซ็ตคอมพิวเตอร์จนเสร็จและปล่อยให้มันรันข้อมูลไปด้วยตัวเองอีกครั้งหญิงสาวหยิบแก้วกาแฟของเธอกลับมาและเดินไปหาที่ชุดโซฟารับแขก
“จู่ๆ นายมาถามเื่นี้ทำไม?”เจ๊ฝนพูดพลางทิ้งตัวนั่งลงโซฟาเดี่ยวตัวข้างๆ“อย่าบอกนะว่าสนใจอยากจะผันตัวเองมาเป็โปรเพลยเยอร์ขึ้นมา?”
โจ๊กไม่ได้ตอบคำถามนั้นในทันทีแต่แค่เห็นสายตาที่มีความสนใจในทำนองนั้นแล้วเจ๊ฝนก็หัวเราะหึขึ้นมาแบบขึ้นจมูกก่อนที่เธอจะวางแก้วลงไปบนโต๊ะรับแขกทรงกลมตัวเล็กๆ ตรงนี้
“หวังว่าไม่ใช่แค่นายสามารถเอาชนะบอตระดับยากสุดที่ใช้เด็คของแชมป์จากสิงคโปร์มาได้แค่นั้นนายจะคิดว่าตัวเองมีดีพอที่จะโลดแล่นไปในวงการ AOS ได้แล้วหรอกใช่มั้ย ถ้าคิดตื้นๆ แค่นั้นล่ะก็ฉันบอกเลยนะว่านายกำลังฝันกลางวันอยู่เลยล่ะ”
คนเด็กกว่าชะงักไปก่อนจะหรี่ตาลงแบบไม่ค่อยจะเข้าใจเสียเท่าไรนัก
“ทำไมผมต้องคิดแบบนั้นด้วยครับขนาดเมื่อวานมันเป็แค่คอมพิวเตอร์แท้ๆ แต่กว่าผมจะเอาชนะได้มันก็ยากเสียขนาดนั้นยิ่งได้ไปเจอผู้เล่นด้วยกันผมคงไปสู้กับพวกเขาไม่ไหวหรอกครับอีกอย่างผมไม่คิดว่าวงการไหนๆ มันจะง่ายดายขนาดเข้าไปทำเล่นๆ แล้วก็ประสบความสำเร็จได้เลยหรอกนะครับ”
ไม่อย่างนั้นเขาจะตกงานอยู่อย่างนี้เหรอ?!
โจ๊กได้แต่พูดอย่างอ่อนใจซึ่งนั่นก็ทำให้เจ๊ฝนยิ้มกว้างขึ้นมาได้ก่อนที่เธอจะพยักหน้ารับ
“คิดได้แบบนั้นก็ดี” เธอว่า“สำหรับฉันแล้วเมื่อวานนี้นายมันก็แค่ฟลุ๊คน่ะ จะเรียกว่าเป็หมัดน็อคฟลุ๊คๆของมือใหม่ก็ได้นะ เพราะว่าในหัวของนายยังมีความรู้เื่การ์ดน้อยมากนายก็เลยโฟกัสไปที่เด็คของตัวเองที่มีความรู้เฉพาะส่วนที่ต้องใช้งานได้ดีขึ้นแต่ก็ยอมรับว่านายมีการตัดสินใจได้ดีกว่ามือใหม่คนอื่นๆ มากแต่นั่นก็ไม่ใช่ปัจจัยที่จะทำให้นายประสบความสำเร็จได้ใน AOS ได้หรอก ในโลกซัมมอนเนอร์น่ะมีมือใหม่ที่ทำแบบนายได้เป็ล้านๆ คนฉันจะบอกให้ นายมันก็แค่จุดเล็กๆ จุดเดียวบนโลกนี้เท่านั้นเอง”
โจ๊กไม่มั่นใจว่านี่คือคำเตือนหรือการบอกเล่าให้ฟังเฉยๆแต่นั่นก็คงไม่ใช่คำขู่ที่จะพูดเพื่อให้เสียกำลังใจ อย่างน้อยๆเขาก็ไม่ได้รู้สึกแย่ในคำพูดของคุณเ้าของร้านคนนี้
“แล้วตกลงว่านายถามฉันเื่มือโปรเพราะอะไรล่ะสนใจอยากจะลองเดินสายนี้ดูจริงๆ เหรอ?”
“คือผมสนใจอยากจะรู้เื่รายได้ของมือสมัครเล่นที่กำลังจะเริ่มเข้าไปในวงการน่ะครับถ้ายังไม่ได้มีชื่อเสียงหรือยังไม่ได้มีสังกัดทีมอะไรที่ว่านั่นน่ะส่วนใหญ่แล้วเขาหารายได้กันยังไงเหรอครับ?”
ฟังแล้วก็หัวเราะหึขึ้นมา ก่อนที่เธอจะเอนตัวลงไปนั่งบนโซฟาแบบสบายๆ
“ก็นั่นสินะยังไงซะเื่เงินก็ต้องเป็ปัจจัยหลักอยู่แล้ว” เธอพูดยิ้มๆ ก่อนจะหันไปสบตาด้วย“ถ้าเป็มือสมัครเล่นที่คิดจะเดินเส้นทางในสายนี้จริงๆ น่ะรายได้มันก็ขึ้นอยู่กับความขยันแล้วก็ฝีมือของแต่ล่ะคนด้วย ถ้าให้เปรียบง่ายๆหากนายไม่ใช่นักล่าเงินรางวัลที่แข่งในทัวร์นาเม้นท์ที่ทาง AOS จัดขึ้นล่ะก็...ซึ่งนั่นยังถือว่าเร็วไปสำหรับนายนะ”
พูดแล้วเธอก็ทำท่าเหมือนขบคิดก่อนจะชี้นิ้วไปที่เค้าท์เตอร์ร้าน
“ส่วนใหญ่มือสมัครเล่นก็จะเริ่มต้นจากการทำเควสตามร้านแบบนี้แหละ”
“เควสเหรอครับ?” โจ๊กเลิกคิ้วขึ้น “ผมนึกว่าเควสพวกนี้จะให้ของรางวัลเป็พวกเงินในเกมหรืออะไรแบบนี้เสียอีกหรือว่าเราสามารถโอนเงินในเกมมาเป็เงินจริงได้ครับ?”
“ได้ก็บ้าแล้ว”
“อ่าว...”
คำแย้งนั้นทำให้ชายหนุ่มต้องชะงักไป
“ฉันหมายถึงเควสตามร้านการ์ดหรือเควสในCF พวกนี้ต่างหาก” เจ๊ฝนยิ้มกว้าง“ส่วนใหญ่เควสพวกนี้ก็จะมีค่าใช้จ่ายในการรับเควสอยู่บ้างตามราคากับของรางวัลในเควสน่ะ”
“หมายความว่าเราต้องจ่ายเงินเพื่อขอทำเควสน่ะเหรอครับ?”
“ถ้าไม่มีค่าใช้จ่ายร้านฉันมันจะอยู่ยังไงยะ”คนแก่กว่าแหวใส่ “แต่ไม่ต้องห่วงหรอกน่าถ้าหากนายทำเควสสำเร็จล่ะก็ของรางวัลที่นายจะได้รับจากการทำเควสน่ะคุ้มค่ากว่าเงินที่ต้องจ่ายไปแน่นอนเอาง่ายๆ นะอย่างเช่นถ้ารับเควสระดับ E นายก็อาจจะได้รับซองการ์ด บิกินเนอร์ เป็การตอบไงล่ะ ซึ่งราคาเควสระดับ Eก็คือ 50 บาทใช่มั้ย แต่ซองการ์ดน่ะจะราคา 100 บาท แค่นี้ก็คุ้มกว่าแล้วมั้ย?”
“จะว่าไปมันก็ใช่นะครับ...”
โจ๊กพยักหน้าเห็นด้วยแต่พอมานึกย้อนไปย้อนมามันก็เหมือนหลอกให้ซื้อซองการ์ดในแบบลดราคามากกว่ายังไงก็ไม่รู้แฮะ
“นายคงจะคิดว่ามันเหมือนเป็โปรโมชั่นโละสิ้นค้าใช่มั้ยล่ะ?”เจ๊ฝนพูดอย่างรู้ทัน“แต่นายอย่าลืมนะว่าซองการ์ดพวกนี้มันมีโอกาสที่นายจะเปิดได้การ์ดราคาแพงๆเพื่อเอาไปขายต่อได้อีกทอดหนึ่งต่อให้เป็บิกินเนอร์แพ็คที่ไม่ได้มีการ์ดราคาเป็หมื่นๆ อยู่ในนั้นก็ตามที แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีการ์ดดีๆที่ราคารองลงมาในหลักพันหรือหลักร้อยหรอกนะ”
ชายหนุ่มไม่ได้แย้งในส่วนนี้อันที่จริงเขาอยากจะบอกเหลือเกินว่าเขาข้ามระดับที่คุณเจ๊เธอบอกไปหลายขั้นแล้วล่ะเพราะตอนนี้ในกระเป๋าสะพายเขามันก็ยังมีการ์ดราคา 20ล้านที่เขาเปิดได้จากซองที่แถมฟรีในร้านสะดวกซื้อหลับอยู่ในนั้น!
“แล้วเราก็สามารถเอาการ์ดพวกนั้นไปขายได้ในการ์ดแฟ็คทอรี่สินะครับ?”
“ร้านของฉันก็รับซื้อนะแต่จะเป็พวกการ์ดแบบที่้าในตลาดเท่านั้นหรืออันที่จริงพวกนายที่เป็ลูกค้ากันเองก็จะสามารถเทรดการ์ดกันเองก็ได้ส่วนเื่ราคาของการ์ดนายสามารถตรวจสอบได้ด้วยแอพทางโทรศัพท์มือถืออยู่แล้วยัยรินสอนแล้วใช่มั้ย?”
“ครับ”
โจ๊กพยักหน้ารับเมื่อวานนี้รินเองก็ได้แนะนำให้เขาโหลดแอพพริเคชั่นตัวหนึ่งของ AOS มา ที่จะชื่อว่า AOS-DATA ซึ่งมันจะเป็แอพพริเคชั่นที่ทางบริษัทเกมสร้างขึ้นมาเพื่อให้ข้อมูลต่างๆกับผู้เล่นทุกคนเพียงใช้กล้องถ่ายรูปของโทรศัพท์แสกนการ์ดที่มีจริงๆมันก็จะบอกข้อมูลทุกอย่างขึ้นมาให้รวมไปถึงรายละเอียดเื่ราคาที่ขายกันอยู่ใน CFอีกด้วย แน่นอนว่าเขาโหลดมาเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
“หมายความว่าพวกผู้เล่นมือสมัครเล่นที่จะเริ่มต้นเขาก็จะทำเควสเพื่อเอาซองไปเปิดหาการ์ดขายเท่านั้นเหรอครับ?”
“ยังมีอีกวิธีนะ”เจ๊ฝนยกนิ้วชี้ขึ้นมา “ในคาเคเดียน่ะเธอจะได้เห็นว่ามันมีพวกมอนสเตอร์อาศัยอยู่ในนั้นจำนวนมากใช่มั้ยซึ่งมอนสเตอร์พวกนั้นก็จะมีหลายชนิดที่เป็ฮาล์ฟที่เราใช้งานกันได้ด้วยน่ะซึ่งมอนสเตอร์พวกนั้นมันจะดร็อบชิ้นส่วนการ์ดมาให้หากนายสามารถกำจัดได้สำเร็จซึ่งชิ้นส่วนการ์ดพวกนี้หากนายรวบรวมมันจนครบตามจำนวนที่กำหนดไว้นายสามารถนำมันไปขึ้นทะเบียนกับ CF เพื่อขอการ์ดจริงมาใช้งานได้ด้วย”
“ไอเท็มที่ดร็อบจากมอนสเตอร์ในเกมน่ะเหรอครับ?”โจ๊กถามเพื่อความแน่ใจ
“ใช่มันก็ไม่ใช่ว่าจะดร็อบออกมาทุกตัวหรอกนะ โอกาสที่จะได้ก็ไม่ใช่ว่าจะง่ายหรอกยิ่งมอนสเตอร์ตัวไหนเป็ฮาล์ฟที่ดีมากๆ มันก็จะยิ่งดร็อบชิ้นส่วนออกมายากขึ้นด้วยแต่ก็มีซัมมอนเนอร์หลายคนที่เขารับซื้อการ์ดพวกนี้อยู่นะแล้วเขาก็ให้ราคาดีใช้ได้เลยด้วย อย่างล่าสุดมีคนที่ร้านของเราเพิ่งสะสมชิ้นส่วนของการ์ดฮาล์ฟตัวนึงได้ซึ่งเป็ระดับซุปเปอร์แรร์ด้วยน่ะ มีคนรับซื้อไปเกือบสามหมื่นบาทได้มั้ง”
“สามหมื่น?”
โจ๊กถึงกับตาโตกับสิ่งที่ได้ยินแทบไม่อยากจะเชื่อว่าแค่การเข้าไปหาของในโลกอาเคเดียเพื่อนำมาสร้างการ์ดในโลกด้านนอกนั้นมันจะสามารถหาเงินได้สูงขนาดนี้
“สามหมื่นนี่เป็แค่ราคาของการ์ดระดับซุปเปอร์แรร์เท่านั้นนะเคยมีคนสะสมชิ้นส่วนการ์ดระดับอัลติเมตแรร์ขึ้นมาได้สำเร็จด้วยรู้รึเปล่าถึงเขาจะไม่ได้เอาการ์ดนั้นไปขายนะแต่ว่ามีคนเคยเสนอเงินให้ซัมมอนเนอร์คนนั้นสูงถึงสองล้านบาทเลยเชียวนะ”
“สองล้าน?”
ตัวเลขที่ยิ่งทวีเยอะขึ้นเรื่อยๆในระดับที่โจ๊กแทบจะรับไม่ไหวอยู่แล้ว ไม่ว่ายังไงเขาก็ยังไม่คุ้นชินกับโลก AOS ที่ดูจะมีจำนวนเม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในวงการระดับที่สูงมากจนเขาคาดไม่ถึง
“แต่ก็อย่างว่าล่ะมันไม่ใช่เื่ง่ายๆ หรอก ซัมมอนเนอร์คนนั้นใช้เวลาสะสมชิ้นส่วนการ์ดที่ว่าตั้งสามปีเชียวนะกว่าจะทำสำเร็จมันเป็อะไรที่ไกลตัวสำหรับนายมาก แต่ถ้าในระดับเริ่มต้นเนี่ยสะสมให้ได้แรร์การ์ดซักใบแล้วนำไปขายให้ได้ซักสองสามพันฉันก็ว่าโอเคมากแล้วนะสำหรับมือใหม่”
“แล้วการ์ดระดับแรร์ที่ว่านี่ต้องใช้เวลาสะสมชิ้นส่วนนานแค่ไหนเหรอครับ?”
“อื้อ...ก็แล้วแต่ความขยันกับโชคของซัมมอนเนอร์คนนั้นด้วยถ้าอยู่ในโลกอาเคเดียบ่อยๆ มีดวงซักหน่อยก็อาจจะใช้เวลาซักอาทิตย์นึงก็น่าจะสะสมชิ้นส่วนครบแล้วล่ะ” ว่าแล้วก็ไหวไหล่“ยังไงซะแค่ระดับแรร์น่ะการ์ดใบนึงมันใช้ชิ้นส่วนแค่สิบถึงยี่สิบชิ้นก็สร้างการ์ดได้แล้วระหว่างนั้นก็ทำเควสจากทางร้านไปด้วยก็ได้เงินจากเควสไปอีกแรงจริงมั้ยล่ะ?”
“แล้วเควสที่อยู่ในอาเคเดียล่ะครับทางนั้นก็ต้องใช้เงินซื้อเควสมาทำเหมือนกันเหรอครับ?” โจ๊กถาม
“ถ้าเป็เควสในอาเคเดียของที่ได้ส่วนใหญ่จะเป็ของในเกมแบบใช้แล้วหมดน่ะนะไม่ก็จะเป็เงินสกุลของในโลกนั้นแต่สิ่งตอบแทนน่าจะเป็ข้อมูลข่าวสารในอาเคเดียที่จะนำทางเธอไปเจอเควสใหม่ๆที่ได้ของดีขึ้นหรือมอนสเตอร์ที่ดร็อบของดีขึ้นจนมีโอกาสเจอตัวที่ดร็อบชิ้นส่วนระดับหายากขึ้นไปด้วยน่ะ”
โจ๊กพยักหน้ารับอย่างเข้าใจพลางคิดว่าถ้าแบบนั้นหากรับเควสจากทั้งสองทางไม่ว่าจากเควสตามร้านการ์ดหรือ CF แล้วก็เควสจากในอาเคเดียแบบให้มุ่งเน้นไปในทิศทางเดียวกันมันก็จะยิ่งได้ผลกำไรแบบเติบโตไวขึ้นสินะ
“แล้วปกติพวกมือใหม่นี่เขาจะหาเงินกันได้เดือนนึงราวๆเท่าไรเหรอครับ?”
“เดือนเหรอ?” เจ๊ฝนชะงักไปนิดๆ“มืออาชีพน่ะเขาไม่นับเงินกับเป็เดือนนะ เขาวัดกันเป็รายอาทิตย์ซึ่งแต่ล่ะคนน่ะทำรายได้แต่ล่ะสัปดาห์น่ะไม่เท่ากันหรอก ถ้าฝีมือดีๆใช้เวลาอยู่ในอาเคเดียบ่อยๆ ดวงดีหน่อยเนี่ย เขาก็ทำเงินกันได้ แปดพันถึงหมื่นต้นๆเลยล่ะนะ”
“ต่ออาทิตย์เนี่ยนะครับ?” โจ๊กตาโต
“ใช่ แต่นั่นต้องหมายถึงซัมมอนเนอร์ที่มีฝีมือดีหน่อยนะถ้าในร้านเราก็มีอยู่สี่ห้าคนที่ทำแบบนั้นได้หนึ่งในคนที่เก่งที่สุดนายก็ได้เจอเมื่อวานแล้วนี่”
ว่าแล้วเจ๊ฝนก็ยิ้มขำออกมาให้เห็นจนทำให้นายโจ๊กต้องเลิกคิ้วขึ้น
“หมายถึงคุณรินน่ะเหรอครับ?”
“ถูกต้อง” เธอพูดเสียงใส“รินน่ะเป็ซัมมอนเนอร์ที่แข่งแกร่งที่สุดในร้านของฉันตอนนี้แล้วล่ะฝีมือระดับเธอเรียกได้ว่าพร้อมที่จะสอบเป็โปรเพลยเยอร์ได้แล้ว แต่ว่า่ปีที่ผ่านมาเนี่ยเธอติดเื่เรียนค่อนข้างเยอะน่ะทำให้อันดับของเธอไม่ค่อยขยับเท่าไรแต่ถ้าไปแข่งชนะมาอีกซักทัวร์นาเมนต์หนึ่งก็น่าจะพอที่จะไปสอบเป็โปรเพลยเยอร์ได้แล้วล่ะตอนนี้รายได้ของเธอก็คือสองหมื่นต่อสัปดาห์ได้ล่ะมั้ง”
โจ๊กถึงกับเผยอปากขึ้น เขาเองก็พอจะรู้สึกได้ว่ารินนั้นน่าจะมีฝีมือที่ดีมากทีเดียวดูจากการที่เธอช่วยสอนและอธิบายเื่การ์ดให้เขาฟังเมื่อวานนี้แต่ไม่คิดเลยว่าเธอจะเก่งขนาดที่ทำรายได้ได้ถึงสองหมื่นต่อสัปดาห์ขนาดนี้
“แล้วนี่เธอตั้งเป้าจะเป็โปรเพลยเยอร์เหรอครับ?”
“ใช่ ยัยรินน่ะตอนนี้ก็ขาดเพียงแค่คนมาสนับสนุนเท่านั้นล่ะลองได้ไปชนะทัวร์นาเมนต์ระดับ C ขึ้นไปซักสองสามครั้งนะ อีกเดี๋ยวก็คงจะมีทีมอีสปอร์ตดีๆมาทาบเธอไปร่วมสังกัดด้วยนั่นล่ะ”
“ทั้งๆ ที่ยังเรียนอยู่สินะครับ...สุดยอดเลย”
เจ๊ฝนหัวเราะขำออกมาเบาๆกับท่าที่ตกตะลึงนั้น
“เดี๋ยวนี้กีฬาอีสปอร์ตมันได้รับความนิยมสูงมากนะยิ่งเริ่มต้นเร็วแค่ไหนก็จะยิ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงกว่าชาวบ้านเขาหลายคนเองก็เริ่มต้นการเป็มือสมัครเล่นั้แ่ยังเรียนอยู่ด้วยกันทั้งนั้นล่ะแถมบางคนต่อให้สอบเป็โปรเพลยเยอร์ได้แล้ว แต่เขาก็สามารถไปทำงานอย่างอื่นควบคู่กันไปด้วยได้....อ๋อ แต่ยกเว้นพวกนักกีฬาที่มีสังกัดทีมน่ะนะ ส่วนใหญ่เขาจะไม่ให้รับงานอื่นน่ะเขาอยากจะให้โฟกัสกับการฝึกซ้อมเพื่อแข่งขันเท่านั้น”
แค่ฟังก็รู้สึกว่าโลก AOS นี้มันล้ำลึกจนยากจะเข้าใจได้จริงๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งกีฬาอีสปอร์ตนั้นมันเป็อะไรที่ใหม่สำหรับเขาเป็อย่างมากซึ่งอันดับแรกเขาคงต้องเปิดใจยอมรับมันให้ได้เสียก่อนว่านี่คืออาชีพที่สร้างรายได้ได้...(ดีมากด้วยซ้ำ)
“แล้วถ้าเกิดว่าอย่างผมจะเริ่มต้นเป็มือสมัครเล่นล่ะครับ?”
“นายก็ลงมือทำได้เลยสิไม่มีใครห้ามนายหรอก” เจ๊ฝนยิ้มกว้างก่อนจะผายมือออก“ของแบบนี้ไม่ต้องถามอะไรให้มากความหรอกไอ้น้องชาย ถ้าคิดอยากจะทำ ก็แค่ลงมือไปฉันการันตีให้นายไม่ได้หรอกนะว่านายจะทำรายได้กับมันได้มากเท่าไร แรกๆนายอาจจะทำเงินได้ไม่ถึงพันต่ออาทิตย์ด้วยซ้ำแต่ถ้านายไม่ท้อและยิ่งลงแรงจริงจังไปกับมันแค่ไหน ฉันว่าผลตอบรับมันก็จะออกมาดีด้วยล่ะนะ...ก็เป็กฎง่ายๆที่ไม่ว่าจะเป็งานอะไรบนโลกนี้มันก็เป็เหมือนกันหมดจริงมั้ยล่ะ?”
พูดแล้วเจ๊ฝนก็เอื้อมมือไปตบไหล่ของโจ๊กเบาๆก่อนจะดันตัวลุกขึ้นยืนในที่สุดเธอหยิบแก้วกาแฟที่ดื่มใกล้จะหมดนั้นมาจรดริมฝีปากไปกับหลอดเพื่อจัดการคาเฟอีนในมือให้เกลี้ยงซึ่งคำพูดของเธอนั้นมันก็ทำให้โจ๊กนิ่งงันไปราวกับจะขบคิดว่าตัวเองควรจะทำอะไรกันแน่
“ฉันขอบอกก่อนไว้ก่อนนะว่า โลก AOS น่ะมันไม่หมูหรอกนะมีหลายคนวาดฝันว่าตัวเองจะประสบความสำเร็จในวงการนี้มีหลายคนเริ่มต้นได้ดียิ่งกว่านายเสียอีก แต่ฉันก็เห็นมามากที่คนพวกนั้นจะล้มเหลวในทางสายนี้”ว่าแล้วเธอก็ถอนใจ “ถ้านายสนใจโลกนี้จริงๆฉันไม่อยากให้นายตั้งเป้าเื่รายได้เป็อันดับแรกนะ นายถามใจตัวเองดีๆว่าตอนที่นายจับการ์ดพวกนี้นายรู้สึกยังไงกับมันถ้านายรู้สึกแค่เห็นมันเป็เครื่องมือทำเงินให้กับนายล่ะก็ ฉันว่านายไม่เหมาะกับอาชีพนี้หรอกแต่ถ้านายรู้สึกสนุกไปกับมันและไม่อยากเลิกที่จะต่อสู้อยู่ใน AOS ล่ะก็ ...นายจะลองดูซักตั้งก็ได้ เพราะฉันเชื่อเสมอนะว่าคนเราจะทำอะไรซักอย่างให้ได้ดีน่ะ มันต้องมาจากความรู้สึกข้างในจิตใจไม่ใช่ผลลัพธ์ที่มาจากด้านนอก”
สิ้นคำกล่าวนี้เจ๊ฝนก็โยนแก้วกาแฟกระดาษนั้นลงไปในถังขยะแบบแยกชนิดตรงมุมห้องก่อนที่เธอจะยิ้มให้อย่างมีนัยยะอะไรแอบแฝงกระทั่งเดินกลับไปประจำที่เค้าท์เตอร์หน้าร้านเหมือนเคยพร้อมกับมุมทำงานของเธอที่พร้อมจะกลับมาให้ลุยกันอีกครั้ง
คุณเ้าของร้านกำลังบิดี้เีเพื่อสลัดความเมื่อยล้าออกไปจากร่างกายขณะที่ลูกค้าอย่างนายโจ๊กนั้นกำลังนั่งขบคิดอยู่อีกด้านหนึ่งบนเก้าอี้โซฟาเขายังสับสนกับชีวิตตัวเองว่าจะทำอย่างไรต่อไปดีทางออกสำหรับเขามันมีมากมายหลายรูปแบบให้เลือกั้แ่ถอดใจยอมแพ้และกลับสุพรรณยันสู้ยิบตาเพื่อความฝันของตนเอง
และคนอย่างเขาเกลียดความพ่ายแพ้ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
โจ๊กก็เลยถามว่าที่จู่ๆร่างกายมันพาตัวเองมานั่งอยู่ที่ร้านนี้ได้ในเวลาที่เขาต้องตัดสินใจเื่สำคัญมันเพราะสาเหตุอะไรกันแน่กระทั่งหวนนึกไปถึงเมื่อวานเขาจึงได้เข้าใจมัน....
่เวลาที่ได้เข้าไปในโลกอาเคเดียสั้นๆกับ่เวลาที่เขาได้ดูเอลกับบอตระดับยากตัวนั้น
มันอาจจะเป็่เวลาเพียงไม่กี่ครั้งในชีวิตด้วยซ้ำที่มันทำให้เขาลืมเื่ทั้งหมดรอบตัวไป ลืมแม้แต่เื่ที่เขากำลังตกงานอยู่ไม่ต้องหาข้ออ้างใดๆ มากลบล้างในส่วนนี้ เหตุผลง่ายๆ ที่เขายังคงมาที่นี่อยู่มันก็มีแค่อย่างเดียวเท่านั้นล่ะ
เขาสนุกที่ได้เล่นมัน....
ว่าแล้วโจ๊กจึงดันตัวลุกขึ้นยืนในที่สุดชายหนุ่มเดินตรงไปที่เค้าท์เตอร์ที่เจ๊ฝนนั่งอยู่ด้านหลังเธอหันมาสบตาด้วยอีกครั้งกระทั่งเผยรอยยิ้มเป็เชิงถามกลับมาว่า“จะเอายังไงต่อจ๊ะ?” ซึ่งโจ๊กก็ถอนใจพร้อมกับการตัดสินใจครั้งใหญ่ของเขา
“ผมยังไม่มีเด็คเป็ของตัวเองเลยช่วยแนะนำให้หน่อยได้มั้ยครับ”