บนเรือประมงลำหนึ่งที่ลอยลำกลางทะเลถูกห้อมล้อมด้วยเรือรบสองลำขนาบซ้ายขวาและปิดหัวท้ายด้วยเรือเร็วอีกสองลำบรรดาทหารไดเกียวพร้อมอาวุธปืนยาวติดปลายด้วยดาบก็กรูกันเข้าจับชาวประมงซึ่งในจำนวนนั้นมีจางไห่จู ที่ปลอมตัวมา ไปขึ้นยังเรือของไดเกียว
“เอาพวกมันไปขังไว้เพื่อใช้แรงงานสร้างอุโมงค์ทางรถไฟลอดใต้ทะเลจากชายฝั่งทวายของพม่าเพื่อไปกับเมืองเจนไนของอินเดียจักรวรรดิไดเกียวอันยิ่งใหญ่ของเราต้องเป็หนึ่งในเอเชียบูรพา” นายทหารคนหนึ่งสั่งขณะพลทหารลำเลียงเชลยขึ้นเรือรบ
“มันโซมันโซ มันโซ”
พวกทหารไดเกียวต่างโห่ร้องไชโยเป็ภาษาของตน
เมื่อไปถึงเกาะนิโคลาเหล่าเชลยถูกต้อนให้เดินจากชายหาดที่มีทรายสีดำ แวดล้อมด้วยทิวแถวของต้นมะพร้าว ผ่านประตูค่ายที่มีกำแพงสูงยาวเหยียดทั้งสองฝั่งบนกำแพงมีรั้วลวดหนาม มีหอคอยไว้เฝ้าระวังภัย จากประตูมีทางเดินเป็ปูนเข้าไปยังอาคารหลายหลังพวกผู้หญิงถูกต้อนไปทางหนึ่ง ผู้ชายถูกแยกไปอีกทางหนึ่ง เด็กและคนชราไปอีกทางหนึ่ง
เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าสีดำที่ทางทหารแจกให้แล้วเชลยก็ถูกพาไปยังลานกว้างในค่าย ซึ่งมีกลุ่มคนที่ถูกจับมาก่อนกำลังยืนต่อแถวกันส่งก้อนหินเหล็กเส้นและวัสดุอื่น ๆ ลงไปยังอุโมงค์ใต้ดิน
“เธอมาใหม่เหรอ”เพื่อนเชลยรุ่นเก่าถามจางไห่จู
“ใช่ค่ะนั่นเป็ทางลงไปที่ไหนคะ”
“อ๋อนั่นแหละ ทางลงไปใต้ดินที่พวกไดเกียวมันขุดอุโมงค์ลอดใต้ทะเลจากฝั่งพม่าไปฝั่งอินเดียยังไงล่ะ”
“โอ้โหมันทุ่มเทสร้างขนาดนี้เลยเหรอ ต้องใช้เชลยมากแค่ไหนเนี่ยและอีกนานแค่ไหนกว่าจะเสร็จ”
“ไม่รู้แต่ฉันเห็นมีคนลงไปหลายร้อยคนแล้ว บางทีก็เห็นมันหามร่างคนตายขึ้นมาสงสัยจะเหนื่อยจนเป็ลมตาย พวกมันจะเอาศพไปโยนทิ้งทะเลให้ปลาฉลามกิน”
“เฮ้ยคุยอะไรกัน รีบทำงานไว ๆ อย่าอู้”ทหารไดเกียวคนหนึ่งถือกระบองชี้หน้าเชลยรุ่นพี่
จางไห่จูกับเพื่อนเชลยทำงานจนพระอาทิตย์อัสดงจึงได้ไปอาบน้ำแล้วเข้านอน โดยไม่มีอาหารมื้อเย็น
ห้องนอนหนึ่งห้องจะมีเชลยนอนเรียงรายไปตามพื้นห้องราวสี่สิบคนเครื่องนอนมีเพียงเสื่อ หมอน และผ้าห่มบาง ๆ ผืนหนึ่งเท่านั้น
การอาบน้ำนั้นเชลยจะต้องอาบรวมจากบ่อน้ำซีเมนต์ขนาดใหญ่ที่ก่อสูงจากพื้นเท่า่เอว ทุกคนจะต้องเปลื้องผ้าอาบโดยไม่อายกันและแต่ละคนจะอาบได้เพียงคนละ 5 ขันเท่านั้น
วันละมื้อเท่านั้นอาหารสำหรับเชลยมีเพียงข้าวสวยที่หุงจากข้าวหัก ๆ แกงจืดหัวผักกาด ผัดผักรวม พริกป่นน้ำปลาสำหรับคลุกข้าวกินพอให้กลืนลงบางมื้อก็อาจจะมีหัวเผือก หัวมัน นึ่งสุก ไว้เป็อาหารเสริม
ความจริงแล้วหากจางไห่จูจะใช้วิชากระเบนพรากิญญาลงมือกับพวกทหารไดเกียวก็อาจทำได้แต่เกรงพวกเชลยอาจจะได้รับาเ็จากะุปืนหากเกิดชุลมุนระหว่างพาหลบหนีนางจึงสู้อดทนแสร้งยอมเป็เชลยเพื่อรอคอยโอกาสช่วยเหลือพวกพ้องให้ออกไปจากค่ายนรกแห่งนี้และแล้ววันนั้นก็มาถึง
เชลยทั้งหมดถูกเรียกให้มายืนเรียงแถวตรงลานกว้างั้แ่เช้าตรู่เพื่อรอต้อนรับนายพลใหญ่ประจำภาคพื้นอันดามัน
เมื่อนายพลพร้อมทหารระดับรองลงมาเดินตรวจแถวมาถึงตรงหน้าจางไห่จูที่ยืนอยู่ด้านในนับจากแถวหน้าได้สามแถวดวงตาของเธอก็เบิกโพลง เพราะพบคนที่เธอไม่คิดว่าชาตินี้จะได้เจอกันอีกแล้ว และเป็คนที่เธอเคยรักที่สุดนั่นคือว่านเสียงจื่อ
“พี่เสียง”อาจูร้องเรียกพร้อมกับโบกมืออย่างดีใจ พลางคิดว่าหนุ่มในดวงใจมีความก้าวหน้าได้เป็ถึงนายพลของจักรวรรดิไดเกียวผู้เป็ใหญ่ควบคุมค่ายทหารแห่งนี้เชียวหรือ
แต่นายพลหนุ่มเมื่อได้เห็นหน้าคนที่ร้องทักกลับแสดงสีหน้าใ และหันไปคุยกับคนสนิทสองสามคำ ก่อนจะเดินตรวจแถวเชลยต่อไปราวกับไม่เคยรู้จักจางไห่จูมาก่อน
เมื่อพิธีการต้อนรับท่านนายพลเสร็จสิ้นเชลยพากันแยกย้ายไปทำงานตามหน้าที่ของตนหมดแล้ว ก็มีทหารคนหนึ่งเดินมาคุยกับอาจูว่า
“นี่เธอตามฉันเข้าไปข้างในหน่อย ท่านนายพลมีเื่จะคุยด้วย”
อาจูรู้สึกตื่นเต้นยินดีอย่างที่สุด
“ค่ะ ผู้กอง” ตอบรับแล้วเดินตามทหารไปในอาคาร
เมื่อถึงห้องบัญชาการค่ายทหารผู้กองที่พาอาจูไปก็เคาะประตูเรียก ก่อนนายพลจะตอบว่า
“เข้ามาได้”
เมื่อเปิดประตูเข้าไปนายพลว่านกำลังยื่นอยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ในมือถือแก้วไวน์จิบอย่างใจเย็น และมีนายทหารระดับนายพลอีกคนนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่โซฟาข้างๆ นั้น ส่วนทหารที่พาอาจูมาก็กลับออกไป
“สวัสดีค่ะพี่เสียง เอ้ย ท่านนายพล”หล่อนทักทายด้วยความสับสนในสถานะ
“อืม สวัสดี เป็ยังไงบ้างล่ะสบายดีเหรอ ฉันนึกว่าเธอตายไปแล้ว” เขาพูดโดยไม่มองหน้าอาจู
“ก็สบายตามสมควรค่ะยินดีกับพี่ด้วยนะคะ ที่ได้เป็ใหญ่เป็โตถึงนายพล”
“ขอบใจ ว่าแต่เธอทำอาชีพอะไรอยู่ที่ไหนล่ะตอนนี้”
“หนูนำเรือค้าขายสินค้าขึ้นล่องระหว่างอินเดียพม่า และก็ชวาค่ะพี่เสียง”
“อืม น่าสนใจดีนี่ สนใจมาทำงานกับฉันไหมล่ะ”
“ทำงาน งานอะไรคะ”
“ก็ช่วยกองทัพจักรวรรดิไดเกียวของฉันขยายดินแดนแถบเอเชียบูรพาไปให้กว้างไกลที่สุดยังไงล่ะเมื่อใดที่ไดเกียวเป็เ้าโลก เมื่อนั้นพวกเราก็จะได้เสพสุขกับลาภยศอย่างไม่จบสิ้น”
“ให้น้องยอมเป็ทาสของต่างชาติมาครอบงำบ้านเมืองของญาติพี่น้องเราน้องทำไม่ได้หรอกค่ะ มันขัดต่อจิตสำนึกของน้อง”
“คนเรามันต้องรู้จักดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดจะกินอุดมการณ์แล้วมันอิ่มมั๊ย เวลาเราตกยากไม่มีกิน มีใครมันมาดูดำดูดีเราบ้าง”
“น้องขออดอย่างเสือแต่ไม่ยอมอิ่มอย่างหมาหรอกค่ะ”
“เอ๊ะ อีนี่ หยิ่งจองหองไม่เข้าเื่ระวังจะตายไม่ดีเหมือนจางเต๋อเหวิน พี่ชายของแก มันวอนหาเื่ฉันก่อนเลยจำเป็ต้องเก็บ”
เมื่อนายพลว่านเอ่ยชื่อจางเต๋อเหวิน นายพลที่นั่งข้างๆ ก็วางหนังสือพิมพ์ลงก่อนจะเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
ฝ่ายจางไห่จูฟังคำพูดของว่านเสียงจื่อแล้วยังไม่เข้าใจจึงถามย้ำ
“เมื่อกี้ว่าอะไรนะคะ พี่ชายหนูทำอะไรใครเก็บใคร”
“มันสอดรู้สอดเห็นฉันดีนัก ไปเจอตอนฉันประชุมไดเกียวที่โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษเพื่อรักษาความลับจึงจำเป็ต้องฆ่ามัน ด้วยการใช้ไซยาไนด์ผสมน้ำให้มันดื่ม”
“ไม่จริง พี่ล้อเล่นใช่มั๊ยคะพี่จะฆ่าพี่ชายหนูไปทำไม” อาจูไม่อยากเชื่อหูตัวเอง ความคิดหล่อนสับสนไปหมด
“มันเป็ความจริง”เสียงของนายพลที่นั่งข้าง ๆ เอ่ยขึ้น ก่อนที่เขาจะกล่าวต่อไปว่า
“เธอเป็น้องสาวของเต๋อเหวินเหรอฉันชื่ออากวง เป็เพื่อนกับพี่ชายของเธอ วันนั้นเราสองคนนั่งรถไปทำธุระกัน ขากลับผ่านมาแถวโรงเรียนสอนภาษาเห็นอาเสียงเดินเข้าไป พี่ชายเธอก็เลยจอดรถ แล้วบอกว่าอยากจะเข้าไปดูว่าอาเสียงเรียนภาษาอังกฤษเป็ยังไงบ้างเด็กคนนี้ขยันดี พอเข้าไปนาน ฉันเลยเดินตามไปแอบดู เห็นเต๋อเหวินนอนแน่นิ่งตรงทางเดินแล้วอาเสียงก็พาคนช่วยกันหามร่างพี่ชายเธอไปทิ้งชายทะเล แล้วทิ้งจดหมายลงชื่อหวังเกาเพื่อให้เธอเข้าใจผิดไงล่ะ”
จางไห่จูเข่าอ่อน แทบจะยืนไม่ได้ต้องจับพนักเก้าอี้ข้างกายไว้กันล้ม ไม่อยากเชื่อว่าคนที่เธอเคยรักที่สุดจะทำเื่โหดร้ายเช่นนั้นจริง
“หลังจากนั้น เพื่อจะสืบหาความจริง ฉันก็ติดตามสืบข่าวของอาเสียงแล้วแฝงตัวเข้าไปสมัครเป็ทหารของไดเกียว ไต่เต้าจนได้มาเป็ตำแหน่งนายพลเหมือนกันหาโอกาสแก้แค้นให้อาเต๋อนี่ไงล่ะฉันเสียใจกับเธอด้วยนะ เท่าที่ฉันรู้ก็มีแค่นี้แหละ"อากวงเล่าก่อนจะตบไหล่อาจูเบา ๆ
"มันมีเื่ที่แกยังไม่รู้อีกนะ ไหนๆ ก็จะโยนแกไปให้ฉลามกินแล้ว โทษฐานที่ไม่ยอมร่วมมือกับฉัน ไอ้หวังเกามันไม่ได้ฆ่าพี่ชายแกหรอกและคนที่ฆ่าไอ้เกาก็คือฉันเอง ฮ่าฮ่าฮ่า งงละสิ” ว่านเสียงจื่อยืนเท้าสะเอวกล่าวอย่างเย้ยหยันน้ำเสียงก็เปลี่ยนไปเหมือนชายที่เลียนเสียงหญิง
จางไห่จูเริ่มมีน้ำตาไหลเอ่อสองเบ้าตานั่งนิ่งฟังอาเสียงเล่าต่อ
“มีดปอกผลไม้ที่ปักอกไอ้เกาฉันก็เอาไปจากบ้านของแกน่ะแหละ เพื่อจะฆ่าไอ้เสี่ยนั่นแล้วป้ายความผิดให้แก ฉันถึงวางแผนช่วยแกออกจากห้องขังโรงพักก็หวังจะให้แกโดนตำรวจวิสามัญฆาตกรรม แต่แม่แกดันทะลึ่งมาตายแทนแกซะก่อน”
“ไม่จริงทำไมพี่ต้องทำกับหนูถึงเพียงนี้” อาจูยกมือสองข้างกุมศีรษะตัวเอง
“ทำไมน่ะเหรอ ก็แกมาแย่งผัวชั้นใช่แล้ว ไอ้หวังเกานั่นแหละ มันแอบมีอะไรกับชั้นั้แ่อายุ 12หลอกให้ฉันไปกินขนมที่บ้านมันเวลาว่างจากเล่นงิ้ว พอมันมาเจอแก มันก็ทิ้งฉันไปหลงไปตามตื๊อแก ปรนเปรอแก เวลาเจอชั้นก็ทำเป็ไม่รู้จัก ฉันแค้นใจนัก ถึงวางแผนฆ่าพวกแกให้ตายหมดทั้งครอบครัวพร้อมกับฆ่าไอ้หวังเกาด้วย ฉันถึงพาแกไปใส่เรือหวังจะให้ลอยไปจมทะเลตาย แต่แกมันดวงแข็งเสือกไม่ตาย อ้อ เดี๋ยวไม่กี่อึดใจแกก็ต้องไปเป็ผีเฝ้าทะเลแล้ว อีนังมารหัวใจเตรียมตัวตายซะ”
นางโจรสาวหัวเราะเหมือนบ้าคลั่ง ว่านเสียงจื่อจึงว่า
"เป็บ้าอะไร มีสิ่งใดน่าหัวเราะ"
" ฮ่าฮ่า ก็ข้าขำ ที่แกต้องมาตายเหมือนหมูเหมือนหมาน่ะสิ"
อาจูลุกขึ้นยืน ก่อนจะค่อย ๆ เดินเข้าหาว่านเสียงจื่อ
“แกทำลายครอบครัวฉัน ทั้งที่เขาเมตตาเอาแกมาชุบเลี้ยงั้แ่แบเบาะไอ้เด็กกำพร้าอย่างแกมันเลี้ยงไม่เชื่อง แล้วยังไปฆ่าหวังเกา ถึงฉันไม่รักเขาแต่เขาก็รักฉันอย่างจริงใจ
แกทำลายความรักของฉัน ที่เคยมอบหัวใจให้แกคนเดียวชีวิตฉันต้องพังทลายเพราะแก อยู่ไปก็รกโลก ไปตายซะ”
แล้วจางไห่จูก็ซัดพลังฝ่ามือใส่อดีตคนเคยรักจนร่างลอยไปกระแทกกำแพงคุกกระอักเืออกมา ขณะที่กำลังร่อแร่อยู่นั้น ราชินีโจรสลัด ก็สะบัดมืออีกครั้ง คราวนี้นายพลไดเกียวร่างะเิมันสมอง ชิ้นเนื้อ เศษกระดูก และเืสด ๆ กระจายเกลื่อนห้อง กลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่ว
ขณะนั้น นายพลอากวงยืนขาสั่นด้วยความกลัวจางไห่จูหันไปมองแล้วสะบัดมือครั้งหนึ่ง เขาก็ล้มลงเพราะขาหักข้างหนึ่งแล้วร้องโอ้ยเอามือกุมขาด้วยความเ็ป
“นี่เป็การลงโทษที่แกปิดบังฉันมากว่าสิบปีถ้าแกบอกฉันก่อน แม่ก็คงไม่ตาย ฉันไม่ฆ่าแกก็บุญแล้ว ไปให้พ้น”
แล้วอาจูก็ร้องไห้โฮออกมาพร้อมกับซัดฝ่ามือใส่ผนังห้องนั้นจนพังทลายเป็แถบ ๆ เพราะเสียใจที่ตัวเองหลงรักคนผิดชีวิตต้องพังทลายเพราะคนเลวผู้นี้ หล่อนกรีดร้องเป็ครั้งสุดท้ายราวกับจะให้ฟ้าสะดุ้งดินะเื
นายพลกวงกระเสือกกระสนเดินออกไปแล้วชักมีดออกมาคว้านท้องตนเองเพื่อหนีอาญาของกองทัพฐานแพ้ศัตรูซึ่งน่ากลัวยิ่งกว่าตายด้วยน้ำมือจางไห่จูเสียอีก บรรดาทหารไดเกียวเห็นดังนั้นบางส่วนก็พยายามจะเข้าจับกุมนางโจรมุกทะเลแต่โดนนางซัดกระบอกไม้ไผ่ที่ตัดด้วยพลังฝ่ามือเป็ปากฉลามพุ่งไปเสียบร่างทหารเ่าั้ทหารที่เหลือก็คว้านท้องตนตายตามนายพลกวงไปบ้างหนีทัพลงเรือไปอยู่เมืองอื่นบ้างจนหมดทั้งเกาะ
เมื่อได้สติ จางไห่จูก็วิ่งไปเปิดประตูห้องขังทุกห้องปล่อยเชลยทุกคนให้ได้รับอิสรภาพ แล้ววิ่งออกไปยืนรอเรือมารับที่ชายหาด
อาเฉินและบังเลาะนำกองเรือสองร้อยลำมาจากหมู่เกาะหัวกระโหลกถึงค่ายเชลยของไดเกียว
“พาลูกเรือของเรากลับหมู่เกาะและพาเชลยอื่น ๆไปส่งยังฝั่งบ้านเมืองของเขานะ” จางไห่จูสั่งลูกน้อง ท่ามกลางเสียงขอบคุณดังมาจากเหล่าเชลยที่ได้รับการปลดปล่อย
จากนั้นนางโจรมุกทะเลก็เป่านกหวีดเรียกกองทัพครุฑมาทิ้งะเิใส่ค่ายกักกันแห่งนั้นจนพินาศกลายเป็เกาะร้างมาจนทุกวันนี้
คืนนั้น จางไห่จูฝันไปว่า
ตนเองได้ไปเข้าเฝ้าองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ ผู้ปกครองสรวง์
ทรงรับสั่งว่า
"จางไห่จู บัดนี้วิบากกรรมที่เ้าได้รับในโลกมนุษย์ใกล้จะหมดสิ้นแล้วเราจะบอกอดีตกรรมแต่ปางก่อนให้เ้าได้รับรู้
ชาติก่อนเ้าเคยเป็ขุนพลหญิงบน์ นามว่าชิงหลิวหนฺวี่เจี้ยง ( 清流女將 เช็งลิ้วหนึงเจี่ยง )มีหน้าที่ดูแลแม่น้ำอมฤตบนเทวโลก
ส่วนฮาซันนั้นเคยเป็แม่ทัพดูแลประตู์ตะวันตก
แต่ว่าเ้าทั้งสองละทิ้งหน้าที่แอบไปเสพสุขพลอดรักกันในแผ่นดินมนุษย์ ข้าจึงสาปพวกเ้าให้ลงมาชดใช้กรรมตามที่เ้าประสบนั่นแหละ
สิ่งที่เ้าได้รับมาก็สาสมแล้วต่อไปข้ามีภารกิจจะให้เ้าได้กระทำ เพื่อสะสมบุญบารมีในการกลับคืนสู่์ ดังนี้
เนื่องจากในปัจจุบันมีอดีตปีศาจเสือและปีศาจควาย ลงไปเกิดเป็มนุษย์สองคนคือพันเอกสดมภ์และนักธุรกิจชื่อมหันต์มันสองคนกำลังสั่งสมอำนาจทางการเมืองในประเทศโซวันน่า และจะกุมอำนาจของกษัตริย์ในเมืองนั้นทั้งหมดในอนาคตประชาราษฏร์จะได้รับทุกขเวทนาทั่วแผ่นดิน
เราจึงส่งเทพสององค์ลงไปเตรียมปราบมารสองตนนั้น
องค์แรกคือ เทพเสวียนเทียนซ่างตี้ (玄天上帝 หรือตั่วเหล่าเอี้ยคนไทยรู้จักในนามเ้าพ่อเสือ) อวตารลงไปเกิดเป็ไมตรี ลูกพระยากำแหงหาญผู้ที่กำลังกุมอำนาจเหนือพระเ้าหมื่นฟ้าปาดีในขณะนี้
องค์ที่สองคือ เ้าแม่จิ่วเทียนเสวียนหนวี่ (九天玄女 กิ่วเทียงเหี่ยงนึ่ง)เทพนารีบน์ชั้นสูงสุด อวตารลงไปเกิดเป็โสมสุดา ลูกสาวของหมอหลงร้อยเอกขุนพิทักษ์ทวยหาญ
เ้าจะต้องร่วมมือกับทั้งสองคนนี้เพื่อช่วยกอบกู้ราชบัลลังก์ให้เ้าค้ำฟ้ากระยาหงัน าาแห่งโซวันน่า โค่นอำนาจของจอมพลสดมภ์และมหันต์จนกว่าบ้านเมืองจะสงบสุข
ข้าประทานดาบวิเศษนี้ไว้ให้เ้าติดตัว
เอาล่ะ ข้ามีบัญชาต่อเ้าเพียงนี้แหละ”
เมื่อสิ้นรับสั่งขององค์เง็กเซียนจางไห่จูก็ใตื่นขึ้น
“นี่เราฝันอะไรไปเนี่ย แต่ทำไมเหมือนจริงนัก”
เมื่อมองดูข้างกายก็พบดาบวิเศษเหมือนที่เง็กเซียนประทานให้ในฝัน จึงได้เชื่อว่าเป็เื่จริง
หลังจากนั้น ขุนโจรมุกทะเลก็ออกตามล่าพวกเศรษฐีนายทุนหน้าเื พวกข้าราชการนายทหารที่ทุจริตคอรัปชั่นไม่ว่าเรือขนส่งหรือคลังสินค้าของคนเหล่านี้นางก็จะไปปล้นแล้วเอาทรัพย์สินที่ได้ไปแจกจ่ายให้คนยากจนทางการจึงออกประกาศตั้งเงินรางวัลนำจับในฐานอาชญากรสำคัญ ที่คนชั่วล้วนหวาดกลัว
จนกระทั่งวันหนึ่งในทะเลอันดามัน
เรือสินค้าติดธงสัญชาติจีนแล่นผ่านเข้าไปในเขตของโจรมุกทะเลก็ปรากฏเรือเร็วสิบกว่าลำแล่นโอบล้อมเข้ามาเทียบเรือสินค้าแล้วสมุนโจรก็ปีนป่ายอย่างชำนาญขึ้นเรือสินค้าพร้อมกับตัวหัวหน้าที่สวมหน้ากากงิ้วเหาะขึ้นไปควบคุมการปล้นในขณะที่คนบนเรือเข้าทำการต่อสู้ป้องกันบางส่วนก็ตัดเชือกโยงถังะเิใต้น้ำให้ลอยขึ้นรอบ ๆ เรือเล็กบางส่วนก็สาดะุใส่ถังให้ะเิเสียงดังสนั่นรอบ ๆ เรือสินค้าพาให้น้ำทะเลสาดกระจายเป็ฟองฝอย
ไมตรีนายทหารเรือหนุ่มที่แฝงตัวเป็พ่อค้าเข้าต่อกรกับหัวหน้าโจรด้วยปืน จนะุหมดจึงฟาดฟันกันด้วยดาบต่างก็มีเพลงอาวุธไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันฝ่ายมุกทะเลฟันเข้าหมายตัดคอไมตรีนาวีหนุ่มเลี่ยงหลบและตวัดดาบขึ้นทางท้ายทอยโจรสลัดปลายดาบไปสะกิดเอาเชือกรัดหน้ากากหลุดออก เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของขุนโจรจางไห่จู
“เป็ผู้หญิงหรือนี่...”ไมตรีชะงักเพราะไม่คาดว่ากำลังประมือกับอิสตรี
หญิงสาวในวัยราว 27ร่างเล็กบอบบาง ผมที่สยายยาวจากที่เคยรวบไว้ประดับใบหน้าที่สวยคมคายทำให้ไมตรีลืมภารกิจไปชั่วขณะ เปิดช่องให้โจรสาวแทงสวนเข้าที่หัวไหล่ดังฉึก ! [1]
“หลังจากนั้นฉันก็ช่วยเหลือไมตรีกับโสมสุดาในการต่อสู้กับจอมพลสดมภ์และมหันต์จนสามารถกอบกู้ราชบัลลังก์คืนแก่เ้าค้ำฟ้าได้สำเร็จกำลังจะเข้ารับพระราชทานบรรดาศักดิ์จากพระองค์ในวันพรุ่งนี้แหละหลินไปร่วมพิธีกับฉันนะ”
“ยินดีค่ะ”
ณพระราชวังอกานันดอ กรุงเจมทาวน์ ประเทศโซวันน่า
จางไห่จู ในชุดรายอสีแดงเืนก [2] คลุมผ้าฮิญาบสีเดียวกันประดับดอกไม้ทองคำดูงามสง่า ยืนต่อหน้าบัลลังก์องค์าาธิบดีพระเ้าค้ำฟ้ากระยาหงันแห่งราชอาณาจักรโซวันน่า
เ้าพนักงานอ่านรายงานถวายทรงทราบ
“จางไห่จูได้สร้างคุณงามความดีช่วยปราบกองกำลังของจอมพลสดมภ์และมหันต์ จนสามารถกู้ราชบัลลังก์คืนสู่เบื้องพระยุคลบาทได้มีความดีความชอบ สมควรอวยยศเป็ท้าวสมุทรนารี ศรีอันดามันมีหน้าที่ดูแลความสงบในน่านน้ำอันดามันทั้งหมด
จางไห่จู รับพระราชทานตราตั้ง ณบัดนี้”
เมื่อเ้าพนักงานอ่านรายงานจบ อดีตขุนโจรมุกทะเลก็ถอนสายบัวถวายบังคม ก่อนจะก้าวเท้าอย่างงามสง่าเข้าไปเอางานรับตราตั้งจากพระหัตถ์องค์เหนือหัวท่ามกลางเสียงปรบมือของผู้มีเกียรติในงานเต็มท้องพระโรงแห่งนั้น
บั้นปลายชีวิต จางไห่จูก็เลิกอาชีพโจรสลัดรับสาวหลินเป็บุตรบุญธรรม แล้วมอบกิจการเดินเรือให้เป็มรดก ส่วนตนเองก็เปลี่ยนอาชีพไปเป็เ้ามือหวยใต้ดินที่หาดใหญ่กิจการก้าวหน้าร่ำรวยจนได้สร้างโรงแรม ห้างสรรพสินค้า ตึกแถวให้เช่า หอพักอพาร์ทเมนต์ ปั๊มน้ำมัน
ต่อมาก็ได้ไปช่วยพวกสายลับเทพ์ต่อสู้กับกามันดาเมื่ออายุ60 ปี
ก่อนจะวางมือจากกิจการทุกอย่างไปใช้ชีวิตอย่างสงบที่หาดสน เมืองสงขลาเมื่ออายุ80 ปี
ครั้นเมื่อค.ศ.2012 (พ.ศ.2555 ) ก็กลับคืนสู่์ในวัย 108ปี ร่างของเธอถูกฝังไว้ในสุสานจีนที่หาดสน ทิ้งไว้เพียงตำนานให้เล่าขานของ
จางไห่จู มุกทะเลราชินีโจรสลัด
จบบริบูรณ์
แต่งจบเื่เมื่อ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2567
[1] อ่านเื่ราวของจางไห่จูเพิ่มเติมใน
ยอดรักเืฏหรือตำนานบุหรงลายัง
ในตอน เงาทมิฬถึงตอนศึกอันดามัน
และสายลับเทพ์ตอนอวสาน
[2] ชุดรายอ คือ ชุดเดรสเสื้อคลุมยาวถึงเท้า แขนเสื้อยาวอาจจะสวมทับกางเกงหรือกระโปรงอีกชั้นหนึ่ง ผู้หญิงมุสลิมนิยมสวมในงานฮารีรายอทั้งวันอีดเล็กหรืออีดิลฟิฏร์คือวันละศีลอดและวันอีดใหญ่หรือ อีดิลอัฏฮาร์ คือวันรำลึกที่อิบรอฮิม( อับราฮัม )จะสังเวยชีวิตลูกชายของตนแก่อัลลอฮ์ แต่อัลลอฮ์ทรงห้ามไว้ก่อนแล้วให้เปลี่ยนไปฆ่าแกะสังเวยแทน