บทที่ 25
สัมภาษณ์คุเรไน
หวังจื้อถูกทางการของอี้เหิงพาตัวไปหลังเรียกหมอมาทำแผลและทุกอย่างสงบเรียบร้อย ฉันรับ่ดูแลคุเรไนต่อในขณะที่ซูเหลียงดูแลเหล่าผู้ติดตามชาวโทโคโยะที่าเ็จากการต่อสู้
ฉันอยู่ในห้องของคุเรไนหนิงหลงเข้ามานั่งด้วย
“ทางการซิงกวนเก็บเงียบเป็แน่”หนิงหลงจับผ้าพันแผลที่แขนตนเอง ชายหนุ่มมีแผลหลายแห่งแต่ไม่หนักหนา
“ข้าเองก็ไม่อยากให้เหตุการณ์นี้แพร่งพรายไปถึงโทโคโยะไม่เช่นนั้นสิ่งที่ข้าทำมาอาจสูญเปล่า” คนเจ็บถอนหายใจฉันสังเกตว่าผมเขากลับไปเป็สีดำเหมือนเดิมแล้ว “หวังจื้อผู้นั้นมีฝีมือมากทีเดียวคาดไม่ถึงว่าข้าจะโดนหักหลังเช่นนี้...”
“ที่ข้าเป็ห่วงยิ่งกว่าคือ ยังมีพรรคพวกอีกกี่คนที่หมายเอาชีวิตเ้าอยู่”หนิงหลงกัดฟัน “ข้าต้องเดินทางไปพบพี่ชายที่เทียนซู สืบเื่ให้กระจ่าง”
“ช้าก่อน เ้าคิดดีแล้วรึ?เราไม่รู้เลยว่าพรรคพวกของมันฝังรากในราชสำนักเพียงไร เ้าอาจตกอยู่ในอันตราย”
“แล้วจะให้ข้าทนดูเ้าถูกหมายหัวจนเดินทางถึงท่าเรือเลยรึ?”
คุเรไนเงียบไป
“อย่างไรก็ดี ข้าจะไปเทียนซูต้องไปเตือนพี่ชาย เกรงว่าหากส่งทางจดหมายอาจโดนดักระหว่างทาง” หนิงหลงลุกขึ้นยืน“ข้าจะไปหลังสามารถรับประกันความปลอดภัยของเ้าได้”
“ข้าจะไปด้วย” คุเรไนกล่าว“ข้าเองไม่คิดจะกลับโทโคโยะจนกว่าจะกระจ่างว่าผู้ใดกันแน่ที่้าให้ข้าตาย”คนเจ็บหัวเราะ “และนั่นหมายความว่าเ้ามีเป้าล่อนักฆ่าอย่างข้าติดตัวไปด้วยนอกจากจะสบายใจว่าข้าจะได้ตายใกล้ๆ เ้าจะยังได้รับอานิสงส์เหมือนเมื่อวันก่อนอีก”
หนิงหลงหลุดยิ้ม
“เช่นนั้นก็ดี เราตายด้วยกัน”
“ตายไม่ได้นะคะ” เสียงคลี่พัดแบบดุดันแทรกกลางบทสนทนาทั้งที่ฉันรู้ว่าทั้งคู่แค่พูดจาหยอกล้อกันเล่นแต่มือฉันสั่นจนพัดที่ถืออยู่พลอยสั่นไปด้วย
ทั้งสองเปลี่ยนสีหน้า
“...ข้าไม่คิดตาย วางใจเถอะ”หนิงหลงพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ใช่ ข้ายังมีอะไรต้องทำอีกมากมาย” คุเรไนยิ้มกว้าง“เป็อันว่าข้าขอยืมตัวเรียวของท่านไปเทียนซูหน่อยนะแม่นาง”
“ข้าจะไปด้วย” ฉันส่ายหน้าพลางเขียนไปด้วย
“...?!” ทั้งสองมองฉันตาโต ฉันหุบพัดเพื่อลบอักษรก่อนจะเขียนต่อ
“ข้าอยากเห็นโลกมากกว่านี้และอีกอย่าง ฝ่ายนั้นเห็นข้าแล้ว อาจพยายามจับข้าเป็ตัวประกัน”
“อา...และเห็นแล้วด้วยว่าข้าทำท่าทางสนิทสนมกับแม่นางเพียงแต่ข้าไม่คิดว่านั่นเป็เื่ที่ท่านต้องกังวลท่านอยู่ห่างจากข้าในบ้านหลังนี้จะปลอดภัยยิ่งกว่า” คุเรไนชี้แจง “ศัตรูตามมาที่บ้านเพียงเพราะข้ามาหลบที่นี่”
อันที่จริง... ฉันอยากไปกับหนิงหลงไม่ใช่เพราะฉันไม่เชื่อใจว่าซูเหลียงจะดูแลฉันไม่ได้...แต่ฉันว่าหนิงหลงมีคำตอบที่ฉันอยากรู้ และเขาเอง้าบอกอะไรกับฉัน
ถ้าเดินทางด้วยกันโอกาสบ่ายเบี่ยงจะน้อยลง
คุเรไนบอกว่าหนิงหลงจะไม่เป็ฝ่ายรุกก่อนเพราะฉะนั้นถ้าฉันอยากได้คำตอบ ฉันต้องหาเอาจากเขา
“ข้ารู้สึกปลอดภัยมากกว่าหากได้อยู่กับท่านหนิงหลงค่ะ”
มันเป็ความรู้สึกจากใจจริงของฉันและความจริงนี่แหละจะได้ผล
“...เ้า”หนิงหลงพูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง เขาอ้าปาก แล้วก็หุบปาก จากนั้นถอนหายใจยาว “ย่อมได้ ถ้าเ้ายืนกรานข้าจะพาเ้าไปด้วย”
คุเรไนยิ้มกริ่ม ยักคิ้วให้ฉันส่วนฉันเบือนหน้าหลบเพราะเขิน
“ข้าไม่ได้พูดแค่เพื่อให้ได้ไปเทียนซูค่ะข้าคิดอย่างนั้นจริง” ฉันรีบแก้ตัว
“ข้า...ข้าเข้าใจ” หนิงหลงกระแอม “ข้า...จะไปเตรียมตัวถ้าเ้า้าอะไรก็มาหาได้”
ชายหนุ่มลุกขึ้นหมุนตัวจากไปฉันรินน้ำยื่นให้คุเรไน คนเจ็บรับไปดื่มก่อนระบายลมหายใจด้วยรอยยิ้มกว้าง
“อา... เห็นเรียวแสดงท่าทางเคอะเขินทำตัวไม่ถูกช่างบันเทิงจริงๆ” เขาพูดแบบไม่เกรงใจเพื่อน “ความจริงข้าไม่ได้าเ็ขนาดนั้นแม่นางไม่ต้องปรนนิบัติข้าก็ได้” พูดจบ เขาลุกขึ้นแสดงให้เห็นชัดๆว่าไม่เป็ไรจริง
“แต่อย่าขยับตัวมากนักดีกว่าค่ะ” ฉันเขียน
“แม่นางช่างเอาใจใส่เหลือเกินข้าไม่คิดจะวิ่งเล่นที่ใดหรอก จะอยู่ในโอวาทอย่างดี ว่าแต่... เรียวไปเสียแล้วแม่นางจะช่วยอยู่สนทนาเป็เพื่อนข้าจะได้หรือไม่?”
ฉันนั่งลงข้างเตียงคุเรไนนั่งพิงหัวเตียงและวางถ้วยน้ำที่ดื่มหมดแล้วบนโต๊ะด้านข้าง
“ข้าเป็คนขอฉะนั้นให้เกียรติแม่นางเลือกหัวข้อสนทนา”
ฉันตัดสินใจถามคำถามที่คาใจมานาน
“ทำไมบางคนเรียกคุเรไนว่าโสวหงคะ?”
“อ้อ เื่นั้นเอง” คุเรไนยื่นมือมา“ข้าขอยืมพัดสักครู่ได้หรือไม่?”
ฉันยื่นให้เขาแต่โดยดีชายหนุ่มรับไปพลิกไปมา
“ถูกน้ำแล้วไม่มีรอยเปื่อยยุ่ยนับว่าเป็พัดที่ทนทานดี ชวนให้นึกถึงร่มกระดาษ” จากนั้นเขามองพู่กัน“พู่กันเองก็ดี ฮะๆ ข้าเห็นเรียวอยากได้มากจึงไม่มีเวลาได้ชื่นชมพัดหรือพู่กันเลยหวังว่าแม่นางจะไม่ถือสา ทีนี้เื่ที่ถามมา...”
คุเรไนเขียนชื่อตัวเองด้วยอักษรดั้งเดิมมันดูคล้ายภาษาจีนแต่ไม่ใช่เสียทีเดียว ชื่อของเขาประกอบด้วยตัวอักษรสามตัวชายหนุ่มเขียนเรียงเป็แนวดิ่งดูเหมือนคัมภีร์ของจีนโบราณลายมือสละสลวยราวกับปรมาจารย์การเขียนด้วยพู่กัน
“ชื่อภาษาโทโคโยะของข้าเขียนด้วยอักษรสามตัวนี้คือ ‘คามิ’ แปลว่าปกป้อง ‘อาซึมะ’แปลว่าตะวันออก และ ‘คุเรไน’แปลว่าสีแดงเข้ม” เขาขยับไปด้านข้างและเขียนอักษรอีกสองตัว ตัวแรกตรงกับตัว ‘คามิ’ ตัวที่สองตรงกับ ‘คุเรไน’ รูปแบบอักษรคล้ายคลึงกันมากแต่มีขีดต่างกันเป็บางจุด“ตัวแรกนี้มีความหมายตรงกับคำว่า ‘คามิ’ ในนามสกุลข้า เพียงแต่ฝั่งซิงกวนจะออกเสียงเป็ ‘โสว’ และเขียนต่างกันเล็กน้อย ส่วนชื่อข้าในภาษาซิงจะออกเสียงว่า ‘หง’ ก็เลยกลายเป็โสวหงข้าตัดอักษรตัวหนึ่งจากนามสกุลข้าเพราะชอบโดนเข้าใจผิดว่าแซ่โสวนามตงหง”
พูดจบ เขารวบพัดและส่งคืนให้
“เวลาแนะนำตัวเลยแนะนำว่าชื่ออาหง?”
“คำว่าอาเอาไว้สำหรับเรียกแบบสนิทสนมข้าคิดว่าน่ารักดี แต่เวลางานข้าจะให้ทุกคนเรียกโสวหงไม่อย่างนั้นเสียภาพลักษณ์แย่” พูดจบก็หัวเราะร่วน “โอ๊ย ข้าเพิ่งนึกได้ชื่อของเรียวถ้าแปลเป็ภาษาข้าก็ประมาณ... คะโชเรียว? ดอกไม้ัสงบ ฮะๆ!”
ปกติคนเขาไม่มานั่งแปลชื่อเพื่อนแล้วหัวเราะกันแบบนี้หรอกนะ...ฉันได้แต่ยิ้มแห้ง
“ทั้งสองคนเป็เพื่อนกันมานานสินะคะในสายตาท่านคุเรไน เขาเป็คนยังไงเหรอคะ” ฉันพยายามเบี่ยงประเด็นเพราะมีความรู้สึกว่าถ้ายังอยู่ในประเด็นนี้ต่อไปชายหนุ่มต้องเริ่มเผาเพื่อนตัวเองจนวอดวายแน่นอน
“เรียวเหรอ...เรียกจริงจังจนน่าสงสารยังได้ แต่มันไม่ใช่คนไม่ดี” ในที่สุด ชายหนุ่มก็หยุดหัวเราะ“อย่างที่ท่านรู้ ข้ากับเรียวเจอกันที่โรงเรียนประจำในอนาตอเลยา...เป็โรงเรียนทหารสำหรับลูกคนมีชาติตระกูล แต่่นั้นข้าไม่ได้ออกไปสู้ที่ไหนอย่างมากมีแต่งเครื่องแบบไปช่วยถือของให้นายทหารชั้นผู้ใหญ่ในงานสังคมแต่ในขณะที่ข้าแอบหาวระหว่างยืนรอเฉยๆเรียวยืนนิ่งจนกลืนไปกับสิ่งของตกแต่งและเครื่องเรือนจ้องมองความเคลื่อนไหวทุกอย่างรอบตัวเขาอาจกำลังมองอยู่ว่ามีผู้ใดน่าสงสัยจะได้เตรียมรับมือเนิ่นๆแต่ทุกครั้งก็มีแต่งานสังคมน่าเบื่อหน่ายข้าไม่รู้ว่าตัวเองสนิทกับคนไร้เพื่อนเช่นเขาได้อย่างไร แต่ข้าดีใจที่พบเขา...หลังเรียนจบไป เราแยกกันคนละทาง เขาไปเป็ที่ปรึกษาให้แม่ทัพคนหนึ่งส่วนข้ามาเป็ทูต”