“ใช่แล้ว บ้านหลังนี้คือร้านอาหารของพวกเราสองคนเอง!!” คุณตาเกล ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ดูภาคภูมิใจ
“ถ้าอย่างนั้น ข้าวต้มเมื่อครู่ ก็เป็อาหารที่ทางร้านขายเหรอครับ” เชฟไลท์ไม่ได้ตั้งใจที่จะละลาบละล้วง เขาเพียงแค่อยากรู้ว่าข้าวต้มที่เขาได้กินไปเมื่อครู่ที่ผ่านมา นั้นเป็อาหารของเขา
หากเป็อาหารที่ขายในร้านอาหารแห่งนี้จริงๆ ร้านอาหารแห่งนี้ก็คงลำบากแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความพึงพอใจของลูกค้า ไม่มีทางเลยที่อาหารรสชาติเมื่อครู่นี้จะถูกใจลูกค้าได้อย่างแน่นอน
“ก็ใช่นะสิ...ฉันปรุงสุดฝีมือเลยนะ อร่อยมากใช่ไหมล่ะ ขนาดยายเฒ่ายังกินไปตั้งสองถ้วยแนะ!!” คำตอบของคุณตาเกลในครั้งนี้ มันดูมั่นอกมั่นใจมากกว่าตอนแรกเสียอีก
เพียงแค่ได้ฟัง ไลท์ ก็ถึงกับช็อกตาค้างไปเลยทีเดียว หากข้าวต้มชามนั้นคืออาหารที่ปรุงสุดฝีมือจริงๆ ถ้าเช่นนั้นลิ้นและต่อมรับรสของเขาคงต้องพังไปแล้วแน่ๆ
ไลท์ถึงกับเหงื่อแตกพลั่ก หน้าของเขาซีดราวกับไก่ที่ถูกต้ม การที่เชฟไม่สามารถรับรสอาหารได้ หากไม่เรียกว่าหายนะ จะให้เรียกว่าอะไร!!
‘ต่อมรับรสของฉันพังไปแล้ว จริงๆ เหรอ??!!’ ไลท์อยากที่จะร้องไห้ออกมา แต่ก่อนที่จะมันจะเลยเถิดไปมากกว่านี้
จู่ๆ ระบบที่นิ่งเงียบไปนาน ก็แสดงหน้าต่างจากระบบ เพื่อบ่งบอกถึงสถานะของร่างกายให้กับเชฟหนุ่มได้รับรู้
[แจ้งเตือนจากระบบ: อาการาเ็ของเ้าของร่างมีเพียงาแจากขาที่หักเท่านั้น ประสาทการรับรสของเ้าของร่างยังเป็ปกติดี...ย้ำ เป็ปกติดี!!]
หน้าต่างจากระบบเน้นย้ำถึงคำว่า ‘ปกติ’ ไลท์ที่กำลังหวาดวิตกกับหายนะ จึงค่อยๆ คลายใจลงไปเปลาะหนึ่ง
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังอยากที่จะพิสูจน์ต่อมรับรสของเขาด้วยตัวเองอยู่ดี ว่ามันปกติจริงๆ หรือไม่...หากมันปกติดีแล้วทำไม รสชาติของข้าวต้มชามนั้น ถึงได้มีรสชาติที่ย่ำแย่ได้ถึงเพียงนี้
ทั้งๆ ที่คุณตาเกลและคุณยายเฮลีย์ ก็ดูจะถูกอกถูกใจ ข้าวต้มชามนั้น...หรือว่าข้าวต้มจานนั้นถูกใส่อะไรแปลกปลอมลงไป??!!
[แจ้งเตือนจากระบบ: ข้าวต้มชามนั้น ไม่มีสิ่งใดที่ป่นเปื้อนหรือผิดปกติ!]
เป็อีกครั้งที่ดูเหมือนว่าระบบจะอ่านความคิดของไลท์ได้ มันได้ช่วยตอบคำถามที่เขาสงสัยโดยที่ตัวเขาไม่จำเป็ต้องเอ่ยปากพูดออกมาเลยด้วยซ้ำ
ซึ่งหลักการทำงานของระบบ จะใช้งานยังไง ดูเหมือนไลท์ คงต้องใช้เวลาในการศึกษามันให้กระจ่างมากขึ้นในภายหลัง
“พ่อหนุ่ม เออไม่สิ ชื่อไลท์สินะ...ว่าแต่ไลท์ไปทำอะไรอยู่ทีู่เาข้างๆ ป่าดาราฉายกันล่ะ ถึงได้รับาเ็จนตกเขามาแบบนี้” คุณยายได้เอ่ยทัก ถึงการที่ไลท์กลิ้งตกลงมาจากูเาที่เธอนั้นเรียกพื้นที่ดังกล่าวนี้ว่าป่าดาราฉาย
“ป่าดาราฉาย??!!” ไลท์ทวนคำด้วยความงุนงง เขาไม่เคยได้ยินถึงชื่อนี้มาก่อน และเขาเองก็ค่อนข้างมั่นใจด้วยว่า เมืองหลวงของประเทศไทยอย่างกรุงเทพมหานคร นั้นจะมีูเาอยู่ได้ยังไง หรือแม้แต่ชื่อของป่าที่ชื่อว่าดาราฉาย
หากเป็กรุงเทพฯจริงๆ คงไม่มีใครมาตั้งชื่อของป่ากันหรอก!!
และพอไลท์ได้มองสำรวจถึงลักษณะของคุณตาเกลและคุณยายเฮลีย์ ดีๆ แล้ว ไลท์ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ทั้งสองคนไม่ได้มีลักษณะหรือพื้นเพของคนเอเชียเลยแม้แต่น้อย
หากแต่ชายชราและหญิงชรา ดูจะมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับคนแถบยุโรปอยู่หลายส่วน ไม่ว่าจะเป็ดวงตาน้ำข้าว ิัมีกละที่เห็นเด่นชัด หรือจะเป็ผิวสีขาวที่แตกต่างจากคนเอเชียที่มีผิวสีน้ำผึ้งอย่างสิ้นเชิง
‘นี้เราถูกรถชน...จนข้ามประเทศมาเลยอย่างนั้นเหรอ?!’ ไลท์พูดเล่นๆ กับตัวเอง โดยที่ไม่รู้เลยว่า ความจริงแล้ว เขาไม่ได้ลอยหรือบินข้ามประเทศ…หากแต่เขาได้ทะลุมาอยู่อีกโลกหนึ่งต่างหาก
หรือพูดให้เข้าใจง่ายกว่านั้นก็คือเขาได้ทะลุมิติมาอยู่ต่างโลกนั่นเอง!!
ไลท์ได้สอบถามเื่ราวต่างๆ ที่เขาสงสัยอีกเพียงเล็กน้อย ทางด้านคุณตาเกลและคุณยายเฮลีย์ก็ขอตัวกลับลงไปดูแลร้านอาหารที่อยู่ด้านล่าง พร้อมกับปล่อยให้ชายหนุ่มได้อยู่ตามลำพังและพักผ่อนจากอาการาเ็ที่เริ่ม แผ่ซ่านความเจ็บออกมาแล้ว
และก่อนที่คุณตาและคุณยายจะกลับลงไป ทั้งสองก็ได้บอกเื่การรักษาขาที่หักให้กับไลท์ได้รับทราบอีกด้วย ว่าใน่เย็นของวันนี้ทั้งสองจะรีบช่วยหาคนมารักษาขาให้กับเขา
‘นี้เรามาอยู่ที่ไหนกันแน่?!’ ใช่แล้ว...ไลท์ได้รู้แล้วว่า ตัวเองนั้นได้มาอยู่อีกโลกหนึ่ง เพราะจากข้อมูลที่ได้ยินมาจากสองตายาย
โลกใบนี้มีชื่อเรียกว่า ‘Gloria!!’ เป็โลกที่มีทั้งมนุษย์ เอลฟ์ คนแคระ หรือแม้แต่เผ่าพันธุ์อสูรที่อาศัยอยู่รวมกัน
โลก Gloria แบ่งออกเป็ 5 เขตแดนใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้ อาณาจักร Lunatia , พันธมิตรแห่งแดนเหนือ Northwinterfort , จักรวรรดิัทมิฬ Black Dragoon Empire , ศาสนจักรแห่งแสง และ ดินแดนแห่งความตาย
โดยอาณาจักร Lunatia คือตำแหน่งที่ไลท์ได้ปรากฏตัวขึ้น อาณาจักรแห่งนี้ถูกปกครองโดยกษัตริย์ โจเซฟ เดอ ลูน่า หรือราชวงศ์ลูน่า
อาณาจักร Lunatia แห่งนี้ กินเขตแดนพื้นที่ตลอดแนวทิศตะวันออก ของโลกใบนี้ไปเกือบทั้งหมด ทั้งนี้ยังจัดว่าเป็อาณาจักรที่มีความเจริญเป็ลำดับต้นๆ ของโลกใบนี้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เป็อาณาจักรที่มีความเจริญเป็อันดับต้นๆ ส่งผลให้อาณาจักรแห่งนี้ มักจะถูกจักรวรรดิัทมิฬที่ปกครองพื้นที่ฝั่งทิศตะวันตก รุกล้ำเข้ามาเพื่อ่ชิงดินแดนทรัพยากรอยู่เป็ประจำ
หากแต่ว่าการ่ชิงดินแดนของจักรวรรดิัทมิฬที่ดูจะแข็งแกร่งในด้านการทหารเป็อย่างมาก ก็ยังไม่สามารถที่จะยึดครองอาณาจักร Lunatia ได้ตามอำเภอใจขนาดนั้น
เพราะทางด้านของอาณาจักร Lunatia นั้นมีพันธมิตรที่คอยช่วยเหลืออย่างอาณาจักร Winterfort ที่ผู้คนมักจะเรียกอาณาจักรแห่งนี้กันว่าพันธมิตรแห่งแดนเหนือ คอยช่วยเหลือและป้องกันหน้าด่านทางทิศเหนือให้กับอาณาจักร Lunatia อยู่นั่นเอง
อีกทั้งนอกเหนือจากพันธมิตรแดนเหนือแล้ว การเข้ามามีอิทธิพลของศาสนจักรแห่งแสง ที่อ้างตนว่าเป็ ‘ผู้รับใช้ของพระเ้า’ ก็ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ก่อนจะเข้ามาแทรกแซงการปกครองของอาณาจักรทั้ง 3 ของมนุษย์ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยอาศัยความเชื่อของชาวบ้านมาช่วยขยายอำนาจให้กับตนเอง จนกลายเป็เขตแดนที่ตั้งต้นเป็ใหญ่เหนืออาณาจักรอื่นๆ ในปัจจุบัน
พร้อมทั้งยึดเขตแดนพื้นที่ทางตอนเหนือของทวีปแห่งนี้ไปในที่สุด โดยมีชาวบ้านจากพันธมิตรแห่งแดนเหนือที่ถูกครอบงำทางด้านศาสนา!
ส่วนทางด้านตอนใต้ของทวีป มีชื่อเรียกว่า ดินแดนแห่งความตาย มันคือที่อยู่อาศัยของเหล่าอสูรและุ์ ไม่ว่าจะเป็คนแคระ ออร์ค ก๊อบลิน หลากหลายเผ่าพันธุ์ได้ถูกผลักดันให้ถอยร่นไปรวมอยู่ในดินแดนแห่งความตายนี้
ส่วนทางด้านเหล่าอสูรที่ยังคงใช้ชีวิตอยู่ในเขตแดนร่วมกับมนุษย์ ก็ต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อน บางส่วนถูกจับให้กลายเป็ทาสแต่ก็มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วเหล่าอสูรจะถูกฆ่าเพื่อชิงผลึกิญญาที่สามารถนำมาแลกกับทางด้านศาสนจักรแห่งแสงเพื่อแปรเปลี่ยนมาเป็เหรียญทองมณีที่เป็ค่าเงินกลางของโลกใบนี้ไว้ใช้งานเสียมากกว่า
ด้วยเหตุนี้เอง ในดินแดนของมนุษย์จึงไม่ค่อยพบเห็นเหล่าอสูรหลงเหลืออยู่เลย!!
ไลท์ได้พยายามจดจำเื่ที่สองตายายได้เล่าให้ฟังเอาไว้ในใจให้ดีๆ เพราะนอกจาก 5 ดินแดนที่กล่าวมาแล้ว
ยังมีอีกหลากหลายดินแดนที่ไม่ถูกบอกเล่าถึงอย่างดินแดนมนตรา ดินแดนที่อยู่ของเอลฟ์ ที่ตั้งตัวเป็เอกเทศ ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับการปกครองของดินแดนต่างๆ หรือแม้กระทั่งเขตปกครองของคนนอกรีตที่อยู่เหนือขึ้นไปจากโลก Gloria ที่ทางด้านศาสนจักรแห่งแสง มองว่าเป็คนสกปรกและพร้ำสอนล้างสมองชาวบ้านไม่ให้คบค้าสมาคมกับผู้คนนอกรีตเหล่านี้อีกด้วย!
และจากคำบอกเล่าที่พูดถึงคนนอกรีต ทางด้านของไลท์ที่เป็คนต่างโลกและทะลุมิติเข้ามายังโลกใบนี้อย่างไม่รู้ต้นสายปลายเหตุว่าทำไม แต่จากสถานะนี้เองทำให้เขาไม่ต่างอะไรกับคนนอกรีต ที่อาจถูกศาสนจักรแห่งแสงเพ่งเล็งเอาได้
‘ระบบอยู่หรือเปล่า?! ระบบรู้อะไรเกี่ยวกับโลกใบนี้หรือไม่?!’ นี้เป็ครั้งแรกที่ไลท์ เป็คนเริ่มต้นการสนทนากับระบบ ภายใต้การสื่อสารผ่านจิตสำนึก
[ระบบมีชีวิตอยู่กับเ้าของร่างเสมอ!]
[ระบบไม่สามารถตอบคำถามของเ้าของร่างได้ เนื่องจากระดับของเ้าของร่าง ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะเข้าถึงข้อมูลในส่วนนี้ ดังนั้นระบบขอแนะนำว่าให้เ้าของร่าง เรียนรู้และััโลกใบนี้ด้วยตัวเองเสียก่อน!]
‘เฮ้อ...คำตอบไม่ได้ช่วยให้เข้าใจเลยสักนิด!’ ไลท์ลอบบ่นออกมา พร้อมกับปิดหน้าต่างของระบบลงเพื่อที่จะพักผ่อนร่างกายให้กลับมาฟื้นตัวแข็งแรงเร็วๆ
ชายหนุ่มนอนหลับไปนานกว่าหลายชั่วโมง ก่อนจะสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงของคุณตาและคุณยาย ที่กำลังมีปากเสียงทะเลาะกับลูกชายของตนเอง จนเสียงนั้นดังขึ้นมาถึงข้างบน
“เงินของพ่อกับแม่ ก็เป็เงินของผมเหมือนกัน...เพราะฉะนั้นส่งมันมาให้ผม!!”
“แต่มาร์คัส เงินนี้พ่อกับแม่ตั้งใจจะเอาไปจ้างนักบวชแห่งแสงมารักษาขาของไลท์ที่อยู่้านะ!”
“ไร้สาระ แค่ช่วยเหลือมันก็ดีแค่ไหนแล้ว...ส่งเงินมานี้ ผมจะเก็บเงินนี้เอาไว้ เพื่อเอาไปซื้อบ้านหลังใหม่ในหมู่บ้านดาราฉาย ไม่สิ...ชีวิตของผมกับเมียและลูก ต้องไปอยู่ในเมืองหลวงของอาณาจักร Lunatia เท่านั้น ส่งมานี้!!”
ไลท์ไม่รู้ว่าเกิดเื่อะไรขึ้นบ้างที่ด้านล่าง แต่ฟังจากเสียงข้าวของที่ดังโครมคราม ดูแล้วคงจะมีการกระทบกระทั่งกันไม่มากก็น้อย
ชายหนุ่มได้แต่ภาวนาอยู่ภายในใจขอให้ขาของเขาหายเร็วๆ เพราะไม่อยากเป็ภาระให้กับสองตายายและบ้านหลังนี้อีกแล้ว รวมไปถึงเขาจะได้ตอบแทนบุญคุณของทั้งสองคนที่ช่วยเหลือเขาไว้อีกด้วย!!
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy