เครื่องบินแตะรันเวย์ด้วยแรงสั่นะเืเบา ๆ เสียงประกาศในสนามบินดังแทรกขึ้นมา แต่เขาแทบไม่ได้สนใจฟัง ชายหนุ่มร่างสูงเกือบหนึ่งร้อยเก้าสิบเิเ รูปร่างได้สัดส่วนจากการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ใบหน้าโดดเด่นจนคนรอบข้างอดไม่ได้ที่จะเหลือบมอง แต่เ้าตัวกลับไม่สนใจแม้แต่น้อย
หกปีแล้วสินะ…
หกปีที่เขาใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างประเทศและไม่เคยคิดจะกลับมา
ชายหนุ่มลุกขึ้นจากที่นั่งชั้น First Class ด้วยใบหน้าเรียบเฉยราวกับรูปปั้นที่ไร้ความรู้สึก ถ้าไม่ใช่เพราะว่า ผู้ชายคนนั้น ป่วยและเป็คนขอร้องให้เขากลับมา เขาคงไม่มีวันกลับมาเหยียบที่นี่อีก…
“คุณศิลาเชิญทางนี้ครับ” เมื่อรับสัมภาระเสร็จ เสียงพ่อบ้านที่ไม่ได้เจอหน้ามาหลายปีก็ดังขึ้น
คนร่างสูงก้าวขึ้นรถลีมูซีนที่เพียงมองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็ของตระกูลไหน ประตูถูกปิดลงอย่างนุ่มนวล เสียงวุ่นวายภายนอกสงบลงทันที ชายหนุ่มเอนตัวพิงเบาะแล้วหลับตาลงช้า ๆ ราวกับ้าตัดขาดจากทุกอย่าง แต่กลับกันยิ่งเงียบภาพในหัวกลับยิ่งชัดเจนขึ้น
เหตุการณ์ที่เขาไม่อยากจดจำ ค่อย ๆ ไหลย้อนกลับมาราวกับมีคนกดเปิดสวิตช์…
เสียงของพ่อที่ดังขึ้นในวันนั้น…
“ไม่จริง! ไม่จริง!”
ชายหนุ่มในวัยยี่สิบปี ผู้ที่มีทั้งหน้าตาโดดเด่น การเรียนดี และความสามารถด้านกีฬาเป็เลิศ เขาใช้ชีวิตอย่างที่วัยรุ่นคนหนึ่งควรจะเป็ สดใส มีความสุขและไร้กังวล
ศิลา อัศวเวช ทายาทตระกูลธุรกิจพันล้านเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ชีวิตของเขาทั้งสมบูรณ์แบบและเพียบพร้อมไปด้วยฐานะ ครอบครัว และความรัก
มันสมบูรณ์แบบชนิดที่ว่าใครเห็นก็ต้องอิจฉา…
ระหว่างที่รอรับประทานอาหารเย็นกับพ่อและแม่ ผมนั่งเล่นเกมอยู่บนโซฟาอย่างอารมณ์ดี
“คุณศิลาคะ...” เสียงของป้าอ่อนดังขึ้น หญิงรูปร่างท้วมที่อยู่กับผมมาั้แ่เด็กจนตอนนี้เริ่มมีผมหงอกแซมให้เห็นตามกาลเวลา
“ว่าไงครับป้าอ่อน” ผมละสายตาจากหน้าจอหันไปยิ้มให้เธอ แต่ป้าอ่อนกลับไม่ยิ้มตอบ
“เอ่อ…คือว่า…” น้ำเสียงลังเลผิดปกติจนคนฟังเริ่มใจเสีย ปกติป้าอ่อนเป็คนพูดจาฉะฉาน
“มีอะไรก็พูดมาเถอะครับ” รอยยิ้มของผมค่อย ๆ จางลงทันที
“คุณศิลา…ทำใจดี ๆ ไว้นะคะ” หัวใจผมกระตุกวูบไปแต่ยังพยายามทำใจดีสู้เสือ
“ป้าอ่อนพูดแบบนี้…ผมใจคอไม่ดีนะครับคนสวย” ผมหันไปพูดไม่วายติดตลก
“คือว่า-”
“ไม่จริง! ไม่จริงง!” เสียงะโของเ้าสัวการันต์ที่มีศักดิ์เป็พ่อของผม ดังลั่นมาจากด้านนอก หัวใจผมหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
“มันเกิดขึ้นได้ยังไง!”
“มันเป็แบบนั้นได้ยังไง!” พ่อของผมอยู่ในสภาพแทบควบคุมตัวเองไม่ได้
เสียงโทรศัพท์เสียงะโโวยวายเสียงคนวิ่งวุ่นด้วยความรีบร้อน
ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วไปหมด…
“รถ! รีบไปเตรียมรถเดี๋ยวนี้!” พ่อะโอย่างบ้าคลั่ง
ผมนั่งอยู่ในรถ แม้ว่ายังไม่มีใครบอกอะไร แต่ผมก็รับรู้ได้ว่าไม่ใช่เื่ที่ดีแน่ ๆ
“ขับเร็ว ๆ กว่านี้ได้ไหมวะ!” เสียงพ่อสั่งอย่างร้อนรน
วันนี้แม่ต้องกลับบ้าน เวลานี้พวกเราสามคนพ่อแม่ลูกควรจะนั่งรับประทานอาหารกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
แต่ตอนนี้แม่ยังไม่กลับมา…
เมื่อรถจอดสนิทลง แสงไฟสีขาวสว่างจ้าในห้องผู้ป่วยฉุกเฉินที่สาดลงบนเตียงนอนในโรงพยาบาล กลิ่นยาฉุนลอยคละคลุ้งในอากาศทำให้ผมรู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาทันที
“พวกเราพยายามเต็มที่แล้วครับ…ขอแสดงความเสียใจกับญาติผู้ป่วยด้วยนะครับ” คำพูดนั้นเหมือนค้อนหนักกระแทกลงมากลางอกผม
ร่างของแม่นอนแน่นิ่ง ไร้ลมหายใจ ผมทรุดตัวลงกับพื้น โลกทั้งใบเหมือนถล่มลงมาตรงหน้า…
ผมไม่ได้ยินอะไรอีก ถ้านี่เป็ความฝันก็ขอให้ผมรีบตื่นขึ้นมาสักที ผมรู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงผู้เป็พ่อกำลังอาละวาดก่อนจะล้มลงไปกับพื้น
“เราเหลือกันแค่สองคนแล้วนะ…” เสียงของพ่อสั่นเครือก่อนจะร้องไห้จนหลับไปอีกครั้ง ผมนั่งมองพ่อแล้วปาดน้ำตาที่กำลังจะหยดออกมา
สุดท้ายผมกลายเป็คนที่ต้องเฝ้าพ่อในวันที่ไม่มีแม่แล้ว…
งานศพถูกจัดขึ้นพร้อมกับชีวิตของผมที่ไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป
แปดเดือนผ่านไป…เ้าสัวการันต์กลายเป็คนละคน กลางวันพ่อยังเป็นักธุรกิจที่ทุกคนนับถือ แต่กลางคืนกลับเมามายและเพ้อหาคนที่ไม่มีวันกลับมา
“พ่อ…พ่อยังมีผมอยู่ตรงนี้นะ” แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาทุกครั้งคือ
“ฉัน้าคุณรัชนี…”
“คุณรัชนีกลับมาหาผมเถอะนะ…” แก้วแอลกอฮอล์ยังคงถูกยกขึ้นดื่มทุกคืนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียงเรียกชื่อแม่ยังคงดังซ้ำ ๆ
ผมเองก็เสียใจไม่ได้น้อยไปกว่าพ่อ แต่สิ่งที่กลัวมากกว่าคือการเห็นพ่อพังลงต่อหน้าต่อตา ผมทำได้แค่ยืนมองและคิดว่าสักวันหนึ่งพ่อคงจะทำใจได้ในที่สุด
วันหนึ่งผมกลับจากมหาวิทยาลัยด้วยความรีบร้อน วันเกิดของพ่อในวัยครบรอบหกสิบปี ผมเตรียมของขวัญที่คิดว่าเลือกมาอย่างดีให้กับพ่อ ถึงปีนี้เราจะฉลองกันแค่สองคนพ่อลูก แต่เราก็ยังมีความสุขกันได้ ผมยิ้มออกมาพลางคิดว่าพ่อคงดีใจแน่ ๆ ที่เห็นของขวัญชิ้นนี้
ตึก ตึก
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากห้องโถง ทำให้ผมรีบเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตื่นเต้น แต่แล้วก็พบว่า
“ศิลา…ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป น้ำผึ้งจะเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้” ผมมองพ่อนิ่งค้างอยู่แบบนั้นนานหลายนาที ราวกับกำลังทบทวนว่าพ่อกำลังพูดอะไรออกมา
“แล้วนี่พีม…ต่อจากนี้ก็จะมาเป็ครอบครัวเดียวกับเรา” พ่อพูดออกมาง่าย ๆ เหมือน ทั้งหมดนี้มันเป็เื่ปกติ
“นี่ศิลา ลูกชายของผมเอง” พ่อหันไปบอกผู้หญิงที่หน้าตาสะสวย ที่ดูแล้วอายุน่าจะเพียงสามสิบปลาย ๆ เท่านั้น เธอยิ้มให้ผมน้อย ๆ ข้าง ๆ กันนั้น มีผู้ชายอีกคนที่ดูแล้วอายุคงไล่เลี่ยกับผมยืนอยู่
ตุบ!
ของขวัญในมือที่เตรียมไว้หล่นกระแทกพื้นทันที ผมได้แต่อึ้งจนทำอะไรไม่ถูก
“นี่มันเื่อะไรกันครับพ่อ” ผมถามออกไป ไม่กี่วันก่อนพ่อยังเพ้อหาแม่อยู่เลย
แล้ววันนี้…เหมือนกับแม่ไม่เคยมีตัวตนอยู่ในบ้านหลังนี้มาก่อน
“คุณศิลา…ลูกคุณการันต์หน้าตาหล่อเหลาเหมือนคุณการันต์เลยนะคะ” น้ำผึ้งยิ้มหวานสายตาของเธอกวาดมองผมั้แ่หัวจรดเท้าอย่างเชื่องช้า ก่อนจะสอดแขนเข้าไปคล้องแขนพ่อ
“ไหว้น้ำผึ้งสิ” พ่อพูดแล้วจ้องผมอย่างออกคำสั่ง
“ต่อไปน้ำผึ้งจะมาเป็แม่ของแก ฉันจะได้มีคนดูแล…ส่วนแกก็เหมือนกัน” คำพูดพวกนี้ทำให้ผมนิ่งไปอีกครั้ง พ่อไม่สนใจตอบคำถามหรือถามไถ่อะไรผมด้วยซ้ำ
“แล้วนี่…พีมลูกชายของน้ำผึ้ง” ผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างน้ำผึ้งมองมาก่อนจะยิ้มให้ผมอย่างเป็มิตร
“จากนี้ก็ฝากตัวด้วยนะครับ…พี่ชาย”
คำว่า พี่ชาย ทำให้ผมชะงัก แล้วสบถออกมาในหัวซ้ำ ๆ นี่มันเื่บ้าอะไรกันวะเนี่ย
ภายในระยะเวลาแค่แปดเดือน พ่อที่แทบไม่เป็ผู้เป็คนเพราะการจากไปของแม่ กลับยืนอยู่ตรงนี้และบอกผมว่าเรากำลังจะมี ครอบครัวใหม่
นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้น…
เมื่อพ่อเห็นผมยังคงยืนนิ่งไม่ตอบสนองใด ๆ พ่อก็มองผมด้วยแววตาคมกริบและท่าทางวางอำนาจ มันเป็สายตาที่ชอบใช้กับผมในตอนที่ผมเอาแต่ใจหรือดื้อมาก ๆ พ่อไม่ใช้ท่าทางแบบนี้กับผมมานานมากแล้วั้แ่ถูกแม่บ่น
“ฉันบอกให้แกไหว้…ก็ไหว้สิ” พ่อพูดย้ำทีละคำแล้วมองผมอย่างไม่พอใจ
ผมยกมือขึ้นไหว้ตามที่พ่อบอกแล้วยิ้มออกไป มันเป็รอยยิ้มที่ว่างเปล่าไร้ความรู้สึกสิ้นดี ราวกับต่อมรับความรู้สึกทั้งหมดของผมถูกแช่แข็งไปแล้ว
ผมพยายามหาโอกาสคุยกับพ่อเกี่ยวกับเื่ราวที่เกิดขึ้น แต่ไม่เคยได้คุยกับพ่อจริง ๆ สักครั้ง เพราะไม่ว่าผมจะเข้าไปหาพ่อตอนไหนก็จะเห็นภาพเดิมซ้ำ ๆ
ภาพที่น้ำผึ้งคอยดูแลพ่ออย่างเอาอกเอาใจ ส่วนพีมนั่งอยู่ข้าง ๆ พ่อ เพียงแค่พ่อพูดอะไร พวกเขาก็จะทำตามที่พ่อพูดทุกอย่าง พวกเขาสามคนพูดคุยแล้วหัวเราะกันอย่างมีความสุข
พวกเขาทำให้ผมรู้สึกราวกับตัวเองเป็ส่วนเกินในบ้านหลังนี้…