***ลูกแห่งราชสีห์ [ไพไรต์]
“@%^#$%^#!! ”
อสูรเขาตัวสูงราวกับั์กำลังะโด้วยสีหน้าที่มุ่งมั่น พร้อมกับตั้งท่าต่อสู้เพื่อปกป้องเพื่อนตัวเล็กมีปีกโปร่งแสงที่อยู่ข้างหลัง
ห่างออกไปราวยี่สิบเมตร มีอีกกลุ่มของพวกอสูรกายที่กำลังพุ่งตรงมาทางนี้ และดูเหมือนว่าจะมีการะโเรียกพวกมาเพิ่มด้วย
สถานการณ์ดูท่าจะเริ่มไม่ดีเสียแล้วสิเนี่ย
“ไพไรต์ ฉันว่ารีบหนีดีกว่านะ”
“เข้าใจแล้ว…”
โทแพซพูดถูก
ถ้าหากว่าผมแข็งแกร่งมากกว่านี้ คงจะสามารถเก็บพวกพยานทุกคนออกไปได้ก่อนที่จะมีคนมาเห็น
แต่เป็เพราะไม่มีความสามารถมากพอ ดังนั้นตอนนี้จึงทำได้แต่หันหลังวิ่งหนีไปก่อน
คงทำได้แต่ภาวนาว่าพวกอสูรจะยังไม่เห็นใบหน้าของพวกเราเท่านั้น
ผมยืนรอดูท่าทีของศัตรูตรงหน้าอยู่ราวสามวินาที
ดูเหมือนว่ามันจะไม่คิดบุกก่อนสินะ... ดีละ!
“หนีเลย! ”
ผมสั่งให้ทุกคนรีบวิ่งหนี
แต่ทว่าผมตัดสินใจช้าไป
อสูรไร้ขนผมสีฟ้าที่เป็คนถีบผมลอยออกมาเมื่อกี้นั้น ได้วิ่งตามมาถึงตรงนี้แล้ว
มันวิ่งมาด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อมาก และยังเป็ความเร็วที่ผมไม่อาจจะตอบสนองเคลื่อนไหวรับมือได้ทันเวลา
สิ่งที่ผมเห็นคือภาพเรียวขาขาว ๆ ของอสูรในชุดเมดสีขาวกำลังจะพุ่งเข้าไปประทับลงบนร่างกายของท่านเทพโนอาร์
“อันตราย! ”
ร่างจำแลงของท่านเทพโนอาร์เป็เพียงแค่ร่างของชนเผ่าแมวตัวน้อยบอบบางที่อ่อนแอน่ารัก
ไม่มีทางที่จะรับลูกถีบรุนแรงของอสูรกายแบบนั้น---
*เปรี๊ยง! *
---แบบนั้น… รับได้ซะงั้น!
“เหลือเชื่อ...”
เกิดแสงสว่างเจิดจ้าในพริบตาที่เรียวขาของศัตรูปะทะเข้ากับร่างกายของท่านเทพโนอาร์
ไม่สิ ไม่อาจจะทำได้แม้แต่ััปลายเส้นผมสีเงินของท่านเทพเลยเสียด้วยซ้ำ
แสงสีฟ้าที่แผ่ออกมาจากขาของอสูรตั้งนั้น กำลังแตกกระจายออกเป็กิ่งก้านสาขาบนกำแพงโปรงแสงที่หุ้มรอบตัวท่านเทพโนอาร์
ถึงจะมีเสียงสายฟ้าดังคำรามลั่น ทุ่งด้ายดำโดยรอบถูกแสงแผดเผาจนลุกเป็ไฟ แต่ท่านเทพก็ยังมีสีหน้านิ่งเฉยราวกับการโจมตีนั้นหาได้มีความอันตรายอันใด
แต่ศัตรูไม่หยุดเพียงแค่การโจมตีเพียงครั้งเดียว
อสูรไร้ขนผมสีผ้าใช้กำแพงโปรงแสงที่หุ้มรอบตัวท่านเทพเป็จุดยืนในการะโขึ้นสูง ก่อนจะหมุนตัวแตะใส่ที่ศรีษะเป็การโจมตีครั้งที่สอง
คราวนี้ท่านโนอาร์ไม่ยืนรับลูกแตะ แต่เลือกที่จะะโถอยออกมาพร้อมกับอุ้มโทแพซมาทางผมด้วยมือทั้งสองของเธอ
*บรึ้ม! *
แรงแตะจากฝ่าเท้าเพียงครั้งเดียวของอสูรไร้ขนคนนั้น ทำให้พื้นดิน ณ จุดที่โนอาร์ยืนกลายเป็หลุมลึกกว่าสามเมตร
หลุมดินที่ควรยุบลงเป็รอยหนึ่งฝ่าเท้า ได้ปรากฏขึ้นหลายสิบครั้งจนมิอาจนับไหว
เศษดินที่ลอยขึ้นสูงได้แตกสลายกลายฝุ่นผงธุลี
ไม่น่าเชื่อว่าศัตรูที่มีรางบางขนาดนั้น จะสามารถแตะได้รวดเร็วและรุนแรงจนเห็นเป็การแตะสับออกมาเบา ๆ เพียงครั้งเดียวแบบนั้น
ผมชำเลืองมองไปทางอสูรเขาตรงหน้า
สายตาของมันกำลังชำเลืองมองไปทางการต่อสู้ของพวกโนอาร์อยู่พอดี
ได้จังหวะละ!
ผมออกแรงที่ฝ่าเท้า แล้วพุ่งตัวออกไปในลักษณะย่อตัวลงต่ำเลียบพื้น
ดาบต้องสาปสีดำของพวกอสูรในมือซ้าย กับดาบเฮเดสสีขาวในมือขวาสองเล่มนี้จะหั่นแกให้เป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยให้ดู
ระยะห่างมีเพียงสองเมตร ไม่มีทางที่มันจะไหวตัวกลับมาตั้งรับทันได้แน่นอน
“หืม!? ”
ในตอนนั้นเองที่ผมสังเกตุเห็นบางอย่าง
ใบหน้าที่หันไปมองทางโทแพซกับเทพโนอาร์นั้น กลับกำลังชำเลืองหางตามาทางผมแทน
ชิบหาย นี่มันกับดัก!
ผมไม่สามารถหยุดตัวเองได้แล้ว จึงรีบยกดาบทั้งสองเล่มขึ้นมาป้องกันตรงใบหน้าเอาไว้
หมัดสีเขียวอ่อนของอสูรเขาตรงหน้าถูกเหวี่ยงสวนเข้าใส่มาที่ใบหน้าของผมเต็มแรง
“อั๊ก! ”
มันเป็แรงกระแทกที่ไม่แพ้แรงทุบจากค้อนาเลย
ถึงจะรุนแรงไม่เท่ากับแรงถีบเมื่อกี้ แต่มันก็เพียงพอทำให้ผมกระเด็นออกมาราวสามเมตรได้
"อย่าขยับออกจากตรงนี้นะคะนายหญิงโทแพซ ควอตซ์"
เสียงที่ไร้อารมณ์ของโนอาร์ดังขึ้นในเวลาเดียวกับที่ผมกำลังลุกขึ้นมาตั้งท่าต่อสู้ใหม่อีกครั้ง
ผมชำเลืองหางตาไปมองทางต้นเสียงนั้น
ทางด้านซ้ายของผม ห่างออกไปราวสามเมตร กำลังมีลมพายุอ่อน ๆ เกิดขึ้น
ที่ตรงนั้นมีอสูรไร้ขนสีฟ้ากับท่านโนอาร์กำลังแลกวิชายุทธ์กันอยู่
ฝ่ายอสูรใช้วิชามือดาบที่แผ่ออร่าน่ากลัวในการฟาดฟัน
ฝ่ายเทพโนอาร์ใช้วิชาหมัดมวยในการรับสวนโจมตี
ทุกครั้งที่ศัตรูฟาดฟัน เป็ต้องเกิดแสงสีฟ้าแผดเผาพื้นที่โดยรอบ
ทุกครั้งที่ท่านโนอาร์ออกหมัด เป็ต้องเกิดคลื่นลมกระแทกออกไปอย่างรุนแรง
เส้นผมสีฟ้ายาวพริ้วสะบัดไปตามลม
เส้นผมสีเงินลอดผ่านปลายฝ่ามือที่ส่องแสงร้อนแรง
เมดสีขาว
เมดสีดำ
สองขั้วตรงข้ามที่ไม่อาจเข้ากันได้
สองชีวิตใช้วิชายุทธ์เข้าแลกชีวิตซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดพักหายใจ
โรมรันกลมกลืนประดุจพายุ อ่อนช้อยงดงามลื่นไหล ประดุจดอกไม้ที่เบ่งบานท่ามกลางพายุอันบ้าคลั่ง
เป็การต่อสู้ที่ทั้งทรงพลังและงดงามในเวลาเดียวกัน
ราวกับว่าพวกเธอไม่ได้ต่อสู้ แต่เป็งานแสดงร่ายรำของเหล่าเทพธิดาเช่นนั้น
ไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อไหร่ที่สายตากับสมาธิถูกดึงดูดโดยสองสาวงามที่ต่อสู้กันอยู่
"จะทำยังไงต่อดี…"
บนถนนหินเรียบที่วิ่งตัดทุ่งด้ายดำแห่งนี้ นอกจากสตรีในชุดสาวใช้สีขาวกับดำแล้ว ก็ไม่มีใครที่คิดจะขยับตัวเลยสักคนเดียว
ความจริงเื่มันคงไม่วุ่นวายขนาดนี้ ถ้าหากว่าไม่ใช่เพราะการกลับมาของผู้กล้าในวันนั้น…
ย้อนกลับไปเมื่อเจ็ดวันก่อน
มันเป็วันก่อนหน้าที่ผมคิดจะออกเดินทางเพื่อมุ่งหน้าไปสถานที่ทดสอบทั้งแปดแห่งของเทพเ้า
ในวันนั้นพวกผู้กล้าสี่คนที่ควรตายไปแล้ว กลับยังมีชีวิตและมายืนอยู่ที่หน้าทางเข้าเมืองของพวกเรา
ผู้กล้าชนเผ่าหมี [รูบี้]
ผู้กล้าชนเผ่ากอลิล่า [สโมกกี้ควอร์ต]
ผู้กล้าชนเผ่าหนู [อเมทิสต์]
และสุดท้าย แม่ของยัยนั่น ผู้กล้าชนเผ่าเสือ [อความารีน]
นอกจากผู้กล้าแล้ว ยังมีพวกนักรบที่รอดตายอีกหนึ่งพันชีวิตที่กลับมาด้วย
เห็นว่าหน่วยค้นหาผู้รอดชีวิตไปเจอพวกเขาที่ริมป่าทิศตะวันออกข้างรังของพวกอสูรกาย เลยรีบจัดทีมไปรับกลับมากัน
ตอนแรกทุกคนรู้สึกดีใจมากที่มีคนรอดชีวิตจากาปราบอสูรมากมายขนาดนี้
แต่หลังจากจัดประชุมผู้นำเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ความรู้สึกของทุกคนก็เริ่มเปลี่ยนไป
“พวกเขาไม่ใช่อสูร! ไม่ใช่ศัตรูที่พวกเราควรหันเขี้ยวเข้าใส่! พวกเขามีวัฒนธรรม มีความรู้ มีอารยธรรมเหมือนเฉกเช่นพวกเรา! ”
นั่นคือคำพูดที่ออกมาจากผู้กล้าเผ่าหมี รูบี้
“การผูกมิตรกับพวกเขา จะเป็การฉลาดในระยะยาวมากกว่าครับ…”
นั่นคือคำพูดของผู้กล้าเผ่าหนู อเมทิสต์
“ไม่สามารถเอาชนะศัตรูแบบนั้นได้หรอกค่ะ… อย่าดื้อรั้นต่อสู้ไปมากกว่านี้เลยค่ะ”
นั่นคือคำพูดของผู้กล้าเผ่าเสือ อความารีน
“ผู้ที่แข็งแกร่งคือผู้ที่สามารถกำหนดสิทธิความเป็ความตายได้ และพวกเราไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งนั้น”
แม้แต่ผู้กล้าเผ่ากอลิล่า สโมกกี้ควอร์ต ที่เก่งกาจยังพูดออกมาเช่นนั้น
พวกผู้กล้าทั้งสี่เอาแต่เล่าถึงเหตุการณ์ที่ตัวเองโดนจับ และถูกปรนนิบัติราวกับแขกบ้านแขกเมือง
พวกเขาบอกพวกเราว่าเ้าพวกอสูรกายไม่ใช่ศัตรู ไม่ได้คิดที่จะรุกรานพวกเรา แต่เป็ฝ่ายเราต่างหากที่ไปหาเื่พวกเขาก่อน
พวกเขาใจดี แข็งแกร่ง มีภูมิปัญญาสูง และยังเสนอให้พวกเราไปแลกเปลี่ยนความรู้กับพวกอสูรเพื่อเชื่อมสัมพันธ์กัน โดยการส่งลูกหลานไปเข้าเรียนในโรงเรียนของพวกอสูรกายที่ชื่อว่า [ไพโอเนียร์-ดรีมแลนด์]
ไอพวกคนทรยศ…
ถูกดูแลเป็อย่างดี? ศัตรูแข็งแกร่งกว่า? ไม่สามารถเอาชนะได้?
นั่นคือความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ในที่ประชุม ณ เวลานั้น
เป็บ้าไปแล้วหรือคนพวกนี้?
ผมไม่รู้ว่าผู้กล้าทั่งสี่ไปเจออะไรมาใน่ที่ถูกพวกอสูรจับตัวเอาไว้ แต่การที่ต้องส่งลูกหลานไปอยู่กับศัตรู แม้แต่เด็กยังคิดได้เลย ว่าเป็การส่งไปในฐานะตัวประกัน
มีหรือที่คนระดับผู้กล้าจะมองถึงเื่นี้ไม่ออก
ผมว่าพวกเขาต้องถูกพวกอสูรกายล้างสมองหรือใช้วิชามารบางอย่างใส่
เพราะว่าพวกเขาไม่สนใจแม้แต่ตัวตนของเทพเ้าอย่างโนอาร์เลยด้วย
ต่อให้พวกเราบอกพวกเขาถึงการมีอยู่ของโนอาร์ กับบททดสอบที่ผมได้รับมาเพื่อใช้ในการปราบอสูรกาย รวมไปถึงความหวังที่จะขับไล่ผู้รุกราน แต่พวกเขาก็ยังยืนกรานเช่นเดิม
ว่า [ไม่จำเป็ต้องต่อสู้อีกแล้ว]
สุดท้าย หลังจากถกเถียงยาวนานจนถึงครึ่งวัน พวกเราก็ได้ข้อสรุปออกมาว่าจะยอมเล่นตามเกมส์ของพวกอสูรไปก่อน
เพราะพวกผู้เฒ่าเองก็ไม่รู้ว่าจะเอาชนะศัตรูที่เก่งกาจแบบนั้นยังไงเช่นกัน
ในเมื่อเป็เช่นนี้ คงมีแต่ต้องลองเสี่ยงตามเกมส์ของศัตรูไปก่อน แล้วให้ผมรีบไปผ่านบททดสอบทั้งแปดของเทพเ้าเพื่อเอาพลังมาเป็ของตัวเอง
แต่บังเอิญว่าพื้นที่ของบททดสอบทั้งแปดนั้น มีอยู่บททดสอบหนึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ของอสูรกายพอดี
นั่นคือบททดสอบของ [ดินแดนใต้พิภพ]
การเข้าสู่ [ดินแดนใต้พิภพ] นั้นมีอยู่เพียงทางเดียว นั่นคือการผ่านถ้ำเกลียวอสรพิษ แล้วเดินผ่านดงสัตว์ร้ายจำนวนมากเพื่อลงไปในส่วนลึกของถ้ำ
การจะขุดเข้าไปจากผนังด้านนอก หรือตำแหน่งอื่นั้นเป็ไปไม่ได้เลย เพราะว่าผิวผนังของพื้นที่ดินแดนใต้พิภพนั้นแข็งแรงมาก
แต่โนอาร์ได้บอกผมว่ามันมีทางลัดเพื่อไป [ดินแดนใต้พิภพ] อยู่ที่ริมหาดตะวันออก บนพื้นที่ของพวกอสูรกายตรงนี้พอดี
ในเมื่อศัตรูมันเสนอให้พวกเราเข้าไปในเขตแดนของมันเอง งั้นก็จงใช้ประโยชน์จากมันเสีย
และนี่จึงเป็สาเหตุที่ทำให้ผมต้องมานั่งขุดดินในจุดที่โนอาร์ระบุตำแหน่ง ว่าเป็จุดที่เชื่อมติดกับพื้นดินในส่วนที่บอบบางที่สุดของ [ดินแดนใต้พิภพ] อย่างที่เห็นในปัจจุบันนี้
“ (แผนมันผังหมดแล้วเฟ้ย!) ”
แต่ว่าระหว่างที่กำลังขุดดิน กลับมีพวกอสูรมาเห็นตัวก่อนเสียได้
จะเอายังไงดี? ถ้าหากพวกมันรู้ถึงความตั้งใจของเรา พวกมันคงไม่ปล่อยไปแน่นอน
แถมตอนนี้พวกมันน่าจะจดจำใบหน้าของพวกเราสามคนได้แล้วด้วย
จะฆ่าปิดปากก็ยาก จะหนีก็ยังยาก มีแต่ต้องสู้ตายแล้วหาช่องว่างหนีไปเท่านั้น
ให้ตายสิ คิดผิดจริง ๆ นั่นละ ที่ยอมให้โทแพซตามมาเจออันตรายเนี่ย
*กร๊อบ*
พื้นที่ตรงใต้ฝ่าเท้าของท่านเทพเริ่มแตกกระจายออกเป็หลุมที่กว้างมากขึ้น
ะเิลมกับแสงสว่างความร้อนสูงที่ถูกปล่อยออกมาจากการต่อสู้ของทั้งสองคน ได้ทำให้พื้นที่โดยรอบเริ่มเสียหายอย่างหนัก
*แกร๊ก*
เกิดเสียงปริแตกดังรุนแรงมาจากพื้นข้างใต้อีกครั้ง พร้อมกับที่ท่านเทพโนอาร์ะโขึ้นสูงราวสิบเมตร
ท่านเทพลอยอยู่บนฟ้าโดยที่ไม่มีทีท่าว่าจะร่วงหล่นลงมา
ร่างจุติของท่านเทพโนอาร์บินได้!?
“เพลงหมัดพายุแมวเหมี๊ยว~”
ท่านเทพกล่าวชื่อท่าที่ดูมุ้งมิ้งน่ารักออกมา ก่อนจะเกิดแสงสว่างสีขาวเจิดจ้าขึ้นมาบนฝ่ามือขนฟูทั้งสองข้าง
พริบตาที่เกิดแสงสว่างนั้น อสูรไร้ขนผมสีฟ้าก็รีบกางแขนขาออกกว้างทันที
ม่านโปร่งแสงที่เหมือนกับอาณาเขตของท่านเทพเ้าโนอาร์ได้ปรากฏขึ้นออกมาคลุมรอบตัวของมัน
กำแพงไร้สีของศัตรูเริ่มขยายตัวออกราวกับลูกโป่งที่พองโตจนคลุมพวกมันเอาไว้ทุกคน
ท่านโนอาร์ไม่รอให้ศัตรูสร้างอาณาเขตไปมากกว่านี้ จึงยื่นมือทั้งสองข้างออกไปตรงหน้าเพื่อโจมตีพวกมัน
พริบตานั้นเองที่ผมรู้สึกได้ถึงควานร้อนที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
ความร้อนนั้นหมุนวนขึ้นสูงไปหาท่านเทพ จนเกิดเป็พายุคลั่งสีเทาที่รุนแรงโหมกระหน่ำลงมา
เกลียวพายุนั้นได้กลืนกินพื้นที่รอบม่านโปรงแสงของอสูรกาย ประดุจมีเทพเ้าอสรพิษพุ่งตรงลงมาจากท้องฟ้าเพื่อหมายกลืนกินเหยื่อตรงหน้า
ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิต
นี่หรือคือพลังของเทพเ้าโนอาร์?
*กึ๊ก*
เกิดเสียงประหลาดดังขึ้นอีกครั้งมาจากใต้พื้นที่พวกเรายืนอยู่
เสียงอะไรกัน ั้แ่เมื่อกี้นี้แล้ว...
*โครม! *
ผมได้คำตอบของคำถามนั้นแทบจะในทันที
พื้นดินตรงที่พวกเรากำลังยืนอยู่นั้นไม่อาจทนรับการต่อสู้ของทั้งสองคนได้อีกต่อไป แล้วเริ่มพังทลายลงไปสู่ห้วงลึกข้างล่าง
พื้นดินกำลังร่วงหล่น ทุกสิ่งโดยรอบกำลังร่วงหล่นสู่เบื้องล่าง
สู่เบื้องล่างที่ไร้ก้นบึ้ง
หากหรี่ตามองลงไปที่ห้วงลึกสีดำ ก็จะพบแสงสว่างปรากฏเป็จุดเล็ก ๆ อยู่
แสงสว่างนั้นคือ [พระอาทิตย์] ของโลกเบื้องล่าง
ถึงจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งในตอนแรก แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่ท่านเทพโนอาร์พูดจะเป็เื่จริง
ตรงนี้เป็ทางลัดจริง ๆ ด้วย
พวกเรากำลังร่วงหล่นลงไปสู่ [ดินแดนใต้พิภพ] พื้นที่หนึ่งในดินแดนที่อันตรายที่สุดของทวีปนี้กันแล้ว