ตอนที่ 32
ปีศาจจิ้งจอก
ที่หานเฟิงทราบว่าตนมิได้คงอยู่ที่อาณาจักรเมฆคราม ก็เป็นเพราะ กลิ่นอายในบรรยากาศที่เปลี่ยนไป เป็นกลิ่นอายอันมืดมนอึมครึม เป็น...
“ กลิ่นอายของปราณอาคมอันเข้มข้น”
“ เป็นอาณาจักร นภาทมิฬ”
หานเฟิงกล่าวขึ้นต่อพร้อมกับสีหน้าที่หม่นลง
“ อาณาจักรนภาทมิฬ ตั้งอยู่สุดขอบตะวันตกของแผ่นดินใหญ่…”
“ หากอาณาจักรเมฆคราม กลับอยู่ไปทางทิศตะวันออกสุด”
หานเฟิงส่ายหน้าอย่างอับจน หนทางช่างยาวไกลยิ่งนัก
“ คิดเดินเท้ากลับ ย่อมไม่สะดวกดาย…”
ไหนเลยจึงมีคำว่าสะดวกดาย ทั้งเส้นทางก็ยาวไกล ทั้งยังมีอาณาจักรอีกถึงสามแห่งที่ต้องข้ามผ่าน ไหนป่าเขาลำเนาไพร ไหนจะเทือกเขาหุบเหว แล้วไหนจะสัตว์อสูรที่อาจพบเจอนั่นก็อีก หนทางที่สะดวกและรวดเร็วที่สุดก็เห็นจะมีแต่...
“ ขอใช้งานค่ายกลเคลื่อนย้ายทางไกลของราชวงศ์”
หานเฟิงกล่าวขึ้น แต่ก็ต้องส่ายศีรษะ “ การเปิดใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายทางใกลจำต้องใช้จ่ายทรัพยากรมากมาย ข้าในตอนนี้ มีสิ่งใดไปแลกเปลี่ยนต่อพวกมัน…”
หานเฟิงพ่นลมหายใจยาวเหยียด ยกมองฝ่ามือตัวเอง ที่ยามนี้กลับไม่มีการพัฒนาคืบหน้าไปแม้แต่น้อย ยังคงเป็นปราณบาดาลขั้นหนึ่งเชกเช่นยามที่หล่อหลอมชีพจรลมปราณหยางพิสุทธิ์จนแล้วเสร็จ
หานเฟิงหลับตาลง มองลึกเข้าไปในห้วงวิญญาน ที่ในตอนนี้ นอกจากดวงแสงสีทองที่ลอยอยู่อย่างสงบ ยังเพิ่มมาด้วยทวนยาวอีกเล่มหนึ่ง
คมทวนและด้ามสีแดงเพลิง พู่และลวดลายดวงตะวันทั้งเก้าบนด้าม เป็นสีทอง
เป็นทวนเก้าสุริยันต์เล่มนั้น
หานเฟิงพินิจมองทวนเก้าสุริยันต์ ก็อดคิดขึ้นอีกไม่ได้ว่า ‘ เพราะการครอบครองเจ้าแท้ๆ ข้าจึงต้องใช้เวลาไปมากมายปานนี้ ทั้งไหนจะพาข้ามาส่งยังสถานที่อันห่างไกลสุดแสนนี่ก็อีก ที่แท้เจ้าทำเช่นนี้ไปเพื่อสิ่งใดกัน…’
แม้ตลอดช่วงของการครอบครองเทวะศัสตรา มันจะตกอยู่ในภาวะภวังค์แห่งการหยั่งรู้ ที่ไม่อาจรับรู้ได้ถึงเรื่องราวภายนอก หากทันทีที่ตื่นขึ้น ห้วงสติ จะสามารถบอกกับมันได้ถึงวันเวลาที่ล่วงผ่านไป
‘ ป่านนี้ ทุกคนคงเข้าใจว่าข้าตกตายไปแล้วกระมัง ท่านพ่อกับท่านแม่ก็คงจะเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ข้าคิดหวังจะกลับไปปลอบประโลมพวกท่าน หากไฉนจึงต้องถูกส่งมาเสียไกลแสนไกล….’
หานเฟิงคิด สลัดศีรษะจากความผิดหวังที่จะอย่างไรก็ไม่อาจหวนกลับไปแก้ไข มองดูเรื่องราวที่เป็นอยู่ตรงหน้า จากนั้นก็คิดต่อไปว่า...
‘ เทวะศัสตรา ข้าเองก็อยากรู้นัก ว่าเจ้าจะแข็งแกร่งได้สักแค่ไหน’
คิดได้เช่นนั้น ก็ใช้เพียงหนึ่งความคิด เรียกทวนเก้าสุริยันต์ออกมาจากห้วงวิญญาณ ซึ่งจะกล่าวไปก็นับว่าแปลก ปกติแล้ว ไม่ว่าวัตถุใด ก็ล้วนแต่ต้องเก็บไว้ในแหวนมิติเท่านั้น แต่กับเทวะศัสตราเล่มนี้ หลังจากที่หานเฟิงทำพันธสัญญครอบครองมันได้สำเร็จ มันก็เข้ามาสถิตอยู่ในห้วงวิญญาณด้วยตัวเอง คิดเรียกหาใช้งาน ก็ออกมาโดยพลัน
ทวนยาวสีแดงเพลิงก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของหานเฟิง มันสำผัสได้ถึงน้ำหนักที่พอเหมาะ ลองหมุนควงกวัดแกว่ง ก็รู้สึงคล่องมือเป็นอย่างยิ่ง จึงทดสอบดูด้วยการร่ายใช้เคล็ดวิชา...
วงแหวนพินาศ…
เปลวอัคคีสีชาดหมุนวนรอบตัวเป็นวงแหวง เพียงปราณอัคคีที่มิได้แฝงพลังหยาง หากเพียงเท่านั้น ก็ยังสามารถแผ่พุ่งคลื่นความร้อนจนต้นไม้ใบไม้รอบด้านต่างก็ลุกไหม้ขึ้นมา
หานเฟิงตะลึงงัน จ้องมองเปลวอัคคีที่กำลังลุกไหม้ ที่แม้มันพึ่งจะปลดปล่อยออกด้วยพลังเพียงแค่หนึ่งในสิบส่วน แต่ก็ยังสามารถสำแดงศักยภาพออกมาได้ถึงเพียงนี้ แต่ที่มากกว่าความตกตะลึง คือความหนักใจ เพราะมันกลับสัมผัสได้ถึงลมปราณที่ถูกใช้ไปคราเดียว ตั้งกว่าครึ่งของที่มี
“ หากข้าใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาที่รุนแรงยิ่งกว่านี้ จะไม่เป็นการสูบเอาลมปราณในร่างข้าไปจนแห้งเหือดเลยหรอกหรือ…”
คิดได้เช่นนั้นก็ได้แต่เพียงส่ายหน้า หากไม่จวนตัวจนถึงขั้นตัดสินเป็นตายในกระบวนท่าเดียว ก็อย่าพึ่งนำออกมาใช้ จึงเป็นการดีที่สุด ส่วนที่วันหน้าหากแข็งแกร่งขึ้นมากแล้ว ก็ยังต้องทดลองดูอีกว่า จะสามารถสำแดงพลังของมันออกมาได้มากน้อยเพียงใด
หานเฟิงส่งความคิดเก็บเอาทวนเก้าสุริยันต์กลับไป ทวนแดงหายวับ กลับไปปรากฏอยู่ในห้วงวิญญาณ
หานเฟิงเพ่งดวงจิตตามกลับเข้าไป หากมิได้สนใจมองดูทวนเก้าสุริยันต์ ที่มันยังขบคิดไม่เข้าใจ คือดวงแสงสีทองดวงนั้น ที่ไม่ว่ามันพยายามจะควบคุมเรียกหาอย่างไร กลับไม่สามารถกระทำสิ่งใดกับดวงแสงนี้ได้เลย จึงยิ่งขบคิดยิ่งไม่เข้าใจ ดวงแสงนี้คือสิ่งใด ไฉนที่ตอนแรกจึงต้องเรียกตนไปพบเจอ ที่พอนำออกมาก็สิงสู่เข้ามาในกาย จากนั้นกลับกลายเป็นนิ่งเฉยไม่ไหวติง ต้องการอันใดไม่บอกกล่าว เพียงสถิตอยู่เช่นนี้ สร้างความไม่เข้าใจให้แก่มันตลอดมา...
หานเฟิงถอนจิตออกจากห้วงวิญญาณ เรื่องดวงแสง มัน เมื่อไม่อาจไขหาคำตอบ ก็ได้แต่ต้องปล่อยผ่านไปก่อน จากนั้นจึงเหลียวหน้ามองโดยรอบ คิดถึงหนทางกลับบ้าน ก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าขึ้นมาอีกครา
“ มุ่งไปตะวันออก พบเจอผู้คนค่อยสอบถามเส้นทางที่แน่นอน แต่ก่อนอื่น...”
หานเฟิงก้มลมมองตัวเอง
“ ชุดเช่นนี้ออกจะสะดุดตาเกินไป”
สิ้นคำก็เรียกเอาชุดที่เก็บสำรองไว้ในแหวนมิติออกมา เป็นชุดยาวสีดำราบเรียบไม่มีลวดลาย เมื่อผลัดเปลี่ยนจนแล้วเสร็จ สองเท้าจึงค่อยก้าวเดินออกไป
สองเท้าก้าวเดินแล้ว หากสายตาที่สอดส่องเต็มไปด้วยความแปลกใหม่ มันไม่คุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้ หรืออาจกล่าวได้ว่า มันไม่คุ้นเคยต่ออาณาจักรนภาทมิฬในช่วงเวลานี้ เพราะที่มันเคยมาเยือน เป็นดินแดนของอาณาจักรนภาทมิฬที่กว่าหมื่นปีให้หลัง ผู้คนเปลี่ยน สิ่งแวดล้อมเปลี่ยน ทั้งราชวงศ์ผู้ปกครองในตอนนั้นจะยังใช้ราชวงศ์เดียวกับในปัจจุบันนี้หรือไม่ มันเองก็ไม่ทราบ ดังนั้น มันที่ในตอนนี้ จึงมิต่างไปจากนักผจญภัยหน้าใหม่ ที่ไม่ว่าเส้นทางใด ก็ล้วนแต่แปลกใหม่สำหรับมัน
เดินไประยะหนึ่ง หากยังมิทันที่ฝีเท้าจะก้าวพ้นแนวป่า หู ก็พลันได้ยินเสียงดังแว่วมา เป็นเสียงวิ่ง จึงหยุดเท้านิ่งสดับรับฟัง ปลดปล่อยสัมผัสวิญญาณออกไปตรวจจับ จึงค่อยพบว่า ที่ไกลห่าง... มีสี่คน
หนึ่งในนั้นวิ่งนำหน้า ระดับพลังเพียงปราณรับรู้ขั้นต้น ส่วนที่ตามหลังอย่างกระชั้น เกาะกลุ่มอยู่รวมกัน ระดับพลัง อยู่ที่ปราณพื้นฐานขั้นสิบ
เพียงรับทราบรู้ด้วยสัมผัสวิญญาณ หานเฟิงก็พลันกระจ่างแจ้ง ว่าสามคนที่ตามหลัง กำลังไล่ตามอีกหนึ่งคนอยู่
หากมันที่รับรู้ได้เช่นนั้นก็เพียงแค่คิดจะปล่อยผ่าน ตนมิใช่นักบุญที่ชอบยื่นมือช่วยเหลือผู้คน ทั้งยิ่งไม่ทราบชัดว่า หนึ่งคนที่กำลังหนี ใช่เป็นคนดีหรือคนเลวแต่อย่างใด
ดังนั้น ปล่อยผ่านไม่ข้องเกี่ยว จึงนับเป็นเรื่องราวที่มันคิดกระทำ ทว่า ตัวมันคิดปล่อยผ่าน หากเหตุการณ์เรื่องราวไม่คิดปล่อยผ่านมัน
เมื่อทิศทางการวิ่งของคนที่อยู่หน้า พลันหักเลี้ยวตรงมาทางมัน ราวกับรับรู้ได้ถึงตัวมันที่อยู่ห่างออกไป
หานเฟิงรับรู้ได้เช่นนั้นก็พลันขบคิด ปราณรับรู้ขั้นต้น มิสมควรมีสัมผัสวิญญาณที่กว้างไกลถึงเพียงนี้ เช่นนั้นมีความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียวคือ เรื่องบังเอิญ
ดังนั้น เมื่อใจมิต้องการจะยุ่งเกี่ยว จึงพาตัวเข้าหลบซ่อนโดยพลัน ทั้งยังใช้เร้นประกายดาราปิดซ่อนกลิ่นอายตัวตน ซึ่งหากมิใช่ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าหาพบ มันที่ซ่อนตัวอยู่เช่นนี้ ย่อมไม่ถูกพบเห็นอย่างแน่นอน
ความคิดของมันเป็นเช่นนั้น แต่เรื่องราวความจริงกลับตรงกันข้าม เมื่อผ่านไปครู่หนึ่ง มัน ที่หลบซ่อน กลับถูกพบเจอโดยหนึ่งเดียวที่ระดับพลังเพียงปราณรับรู้ขั้นต้นผู้นั้น
“ ท่านที่อยู่ตรงนั้น ได้โปรด ช่วยข้าด้วย…”
เสียงมาก่อนที่หานเฟิงจะทันได้เห็นตัว เป็นเสียงของสาวน้อยวัยเอ็ดสิบสอง หากทันทีที่เงาร่างนั้นโผล่เข้ามาในกรอบสายตา จึงพลันให้มันต้องตะลึง
เป็นสาวน้อยวัยเอ็ดสิบสองจริง ร่างเล็กบางสวมไว้ด้วยชุดขนสัตว์เก่าๆสีน้ำตาล สองเท้าเปลือยเปล่าเห็นเท้าน้อยๆขาวเนียนเปื้อนเปรอะดินโคลน ใบหน้ามอมแมมแฝงแววอ้อนวอนร้องขอ มองไป ก็เพียงแค่สาวน้อยชาวบ้านผู้หนึ่ง ทั้งกำลังตกทุกข์ได้ยาก ต้องการความช่วยเหลือ หากที่ทำให้หานเฟิงต้องตกตะลึง กลับเป็นดวงตาสีฟ้า ที่นัยน์ตาดำเรียวรีดุจเดรัจฉาน ทั้งใบหูกว้างเรียวแหลมสีขาวคู่นั้น ที่ไม่ได้อยู่ข้างใบหน้า แต่กลับตั้งตรงอยู่เหนือเกศาดำขลับของนาง ทั้งที่มากไปกว่านั้น กลับเป็นหางจิ้งจอกสีขาวฟูฟ่องที่ตรงก้น ทั้งยังแกว่งไกวไปมาราวกับยินดี
‘ ปีศาจจิ้งจอก!!!...’
หนึ่งในเผ่าพันธ์ปีศาจ เผ่าพันธ์ที่มักพบมากในอาณาจักรนภาทมิฬ รูปลักษณ์คล้ายมนุษย์ หากมีบางส่วนที่ยังคงเป็นสัตว์ ช่วงอายุยืนยาว หากพรสวรรค์ในการฝึกตนมิอาจเทียบเคียงได้กับมนุษย์ ทำให้ส่วนใหญ่มักถูกมนุษย์ตามล่า จับไปขายทาสให้กับเหล่าผู้มีอันจะกิน แม้บ้านเมืองจะมีกฏหมายข้อห้าม หากผู้ปกครองหมางเมิน ทำเป็นหลับตาข้าง ลืมตาข้าง ยิ่งมา เผ่าพันธ์ปีศาจยิ่งลดน้อยถอยลง
ยามที่หานเฟิงเห็นว่าที่มาเป็นปีศาจจิ้งจอก ก็เข้าใจได้โดยพลันว่าเหตุใดตนจึงถูกพบแม้ร่ายใช้เร้นประกายดาราปิดซ่อนกลิ่นอายตัวตนจากสัมผัสวิญญาณ แต่มิทันที่มันจะได้กล่าวสิ่งใด อีกสามคนที่ระดับพลังปราณพื้นฐานขั้นที่สิบก็ปรากฏเข้ามาในครรลองสายตาของมันแล้ว
ชั่วพริบตานั้น สาวน้อยจิ้งจอกก็มุดเข้าไปหลบด้านหลังของมันอย่างรวดเร็ว
ทั้งสามคนที่มาเป็นชายกลางคนรูปร่างสันทัด สวมใส่ชุดนักบู๊ธรรมดา สองมือไร้อาวุธ หากสายตาเต็มไปด้วยความละโมบที่ยากจะปกปิด แน่นอน ว่าก่อนนี้ สายตาสามคู่นั้น จับจ้องแต่เพียงสาวน้อยจิ้งจอกที่ด้านหลังของหานเฟิง แต่ทันทีที่พวกมันโผล่เข้ามาแล้วพบเห็นหานเฟิง ต่างก็พากันตระหนก มันไม่คาดคิดว่าจะมีคนอื่นอยู่ตรงนี้ แต่เพราะหานเฟิงปิดซ่อนกลิ่นอายด้วยเร้นประกายดาราจนมิดชิด สิ่งที่มันตรวจพบ กับเป็นแค่เพียงคนธรรมดาที่ไร้ลมปราณผู้หนึ่ง จึงพลันให้พวกมันยกยิ้มขึ้นในทันใด
ไร้คำกล่าวเจรจา หมัดอันสันทัดก็พุ่งใส่ใบหน้าของหานเฟิง
หานเฟิงไม่แม้แต่จะหลบหลีก เปลวอัคคีสีชาดผลุดลุกขึ้นบนหมัดที่ตรงมาอย่างไร้เค้าลาง แม้เป็นเพียงแค่เปลวอัคคีธรรมดาที่มิได้แฝงพลังของหยาง หากเพราะความต่างชั้นของระดับพลัง หมัดที่พุ่งมานั้นจึงมอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านไปอย่างรวดเร็ว
“ อ๊ากกกก…” เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เรียกให้สหายทั้งสองพลันได้สติ มันพลันเข้าใจแล้ว ว่าคนตรงหน้าที่ไร้ลมปราณที่แท้เป็นยอดฝีมือผู้หนึ่ง แต่มิทันจะได้สืบเท้าวิ่งหนี กลุ่มเปลวไฟแดงชาดก็ลอยคว้างใส่ร่างของพวกมัน
“ อ๊ากกกก…” กลับเป็นสามเสียงดังประสาน ต่างก็ล้มลงดิ้นทุรนทุราย ก่อนจะกลายเป็นเถ้าถ่านเพียงไม่กี่อึดใจต่อมา
หานเฟิงชมมองอย่างสงบนิ่ง มัน ในชีวิตที่แล้วสังหารคนมามากมาย กับเพียงแค่สามคนที่ไม่เคยรู้จักกันตรงหน้า ไม่แม้แต่จะสร้างแรงกระเพื่อมไหวต่อจิตใจของมัน
ซึ่งเดิมมันก็ไม่ต้องการจะยุ่งเกี่ยว หากไม่เพราะคนผู้นั้นจู่โจมเข้ามาก่อน มันก็ไม่คิดแม้แต่จะคิดยื่นมือเข้าช่วยเหลือปีศาจจิ้งจอกตนนี้ด้วยซ้ำไป
“ ข ขอบคุณ…” สาวน้อยจิ้งจอกกล่าว
“ ข้าทำไป ก็หาได้คิดจะช่วยเจ้า”
กล่าวจบก็เดินจากไป ไม่สนใจแม้แต่จะหันมองสาวน้อยจิ้งจอกผู้นั้นอีกสักครา สำหรับมันแล้ว ไม่ว่าเผ่าพันธ์ใดล้วนไม่สลักสำคัญ...
ไกลห่าง ในทะเลตะวันออก ยังคงเป็นด้านในตำหนักบรรทมของธิดามังกร ที่บัดนี้ เสียง ของธิดามังกรดังขึ้นด้วยความเกรี้ยวกราดจนม่านมุกส่ายไหว
“ เจ้าบอกว่าป่านนี้ยังสืบหาไม่พบ?”
หญิงรับใช้ได้ฟังคำก็สะท้านขึ้นเล็กน้อย หากทำได้เพียงก้มหน้าสงบนิ่งไม่กล้ากล่าวความอันใด ก่อนจะได้ยินเสียงใสวัยสิบห้าสิบหกของสตรีที่หลังม่านมุก กล่าวขึ้นต่อ
“ สืบหาต่อไป ข้าเชื่อว่ามันต้องไม่ตกตายไปโดยง่ายเช่นนั้น กระทั่งเฉินเสวี่ยเอ๋อร์ที่หายไปพร้อมกับโลกปัจเจกในหุบเหวทมิฬก็กลับออกมาตั้งแต่เมื่อครึ่งปีก่อนแล้ว เช่นนั้น มันที่หายไปในสถานการที่คล้ายคลึงกันพร้อมกับตำหนักอัคคี ก็สมควรที่จะมีชีวิตอยู่ ทั้งยังสมควรกลับออกมาแล้วเช่นกัน ดังนั้นต้องหามันให้พบ ข้าต้องการเพียงคำยืนยันว่า มันยังมีชีวิตอยู่”
“ เจ้าค่ะ” หญิงรับใช้ยอบกายคารวะ ก่อนถอยกายจากไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อตำหนักบรรทมเงียบลง เสียงที่แผ่วเบาราวกับกล่าวพูดกับตัวเองของธิดามังกร ก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
“ เฉินเสวี่ยเอ๋อร์ที่สูญเสียแก่นโลหิต ตำหนักนางเซียนจึงเปิดแดนลับอย่างหุบเหวทมิฬให้นางเข้าไปดูดซับฟื้นฟู หากไม่คิดว่า เหตุการณ์เช่นเดียวกันกับตำหนักอัคคีจะเกิดขึ้นมาเช่นกัน แต่ที่แปลกกว่านั้น เฉินเสวี่ยเอ๋อร์กลับสามารถกลับออกมาได้ในเวลาครึ่งปี ทั้งนางยังกล่าวเพียงว่า หมดสติไปจนกระทั่งฟื้นคืน…”
“ หากข้ากลับมองว่านางโกหก... แต่จะกล่าวไป ชายหญิงคู่นี้ก็นับว่าแปลกยิ่ง ชีวิตที่แล้วได้ลงเอยเป็นสามีภรรยา ฝ่ายหญิงตกตาย ฝ่ายชายก็อนาคตยาวไกลได้ขนานนามเทพสงครามจากผู้คนทุกหมู่เหล่า แต่ไฉน เฉินเสวี่ยเอ๋อร์ที่ต้องตกตายไปในชีวิตนั้น จึงกลับกลายเป็นตัวตนที่ตัวข้าเองก็หยั่งทราบไม่ถึงขึ้นมา… คงไม่ใช่เป็นเพราะเรื่องที่ข้าแทรกแซงโชคชะตาของนางหรอกกระมัง”
“ เฉินเสวี่ยเอ๋อร์นั่นจะอย่างไรก็ช่างเถอะ ที่สำคัญคือมัน… ข้าไม่เชื่อว่ามันจะตกตายไปเช่นนี้จริงๆ…”
“ แต่หากมันตกตายไปแล้วจริง…”
กลับตามมาด้วยเสียงถอนหายใจอย่างอ่อนล้า
“ นั่นก็คงเป็นโชคชะตา ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วกระมัง…”