หลังจากที่เมื่อวานทั้งคู่ไปทานข้าวกันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ต่างแยกย้ายกันไปเข้านอน จนตื่นเช้าในวันถัดมาทำให้หญิงสาวเริ่มประหม่าและทำตัวไม่ถูก เธอจึงแกล้งลงมากินข้าวเช้าสายกว่าปกติเพื่อจะหลบหน้าเขา ยิ่งนึกถึงเื่ราวเมื่อคืนนี้หน้าก็เริ่มร้อนผ่าวออกมา ยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้ฟันที่เรียงสวย้านั้นขบลงเม้มที่ริมฝีปากล่างของตัวเอง จินตนาการถึงเื่ราวเมื่อคืนที่กว่าเธอจะได้หลับได้นอนก็ปาไปตีสองกว่า
ข่มตาหลับว่ายากแล้ว แต่ฉากเมื่อคืนนั้นฉายออกมาอยู่ในหัวแทบจะทุกเวลา ยากมากที่จะลบให้หายไป ยิ่งลบมันออกก็เหมือนภาพจะยิ่งฉายออกมาเรื่อย ๆ เหมือนกับในตอนนี้
ภาพทุกอย่างผุดออกมาภายในหัวเธอเป็ฉาก ๆ อย่างต่อเนื่องเสียจนทำให้เธอนั้นแทบจะบ้า ยิ่งคิดก็ยิ่งขบฟันลงบนริมฝีปากอวบอิ่มที่มันเหมือนจะเป็ต้นเหตุ
ก๊อก ก๊อก
'เข้ามาได้เลยค่ะ ห้องไม่ได้ล็อก' เคียงรักะโบอกในขณะที่กำลังนั่งอ่านหนังสือที่โต๊ะสีชมพูข้างเตียง
'ยังไม่นอนอีกเหรอครับ' พิธาเปิดประตูเดินเข้ามาในห้องนอนของเคียงรักทันทีที่ได้ยินเสียงอนุญาต เขามองหญิงสาวที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือที่เขาซื้อให้เธอเป็ของขวัญวันเกิดตอนอายุสิบสี่
'ค่ะ ปะป๊ามีอะไรรึเปล่าคะ' เคียงรักเงยหน้าขึ้นมองพ่อเลี้ยงด้วยความสงสัย
'ก็แค่เห็นว่าสี่ทุ่มกว่าแล้ว ทำไมส้มถึงไม่เข้ามาในห้องของปะป๊าอีก ไม่มากอดมาหอมเหมือนทุกคืน'
'ปะป๊า ปะป๊าแกล้งหนู' เคียงรักพูดเสียงแ่พร้อมกับใบหน้าที่เริ่มขึ้นสี
'วันนี้ปะป๊าใจดีเลยจะเป็คนเดินมาให้หนูกอดหนูหอมไงครับ ดีไหม'
พอสิ้นสุดคำเคียงรักก็รู้สึกประหม่าและลังเลเล็กน้อย แต่เมื่อคิดขึ้นได้ว่าโอกาสแบบนี้ไม่ได้มีบ่อย ๆ ถ้าไม่รีบคว้าเอาไว้ก็อาจจะไม่มีครั้งหน้าอีก
เคียงรักจึงลุกขึ้นเดินไปสวมกอดพลางดึงให้อีกฝ่ายย่อตัวลงจนส่วนสูงเท่ากันจนเกิดเสียงฟอดดังขึ้น และเคียงรักก็ยังคงไม่ยอมปล่อยโอกาสนี้ไปง่าย ๆ เธอยังคงสวมกอดเขาต่อจนพอใจจึงผลักออก แต่แล้วร่างสูงก็ไม่ยอมปล่อยให้หญิงสาวเดินจากไป
พิธาที่เห็นเคียงรักปล่อยมือออกจากตัวเขาจึงเอามือหนาไปกอดที่เอวคอดของเธอแทน และก้มตัวลงไปหอมที่แก้มนวลของหญิงสาวอีกครั้งด้วยเสียงที่ดังเหมือนกับตอนที่เธอหอมเขา ก่อนที่สายตาจะหันไปเห็นริมฝีปากที่อวบอิ่มของเธอเม้มเข้าหากัน
“คุณหนูคะ คุณหนูส้ม”
แต่หญิงสาวเ้าของชื่อกลับยังเหม่อลอยจนไม่ได้ยินว่ามีคนเรียกอยู่
“คุณหนูคะ!”
เสียงเรียกดังอีกครั้งจนทำให้เคียงรักนั้นสะดุ้งโหยงและรีบหันไปตอบในทันที
“คะ ๆ ว่าไงคะป้าสา”
“คุณหนูเป็อะไรคะ ไม่สบายหรือเปล่า ทำไมเหม่อลอยและหน้าแดงขนาดนั้น” อรสาเอ่ยถามอย่างเป็ห่วงเมื่อเห็นหญิงสาวนั่งนิ่งไปนาน
“เปล่าค่ะป้าสา แล้วนี่ป้าเรียกหนูทำไมเหรอคะ”
“ป้าจะบอกว่าคุณเขาให้ฝากมาบอกคุณหนูค่ะว่าวันนี้มีงานด่วน แต่จะมาทานข้าวเที่ยงด้วย”
“ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะป้าสา” เคียงรักพยักหน้ารับหงึกหงัก
“แล้วก็คุณเขาฝากมาบอกอีกว่าของหวานเมื่อคืนหวานมาก คืนนี้อยากกินอีก ของหวานที่คุณเขาว่าคืออะไรกันคะ” อรสาเอ่ยถามด้วยความสงสัยใคร่รู้
“เอ่อ...ก็น่าจะเค้กกล้วยหอมนะคะป้าสา” เคียงรักที่ได้ยินก็ใทันที แต่ยังพยายามเก็บสีหน้าให้เป็ปกติที่สุด
ปะป๊า ปะป๊านิสัยไม่ดี!
“อ้อ ป้าก็นึกว่าของหวานอะไร เพราะปกติคุณเขาจะไม่ค่อยทานของหวานมื้อดึก ยังไงป้าขอตัวไปทำงานต่อก่อนนะคะ คุณหนูก็อย่าลืมทานข้าวด้วยนะคะ เดี๋ยวจะปวดท้องเอา”
“ได้ค่ะ ป้าสาไปทำงานต่อเถอะค่ะ” เคียงรักพยักหน้ารับ ก่อนที่จะมองตามหลังอรสาที่เดินจากไปพลางบริภาษตัวต้นเหตุที่ทำให้เธอนั่งเหม่อลอยตลอดทั้งเช้าในใจ
ปะป๊าร้ายกาจที่สุด คนเ้าเล่ห์
เขารู้ว่าเธอเข้าไปหาทุกคืน เข้าไปกอด เข้าไปหอมทุกคืนั้แ่แยกห้องนอนกันตอนเธออายุสิบหกยันตอนนี้อายุยี่สิบสอง เธอเคยมั่นใจมาตลอดว่าเขาไม่รู้เพราะไม่เห็นเขาพูดถึงเลยสักครั้ง แต่มันกลับผิดพลาดไปหมดเมื่อเ้าตัวรู้มาตั้งนานแล้ว แถมยังรู้ั้แ่วันแรกอีกด้วย!
“อยากกินอีก... อยากกินอีกเหรอ” เคียงรักนึกถึงคำพูดของอรสาที่บอกว่าเขาฝากมาบอก พร้อมกับยกมือลูบที่ริมฝีปากของตัวเองแ่เบาอย่างไม่รู้ตัว
ยิ่งคิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืนใบหน้าของหญิงสาวก็ยิ่งร้อนผ่าวเสียจนต้องเอามือทั้งสองข้างมากุมที่แก้มแทน แล้วก้มหน้าเขินอายอยู่คนเดียว