เช้าวันรุ่งขึ้นวรวุฒิมาทำงานที่สำนักงานตามปกติ
ผู้ดำรงตำแหน่งเป็หัวหน้าสถาปนิกทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ในห้องทำงานของตนมือของชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์มือถือจากกระเป๋าเสื้อนอกก่อนจะต่อสายไปถึงลูกค้าที่เขาต้องไปพบในวันนี้
“ครับ...ครับ... ได้ครับ ตกลงตามนั้น”
พูดอยู่ไม่กี่คำก็กดวางสายแล้วเขียนข้อความขยุกขยิกลงในสมุดบันทึกเล่มเล็กที่ตัวเขาเอาไว้ตรวจสอบตารางการทำงานซึ่งนั่นก็เป็จังหวะเดียวกับที่หูของเขาได้ยินเสียงเคาะประตูห้องทำงานดังขึ้น
“เชิญครับ”
ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องอย่างช้าๆ หล่อนก็คือ ชนากานต์ หรือ กานต์ซึ่งอดีตเคยเป็รุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยเดียวกับเขาส่วนปัจจุบันทำงานเป็พนักงานบัญชีของทางบริษัทนั่นเอง
ชนากานต์เป็ผู้หญิงที่มีแบบฉบับเป็ของตนเองผมสีน้ำตาลตัดเป็ทรงบ๊อบตามสมัยนิยม ชุดทำงานที่ดูเรียบร้อยแต่มีระดับประกอบกับการแต่งหน้าอ่อน ๆ ทำให้หล่อนดูงดงามอยู่ไม่น้อย
“เอ้าคุณกานต์ !ผมกำลังจะออกไปพบลูกค้าอยู่พอดี มีอะไรหรือเปล่าครับ ?”
วรวุฒิเอ่ยถามขึ้นเมื่อสังเกตเห็นว่าผู้ที่เดินเข้ามาในห้องคือใคร
“ได้ข่าวว่าคุณส่งน้องเนไปทำงานนอกสถานที่หรือคะแล้วเป็อย่างไรบ้าง รายนั้นน่ะ ?”
ผู้ถูกถามหัวเราะเบาๆ ชนากานต์นั้นเอ็นดูนรธิปเหมือนน้องชายคนหนึ่งก็ไม่ปาน
“ไม่เห็นติดต่อกลับมาเลยแต่ผมมั่นใจว่าผมส่งเขาไป ‘ถูกที่’ ล่ะน่า”
“ตายจริง! คุณพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร ? สถาปนิกมือหนึ่งไปทำงานสำคัญหัวหน้าอย่างคุณวุฒิก็เลยต้องออกไปลงพื้นที่ด้วยตนเองใช่ไหมล่ะคะ”
เสียงใสหัวเราะคิกในหนึ่งสัปดาห์นั้น น้อยวันมากที่วรวุฒิจะทำงานอยู่ในสำนักงานการที่ต้องออกไปพบลูกค้าข้างนอกบ่อย ๆ ทำให้ชายหนุ่มกลายเป็พวก ‘ชีพจรลงเท้า’ไปเสียแล้ว
“ว่าแต่คุณเถอะพักกลางวันนี้ไปทานข้าวกับผมสักมื้อไหมล่ะ ผมเป็เ้ามือเลี้ยงเอง”
รถไฟด่วนพิเศษสายเหนือขบวนหนึ่งจอดเทียบชานชาลาณ สถานีรถไฟหัวลำโพง
ผู้โดยสารจำนวนมากต่างทยอยลงจากรถพร้อมกับสัมภาระส่วนตัว บ้างก็เป็กระเป๋าใบใหญ่ บ้างก็เป็ลังกระดาษไม่เว้นแม้แต่ วรเดช ผู้ซึ่งเป็พี่ชายแท้ ๆ ของวรวุฒิ
ชายหนุ่มผิวขาวผู้สวมนาฬิกาข้อมือสีเงินเรือนใหญ่ ซึ่งขณะนี้ขาทั้งสองกำลังก้าวยาว ๆไปตามทางเดิน พร้อมกระเป๋าใส่เสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวแบบล้อลากมุ่งหน้าตรงไปยังบริเวณด้านหน้าของสถานีเพื่อเรียกรถแท็กซี่มิเตอร์ไปส่งยังสถานที่อีกแห่งหนึ่ง
วรเดชนั้นเพิ่งกลับจากการไปดูงานที่จังหวัดทางแถบภาคเหนือเห็นแบบนี้แต่ตัวเขาเป็ถึงเ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่มีชื่อเสียงไม่เป็สองรองใครทีเดียวเพียงแต่เ้าตัวออกจะเป็คนที่ชอบความเรียบง่ายและมีรูปแบบในการดำเนินชีวิตที่ค่อนข้างจะไม่เหมือนใครไม่ว่าจะเป็ทวีปยุโรป ทวีปอเมริกา ทวีปแอฟริกา หรือทวีปอื่น ๆตัวเขาก็เคยเดินทางรอบโลกมาแล้ว
รถแท็กซี่จอดตรงหน้าทางเข้าของสำนักงานแห่งหนึ่งวรเดชหยิบธนบัตรส่งให้ผู้เป็คนขับ จากนั้นจึงเดินเข้าตัวอาคารไปด้วยการต้อนรับของบรรดาพนักงานที่พบเห็น
“สวัสดีครับคุณวรเดช”
ชณภพยกมือขึ้นไหว้ชายหนุ่มผู้มีตำแหน่งเป็เ้าของบริษัท
ใช่แล้ว !บริษัทที่ชณภพ หลานชายแท้ ๆ ของพรรณวรินทร์ทำงานเป็มัณฑนากรอยู่ในขณะนี้ก็คือบริษัทรับเหมาก่อสร้างของวรเดชนั่นเอง
“งานเป็อย่างไรบ้างคุณชณภพระหว่างที่ผมไปดูงานต่างจังหวัด มีลูกค้าเข้ามาเยอะไหม ?”
“ก็พอมีครับ่นี้อีกบริษัทหนึ่งแลเขาจะเป็ที่นิยมมาก เพื่อนร่วมชั้นสมัย ม.ปลายของผมก็ทำงานอยู่ที่นั่น”
“เ้าน้องชายตัวดีของผมก็ทำงานอยู่ที่นั่นเหมือนกันกะว่าว่าง ๆ จะแวะไปเยี่ยมเยียนมันเสียหน่อย ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนแล้วกัน”
แม้จะเป็พี่น้องกันแท้ๆ แต่วรเดชกับวรวุฒิก็มักจะแข่งขันกันอยู่เสมอวรเดชออกมาเปิดบริษัทรับเหมาก่อสร้างเป็ของตนเอง ส่วนวรวุฒินั้นเลือกที่จะไปเข้าทำงานกับบริษัทที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งซึ่งดำเนินกิจการมาก่อนแล้วแม้วรเดชจะพยายามชักชวนให้ลาออกแล้วมาอยู่บริษัทเดียวกัน แต่วรวุฒิก็เอ่ยปากปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่าเขา้าจะพิสูจน์ศักยภาพของตนเอง โดยไม่ต้องคอยอยู่ในเงาของพี่ชาย
“ฮัลโหลเ้าวุฒิหรือ ?”
เสียงของผู้เป็พี่ชายถูกกรอกลงไป
“ผมเองพี่มีอะไรถึงโทรศัพท์มาป่านนี้ ?”
ฟังดูจากเสียงแล้วเหมือนวรวุฒิจะกำลังเคี้ยวอาหารอยู่ในปากตุ้ยๆ อย่างแน่นอน ซึ่งนั่นก็เป็จริงเพราะขณะนี้ชายหนุ่มกำลังรับประทานอาหารกลางวันอยู่กับชนากานต์นั่นเอง
“ว่าง ๆพี่จะไปเยี่ยมแกที่สำนักงานเสียหน่อย คงไม่ว่ากันใช่ไหม”
ปลายสายเกือบจะมีอันต้องสำลักอาหารที่เคี้ยวอยู่วรเดชเองบทจะมาก็ไม่มีปี่มีขลุ่ย ส่วนบทจะไปก็ไม่บอกกล่าวเช่นกัน
“พี่จะมาเมื่อไหร่ล่ะครับ่นี้ผมไม่ค่อยอยู่ที่สำนักงานเสียด้วย พอดีส่งลูกน้องมือดีออกไปทำงานผมก็เลยต้องไปลงพื้นที่เองเลยเนี่ย”
“ก็นั่นแหละพี่ถึงบอกให้แกลาออกแล้วมาอยู่บริษัทพี่ไงล่ะยโสอะไรไม่เข้าท่า ว่าแต่บริษัทที่แกทำงานอยู่ก็ดังไม่ใช่ย่อยเลยนี่นาเอาเป็ว่าว่าง ๆ พี่จะแวะไปแล้วกัน แค่นี้นะ”
วรเดชกดวางสายโทรศัพท์จากนั้นจึงเริ่มต้นลงมือทำงานของตนเองต่อ
วิชชุดาเดินกลับไปกลับมาอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่ของตนด้วยความรู้สึกหงุดหงิดใจเป็ที่สุด
หญิงสาวผู้แต่งตัวเปรี้ยวจี๊ดวางโทรศัพท์มือถือลงบนเก้าอี้ในห้องรับแขกอย่างแรงจนแทบจะเรียกได้ว่า ‘ขว้าง’ลงกับเบาะนุ่ม ๆ นั้นก็ไม่ปาน
“โอ๊ยอะไรก็ไม่ว่าง ๆ อย่าให้เหมียวรู้นะว่าเนโกหกเหมียว !”
เสียงแหลมตวาดอย่างหัวเสียจนผู้เป็พ่อซึ่งกำลังเดินลงมาจากชั้นสองต้องเอ่ยถาม
“อะไรกันลูกเหมียวเอะอะั้แ่เช้าเชียว”
“คุณพ่อมาก็ดีแล้วค่ะก็เนน่ะสิคะ เหมียวโทรศัพท์ไปก็บอกแต่ว่ากำลังทำงานอยู่ั้แ่เหมียวกลับมาจากเมืองนอก เนยังไม่เคยพาเหมียวออกไปเที่ยวไหนเลยนะ”
วิชชุดากล่าวรายงานผู้เป็พ่อทันที
“นรธิปเขาอาจจะไม่ว่างจริงๆ ก็ได้นี่ลูก จะอารมณ์เสียไปทำไม”
ผู้สูงวัยกว่าเอ่ยตอบอย่างใจเย็นวิชชุดาได้แต่ทำท่าฮึดฮัดใบหน้าซึ่งมีเครื่องสำอางราคาแพงแต่งแต้มขมวดคิ้วเข้าหากันจนแทบจะเป็เส้นตรง
“ก็เหมียวกลัวนี่คะคุณพ่อบางทีเนอาจจะโกหกเหมียวอยู่ก็ได้”
“ถ้าอย่างนั้นลูกก็ไปหาเขาเสียเลยสิคู่หมั้นจะไปมาหาสู่กัน ไม่เห็นแปลกตรงไหน”
คำพูดของผู้เป็พ่อทำให้วิชชุดายิ้มออก ร่างเพรียวสมส่วนในชุดเดรสสีเืหมู ลุกขึ้นจากโซฟาตัวใหญ่ก่อนจะหยิบกุญแจรถแล้วเดินถือออกไปอย่างอารมณ์ดี
ไม่กี่อึดใจต่อมาวิชชุดาก็ขับรถเก๋งเปิดประทุนยี่ห้อหรูมาจอดอยู่ที่หน้าอาคารซึ่งเป็ที่ทำงานของนรธิปหญิงสาวเดินตรงเข้าไปในตัวอาคาร โดยไม่บอกกล่าวอะไรกับฝ่ายประชาสัมพันธ์ทั้งสิ้น หล่อนมีจุดมุ่งหมายที่้ามาในวันนี้อยู่แล้ว
ฝ่ายวรวุฒิและชนากานต์นั้นหลังจากที่รับประทานอาหารกลางวันเป็ที่เรียบร้อยทั้งสองก็ตรงกลับมายังห้องทำงานทันทีวรวุฒิซึ่งกำลังจะหมุนลูกบิดประตูกลับเข้าไปยังห้องทำงานของตน ทันได้ยินเสียงแหลมๆ ของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นบริเวณลิฟต์
“คุณนรธิปอยู่ไหม ? ฉันเป็คู่หมั้นของเขา”
วิชชุดากำลังพูดอยู่กับชนากานต์ที่กำลังจะขึ้นลิฟต์ต่อไปยังชั้นของตนพอดี
“คุณนรธิปไม่ได้เข้ามาที่สำนักงานค่ะ”
ชนากานต์เอ่ยตอบมองสำรวจอีกฝ่ายอย่างประเมินท่าที
“นี่หล่อน ! อย่ามาเสียมารยาทกับฉันนะคุณพ่อของฉันเป็ถึงประธานบริษัทั์ใหญ่ แน่นอนว่าร่ำรวยกว่าสำนักงานของหล่อน !”
วิชชุดาตวาดเสียงแหลม
“ขอโทษนะครับ พอดีคุณนรธิปไม่อยู่ถ้าคุณจะมาหาเขาล่ะก็ เกรงว่าจะต้องมาใหม่ในวันหลัง”วรวุฒิเดินเข้ามาช่วยแก้สถานการณ์ ก่อนจะหันไปกระซิบกับผู้เป็พนักงานบัญชีว่า“ไปทำงานต่อเถอะคุณกานต์ ทางนี้ผมจัดการเอง”
“ไม่ทราบว่าคุณเป็ใครกันฉันนี่เป็คู่หมั้นของคุณนรธิป เพราะฉะนั้น...”
“ผมทราบดีครับว่าคุณเป็คู่หมั้นของเขาแต่ตอนนี้คุณนรธิปกำลังทำงานอยู่ที่บ้านของลูกค้า เกรงว่าคุณคงมาหาผิดที่แล้วครับ”
วรวุฒิพูดออกไปโดยไม่ทันยั้งคิดเมื่อพูดออกไปแล้วนั่นแหละ ชายหนุ่มรุ่นพี่จึงแทบอยากจะกัดลิ้นตนเอง
...ซวยแล้วไงล่ะ !
“บ้านของลูกค้า ? ใคร ?อยู่ที่ไหนบอกฉันมาเดี๋ยวนี้นะ”
ั์ตาสีนิลจ้องมองผู้เป็หัวหน้าสถาปนิกอย่างคาดคั้นเอาคำตอบ
“ผมคงจะบอกคุณไม่ได้หรอกนะครับคุณผู้หญิงเพราะที่อยู่ถือเป็เื่ส่วนตัวของลูกค้า”
ชายหนุ่มหน้าตาคมเข้มพยายามเอ่ยอย่างใจเย็นแต่ก็ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์เมื่อวิชชุดาถือวิสาสะเดินตรงไปดูตารางงานซึ่งถูกติดไว้ที่ประตูตู้เหล็กบานหนึ่งไม่นานนัก หญิงสาวก็เดินกลับมา พร้อมกับใบหน้าที่ยิ้มเยาะอย่างผู้มีชัย
“ฉันรู้แล้วว่าคุณนรธิปอยู่ที่ไหนเพราะฉะนั้นขอลาขาด !คนอย่างฉันไม่อยากต้องเสียเวลามาพูดกับคุณให้เปลืองน้ำลาย”
พูดจบเ้าหล่อนก็เดินเชิดหน้าจากไปวรวุฒิจึงได้แต่สั่นศีรษะอย่างอ่อนใจ
...ไม่รู้ว่าเ้านรธิปคิดอะไรของมันถึงได้ยอมหมั้นหมายกับผู้หญิงที่มีกิริยามารยาทเช่นนี้ได้ลงคอ ?
นี่ถ้าเป็เขาล่ะก็ถึงจะหัวเด็ดตีนขาดก็ไม่มีวันเสียหรอก !