หลังจากที่ต่งเอ้อซื่อปิดเรือนหลักจวนองค์ชายเก้าก็ดูเงียบเหงาลงในทันใดแม้ว่าสตรีในเรือนหลังจะกระตือรือร้นในการแย่งชิงความโปรดปรานแต่น่าเสียดายที่อิ้นถังมีนิสัยดุดันจึงไม่มีผู้ใดกล้าเสี่ยงเข้าไปเสนอตัวเป็คนแรก
เรือนองค์ชายเก้าพลันเงียบสงบ ต่างจากความครึกครื้นมีชีวิตชีวาก่อนหน้านั้น
ไม่รู้ว่าเด็กในครรภ์ของต่งเอ้อซื่อจะสามารถคลอดออกมาได้อย่างราบรื่นหรือไม่แต่เด็กในครรภ์ของหว่านซีนั้นพร้อมที่จะออกมาเผชิญโลกแล้วดังนั้นจึงเป็เื่ปกติที่หว่านซีจะได้รับความสนใจจากอิ้นถังมากกว่า
เห็นท้องของหว่านซีใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ความกังวลของอิ้นถังก็ขยายเป็เงาตามตัวดังนั้นเขาจึงไม่กลับไปห้องหนังสือแต่เข้าพักที่เรือนชิงอี้ สร้างความไม่พอใจให้แก่สตรีในเรือนหลังคนอื่นๆเป็อย่างมาก
หว่านซีอาศัยที่อิ้นถังคอยปกป้องก็ไม่เกรงใจอีก แต่เริ่มเอาแต่ใจมากขึ้นทว่าอิ้นถังไม่ได้โกรธเคือง กลับเอาอกเอาใจและคอยปลอบโยนไม่ห่างขอเพียงนางเอ่ยปากไม่มีทางที่เขาจะปฏิเสธอยู่แล้ว
คืนนั้นหว่านซีเอนกายลงในอ้อมแขนของอิ้นถังและนิ่งฟังเขาอ่านหนังสือวันนี้หว่านซีไม่ได้ฟังสิ่งที่นางคุ้นเคยอย่าง‘คัมภีร์ซือจิง[1]’แต่กลับเป็ ‘คัมภีร์เซี่ยวจิง[2]’ ที่เลือกโดยอิ้นถัง เมื่อเทียบกับความงดงามด้านวรรณกรรมของ ‘คัมภีร์ซือจิง’ แล้วแม้ว่าความหมายของ ‘คัมภีร์เซี่ยวจิง’ จะดี แต่เนื้อหาก็ล้าสมัยเกินไปทั้งวิธีการอ่านแบบไม่มีจังหวะด้วยน้ำเสียงราบเรียบของอิ้นถัง ทำให้นางไม่อาจต้านทานความง่วงที่โจมตีเข้ามาได้นางยกมือขึ้นปิดปากหาว ก่อนจะรู้สึกเจ็บท้องขึ้นมาแต่อาจเป็เพราะนางเคยเจ็บท้องเช่นนี้มาก่อนจึงไม่ได้สนใจมากนัก
ยิ่งใกล้วันคลอดเท่าไหร่ หว่านซีก็ยิ่งเจ็บท้องถี่ขึ้น ในตอนแรกนางยังพอรู้สึกตื่นตระหนก แต่หลังจากได้ยินจากหมัวมัวที่มีหน้าที่ดูแลครรภ์ว่าเป็เื่ปกตินางรู้สึกโล่งใจขึ้นยิ่งไปกว่านั้นเมื่อสองวันก่อนก็มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ดังนั้นนางจึงไม่ได้กังวลมากเท่าใด
อิ้นถังฝ่ามือใหญ่ลูบหลังของนางเบาๆ ก่อนรู้สึกว่าร่างกายของนางแข็งเกร็งขึ้นมาในฉับพลันเขาหันไปมองแล้วก็เห็นว่าดวงหน้างดงามนั้นกำลังบิดเบี้ยวด้วยความเ็ปเขาก็ถามด้วยความกังวล "เป็อะไรไป เจ็บอีกแล้วหรือ”
การอยู่ร่วมกันทั้งกลางวันและกลางคืนทำให้อิ้นถังรู้เื่หลายๆอย่างไปโดยปริยาย
“องค์ชายเหมือนว่าหม่อมฉันกำลังจะคลอดแล้วเพคะ!” หว่านซีตัวสั่นด้วยความเ็ปจนลืมกังวลเกี่ยวกับกฎระเบียบไปหมดสิ้น
อิ้นถังตัวแข็งทื่อด้วยความตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็ะโเสียงดัง"มาเร็ว รีบมาเร็ว ไปเรียกหมอหลวง เรียกหมอตำแยมาด้วย...”
หลินชูจิ่วและทิงอวี่ที่เฝ้าอยู่ข้างนอกต่างใเมื่อได้ยินเสียงร้องของอิ้นถังจากนั้นรีบเข้าไปอย่างเร่งรีบชั่วครู่หนึ่งเรือนชิงอี้ทั้งหมดก็จุดไฟสว่างไสวและทุกคนในเรือนก็วุ่นวายขึ้นมาทันที
อิ้นถังะโเรียกคนเสร็จแล้วก็หันมาจะอุ้มหว่านซีไปยังห้องคลอดแต่นางกลับปฏิเสธไปและยืนกรานที่จะเดินไปเอง
“เหตุใดเ้าถึงมาดื้อเอาเวลานี้!”
“องค์ชายเข้าไปในห้องคลอดไม่ได้อีกอย่างการเดินก็เป็เื่ดีต่อการคลอดนะเพคะ หมอตำแยก็พูดอย่างนั้นไม่ใช่หรือ”หว่านซีมองดูมือที่สั่นเทาของเขาความหวาดกลัวที่เดิมมีเล็กน้อยของนางพลันสงบลงทันที “องค์ชายหม่อมฉันจะไม่เป็ไร ลูกของเราก็เหมือนกัน”
อิ้นถังสบดวงตาที่ฉายแววปลอบโยนจากหว่านซีจึงระงับจิตใจให้สงบเอื้อมมือไปจับมือของนางเอาไว้แน่น "อย่ากังวล ข้าจะอยู่ข้างนอกปกป้องเ้าแม่ลูกอย่างแน่นอน!”
หว่านซีให้กำเนิดลูกสามคนในชาติที่แล้ว ดังนั้นนางจึงมีประสบการณ์มากกว่าผู้หญิงทั่วไป อีกทั้งนางยังให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองและลูกั้แ่เริ่มตั้งครรภ์ไม่ว่าจะเป็การออกกำลังกายหรือดูแลร่างกายอย่างสม่ำเสมอโดยไม่กลัวที่จะรับประทานอาหารบำรุงร่างกายเพื่อสุขภาพที่ดีด้วยเหตุนี้ การตั้งครรภ์ของนางจึงอยู่ในเกณฑ์ดีแม้แต่หมอหลวงที่เข้ามาตรวจชีพจรก็ยังชมว่านางมีสุขภาพดี
แม้นางคาดการณ์ไว้แล้วทุกอย่าง แต่กลับลืมไปว่าการคลอดเ็ปมากเสียจนไม่ใช่สิ่งที่อาจทานทนกันได้ง่ายๆ
หว่านซีค่อยๆ เดินไปมารอบห้องคลอดโดยมีเกาหมัวมัวช่วยประคองเอาไว้แต่การเจ็บครรภ์ที่ถี่ขึ้นเรื่อยๆทำให้นางหายใจไม่ทัน น้ำตาค่อยๆ ร่วงหล่นทีละหยดด้วยความเ็ป
ทิงหลานคอยเช็ดเหงื่อของนายสาวเป็ระยะ เสียงของที่ร้องด้วยความเ็ปทำให้นางรู้สึกประหม่ามือที่ถือผ้าเช็ดหน้าที่ใช้ซับเหงื่อก็สั่นสะท้านโดยไม่ได้ตั้งใจ
นอกห้องคลอด อิ้นถังฟังเสียงร้องด้วยความเ็ปของหว่านซีใบหน้าเขาพลันเครียดเขม็งรังสีฆ่าฟันรอบตัวรุนแรงมากเสียจนหลินชูจิ่วหวาดผวาไม่กล้าเข้าใกล้
ขณะที่กำลังกังวลอยู่อิ้นถังกลับเห็นสตรีในเรือนหลังพากันเดินเข้ามาด้วยท่าทางเปี่ยมเสน่ห์เย้ายวนต่างคนต่างแต้มรอยยิ้มอ่อนหวานไว้บนใบหน้าที่ฉายแววปีติยินดีเขาพลันรู้สึกเสียใจขึ้นมาทันทีที่สั่งปิดเรือนหลักของต่งเอ้อซื่อเพียงหลังเดียวแทนที่จะสั่งปิดไปให้หมด
"หลินชูจิ่ว บอกให้คนเหล่านี้กลับไป!"อิ้นถังตวาดเสียงดังก้องจนทำให้สตรีที่ยังไม่ได้เข้ามาใกล้หยุดชะงักโดยไม่รู้ตัว
"พ่ะย่ะค่ะ" หลินชูจิ่วกวาดสายตามองสตรีเ่าั้พลางนึกในใจว่าคนพวกนี้กำลังรนหาที่ตายชัดๆ
องค์ชายทรงให้ความสำคัญกับอนุหวันเหยียนมากและทุกคนต่างก็รู้ดี ตอนนี้อนุหวันเหยียนกำลังอยู่ในอาการเ็ปเพราะใกล้คลอดสถานการณ์ยังไม่แน่นอน ทำให้องค์ชายทรงหวั่นวิตกแต่สตรีไม่รู้ความพวกนี้ก็ยังวิ่งเข้ามาร่วมสนุกด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข คนพวกนี้กลัวไม่ได้ตายเร็วกันหรือ!
เห็นสีหน้าชวนผวาของอิ้นถังเช่นนั้น หมอหลวงก็รู้สึกขาอ่อนแรงเล็กน้อยแต่ก็ยังอยากเอ่ยปากปลอบอีกฝ่ายสักสองสามคำ ใครจะคิดว่าอิ้นถังจะเดินไปเดินมาทำให้เขาไม่อาจหาโอกาสพูดได้สักครั้งเดียว
อิ้นถังมองไปทางห้องคลอดอย่างไม่ละสายตาเมื่อเห็นอ่างที่เต็มไปด้วยเืถูกยกออกมา มือของเขาพลันเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นลมหายใจติดขัดอยู่เพียงลำคอตื่นตระหนกเสียจนไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป
หลินชูจิ่วซึ่งยืนตัวแข็งเป็รูปปั้นเหงื่อเย็นแตกพลั่กทั่วตัวนี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังคลอดบุตรเขาไม่รู้อะไรสักอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าและถึงแม้ว่าจะอยากเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่เขากลับนึกไม่ออกไปเสียดื้อๆ อย่างนั้น!
ในห้องคลอดหว่านซีพยายามปรับลมหายใจให้สอดคล้องกับเสียงของหมอตำแยและออกแรงเบ่งกระทั่งไม่อาจอดทนต่อความเ็ปได้ต่อไปนางจึงกรีดร้องขึ้นมาโชคดีที่นางบำรุงร่างกายมาอย่างดี แม้ว่าจะเป็ท้องแรกแต่ตำแหน่งของทารกอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม อีกทั้งพื้นฐานร่างกายของนางก็ไม่เลวทำให้การคลอดเป็ไปอย่างราบรื่นกว่าคนทั่วไปมากนัก
ทว่าไม่มีการให้กำเนิดใดที่ปราศจากความทุกข์ทรมานถึงแม้ว่าการให้กำเนิดของหว่านซีจะราบรื่นกว่าคนธรรมดา แต่ก็ยังคงใช้เวลามากนักเพียงพริบตาเดียวก็ผ่านไปแล้วหนึ่งชั่วยามหว่านซีรู้สึกว่าแรงกายของนางเริ่มน้อยลงเรื่อยๆจิตใจก็เริ่มทวีความวิตกกังวลมากขึ้น แต่เมื่อได้ยินเสียงหมอตำแยะโว่า"ข้าเห็นหัวแล้ว"นางก็รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีแล้วกรีดร้องเสียงแหลมนางพลันรู้สึกมีบางอย่างหลุดออกมาจากร่าง ทว่านางกลับไม่ทันได้เห็นว่าลูกเป็ชายหรือหญิงดวงตาทั้งคู่ก็มืดมิดลงไปในทันที แล้วนางก็ไม่รับรู้อะไรอีก
นอกห้องคลอดอิ้นถังหวาดผวากับเสียงกรีดร้องที่ก้องขึ้นมาอย่างกะทันหันของหว่านซีเขารีบเข้าไปโดยไม่สนใจข้อห้ามที่ไม่ให้บุรุษเข้าไปในห้องคลอดทันทีที่ไปถึงประตูเขาก็ได้ยินเสียงทารกร้องดังออกมาจากด้านในชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งในใจคิดซ้ำไปซ้ำมาว่าในที่สุดบุตรก็เลิกทรมานมารดาเสียที
หลังจากนั้นไม่นาน หมอตำแยก็ออกมาพร้อมกับทารกในอ้อมแขนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มและรายงานด้วยความยินดีว่าทั้งแม่และลูกปลอดภัยดีหัวใจของอิ้นถังที่แขวนลอยอยู่กลางอากาศก็ร่วงหล่น สู่ตำแหน่งเดิมในที่สุด
ั์ตาของอิ้นถังจับจ้องไปที่ห่อผ้าในอ้อมแขนของหมอตำแยก่อนจะก้าวเข้าไปข้างหน้าอย่างกระตือรือร้นแล้วจึงได้เห็นทารกในผ้าห่อตัวสีขาวนวลปรากฏต่อหน้าต่อตาผิวของเด็กน้อยเป็สีชมพูเรื่อปากเล็กๆของนางกำลังขยับอ้าๆ หุบๆ เ้าตัวเล็กอวบอ้วนดูแข็งแรงยิ่งนัก
เมื่อมองไปที่เ้าตัวน้อยผู้เป็บุตรชายของเขา หัวใจของอิ้นถังพลันอ่อนยวบ ความสุขของการได้เป็พ่อคนเป็ครั้งแรกฉายชัดอยู่บนใบหน้าชายหนุ่มระบายรอยยิ้มอย่างไม่อาจกลั้นเอาไว้ได้
หมอตำแยมองไปที่อิ้นถังที่ยิ้มแย้มแจ่มใสด้วยความยินดีเมื่อนึกถึงของรางวัลที่ตนจะได้รับ รอยยิ้มที่มุมปากของนางก็ลึกขึ้นเพียงไม่นานหลังจากนั้นหมอตำแยก็เอ่ยปากว่าเด็กเล็กไม่อาจทนแรงลมได้นางจึงอุ้มกลับไปที่ห้องคลอด
อิ้นถังในยามนี้มีบุตรชายแล้ว ทุกอย่างก็สำเร็จไปได้ด้วยดีเขาได้ล้างความขุ่นเคืองที่ผู้คนเคยวิพากษ์วิจารณ์ออกไปจนหมดสิ้นก่อนที่เขาจะสั่งให้หลินชูจิ่วให้ของกำนัลทุกคนและส่งคนไปที่วังเพื่อประกาศข่าวดี
เมื่ออี้เฟยที่อยู่ในวังหลวงทราบข่าว พระชายาองค์ชายแปดกัวลั่วหลังซื่อเห็นท่าทางยินดีของอี้เฟยนางก็ลืมจุดประสงค์ของการมาเยี่ยมในวันนี้ชั่วขณะมือทั้งสองทาบลงบนท้องของตนเองโดยไม่รู้ตัวความหวังริบหรี่ส่องประกายอยู่ในใจอย่างเงียบเชียบ
เมื่อพูดถึงเื่ลูก กัวลั่วหลัวซื่อก็คาดหวังในเื่นี้ไม่ต่างจากสตรีคนอื่นั้แ่มาจนถึงตอนนี้นางพยายามอย่างเต็มที่ที่จะให้กำเนิดบุตรชายให้กับสามีน่าเสียดายที่ผ่านไปหลายปีแล้วกลับไร้วี่แววทายาทเพียงหนึ่งเดียวหากบอกว่าไม่ผิดหวังก็คงพูดโกหกแล้ว
อี้เฟยกำลังจ่อมจมอยู่กับความปีติยินดีอย่างล้นเหลือจนไม่ได้สังเกตเห็นความเศร้าในดวงตาของกัวลั่วหลัวซื่อแต่วุ่นวายอยู่กับการส่งคนไปแจ้งข่าวดีให้ฮ่องเต้คังซีและคนอื่นๆ ทราบ
ฮ่องเต้คังซียินดีกับเื่นี้มากเช่นกันไม่นานมานี้อิ้นถังถอนตัวออกจากการไปพัวพันกับปัญหาของอิ้นซื่อเขาซึ่งเป็ฮ่องเต้ย่อมยินดีที่จะให้หน้าบุตรชายของเขามากขึ้นไม่เพียงแต่กล่าวคำยินดีให้กับเขาเท่านั้นแต่ยังรับสั่งว่าจะเสด็จไปเยี่ยมเป็การส่วนตัวในวันที่สามหลังคลอดอีกด้วย
การให้เกียรติอย่างสูงเช่นนี้ ไม่พูดถึงองค์รัชทายาทแต่ยังทำให้องค์ชายคนอื่นๆ รู้สึกไม่สบายใจเมื่อฮ่องเต้คังซีให้ความสำคัญกับบุตรชายคนโตขององค์ชายเก้าอย่างกะทันหันก็ทำให้ทุกคนมีปฏิกิริยาต่างกันเพราะแม้แต่บุตรชายคนโตขององค์รัชทายาท คังซียังไม่เสด็จไปร่วมงานเลี้ยงด้วยองค์เองเลยด้วยซ้ำชื่อก็พระราชทานให้หลังจากครบเดือนแล้วดังนั้นท่าทางของฮ่องเต้ในตอนนี้สร้างความสงสัยให้แก่เหล่าองค์ชายจนต่างพากันคาดเดาไปต่างๆนานาอย่างไม่หยุดหย่อน
ฮ่องเต้คังซีไม่ได้มีเจตนาอื่นใดแอบแฝงจริงๆ ในฐานะบิดา เขาลำเอียงเข้าข้างอิ้นถังอย่างแท้จริงแต่การลำเอียงไม่ได้หมายความว่าเขาไม่สนใจบุตรชายคนอื่นเลยเมื่อเห็นว่าองค์ชายเก้าว่าง่ายลงแล้วทั้งยังมีบุตรชายสืบสกุลอีกจึงรู้สึกดีใจชั่วขณะและอยากไปเยี่ยมด้วยตนเองขึ้นมาทันที
ไม่ต้องพูดถึงว่า วังหลวงมีท่าทีอย่างไรต่อการตัดสินใจของฮ่องเต้คังซีข่าวการคลอดของหว่านซีก็แพร่กระจายไปทั่ววังอย่างรวดเร็วและทำให้ผู้คนมีท่าทีต่างกันไป
ณ เรือนหลัก จวนองค์ชายเก้า
ถ้วยชาในมือของต่งเอ้อซื่อตกลงไปที่พื้นพร้อมกับเสียง 'เพล้ง' ถ้วยชาพลันแตกกระจายเป็เสี่ยงๆ เนื่องจากการเคลื่อนไหวอย่างกะทันหันของนางแต่นางไม่สนใจเลยสักนิด เพียงจ้องมองอิ่นหมัวมัวพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า"เ้ากำลังพูดถึงอะไรเ้า...พูดอีกครั้งสิ”
ต่งเอ้อซื่อแทบไม่เชื่อหูตัวเอง นางอยากจะเชื่อว่ามันเป็ภาพลวงตาที่เกิดจากความเหนื่อยล้าของตนเองมากกว่าที่จะยอมรับว่าสิ่งที่ได้ยินเป็เื่จริง
"พระชายา อนุหวันเหยียนให้กำเนิดบุตรชายคนโตขององค์ชายในวันนี้ทั้งแม่และลูกปลอดภัยดีเพคะ" เมื่อมองไปที่ใบหน้าที่ซีดเซียวของต่งเอ้อซื่อในใจนางก็รู้สึกขมฝาดแต่ก็ยังคงเอ่ยไปตามตรง
แม้ว่าการที่เด็กเป็ชายหรือหญิงล้วนกำหนดไว้ด้วยโชคชะตา แต่หากเด็กที่หวันเหยียนซื่อคลอดเป็หญิงอย่างน้อยอิ่นหมัวมัวและคนอื่นๆ ก็จะรู้สึกโล่งใจมากขึ้นเป็ธรรมดาแต่การให้กำเนิดเด็กชายกลับส่งผลกับสถานการณ์โดยรวม ซึ่งนางเองไม่กล้าประมาทจึงต้องรีบรายงานให้ต่งเอ้อซื่อได้รู้โดยเร็ว
"ไม่จริง! เ้าพูดจาส่งเดช! บุตรชายคนโตขององค์ชายจะต้องเกิดจากท้องของข้าเท่านั้นเหตุใดนางสารเลวหวันเหยียนซื่อถึงมีลูกชายแล้วยังคว้าตำแหน่งบุตรชายคนโตที่ควรจะเป็ของลูกข้าไป!ข้าไม่เชื่อ!ข้าไม่เชื่อ!!”เสียงกรีดร้องเสียดหูของต่งเอ้อซื่อเต็มไปด้วยความคับข้องใจเดิมทีนางเคยรู้สึกหดหู่เพราะคำสั่งปิดเรือน แต่ตอนนี้เมื่อหวันเหยียนซื่อมีลูกชายแล้วนางก็รู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรง
แค่คำสั่งปิดเรือน นางยังอาจหลอกตัวเองได้ว่าเขาเห็นแก่ลูกในท้องเพราะไม่ว่าอย่างไรก็มีหลายคนในวังที่พยายามทำร้ายนางจริงๆแต่ตอนนี้นางกลับต้องยอมรับว่าความคิดของก่อนหน้านี้เป็เพียงเื่ตลกที่นางใช้หลอกตัวเองจริงๆ
เขาไม่ได้สนใจนาง และไม่สนใจลูกในท้องด้วยการปิดเรือนหลักอาจเป็เพียงการป้องกันไม่ให้ลงมือตอนที่หวันเหยียนซื่อคลอดลูกก็เป็ได้
“อ๊า..."
อิ่นหมัวมัวและตงกูกูมองต่งเอ้อซื่อที่ยกมือกวาดทุกอย่างจากโต๊ะลงบนพื้นระบายความโกรธพวกนางต่างรีบก้าวไปข้างหน้าเพื่อจับมือผู้เป็นายไว้แล้วปลอบโยน"พระชายาระวังร่างกายของท่านด้วยเพคะท่านกำลังตั้งครรภ์ จะอารมณ์พลุ่งพล่านมากเกินไปไม่ได้นะเพคะ!"นางเพิ่งผ่านภาวะเสี่ยงแท้งมาไม่นานกว่าจะดีขึ้นก็ใช้ระยะเวลานานพอสมควรหากตอนนี้ยังจะมีปัญหาเกิดขึ้นอีกก็อาจจะทำให้เกิดเื่รุนแรงเกินกว่าจะแก้ไขขึ้นก็ได้
ต่งเอ้อซื่อตัวแข็งทื่อขึ้นมาฉับพลัน และคำว่า ‘ลูก’ ได้นำความมีเหตุผลในใจของนางซึ่งถูกครอบงำด้วยความโกรธกลับมานางยกมือขึ้นเพื่อลูบไล้หน้าท้องแบนราบของตนเอง ดวงตาแดงก่ำค่อยๆมีน้ำตาร่วงลงมาอย่างไม่อาจควบคุม ต่งเอ้อซื่อพยุงตนเองนั่งลงบนเก้าอี้อย่างอ่อนแรง "บุตรชายคนโต? มีบุตรชายคนโตอยู่ต่อจากนี้องค์ชายคงจะถนอมนางไว้ในอุ้งมือเป็แน่”
[1] คัมภีร์รวมบทกวีที่เก่าแก่ที่สุดของจีนรวบรวมผลงานั้แ่สมัยราชวงศ์โจวตะวันตก
[2] คัมภีร์ด้านความกตัญญู