ตอนที่ 27
ผิดหวังละสิ
เสวี่ยิใบหน้ายังคงซีดเผือดลืมตาฟื้นขึ้นมาอย่างช้า ๆ สายตากลับมามองเห็นได้อย่างชัดเจนอีกครั้ง ค่อย ๆ ไล่มองดูสีหน้าของผู้ที่รอลุ้นผลการทดสอบอยู่ภายในห้องอาคมมายา แม้จะยังไม่รู้ว่าผลที่ออกมาเป็เช่นไร แต่เมื่อดูจากสีหน้าของจื่อฮุย เสวี่ยิก็หวั่นไหวในใจอยู่บ้าง แต่เพราะประสบการณ์ต่อสู้ รวมถึงพลังประหลาดจากดวงตาข้างซ้ายที่ปรากฏขึ้นมาโดยบังเอิญล้วนเป็ผลพลอยได้ที่เกินคาดในครั้งนี้ ต่อให้เขาไม่ผ่านการทดสอบเสวี่ยิก็หาได้ย่อท้อ เขาได้ตัดสินใจเลือกที่จะเดินหน้าสู่เส้นทางผู้ฝึกตนที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาแล้ว และไม่มีวันหันกลับไปสู่เส้นทางอื่นอีก แม้จะไม่ได้เข้าสู่สำนักัฟ้า ก็ยังมีสำนักผู้ฝึกตนอื่นในเมืองหยกม่วงอยู่อีก
...ธูปยังคงเผาไหม้อยู่ และเพิ่งจะดับลงไปต่อหน้าเสวี่ยิ
ความเงียบงันเกาะกุมในจิตใจของเสวี่ยิ ผู้คนส่วนใหญ่ในห้องเองก็ล้วนเงียบงัน เพราะเข้าใจความรู้สึกที่อีกนิดเดียวธูปก็จะหมดลง
แต่ความเงียบดังอยู่ได้แค่อึดใจเดียว เสียงหัวเราะของหลี่เปียวก็ดังขึ้น
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า สวะก็ย่อมเป็สวะวันอย่างค่ำ" แม้คำพูดนั้นดูจะเป็การพูดลอย ๆ ขึ้นมา แต่เสวี่ยิรู้ดีว่าคนโฉดชั่วเช่นหลี่เปียวนั้นจงใจเอ่ยขึ้นเพื่อทำร้ายจิตใจของเขา
"อืม...เ้าหนูเ้าชื่ออะไร" แต่เมื่อเสียงของผู้าุโปู้เจินดังขึ้น ทุกการกระทำในห้องต่างก็นิ่งเงียบลงในทันทีอีกครั้ง
"เออ..." เสวี่ยิยังคงผิดหวัง และงุนงงกับเหตุการณ์อยู่ จึงตอบคำถามช้าไปอยู่บ้าง "หลง...หลงเสวี่ยิครับ"
"อืม" ผู้าุโปู้เจินครางต่ำในลำคอ "เ้าไม่ธรรมดาเลย ทั้งที่มีระดับฝึกตนเพียงแค่ลมปราณพื้นฐานขั้นที่สอง กลับสามารถสังหารสัตว์อสูรพื้นฐานลมปราณขั้นที่หนึ่งลงได้"
..."คำสังหารสัตว์อสูรพื้นฐานลมปราณขั้นที่หนึ่งลงได้"...ของผู้าุโปู้เจิน ดังก้องเต็มสองรูหูของทุกผู้คนที่อยู่ในห้อง ทำเอาหลี่เปียวเข่าแทบจะทรุดลงกับพื้น จื่อฮุยที่คิดว่าเสวี่ยิต้องพบกับความผิดหวังกลับเปลี่ยนเป็ะโโลดเต้น วิ่งเข้ามามายินดีกับเสวี่ยิในทันที
ผู้าุโปู้เจินที่เอ่ยปากเช่นนั้น จึงอธิบายเหตุผลรองรับ และจริง ๆ การดูว่าสังหารได้หรือไม่ได้นั้นง่ายนิดเดียว เพียงแค่อักขระแสดงผลไม่ได้มอดดับแสงหลังจากที่ผู้ทดสอบฟื้นตื่น นั่นหมายถึงผู้นั้นสามารถสังหารอสูรร้ายได้ แต่ครานี้ทุกคนมัวแต่จับจ้องก้านธูป รวมถึงตั้งเป้าว่าเสวี่ยิทำได้แค่ยื้อเวลาเท่านั้น จึงได้มองข้ามข้อแตกต่างที่เด่นชัดนี้ไป
หลี่เปียวที่เห็นว่าเหตุการณ์นั้นผิดพลาด หมายจะพลิกผลการตัดสินเอ่ยปากประท้วง แต่เมื่อมองไปยังหงคุนที่เป็ผู้ควบคุมแท่นทดสอบ ก็พบว่าหงคุนมองดูเสวี่ยิด้วยอาการตกตะลึง เมื่อหลี่เปียวสบตากับมัน หงคุนก็รับรู้ความคิดมันได้ทันที จึงส่ายหน้าปฏิเสธกลับไปทันควัน เพราะหงคุนเป็เพียงคนเดียวในห้องที่รู้ว่าเสวี่ยิมิได้ต่อสู้กับสัตว์อสูรพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 1 แต่เป็การต่อสู้กับสัตว์อสูรพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 3 และที่สำคัญที่สุดคือเสวี่ยิสามารถสังหารมันลงได้ภายในเวลาเพียงหนึ่งก้านธูป อนาคตของเสวี่ยิต้องกลายเป็บุคคลยิ่งใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย
...เด็กคนนี้มันปีศาจ ปีศาจชัด ๆ
เมื่อเห็นท่าทางของหงคุนที่ตีตัวออกห่าง หลี่เปียวเองที่อยากจะเข้าไปทวงถามเหตุผลว่าทำไมจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น แต่ในตอนนี้ทุกคนในห้องล้วนอยู่ภายใต้หูตาของผู้าุโปู้เจิน ทำให้มันไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม เพราะมันรู้ดีว่าด้วยสถานะศิษย์ในนั้น ยังคงห่างชั้นจากระดับของผู้าุโของสำนักอยู่อีกขั้นหนึ่ง แต่หากเป็ศิษย์หลักของสำนัก เช่นนั้นเขาก็จะมีสิทธิ์ในการทักท้วงผู้าุโของสำนักได้อยู่
เมื่อเห็นว่าเื่ราวไม่เป็ไปดังคาด หลี่เปียวก็ขบฟันกรอด ระบายความโกรธใส่สมุนบริวาร ซึ่งต่างโดนดีกันถ้วนหน้า ก่อนที่มันจะเลือกหันกลับตระเตรียมสะบัดหน้าจากไป
"เดี๋ยวก่อน !" แต่แล้วเสียงของเสวี่ยิก็ดังไล่หลังมา
หลี่เปียวรับรู้ได้ทันทีว่าเป็น้ำเสียงของเสวี่ยิ มันก็มิอาจปั้นสีหน้าเย็นเยียบได้อีก ใบหน้าบูดเบี้ยวด้วยความโกรธา ก่อนจะหันกลับมาตวาดด้วยสียงดัง "สวะอย่างแก ไม่มีสิทธิ์มาเอ่ยคำพูดกับข้า...!"
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า" จู่ ๆ เสวี่ยิก็หัวเราะขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำเรียบสั้นเพียงหนึ่งประโยค "ผิดหวังละสิ" ดวงตาเจิดจ้าของทั้งคู่จับจ้องมองซึ่งกันและกัน เป็ที่รับรู้ของทุกคนรอบข้างว่าทั้งสองประกาศตัวเป็คู่แค้นต่อกันอย่างแจ่มแจ้ง แต่เพราะมีเื่ราวของมู่จินหลันเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ชนวนความแค้นถูกโยงไปถึงเื่ของหญิงสาวแทน ทั้งที่ความจริงหาใช่ดังที่ข่าวลือแพร่สะพัดออกไป เพราะสำหรับเสวี่ยิ เื่ราวของมู่จินหลันนั้นจบลงไปั้แ่ที่เสวี่ยิออกจากเมืองวิหคทองแล้ว แต่ความแค้นของเสวี่ยินั้นมาจากเื่ราวสดใหม่ที่เกิดขึ้นในเมืองหยกม่วงทั้งสิ้น
หลังคำ..."ผิดหวังละสิ" ของเสวี่ยิกระทบถูกหู เส้นเืที่ปูดโปนออกของหลี่เปียวก็แทบจะแตกะเิออก แต่เพราะตอนนี้มันไม่อาจทำอะไรเสวี่ยิได้ จึงได้แต่เก็บความแค้นแล้วสะบัดหน้าเร่งฝีเท้าจากไปโดยพลัน
"เ้านี่ปากร้ายใช่เล่น" จื่อฮุยที่พูดกึ่งหัวเราะเอ่ยขึ้นกับเสวี่ยิด้วยท่าทีผ่อนคลาย
"..."เสวี่ยิไม่ตอบคำเพียงอมยิ้มส่งกลับไปให้ ก่อนจะเอ่ยกับจื่อฮุย "จื่อฮุยเ้ารู้ไหมใครคือผู้ที่ควบคุมข่ายอาคมแห่งนี้"
จื่อฮุยพยักหน้ารับ เพราะจากน้ำเสียงของเสวี่ยิ จื่อฮุยก็พอจะเดาได้ว่าในข่ายอาคมต้องมีเื่ราวไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นอย่างแน่นอน "โดยปกติกลไกต่าง ๆ ในสำนักัฟ้า ล้วนเป็ศิษย์พี่าุโของสำนักัฟ้าเป็ผู้ควบคุม ส่วนชื่ออะไรนั้นข้าไม่แน่ใจ" จื่อฮุยพูดพลางหันไปชี้ที่หงคุน เมื่อเสวี่ยิหันมองไปตามนิ้วของจื่อฮุยสายตาก็พลันประสานเข้ากับหงคุนพอดิบพอดี
เสวี่ยิมิได้เอ่ยวาจาใด ๆ ต่อหงคุน เขาเพียงใช้สายตาเย็นเยียบจับจ้อง ก่อนจะยกยิ้มเ็าที่มุมปากส่งให้ เพียงเท่านั้นหงคุนก็รู้สึกเหมือนตัวเองตกลงไปในหล่มน้ำแข็ง ไม่มีคำใดจะเอ่ยต่อความโง่เขลาที่ตนเองก่อขึ้น เพราะตอนนี้เขารู้แล้วว่าตัวเองได้ไปหาเื่กับบุคคลที่ไม่ควรจะตอแยเข้าแล้ว แต่เพราะความสามารถที่ลื่นไหลไปตามน้ำของมัน ที่ทำให้หงคุนอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ เมื่อคิดได้ดังนั้น มันก็สาบานกับตนเองว่าเมื่อใดก็ตามที่เสวี่ยิเข้าเป็ศิษย์ของสำนักัฟ้าแล้ว มาใช้บริการใด ๆ ที่มันเป็ผู้ควบคุมดูแล มันจะบริการเด็กหนุ่มคนนี้อย่างดีเป็กรณีพิเศษ เพื่อชดเชยความผิดพลาดที่ได้ก่อขึ้นในวันนี้
หลังจากการทดสอบในรอบนี้เสร็จสิ้นลง ก็เข้าสู่การทดสอบในรอบสุดท้าย ซึ่งจื่อฮุยได้บอกกับเสวี่ยิว่า การทดสอบในรอบนี้นั้นไม่มีผลต่อการรับเข้าเป็ศิษย์ของสำนักัฟ้าอีก นั่นก็แปลว่าทุกคนที่ผ่านการทดสอบในรอบที่ 2 ล้วนได้เข้าเป็ศิษย์ของสำนักัฟ้าแล้ว เพียงแต่ต้องรอให้จบการทดสอบในรอบที่ 3 เสียก่อน จึงจะมีการประกาศอย่างเป็ทางการอีกครั้ง
การทดสอบในรอบที่ 3 นี้ถูกจัดขึ้นภายในโถงกลางของสำนัก และที่นี่ไม่ได้มีผู้าุโปู้เจินเป็ผู้ควบคุมอีก แต่ผู้ที่ทำหน้าที่ควบคุมคือรองประมุขของสำนักัฟ้านาม...จิวอิง
รองประมุขจิวอิงรูปร่างสูงใหญ่ ผมสีเงินยาวปกลงจนถึงกลางหลัง คิ้วยาวประดับอยู่บนใบหน้ายาวแหลม ปกคลุมสอดรับกับดวงตาเล็กเรียวคมกล้า รองประมุขผู้นี้ยามจ้องมองผู้คนราวกับเหยี่ยวที่จับจ้องเหยื่อ ยามนั่งแลมีสง่าราศีของผู้สูงศักดิ์ ยามยืนแข็งแข็งกร้าวดุจอาชาพยัคฆ์ เพียงบุคลิกที่กล่าวมาล้วนเหนือกว่าขุนพลแม่ทัพในเมืองหยกม่วงอีกหลาย่ตัว ลักษณะเหนือผู้คนของจิวอิง ก็แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของสำนักัฟ้า และเป็เครื่องยืนยันว่า สำนักัฟ้าคือขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองหยกม่วงแห่งนี้
"คารวะท่านรองประมุขจิว" ผู้าุโปู้เจินที่เดินนำหน้าเหล่าผู้ที่ผ่านการทดสอบร้อยเจ็ดสิบเอ็ดคนเข้ามาน้อมกายคารวะนำ ก่อนที่ผู้ติดตามมาจะย่อกายคารวะตามหลัง
จิวอิงแม้มากความสามารถ แต่นิสัยหยิ่งยโสเ็า เ้าเล่ห์เพทุบาย ด้วยพร์มากล้นแต่เยาว์วัย ทำให้พลังฝีมือสูงส่งโดดเด่น สามารถก้าวเข้าสู่ระดับลมปราณเหนือธรรมขาติขั้นกลางได้ั้แ่ก่อนอายุ 50 ปี และเป็เหตุผลหลัก ที่ทำให้มันรั้งตำแหน่งรองประมุขของสำนักัฟ้ามาั้แ่เมื่อสิบปีก่อน
"ไม่ต้องมากพิธี"จิวอิงเอ่ยเสียงเรียบแข็ง ก่อนจะใช้ให้ศิษย์นอกยกตะกร้าใส่หินสีดำออกมา พร้อมเดินแจกผู้ที่เข้าร่วมทดสอบทั้ง 171 คน คนละ 1 ก้อน
"สิ่งที่พวกเ้าได้รับไปมีชื่อเรียกว่าหินทดสอบปราณ" เสียงคล้ายเบาคล้ายดัง แต่กลับทรงพลังของจิวอิง ถ่ายทอดออกไปยังทุกซอกทุกมุมของห้องโถงอย่างขัดแจ้งในทุกถ้อยคำ
"พวกเ้าที่ยังคงอยู่ไม่เกินระดับพื้นฐานลมปราณระดับที่ 4 ล้วนแล้วแต่ยังไม่อาจค้นพบพร์ลมปราณของตัวเอง ดังนั้นหินที่เ้าได้รับจึงเป็เครื่องมือที่ใช้เพื่อทดสอบว่าพวกเ้ามีพร์ลมปราณระดับไหน และคุ้มค่าต่อทรัพยากรที่สำนักัฟ้าจะทุ่มเทให้หรือไม่" สายตาคมกล้าของจิวอิงมองกวาดไปทั่ว "สิ่งที่พวกเ้าต้องทำก็คือตั้งสมาธิชักนำลมปราณที่ตัวเองรู้สึกได้เข้าไปสู่ในหินที่แจกไป หินสีดำจะทำหน้าที่เป็สื่อกลางเชื่อมต่อกับตัวพวกเ้า ดึงดูดพลังลมปราณธรรมชาติให้เข้ามาเกาะกุม หลังจากนั้นหินสีดำก็จะแตกออกตามระดับความสามารถในการดึงดูดลมปราณของแต่ละคน โดยถือเอาจำนวนชิ้นของหินที่แตก ในการบ่งบอกระดับของพร์ของพวกเ้าออกมา ซึ่งพร์ที่แสดงนั้นจะเป็ตัวกำหนดความสามารถในการเรียนรู้ทักษะยุทธ์ และความรวดเร็วในการฝึกฝนของระดับพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 5 ขึ้นไป"
ระหว่างที่จิวอิงกล่าว ศิษย์นอกก็ไล่แจกหินสีดำไปจนเกือบจะครบจำนวนคนแล้ว "โดยหลักเกณฑ์การวัดผลก็คือ ผู้ไม่สามารถทำให้หินสีดำแตกออกน้อยกว่าสี่ส่วนถือว่ามีพร์ระดับทั่วไป และจะได้บรรจุเข้าเป็ศิษย์นอกระดับสอง ซึ่งเป็ระดับต่ำสุด ส่วนผู้ที่ทำให้หินสีดำแตกได้สี่ส่วนขึ้นแต่ไม่ถึงหกส่วนจะได้รับบรรจุเป็ศิษย์นอกระดับหนึ่ง ส่วนผู้ที่ทำให้หินดำแตกได้มากกว่าห้าส่วนขึ้นไปจะได้เข้าเป็ศิษย์ในของสำนักทันที"
หลังสิ้นคำกล่าวของรองประมุขจิวอิงทั้งห้องก็ส่งเสียงฮือฮาขึ้นในทันที เพราะการที่สามารถทำให้หินดำแตกออกได้ 6 ส่วนจะทำให้พวกมันก้าวะโขึ้นไปเป็ศิษย์ในนั้น นับเป็โอกาสทองของพวกมันเลยทีเดียว แต่ใครจะรู้บ้างว่าั้แ่ก่อตั้งสำนักัฟ้ามามีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่เคยทำให้หินดำแตกออกเกิน 5 ส่วน และผู้นั้นก็มิใช่ใครอื่น นอกจากหลานสาวของจิวอิง...นามจิวซิน...หนึ่งในสองบุหงาหยกม่วงเคียงคู่กับนางงามน้อยแห่งสมาคมหอการค้าเฟยเซียงนั่นเอง