ทางสายรัก

    บทที่ 2

    หลังจากเวลาผ่านไปเพียงครู่ เด็กหญิงทั้งสองก็ได้รับการปลอบโยนอย่างดียิ่ง พ่อของฟรานเซส แคทเธอรีน ได้ถอนเหล็กในที่ฝังอยู่ในอุ้งมือของจูดิธออก และเอาโคลนเย็นปะไว้เพื่อถอนพิษอีกชั้น หลังจากนั้นเขาก็ยังเอาผ้าตาสก๊อตต์ที่พาดไหล่ไว้ช่วยเช็ดน้ำตาให้เด็กหญิงอีกด้วย และขณะนี้เขากำลังทรุดตัวลงบนชะง่อนหินที่บังคับให้ลูกสาวนั่งเมื่อครู่ เพียงแต่ว่าตอนนี้เด็กหญิงทั้งสองนั่งอยู่บนตักของเขาคนละข้างเกิดมาในชีวิตยังไม่เคยมีใครเอาใจใส่ดูแลเช่นนี้มาก่อน มันทำให้จูดิธออกจะเขินอายอยู่บ้าง แต่ก็มิได้ถอยหนีจากความอบอุ่นที่ได้รับ กลับจะซุกตัวเข้าไปหามากขึ้นเสียด้วยซ้ำ“หนูทั้งสองคนน่ะ ช่างเป็นเด็กที่น่าสงสารเหลือเกิน” พ่อของเพื่อนใหม่เอ่ยขึ้น หลังจากที่สาวน้อยทั้งสองหยุดสะอึกสะอื้น และพอจะรับฟังคำพูดของเขาได้บ้างแล้ว“รู้ไหมว่าเสียงร้องของเราสองคนน่ะ ดังยิ่งกว่าเสียงแตรที่วงดนตรีฟากโน้นเสียอีก แล้วก็วิ่งวนเหมือนแม่ไก่ที่ถูกตัดหัวยังงั้นแหละ”จูดิธไม่ใคร่แน่ใจว่าพ่อของเพื่อนพูด เพราะความโมโหหรือเปล่า เพราะน้ำเสียงของเขาค่อนข้างห้วนห้าว แต่หน้าตาก็มิได้บึ้งตึงแต่อย่างใด ฟรานเซส แคทเธอรีน หัวเราะคิกออกมา และจูดิธก็แน่ใจว่าทั้งหมดที่เขากล่าวออกมานั้นเพียงเป็นการหยอกล้อเท่านั้น“แต่เขาเจ็บมากนะคะพ่อ” ฟรานเซส แคทเธอรีน พูดเสียงดัง“พ่อรู้ว่าลูกถูกผึ้งต่อยยังงั้นจะต้องเจ็บแน่” เขาหันไปมองเด็กหญิง และพบว่าจูดิธกำลังจ้องมองเขาอยู่ “หนูน่ะเป็นเด็กที่มีความกล้าหาญมากที่ยื่นมือเข้ามาช่วยลูกสาวฉันไว้ แต่ถ้ามันมีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นอีกในวันข้างหน้าละก้อ อย่าไปจับมันเข้าทีเดียว เพราะผึ้งมันมีพิษมันจะต่อยเอาได้อีกเข้าใจไหม”และจูดิธก็พยักหน้ารับอย่างเคร่งขรึม และเขาก็ตบแขนเธอเบา ๆ“หนูย่ะเป็นเด็กที่หน้าตาน่ารักมาก ชื่ออะไรล่ะ”“เขาชื่อจูดิธค่ะพ่อ แล้วตอนนี้เขาก็เป็นเพื่อนหนูแล้วด้วย ให้เขาไปกินอาหารกับเราได้ไหมคะ”“เรื่องนั้นน่ะต้องแล้วแต่พ่อแม่ของหนูด้วยนะ จูดิธ” ผู้เป็นบิดาตอบ“พ่อเขาตายไปแล้วละค่ะ” ฟรานเซส แคทเธอรีนรีบบอก “เขาน่าสงสารจังนะคะพ่อ“นั่นสิ น่าสงสารมากทีเดียว” เขาตอบอย่างเห็นด้วย ตรงหางตาเป็นรอยยับย่นขึ้น เพียงแต่ไม่ได้หัวเราะออกมาเท่านั้น “แต่แม่หนูนี่มีดวงตาคู่สีฟ้าที่สวยมากทีเดียว”“อ้าว แล้วหนูล่ะคะ ตาหนูไม่สวยที่สุดในโลกหรอกหรือ” ฟรานเซส แคทเธอรีน เริ่มอิจฉา“สวยสิลูก สวยมากทีเดียวด้วยฟรานเศส แคทเธอรีน ลูกน่ะมีดวงตาคู่สีน้ำตาลที่สวยอย่างที่พ่อไม่เคยเห็นมาก่อนเลยด้วยซ้ำ”คำพูดของเขาทำให้ลูกสาวยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ด้วยความปลาบปลื้ม ยักไหล่แล้วก็หัวเราะคิกคัก“เขาบอกว่าพ่อเขาตายตั้งแต่ตอนก่อนเขาเกิดด้วยละค่ะพ่อ” ฟรานเซส แคทเธอรีน เล่าให้ผู้เป็นบิดาฟังเพราะคิดว่าเขาน่าจะอยากรู้เรื่องราวแบบนี้บ้างแน่ ซึ่งผู้เป็นบิดาก็พยักหน้ารับแล้วก็บอกว่า“เอาละลูก ตอนนี้พ่ออยากจะให้ลูกนั่งเงียบ ๆ นะ พ่ออยากจะคุยกับเพื่อนของลูกสักหน่อย”“ค่ะพ่อ”เขาหันกลับมาให้ความสนใจกับจูดิธต่อ แล้วก็อดรู้สึกอึดอัดใจไม่ได้ เมื่อพบว่าดวงตาคู่นั้นจ้องมองหน้าเขาอยู่อย่างไม่ยอมเคลื่อนคลาย เด็กคนนี้ท่าทางเป็นคนจริงจังต่อชีวิตมากทั้งที่อายุยังน้อยขนาดนี้“หนูอายุเท่าไหร่แล้วล่ะจูดิธ”เจ้าหล่อนชูนิ้วขึ้นสี่นิ้ว“เห็นไหมคะพ่อ เขาอายุเท่าหนูเลย”“ไม่ใช่หรอก ฟรานเซส แคทเธอรีน จูดิธน่ะเพิ่งสี่ขวบ แต่ลูกน่ะห้าแล้วนะ ลืมแล้วหรือไง”“ไม่ลืมหรอกค่ะพ่อ”เขายิ้มให้ลูกสาวอย่างรักใคร่ แล้วก็หันกลับไปชวนจูดิธสนทนาอีกครั้ง“หนูกลัวฉันใช่ไหมห”“โอย เขาไม่เคยกลัวอะไรหรอกค่ะ เขาเป็นคนบอกหนูเอง”“จุ๊ย์...ฟรานเซส แคทเธอรีน พ่อบอกแล้วไงว่าให้หนูอยู่เงียบ ๆ พ่ออยากจะได้ยินเพื่อนของหนูตอบคำถามพ่อเอง จูดิธ แม่หนูมาด้วยหรือเปล่านี่”สาวน้อยส่ายหน้า เริ่มเอาปลายนิ้วพันผมด้วยท่าทางกระวนกระวาย แต่กระนั้นก็ยังจับตามองหน้าเขาอยู่นั่นเอง ใบหน้าของผู้ชายคนนี้มีเคราสีแดงเวลาที่พูดเครานั่นก็พลอยขยับตามไปด้วย เด็กหญิงรู้สึกอยากจะจับต้องลูบคลำนัก อยากรู้ว่ามันจะทำให้รู้สึกอย่างไร“จูดิธ เมื่อกี้ฉันถามว่า แม่หนูมาด้วยหรือเปล่าไงล่ะ” เขาถามย้ำ“ไม่มาหรอกค่ะ แม่อยู่กับลุงเทเคล แม่กับลุงไม่รู้หรอกว่าหนูมาที่นี่ เรื่องนี้ต้องปิดเป็นความลับค่ะ เพราะถ้าหนูบอกเป็นอดมาเที่ยวงานแน่ ป้ามิลลิเซนท์บอกหนูยังงั้นค่ะ”เมื่อสาวน้อยเริ่มพูด เธอก็อยากจะพูดทุกสิ่งทุกอย่างออกมาให้หมด“ลุงเทเคลบอกว่าเขาเหมือนพ่อของหนู แต่เขาก็เป็นพี่ชายคนเดียวของแม่ และหนูก็ไม่เคยนั่งตักเขาอย่างนี้หรอกค่ะ แต่หนูก็ไม่ได้อยากนั่งหรอกนะคะ เพราะถึงยังไงก็นั่งไม่ได้อยู่แล้ว จริงไหมคะ”พ่อของฟรานเซส แคทเธอรีน ไม่ใคร่เข้าใจความหมายในคำพูดของเด็กหญิงเท่าไร่นัก แต่ดูเหมือนลูกสาวของเขาจะไม่ประสบความยุ่งยากในการพูดจาประสาเด็กเลย เจ้าหล่อนดูจะเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้มากกว่า“เอ๊ะ ทำไมถ้าอยากนั่งแล้วถึงจะนั่งไม่ได้ล่ะ”“ก็เขาขาหัก”“ตายจริง...พ่อคะ เขาน่าสงสารจังเลยนะ”ผู้เป็นบิดาถอนหายใจออกมาอย่างยืดยาว บอกตัวเองอยู่ว่าท่าจะไม่ได้รู้ในเรื่องที่อยากรู้เสียแล้ว“ใช่ น่าสงสารมากทีเดียว” เขาคล้อยตามอีกครั้ง “เอาละ จูดิธ ถ้าแม่หนูอยู่บ้านละก้อ หนูมาที่นี่ได้ยังไงล่ะ”“หนูมากับพี่สาวของแม่ค่ะ” จูดิธตอบ “ปกติหนูอยู่กับป้ามิลลิเซนท์กับลุงเฮอร์เบิร์ทค่ะ แต่แม่จะไม่ให้หนูอยู่แล้วละค่ะ”“ทำไมล่ะ” ฟรานเซส แคทเธอรีน ถาม“ก็เพราะแม่ได้ยินฉันเรียกลุงเฮอร์เบิร์ทว่าพ่อน่ะสิ พอแม่ได้ยินเข้าเท่านั้น โมโหใหญ่เลย ถึงกับตีหัวฉันแน่ะ แล้วลุงเทเคลก็บอกว่าให้ฉันไปอยู่กับลุงกับแม่สักครึ่งปี เพื่อที่ฉันจะได้รู้ว่าฉันเป็นลูกใคร ปล่อยให้ป้ามิลลิเซนท์กับลุงเฮอร์เบิร์ทอยู่กันตามลำพังโดยไม่มีฉันไงล่ะ นั่นละที่ลุงเทเคลเขาบอก แล้วแม่ก็จะอยู่กับฉันอีกครึ่งปีด้วย แต่ตอนนั้นลุงเทเคลยังไม่ได้กินเหล้านะ แม่บอกว่าเขาจะต้องจำได้ว่าพูดอะไรไว้มั่ง เวลาที่ลุงไม่กินเหล้าเขาจะจำอะไรได้ดีทีเดียวละ แต่พอเขากินเหล้าแม่ก็โมโหอีก”“ที่แม่ของเธอโมโห เพราะเธอจะไปอยู่กับลุงอะไรนั่นครึ่งปีใช่ไหม” ฟรานเซส แคทเธอรีน ถามอย่างอยากรู้“ไม่ใช่หรอก” จูดิธส่ายหน้า “แม่โมโหที่ฉันทำตัวยุ่งยาก แม่บอกว่าน่ารำคาญ”“อ้าว...แล้วถ้ายังงั้นทำไมไม่ยอมให้เธอไปล่ะ”“แม่ฉันไม่ชอบลุงเฮอร์เบิร์ท” จูดิธตอบ “แม่มีเรื่องโมโหอยู่เรื่อยแหละ”“แล้วทำไมแม่ถึงไม่ชอบเขาล่ะ”“แม่บอกว่า เพราะเขาไม่เกี่ยวดองกับพวกสก๊อตต์ชั่ว ๆ ” จูดิธเล่าอย่างไร้เดียงสา แต่ก็เป็นเพียงลอกเลียนคำพูดที่ได้ยินมาซ้ำ ๆ ซาก ๆ เท่านั้น “แม่บอกว่าฉันไม่ควรคุยกับพวกสก๊อตต์ชั่ว ๆ ด้วย”“พ่อคะ แล้วหนูเป็นพวกสก๊อตต์ชั่ว ๆ นั่นด้วยหรือเปล่า”“ไม่ใช่หรอกลูก”“แล้วหนูล่ะคะ” จูดิธถามบ้าง แววกังวลแฝงอยู่ในน้ำเสียงที่ถาม“หนูเป็นอังกฤษต่างหากล่ะ” พ่อของเพื่อนใหม่อธิบายอย่างใจเย็น“แล้วหนูเป็นอังกฤษชั่ว ๆ ด้วยหรือเปล่าคะ”“หนู...ในโลกนี้ไม่มีใครเป็นคนชั่วไม่ว่าจะในเรื่องอะไรหรอกนะ” สีหน้าของบุรุษสูงอายุบอกความไม่สบายใจอย่างเห็นได้ชัด เขาตั้งท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น หน้าท้องที่ใหญ่โตกระเพื่อม “ฉันเห็นจะต้องจำไว้ว่าจะต้องไม่พูดอะไรต่อหน้าสาวน้อยสองคนนี่อย่างเด็ดขาด ถ้าไม่อยากให้ยายตัวยุ่งทั้งสองนี่เอาไปพูดซ้ำ”“เพราะอะไรล่ะคะพ่อ”“อย่าไปสนใจเลย” เขาตัดบท ก่อนจะยืนขึ้นโดยอุ้มลูกสาวกับจูดิธไว้ในวงแขนคนละข้าง ซึ่งเด็กหญิงก็หัวเราะกรีดกรายออกมาอย่างสนุกสนาน เมื่อเขาแกล้งทำเป็นว่าจะทิ้งลงบนดินเสียทั้งสองคน“ฉันว่าตอนนี้เราเองหนูไปส่งให้ป้ากับลุงก่อนดีกว่านะจูดิธ ไม่ยังงั้นเขาจะเป็นห่วงมากที่เห็นหนูหายตัวไปอย่างนี้ หนูพอจะจำได้ไหมว่าเต็นท์ที่ตั้งอยู่ตรงไหนฉันจะได้ไปส่งให้”จูดิธเริ่มตกใจกลัวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เนื่องจากไม่รู้เลยว่า กระโจมอันเป็นที่พักกลางที่โล่งนั้นตั้งอยู่ตรงจุดใดของทุ่งกว้าง จึงไม่อาจให้รายละเอียดแก่พ่อของเพื่อนใหม่ได้เลยเธอพยายามจะไม่ร้องไห้ ก้มหน้านิ่งเมื่อตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า“หนู่จำไม่ได้ค่ะ”เนื้อตัวของเด็กหญิงแข็งขืน เชื่อแน่ว่าเขาจะต้องโมโหที่เธอเป็นเด็กที่ไม่สนใจอะไรเลยเช่นนี้ แบบเดียวกับที่ลุงเทเคลมักจะทำเสมอเวลาที่เธอสร้างความไม่พอใจให้เกิดขึ้นกับเขาแต่พ่อของฟรานเซส แคทเธอรีน ไม่ได้โมโหเลย เมื่อเด็กหญิงลอบมองก็เห็นเขายิ้มเสียด้วยซ้ำ ซึ่งทำให้ความกระวนกระวายเลือนหายไปได้ทันที ยิ่งกว่านั้นก็ยังปลอบใจไม่ให้เธอกลัว โดยบอกว่าเขาสามารถหาผู้ปกครองของเธอได้ไม่ยาก“แล้วเขาจะเป็นห่วงหรือเปล่าล่ะ ถ้าเธอหายตัวไปยังงี้” ฟรานเซส แคทเธอรีน ถาม“ห่วงสิ” จูดิธพยักหน้ารับ “ลุงเฮอร์เบิร์ทกับป้ามิลลิเซนท์จะต้องโมโหถึงกับร้องไห้เลยละ” เด็กหญิงเล่าให้เพื่อนใหม่ฟัง “บางครั้งนะฉันก็อยากให้เขาเป็นพ่อแม่จริง ๆ ของฉันด้วยซ้ำ”“ทำไมล่ะ”จูดิธเพียงแต่ยักไหล่ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะอธิบายให้เพื่อนเข้าใจได้เรื่องอย่างไร“ไม่เป็นไรหรอก การที่คนเราฝันอยากจะเป็นนั่นเป็นนี่มันไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร” พ่อของฟรานเซส แคทเธอรีน บอกจูดิธรู้สึกดีใจมากที่เขาเห็นด้วยกับความคิดของตน เธอซุกหน้าลงบนไหล่อย่างไว้วางใจ ผ้าขนสัตว์ตาสก๊อตต์เนื้อหยาบหยุ่นเสียดสีอยู่กับผิวละเอียดของนวลแก้ม แล้วเนื้อตัวเขาก็ยังหอมกรุ่นด้วยกลิ่นอายธรรมชาติอีกด้วยเด็กหญิงมีความคิดว่า เขาเป็นพ่อที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก พ่อที่เธออยากจะมีอย่างยิ่ง และในเมื่อตนนี้เขาก็ไม่ได้จับตาดูอยู่ เธอยื่นมือเล็ก ๆ ไปลูบเคราเล่น ไรเคราหยาบ ๆ เสียดสีอยู่กับมือจั๊กจี้ดี และจูดิธที่หัวเราะอย่างชอบอกชอบใจ“พ่อคะ พ่อชอบเพื่อนคนใหม่ของหนูไหม” ฟรานเซส แคทเธอรีน ถาม เมื่อเดินไปได้ครึ่งทาง“ชอบสิ”“งั้นให้เขาอยู่กับหนูเลยได้ไหมคะ”“คุณพระ...เฮ้อ...ไม่ได้หรอกลูก จูดิธเขาไม่ใช่ลูกหมาหรอกนะ หนูเป็นได้แค่เพื่อนเขาเท่านั้น” เขารีบพูดเสริมเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกสาวโต้แย้งออกมาได้“ตลอดไปเลยใช่ไหมคะพ่อ”ฟรานเซส แคทเธอรีน อาจจะตั้งคำถามนั้นกับผู้เป็นบิด แต่จูดิธตอบแทน“ตลอดไปเลย” เด็กหญิงตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและฟรานเซส แคทเธอรีน ก็เอื้อมมือผ่านหน้าพ่อไปจับมือทั้งสองของจูดิธไว้แน่น“เราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไปเลย” เด็กหญิงสนองตอบด้วยน้ำเสียงเดียวกัน และนั่นคือจุดเริ่มต้น...