มิสซิสกรีฟจัดอาหารกลางวันที่เป็เครื่องเย็นไว้ให้เราทำให้มันอุ่นด้วยการเติมเชอรี่ลงในกาแฟดำวันนั้นเป็วันพฤหัสบดีนางมีสิทธิ์หยุดครึ่งวัน
“รับรองว่าแกจะต้องจัดหาอะไรบางอย่างไว้ให้เรากินเพียงแต่เราต้องอุ่นไมโครเวฟเองหน่อยเท่านั้น”
“ที่จริงฉันทำอาหารเป็นะคะแกไม่จำเป็ต้องทำขนาดนั้นเลย”ฉันทักท้วง
“มันเป็กิจวัตรของเรามากกว่าวันพฤหัสฯ กับวันเสาร์เป็วันหยุดของแกสำหรับวันหยุดสุดสัปดาห์นั้นแกจะหยุดอาทิตย์เว้นอาทิตย์เราต้องต่อรองกันอย่างมากกว่าจะได้ตัวแกมาอยู่หลังเขาแบบนี้แม่ผมไม่เคยยกโทษกับการที่ผมขโมยตัวแกมาเลย”
“รู้สึกว่าแกชอบคุณมากนะคะ”
“ไม่รู้จะมากไปหรือเปล่าถ้าผมจะบอกว่าผมคิดว่าแกเป็แม่คนหนึ่งของผมด้วยซึ่งที่มันเป็ความจริงในข้อนี้ก็เพราะแกเป็เพื่อนที่เยี่ยมยอดมากเวลาที่เราตกอยู่ในสถานการณ์ยุ่งยาก”
มันทำให้ฉันนึกถึงเื่มารดาของลีที่มิสซิสกรีฟเคยเล่าให้ฟังได้ว่าเธอไม่เคยมาเยี่ยมลูกชายเลย
“ถ้าฉันจะถามอะไรที่ทำให้คุณรู้สึกว่ามันเป็เื่ส่วนตัวเกินไปแล้วละก็กรุณาเตือนด้วยนะคะว่าฉันออกนอกลู่นอกทางแล้ว”
“ถามมาได้เลย”เขาตอบพลางพยักหน้ารับ
“คุณเคยมีเพื่อนมาเยี่ยมหรือมาพักอยู่ด้วยบ้างไหมคะช่วยบอกหน่อยเถอะค่ะว่าคุณไม่ได้เหงาอยู่ที่นี่เพียงลำพังตลอดเวลา”
“อันที่จริงผมก็มีเพื่อนสมัยเรียนด้วยกันมาอยู่สองสามคนที่เคยมาที่นี่นะแต่พวกเขาก็เหมือนกับคนอื่นๆนั่นแหละ มีชีวิตที่ยุ่งอยู่กับงานและยิ่งนานเข้า...นานเข้าการงานที่รัดตัวก็ยิ่งทำให้พวกเขามาไม่ถึงที่นี่สักทีส่วนใหญ่เราก็ทำได้เพียงแค่คุยกันทางโทรศัพท์เท่นั้นคุณถามทำไมหรือ?”
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ”ฉันตอบพลางยักไหล่ รินเชอรี่เติมลงในแก้ว
“คิดว่าที่ถามก็เพราะตัวเองออกจะต่อต้านกับการที่ใครสักคนหนึ่งที่เป็คนดีเหลือเกินถูกหลงลืมมากกว่า”
เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาเพียงแต่ยกฝ่ามือใหญ่ๆขึ้นลูบหน้าราวจะลบทุกความรู้สึกที่อยู่บนใบหน้านั้นออก
“อลิกซ์...คนที่ถูกหลงลืมจริงๆจะไม่ได้ติดต่อกับโลกภายนอกอย่างที่ผมทำอยู่หรอกนะ ผมติดต่อกับพวกเขาทางโทรศัพท์ทางแฟ็กซ์ ทางคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว ผมสามารถมองเห็นสิ่งนั้นได้แม้จะไม่ยอมให้สิ่งนั้นมองเห็นผมก็ตามนอกเสียจากว่า...”เขาประสานสายตาอยู่กับฉัน
“โปรดเถอะ...”
“ขอโทษค่ะฉันไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดอะไรเกี่ยวกับเื่นี้เลยจริงๆ”ฉันเบือนหน้าเสียจากเขาไม่คิดอยากจะพูดอะไรต่อไปอีก
“ผมเห็นจะต้องขอตัวกลับไปทำงานเสียทีเล่นสนุกนานแล้ว”
แสงสว่างภายในเรือนกระจกยังกระจ่างสดใสฉันมีความสุขมากที่ได้นั่งขดตัวอยู่ในเก้าอี้นวมลายดอกไม้และสเก็ตช์ภาพไปเรื่อยๆสิ่งที่ลีไม่ได้ล่วงรู้ก็คือฉันสเก็ตช์ภาพเขาภาพแล้วภาพเล่าเมื่อคืนนี้ขณะนั่งฟังเสียงลมปะทะอยู่กับกระจกหน้าต่างฉันได้หยิบกระดาษดินสอออกมาสเก็ตช์ภาพตัวเขาจากความทรงจำเขาไม่ยอมให้ฉันถ่ายรูปแน่ เพราะฉะนั้นฉันจึงต้องใช้ความจำจากตอนกลางวันเข้ามาช่วยและรีบบันทึกลงไว้ในกระดาษไม่ว่าจะเป็ภาพตอนที่ลีขว้างสโนว์บอลเข้าใส่เ้าแบ๊ดด๊อกภาพที่ลีนั่งอยู่บนท่อนซุงชี้ให้ดูฝูงนกที่กำลัง ภาพที่ลีงีบหลับอยู่หน้าโทรทัศน์และภาพที่เขาวางฝ่ามือใหญ่ๆอยู่บนหัวเ้าแบ๊ดด๊อกของเขา
เ้าแบ๊ดด๊อกเดินเข้ามาทรุดลงนั่งข้างฉันตาข้างหนึ่งจับแน่วนิ่งอยู่กับเชือกหนังที่ห้อยอยู่ตรงลูกบิดประตูและทันใดมันก็ลุกขึ้นยืนเห่าออกมาดังลั่นพร้อมกันนั้นฉันก็ได้ยินเสียงกริ่งตรงหน้าประตูดังขึ้น
ปรากฏว่าเป็พนักงานส่งของเอาเสื้อชุดของฉันมาส่งถึงบ้านฉันผวาวิ่งกลับขึ้นห้องเปิดถุงอย่างตื่นเต้น ลีพูดถูกมันเป็ชุดที่สวยเฉี่ยวเป็ชุดราตรีสั้นตัดเย็บด้วยผ้ากำมะหยี่สีดำ คอสี่เหลี่ยม ตัวเสื้อแนบเน้นสัดส่วนแต่จากสะโพกลงมาถึงชายกระโปรงบานพลิ้วมันเป็ชุดที่เหมาะกับงานเต้นรำที่สุด...
“แถวนี้มีร้านขายพิซซ่าบ้างไหมคะ?”ฉันเอ่ยถามเมื่อเดินเข้าไปสมทบกับลีในครัว
“มี...ชื่อร้านโทนี่’สอยู่ที่ไรซ์ โบโร่ ตอนเด็กๆ ผมรู้สึกว่าพิซซ่าร้านนี้อร่อยที่สุดถามทำไมหรือ?”
“คือ...ฉันกำลังคิดอยู่ว่าแทนที่เราจะมานั่งอุ่นอาหารกินกันเราน่าจะกินพิซซ่าแกล้มเบียร์น่าจะเข้าท่ากว่า”ฉันเดินไปหยิบสมุดโทรศัพท์ขึ้นมาจากชั้น
“ฉันจ่ายเองคุณชอบแบบไหนล่ะ?”
“ร้านนี้เขาไม่มีบริการส่งถึงที่หรอก”
“งั้นเราก็ไปเอาเองสิคะ”
“อลิกซ์...ไรซ์โบโร่น่ะอยู่ห่างไปเป็สิบไมล์เลยนะผมคงบอกทางให้คุณไม่ได้หรอก”
“ถ้าอย่างนั้นคุณก็ไปกับฉันสิคะ”และทันใดฉันก็เห็นความไม่แน่ใจฉาบขึ้นในสีหน้าของเขา
“คุณนั่งรออยู่ในรถก็แล้วกันฉันจะเป็คนเดินเข้าไปเอาเอง”
“ได้เลย...”เขายิ้มกว้างออกมาทันที
“ผมเองก็ไม่ได้กินพิซซ่ามานานมากแล้วสมัยเด็ก...ผมกินแต่พิซซ่าติดต่อกันเป็ปีๆเลยนะแต่พอมาอยู่ที่นี่ มิสซิสกรีฟไม่ยอมซื้อของจากข้างนอกเข้ามากินในบ้านหรอก”
“งั้นพอกินเสร็จเราก็เผากล่องทิ้งซะเลย...!”
เสียงหัวเราะลุ่มลึกดังก้องขึ้นดังขนาดที่ทำให้แบ๊ดด๊อกถึงกับผวาขึ้นยืน
“ไปหาอะไรห่อตัวเข้าผมจะไปเอารถออก”
ใต้ผ้าใบผืนใหญ่คือเอ็นจีปี1968สีแดงขาวที่มองดูเหมือนรถเด็กเล่นเมื่อจอดอยู่ข้างเชฟวี่ แว็กก้อนลีใช้มือที่สวมถุงลูบไปตามประตู
“รถคันนี้เป็ของขวัญตอนที่ผมเรียนจบมหาวิทยาลัยคุณรู้ไหมว่ามันไร้ประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับเด็กที่เพิ่งเรียนจบผมไม่เคยดิ้นรนเพื่อให้ได้มันมาเลยนะเพียงแค่รู้สึกชอบเท่านั้น”
“แต่มันก็สวยมากนะคะแล้วก็อยู่ในสภาพดีมากด้วย”
“วิลลี่เป็คนดูแลรถที่ควรจะอยู่ในพิพิธภัณฑ์คันนี้แกใช้เวลาตั้งครึ่งค่อนชีวิตหมดไปกับมันความสุขของแกอยู่ที่ผมให้แกขับไปที่ประตูกำแพงข้างนอกโน่น”ลีกดปุ่มและประตูโรงรถก็เลื่อนขึ้น
“ะโขึ้นมาเลย”
ฉันเลื่อนตัวเข้าไปในที่นั่งผู้โดยสารควานมือหาเข็มขัดนิรภัยลีกดปุ่มเอาหลังคาลงและฉันก็ขอบใจเขาไม่น้อยที่เอาผ้าห่มคลุมร่างให้อีกชั้น
การดูแลอย่างดีของวิลลี่เห็นได้ชัดตอนสตาร์เครื่องยนต์ที่ครางกระหึ่มขึ้นทันทีไม่มีติดขัดลีเลื่อนรถออกจากโรงและเพียงครู่รถคันนั้นก็พาเราโผบินไปในระหว่างต้นไม้อย่างเรียบลื่นฉันบังเกิดความรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังลอยล่องอยู่กับรองเท้าสเกตเหนือพื้นน้ำแข็งอีกครั้ง
ไรซ์โบโร่เป็ตำบลเล็กๆ ตำบลหนึ่งของตัวเมืองนิว อิงแลนด์เป็ชุมชนที่โอบล้อมอยู่ด้วยร้านค้าที่ด้านหน้าฉาบไว้ด้วยสีขาวกับธนาคารที่ก่อด้วยอิฐสีแดง ต้นโอ๊กใหญ่ที่มีอายุอย่างน้อยหนึ่งร้อยปีขึ้นอยู่เป็หมู่ซึ่งทำให้พื้นดินเบื้องล่างกลายเป็สนามกว้างต้นไม้ใหญ่รายเรียงอยู่สองฟากถนนสายหลัก ทอดปลายยอดเข้าหากันกลายเป็หลังคาโค้งคลุมถนนสายนั้นไว้
นีออนสีฟ้าขดเป็ตัวอักษรบอกชื่อ“โทนี่’ส พิซซ่า” ลีจอดรถลงข้างทางบอกกับฉันว่า
“ตอนที่คุณเข้าไปในร้านผมจะขับวนไปรอบๆแล้วจะกลับมารออยู่ที่เดิม”พูดจบเขาก็ล้วงกระเป๋าหลังตั้งท่าจะหยิบซองธนบัตรแต่ฉันจับมือเขาไว้
“ฉันบอกแต่แรกแล้วไงคะว่าฉันจ่ายเอง”
พูดจบฉันก็ะโลงจากรถวิ่งข้ามถนนที่ว่างเปล่ากลิ่นไอภายในร้านโทนี่’ส พิซซ่า เป็กลิ่นเดียวกับร้านในเมืองที่ฉันอยู่
“มิลเลอร์ค่ะ”
ฉันบอกชื่อตามที่โทรสั่งไว้แต่แล้วก็ต้องหัวเราะเมื่อพนักงานหลังเคานเตอร์หยิบเบียร์มิลเลอร์ออกมาจากตู้เย็น
“ไม่ใช่...ฉันชื่อมิลเลอร์มารับพิซซ่าที่โทรสั่งไว้”ฉันบอกเขาะเิเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นกับความเข้าใจผิดของตัวเอง ก่อนจะถามว่า
“ให้ผมไปส่งที่รถไหมครับ?”ฉันสั่นศีรษะปฏิเสธอย่างแรง
“ไม่ต้องหรอกฉันมีนัดแล้ว”ฉันแกล้งพูดเสียงหวาน
ผู้ชายคนหนึ่งท่าทางก้าวร้าวกว่าซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะผุดลุกขึ้นยืนทันที
“แต่ผมว่าผมมีความเป็ชายมากกว่านะเหวี่ยงเขาทิ้งเสียเถอะแล้วไปกับผมแทน”
ฉันจ้องมองหน้าเขาด้วยสีหน้าและแววตาบึ้งตึงเขาเป็คนร่างเตี้ยค่อนข้างอ้วน อายุประมาณสี่สิบต้นๆมีลักษณะเช่นเดียวกับผู้ชายทั้งหลายที่หลงตัวเองตอนวัยหนุ่มหารู้ไม่ว่าบัดนี้ได้มาถึง่ขาลงของชีวิตแล้ว
“จะบอกให้นะว่าผู้ชายของฉันมีความเป็ชายมากกว่าคุณถึงสองเท่า”พูดจบฉันก็เดินผ่านหน้าเขาออกจากร้านทันที
เมื่อไม่เห็นรถเอ็มจีคันนั้นจอดรออยู่ฉันจึงเข้าไปในร้านขายยาที่อยู่ถัดไป ซื้อกางเกงใน แชมพู เสร็จเรียบร้อยจึงได้กลับออกมาแล้วก็พบว่าเขาเอารถมาจอดคอยอยู่ก่อนแล้วจึงรีบข้ามถนนตรงจุดมืดระหว่างเสาไฟเราแวะซื้อเบียร์จากร้านข้างทางหลังจากนั้นก็รีบรุดออกจากเมือง