บทที่ 11 แผนการร้ายกำลังคืบคลานเข้ามา
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว กลางวันโม่เฟิงไม่รู้ว่าติงหรูจวินกำลังยุ่งอยู่กับอะไร ถึงไม่ได้มาหาเื่เขาอีกเลย ในใจเขากลับรู้สึกผิดหวังอย่างประหลาด
ทว่าพอตกกลางคืน เขาก็ไประบายอารมณ์กับร่างกายของจูลี่เพื่อชดเชยในส่วนนี้ บางครั้งเขาก็นึกภาพจูลี่เป็ติงหรูจวินกับติงว่านหรูโดยไม่รู้ตัว ทำให้หลังจากเสร็จกิจแล้วเขามักจะรู้สึกผิดต่อจูลี่อยู่บ้าง แต่จะให้โม่เฟิงมารักจูลี่เพียงคนเดียว คงเป็ไปไม่ได้ เพราะมันเป็นิสัยของผู้ชายที่ชอบมองหาสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ ถึงแม้ว่าในขณะนั้นจะมีของดีอยู่ในมือแล้วก็ตาม
ตลอดระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้แต่คนแปลกหน้าที่คุ้นเคยคนนั้น ก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย...
วันนี้พอโม่เฟิงเข้ามาในออฟฟิศ หัวหน้าแผนกหลัวเสี่ยวเฟิ่งก็เดินเข้ามาอย่างกะทันหันด้วยสีหน้าจริงจัง เธอพูดกับโม่เฟิงว่า “โม่เฟิง รีบไปที่ห้องทำงานของผู้จัดการด่วนเลย จะมีการประชุมด่วน!”
พูดจบ หลัวเสี่ยวเฟิ่งก็หันหลังเดินออกไป ทิ้งให้โม่เฟิงยืนอึ้งอยู่คนเดียว เพราะตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา งานในบริษัทโฆษณาแห่งนี้เรียกได้ว่าง่ายมาก จนบางครั้งเขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่า หรือที่นี่จะเป็แผนกที่สร้างขึ้นมาเพื่อฝึกฝนบุคลากรโดยเฉพาะ เพราะพนักงานทุกคนแทบจะไม่มีงานทำเลย แต่ท่าทางของหัวหน้าแผนกเมื่อครู่นี้ ทำให้อดเขาเป็กังวลไม่ได้
หรือว่าผลประกอบการไม่ดี เลยจะต้องปลดพนักงาน? เพราะเื่นี้เป็เื่ปกติที่เกิดขึ้นในบริษัทขนาดใหญ่อยู่แล้ว อย่าให้เป็แบบนั้นเลยนะ ในใจของโม่เฟิงเต็มไปด้วยความกังวล แต่สองมือก็ไม่ได้หยุดนิ่ง เขารีบเก็บข้าวเก็บของ แต่กลับพบว่าไม่มีอะไรให้เก็บเลย สุดท้ายเขาก็หยิบแฟ้มเอกสารขึ้นมาหนึ่งอัน แล้วรีบเดินตรงไปที่ห้องประชุมอย่างรวดเร็ว
ห้องประชุมกว้างขวาง สามารถรองรับคนได้มากกว่าร้อยคน…
ในเวลานี้ติงหรูจวินนั่งอยู่บนแท่นบรรยายด้วยสีหน้าจริงจัง ดูน่าเกรงขามราวกับสาวงามที่แสนเ็า ใครเห็นก็ได้แต่เก็บความรู้สึกชื่นชมไว้ในใจ ไม่กล้าสบตานาน เห็นได้ชัดว่าถึงติงหรูจวินจะเป็ผู้หญิง แต่เวลานี้เธอกลับมีออร่าของผู้นำอย่างเต็มเปี่ยม
ไม่นานภายในห้องประชุมก็เต็มไปด้วยผู้คน เมื่อเห็นว่าไม่มีใครขาดหายไป หลัวเสี่ยวเฟิ่งจึงเดินไปที่ด้านหน้าของติงหรูจวิน แล้วพูดขึ้นอย่างช้า ๆ ว่า “วันนี้เรามาประชุมกันอย่างเร่งด่วน หากใครมีข้อเสนอแนะใด สามารถพูดคุยกันได้หลังจากการประชุม ตอนนี้เชิญผู้จัดการติงพูดได้เลยค่ะ”
ติงหรูจวินพยักหน้าแล้วพูดตรงประเด็นทันทีว่า “ฉันเพิ่งจะเรียนจบและก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้จัดการ ดังนั้นฉันจะไม่จัดการประชุมที่เสียเวลาเหมือนกับผู้จัดการคนอื่น ๆ ที่ผ่านมาฉันอาจจะยังไม่สามารถสร้างผลงานอะไรได้ แต่ในวันนี้ฉันจะขอตัดสินใจเป็ครั้งแรก นั่นก็คือการกำหนดเวลาการประชุมสูงสุดไว้ที่ครึ่งชั่วโมง การประหยัดเวลาในการประชุม ก็เท่ากับเป็การรับผิดชอบต่อเงินเดือนของบริษัท ฉันหวังว่าพวกเราทุกคนจะร่วมมือกันและทำให้สำเร็จ!”
ทันทีที่ติงหรูจวินกล่าวจบ ก็มีเสียงปรบมือดังกึกก้อง เื่นี้เป็ปัญหาที่พบได้บ่อยมากในการประชุม ส่วนใหญ่มักขึ้นต้นด้วยการกล่าวสรรเสริญเยินยอยาวเหยียด แต่พอถึงเื่สำคัญ กลับพูดผ่าน ๆ ไป ทำให้คนที่ฟังอยู่ด้านล่างง่วงนอน สุดท้ายก็ฟังไม่รู้เื่ ไม่ได้อะไรจากการประชุมเลย
นอกจากนี้ยังทำให้หลายคนต้องมาทนทุกข์ทรมานไปด้วย หากมีเื่สำคัญจริง ๆ ครึ่งชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว เพราะในความเร็วปกติ เวลาครึ่งชั่วโมงก็สามารถพูดได้หลายอย่างแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น จุดประสงค์ของการประชุม คือการพูดคุยเกี่ยวกับกฎระเบียบ ข้อบังคับ และความก้าวหน้าของบริษัท ซึ่งไม่จำเป็ต้องใช้เวลานานขนาดนั้น
เสียงปรบมือยังคงดังไม่หยุด ติงหรูจวินก็ยิ้มขึ้นมาทันที ทำให้ทุกคนรู้สึกราวกับดอกไม้ในหิมะสีขาวบริสุทธิ์ที่บานสะพรั่งอยู่บนยอดเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ แม้ดูบริสุทธิ์ไร้เดียงสา แต่กลับมีเสน่ห์ดึงดูดใจ
ติงหรูจวินพูดผ่านไมโครโฟนว่า “ทุกคนอย่าแกล้งฉันเลย ฉันเพิ่งจะประกาศกฎข้อแรกไป ถ้าพวกคุณปรบมือกันครึ่งชั่วโมงแบบนี้ ฉันก็กลายเป็คนไม่รักษาคำพูดสิคะ”
เมื่อเธอปล่อยมุกตลกนี้ ทำให้บรรยากาศในห้องประชุมกลับมาคึกคักขึ้นมาทันที ความเงียบงันถูกทำลายลง ทุกคนอดหัวเราะออกมาเบา ๆไม่ได้
จากนั้นติงหรูจวินจึงพูดต่อว่า “ไม่รู้ว่าทุกคนสังเกตเห็นถึงความอันตรายหรือเปล่า แต่มันคือสัญญาณอันตรายของบริษัทโฆษณาเรา โดยสภาพแวดล้อมที่เป็อยู่นี้ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นถึงจะอยู่รอด”
แค่ประโยคเกริ่นนำก็รู้สึกถึงลางไม่ดีแล้ว ติงหรูจวินจึงอธิบายต่อไปว่า “บริษัทโฆษณาของเรายังไม่เคยได้รับโปรเจกต์ใหญ่ ๆ เลย บางคนอาจจะบอกว่าเราเป็บริษัทในเครือของเฟยอวิ๋นกรุ๊ป รับแค่งานโฆษณาของบริษัทในเครือก็พอแล้ว แต่โปรเจกต์ใหญ่ ๆ ของบริษัทเรากลับถูกส่งไปให้บริษัทโฆษณาอื่นทั้งหมด นี่คือสิ่งที่น่าเศร้า นี่คือความไร้ความสามารถของพวกเรา มันคือการกระทำที่โง่เขลาที่ผลักตัวเองไปสู่ความตาย หากยังเป็แบบนี้ต่อไป บริษัทแม่จะต้องไม่พอใจเราอย่างแน่นอน หรือแม้กระทั่งคิดว่าเราเป็เพียงแค่ส่วนเกิน…”
“ดังนั้นฉันจึงหวังว่าทุกคนจะตระหนักถึงอันตรายนี้ ฉันจึงไม่ได้ปรึกษากับทุกคนก่อนและได้ขอโปรเจกต์หนึ่งจากบริษัทแม่มา นั่นก็คือโฆษณาพรีเซนเตอร์และโปสเตอร์โฆษณาประจำครึ่งปีหลังของเครือเฟยอวิ๋น หากทุกคนยินดีที่จะร่วมมือกับฉัน ฉันก็ยินดีมาก แต่ถ้าใครคิดว่าฉันทำเกินหน้าที่ ฉันก็จะไม่กล่าวโทษ”
“ตอนนี้ ขอให้ทุกคนลงคะแนนด้วยการยกมือ ใครเห็นด้วยให้เข้าร่วมทีมพิเศษกับฉัน ซึ่งอาจจะไม่ได้พักผ่อน หรืออาจจะไม่ได้หยุดแม้แต่วันหยุดสุดสัปดาห์ หรืออาจจะต้องเดินทางไปต่างจังหวัด ดังนั้น ใครที่ไม่้าก็สามารถอยู่จัดการงานเดิมต่อไปได้ ตอนนี้เชิญทุกคนลงคะแนนเสียงได้!”
ทันใดนั้นห้องประชุมก็ตกอยู่ในความเงียบ เพราะเื่นี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ส่วนตัว ทุกคนจึงต้องคิดให้รอบคอบ ติงหรูจวินกวาดสายตามองไปที่ใบหน้าของทุกคนอย่างเ็า ในใจก็รู้สึกท้อแท้ขึ้นมา เพราะไม่ว่าเธอจะพยายามมากแค่ไหน แต่ถ้าปราศจากทีมที่แข็งแกร่งทุกอย่างก็คงเป็แค่เื่ตลก
ในขณะนั้นเอง ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากมุมห้องว่า “ผมขอเข้าร่วมทีมพิเศษนี้ด้วยครับ เพราะทุกคนก็รู้ดีว่าถ้างานของเรา แม้แต่คนธรรมดาก็สามารถทำได้ แล้วอย่างนี้บริษัทจะยอมจ่ายเงินมากมายขนาดนี้ไปทำไม? ถ้าเป็แบบนี้ต่อไป หากบริษัทมีสวัสดิการอะไรใหม่ ๆ พวกเราก็คงไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไร แทนที่จะปล่อยเวลาให้เสียเปล่า แล้วมานั่งเสียใจภายหลัง สู้ตอนนี้พวกเราทำให้ตัวเองมีความสำคัญดีกว่า แบบนี้ตอนที่บริษัทจะปลดพนักงานออก พวกเขาก็จะพิจารณาถึงความสำคัญของพวกเราก่อน ไม่ใช่พวกที่ถูกเลิกจ้างได้ง่าย ๆ!”
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ั้แ่เื่สวัสดิการที่ทุกคนให้ความสำคัญ ไปจนถึงเื่การเลิกจ้างที่ทุกคนเป็กังวล เรียกได้ว่าประโยคเหล่านี้ได้ััใจของทุกคนโดยสมบูรณ์
สำหรับเ้าของเสียงนี้คือโม่เฟิง เขาเป็คนที่ใช้ชีวิตอยู่กับความเป็จริง รู้ดีว่าสิ่งที่คนกลุ่มนี้้าคือ งานที่มั่นคง ไม่ใช่การทำเื่ยิ่งใหญ่ พวกเขาถูกความเป็จริงบีบคั้นจนไม่เหลือความฝันอีกต่อไปแล้ว และยังผ่าน่วัยที่กระตือรือร้นมานานแล้ว
ติงหรูจวินที่ไม่เคยัักับชีวิตของคนชั้นล่าง จึงไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ทำให้พนักงานคล้อยตามมากที่สุดไม่ใช่การปลุกใจ แต่เป็ผลประโยชน์ แน่นอนว่าโม่เฟิงรู้เื่นี้ดี ดังนั้นหลังจากที่เขาพูดจบ คนที่ลังเลใจอยู่ต่างก็ยกมือขึ้นทันที
ทันใดนั้น ติงหรูจวินก็มองด้วยแววตาที่ประหลาดใจ เพราะั้แ่ตอนที่เธอให้หลัวเสี่ยวเฟิ่งไปตามคนมาประชุม จนถึงการประกาศกฎข้อแรกของเธอ ล้วนแต่เป็การปูทางไปสู่เื่นี้ เพื่อที่จะกระตุ้นอารมณ์ของทุกคน แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เกือบจะล้มเลิกกลางคันไปแล้ว
แต่ในตอนนี้ พอได้ยินคำพูดของโม่เฟิง ติงหรูจวินที่ฉลาดเฉลียวก็เข้าใจความเป็จริงในทันที ที่แท้แล้วเธอคิดผิดมาตลอด ตอนที่เธอกำลังกล่าวอยู่ เธอคิดว่ากำลังพูดกับนักศึกษาที่ไม่ต้องกังวลเื่ปากท้องและไม่มีภาระที่ต้องรับผิดชอบอะไรมากนัก แต่ในความเป็จริงคนที่เธอเผชิญหน้าอยู่คือกลุ่มคนที่ดิ้นรนเพื่อชีวิต ดังนั้นคำพูดเดียวกัน จึงไม่อาจได้ผลลัพธ์ที่เหมือนกัน
ติงหรูจวินรู้สึกขอบคุณโม่เฟิงขึ้นมาทันที แต่พอนึกถึงตอนที่โม่เฟิงััหน้าอกของเธอบนรถ ความรู้สึกแปลก ๆ นั้นก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง เธอจึงเก็บความรู้สึกขอบคุณนั้นไปทันที แล้วพึมพำกับตัวเองว่า “ถือซะว่ายกโทษให้กับความผิดพลาดครั้งที่แล้วของนายแล้วกัน แต่เื่เมื่อตอนนั้น ฉันไม่ปล่อยนายไปง่าย ๆ แน่ เพราะยังไม่มีใครเคยแตะต้องที่ส่วนนั้นของฉันมาก่อน เมื่อมันเป็ครั้งแรก ฉันจะไม่มีทางปล่อยให้ผ่านไปได้ง่าย ๆ แน่!”
ถ้าถามว่าทำไมโม่เฟิงถึงช่วยติงหรูจวิน คำตอบก็คือ เขาไม่มีทางเลือก เพราะั้แ่ที่คิดเื่การปลดพนักงาน เขาก็เอือมระอากับความรู้สึกแบบนี้เต็มทน จึงไม่อยากให้เื่แบบนี้เกิดขึ้น
บังเอิญว่าแผนของติงหรูจวินสามารถแก้ปัญหานี้ได้ เดิมทีโม่เฟิงก็อยากจะทำตัวเนียน ๆ เข้าร่วมกับคนอื่น แต่ใครจะไปคิดว่า กลับไม่มีใครยอมเป็ผู้นำ โม่เฟิงก็ไม่อยากจะล้มเลิกแผนการนี้ จึงตัดสินใจกัดฟันสู้
ในความคิดของเขา การทำแบบนี้ก็มีข้อดี เพราะไม่ว่าใครที่จงรักภักดีก่อน มักจะได้รับการเลื่อนขั้นเป็อันดับแรกเสมอ แม้ว่าจะไม่ได้รับการเลื่อนขั้น ก็ยังสามารถไถ่โทษกับติงหรูจวินได้ อย่างไรก็ตาม เขาก็ต้องเข้าร่วมอยู่แล้ว ทำไมไม่ทำให้ตัวเองได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายไปเลยล่ะ
การประชุมดำเนินไปอย่างราบรื่น พนักงานส่วนใหญ่เลือกที่จะเข้าร่วมทีมพิเศษนี้ จากนั้นติงหรูจวินก็หยิบแผนงานสี่ชุดออกมา แจกจ่ายให้กับคนที่เต็มใจเข้าร่วมทีมใหม่นี้ โดยขอให้ทุกคนกลับไปศึกษาวางแผน เพื่อหาแผนงานที่เหมาะสมที่สุด และท้ายที่สุดเธอก็มอบหมายให้หลัวเสี่ยวเฟิ่งเป็ผู้ดูแลงานที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน โดยรวมแล้ว การประชุมครั้งนี้ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เรียกได้ว่าจบลงอย่างสมบูรณ์แบบ
หลังจากที่ทุกคนออกจากห้องประชุมไปหมดแล้ว ในห้องจึงเหลือเพียงแต่โม่เฟิงและติงหรูจวิน ไม่ใช่ว่าโม่เฟิงไม่อยากไป แต่เป็ติงหรูจวินที่ขอให้เขาอยู่ต่อ นิสัยของโม่เฟิงเป็คนที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยใส่ใจอะไร แต่จริง ๆ แล้ว้าควบคุมทุกอย่าง เขาจึงเดินตรงไปหาติงหรูจวินและถามว่า “ผู้จัดการติง มีอะไรจะให้ผมรับใช้หรือเปล่าครับ?”
ติงหรูจวินกำลังจะพูด แต่แล้วก็พบว่าบรรยากาศมันดูแปลกไป พอเธอเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่า เพราะตัวเธอนั่งอยู่ ส่วนโม่เฟิงยืนอยู่ ทำให้เขาสูงกว่าเธอมาก แถมยังมองเห็นอกอวบที่กระเพื่อมตามจังหวะหายใจของเธอผ่านความต่างระดับนี้ได้อย่างชัดเจน และเนื่องจากคอเสื้อของเธอค่อนข้างกว้าง จึงมองเห็นร่องอกลึกได้ชัดเจนมาก
เมื่อเห็นโม่เฟิงทำท่าทางหื่นกระหายอย่างนั้น ติงหรูจวินก็รู้สึกโกรธจนกัดฟันแน่น ความคิดที่จะมอบตำแหน่งหัวหน้าทีมพิเศษให้โม่เฟิงหายวับไปจากสมองในทันที เธอตบหน้าโม่เฉิงไปหนึ่งทีด้วยความโกรธ แล้วพูดอย่างฉุนเฉียวว่า “ไอ้โรคจิต!”
โม่เฟิงตื่นจากภวังค์ในทันที ความร้อนผ่าวที่แก้มทำให้โม่เฟิงรู้ตัวว่าตัวเองโดนสาวดุคนนี้ตบอีกแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมโม่เฟิงกลับไม่รู้สึกโกรธเลยสักนิด ตรงกันข้ามเขากลับยิ้มออกมาอย่างประหลาด ถ้ามีใครอยู่ตรงนี้ ต้องคิดแน่ ๆ ว่าเขาเป็พวกมาโซคิสต์*[1]
ในเวลาเดียวกัน ณ มุมที่ลับตาคนแห่งหนึ่ง หลัวเสี่ยวเฟิ่งกำลังคุยโทรศัพท์อย่างลึกลับ เธอพูดอย่างระมัดระวังว่า “ตอนนี้ได้ตั้งทีมพิเศษขึ้นมาแล้วและสำเร็จแล้วด้วย!”
“เดิมทีแผนก็เกือบจะล้มไม่เป็ท่า แต่กลับถูกโม่เฟิงที่คุณส่งมา เข้ามาป่วนซะได้!”
“ไม่รู้ว่าเธอจะสงสัยฉันหรือยัง ฉันไม่ได้เข้าร่วมกับพวกเขานะ!”
ตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าคู่สนทนาทางโทรศัพท์ได้มอบหมายงานบางอย่างให้กับหลัวเสี่ยวเฟิ่ง จนทำให้เธอพยักหน้าอย่างต่อเนื่องราวกับว่าเคารพอีกฝ่ายมาก
ติงหรูจวินกับโม่เฟิงที่กำลังโมโหต่างก็ไม่ทันสังเกตว่ามีแผนร้ายกำลังคืบคลานเข้ามาหาพวกเขา ไม่รู้ว่าจะเกิดเื่วุ่นวายขึ้นหรือเปล่า และไม่รู้ว่าโม่เฟิงจะสามารถฝ่าฟันแผนร้ายนี้ไปได้หรือไม่?
[1] มาโซคิสต์ คือ โรคจิตเภทชนิดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของจินตนาการที่กระตุ้นความพึงพอใจทางเพศ โดยผู้ป่วยจะรู้สึกพึงพอใจ ตื่นเต้นและเกิดอารมณ์ทางเพศอย่างรุนแรง เมื่อถูกทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ เช่น ถูกทุบตี ถูกล่ามหรือมัด ถูกด่าทอ ซึ่งโรคจิตเภทชนิดนี้อาจมีสาเหตุมาจากประสบการณ์ความรุนแรงและความเ็ปในวัยเด็กที่เกิดขึ้นเป็เวลานาน จนกระทบต่อสภาพจิตใจอย่างรุนแรง ทำให้ผู้ป่วยเกิดความปรารถนาในความเ็ป และ้าการถูกกระทำเพื่อสนองความพึงพอใจและทำให้ตัวเองรู้สึกมีความสุขมากขึ้น