บทที่7 เด็กๆ สกุลอิง2
ในที่สุดทั้งสองก็จูงมือกันเข้ามาในห้องอาหาร เห็นน้องชายตาแดงราวกับผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักแต่เริ่มมีรอยยิ้มมู่ฮวาก็วางใจลง เธอเป็พี่สาวยากจะพูดคุยกับเขาตรงๆ ดูเหมือนให้ิเทียนไปตามเป็ความคิดที่ถูกต้องแล้ว
“มานั่งกินข้าวกันก่อนเถอะ เราค่อยพูดคุยกันทีหลัง”
“พวกเรา กินได้ใช่มั้ยครับ คุณ…ป้า” อิงเค่อนั่งลงข้างิเทียน ใช้ร่างสูงใหญ่บดบังตัวเองจากสายตาของคุณป้าผู้ร้ายกาจที่คนในหมู่บ้านไม่กล้าหาเื่ เอ่ยถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“กินเลย” หนานชิงไม่พูดเปล่าแต่ลงมือทำ เธอคีบอาหารให้ลูกชายคนโต ว่าที่ลูกสะใภ้ ลูกสาวคนเล็ก ตามด้วยอิงเค่อ อิงหลัน และอิงอันตามลำดับ
เด็กๆ บ้านอิงเมื่อเห็นิเทียนและเหมยลี่กินข้าวเป็ตัวอย่าง พวกเขาก็ค่อยๆ ขยับตะเกียบ ก่อนจะกินข้าวต้มหมดอย่างรวดเร็ว จนแทบจะลืมคีบอาหาร โชคดีที่ิเทียนและเหมยลี่คอยดูแลคีบให้พวกเขาอยู่เนืองๆ ด้วยความคุ้นเคย
หนานชิงเห็นบรรยากาศในบ้านที่คึกคักขึ้นมา ดูท่าทางการคีบอาหารป้อนเด็กๆ อย่างคุ้นเคยของลูกชายกับลูกสาว ก็ทำให้รู้แล้วว่าทำไมเด็กๆ บ้านหยางถึงอ่อนโยนและนิสัยดีขนาดนี้
ที่แท้เป็เพราะพวกเขามีความเห็นอกเห็นใจคนอื่นั้แ่ยังเด็ก
แต่มันก็ทำให้เด็กๆ บ้านอิงรู้สึกเหมือนตัวเองน่าสงสารมากขึ้น เห็นทีหนานชิงคงต้องชดเชยให้เด็กๆ บ้านอิงมากหน่อยเพื่อเป็การขอบคุณและขอโทษพวกเขาแทนลูกๆ ของเธอเอง
เพราะบางครั้งการที่เราหยิบยื่นความเห็นใจให้อีกคนหนึ่ง มันกลับยิ่งตอกย้ำว่าพวกเขาขาดแคลนมากขึ้น จนเกิดปมในใจขึ้นมาได้
มื้ออาหารแรกของครอบครัวจบลงอย่างเงียบๆ มู่ฮวาช่วยเหมยลี่เก็บข้าวของ ิเทียนกังวลว่าเด็กๆ จะทำให้แม่ไม่พอใจเลยต้องนั่งเป็หลักให้เด็กทั้งสามยึดราวกับไม้ใหญ่คอยต้านทานแรงลม
เด็กๆ สกุลอิงทั้งสามคนล้วนมองมาที่เขาเป็ตาเดียว ทำให้ิเทียนอึดอัดไม่น้อย
จนกระทั่งมู่ฮวากับเหมยลี่กลับมานั่งที่ หนานชิงถึงได้เอ่ยปาก
“ยินดีต้อนรับสู่ครอบครัวของเรานะ มู่ฮวา อาเค่อ อาหลัน อาอัน” หนานชิงพูดด้วยรอยยิ้ม ทำให้เด็กๆ รู้สึกสับสน กระทั่งมู่ฮวาที่เคยเห็นความปากร้ายของเธอมาก่อนเองก็เช่นกัน
“ถ้ายังไงเรามาแนะนำตัวกันก่อน แม่ชื่อว่า หนานชิง สกุลหนานของแม่ตายหมดแล้ว ไม่มีญาติคนอื่นๆ ดังนั้นหลังจากนี้ใครมาอ้างเป็ญาติของพวกเธอก็ไม่ต้องนับทั้งนั้น” หนานชิงพูดทำความเข้าใจร่วมกัน
บ้านสกุลหยางไม่มีญาติใกล้ชิดแล้ว มีญาติห่างๆ ในหมู่บ้านเพราะยังไงนี่ก็หมู่บ้านสกุลหยาง บ้านอิงนั้นย้ายมาจากข้างนอกต่อไปอาจเผลอเจอญาติที่มาจากข้างนอกเข้าก็ได้
“หยางิเทียนเป็ลูกชายคนโตของบ้าน งานหาบน้ำกับผ่าฟืนเป็งานของผู้ชาย แต่บางอย่างก็ต้องช่วยผู้หญิงทำเหมือนกัน” คนตัวโตกว่าเพื่อนลุกขึ้นแนะนำตัวบ้าง ข้อหลังเหมือนเขาเจาะจงพูดกับอิงเค่อโดยเฉพาะ
“หยางเหมยลี่ เป็น้องเล็กของบ้านนี้ แต่หลังจากนี้บ้านเราจะมีน้องเล็กอีกสามคนแล้ว ฉันดีใจมากเลย” เหมยลี่กล่าวอย่างอารมณ์ดี
“อิงมู่ฮวาค่ะ เอ่อ น้องๆ อิงเค่อ อิงหลัน อิงอัน”
“...” อิงเค่อที่ยังไม่ค่อยชินแต่ก็ยอมรับความเมตตาของบ้านสกุลหยางแล้ว ถึงอย่างนั้นเขาก็มีความคิดว่าจะต้องใช้แรงงานตนเองเพื่อตอบแทนบ้านสกุลหยางอย่างสมน้ำสมเนื้อ
“...” อิงหลันที่ไม่ค่อยมีบททำเพียงตอบรับพี่สาวนิ่งๆ
“สวัสดีค่ะ คุณป้า พี่สาว พี่ชาย ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” และอิงอันน้องสาวคนเล็กที่ชอบมีบทสุดๆ ไปเลย เ้าตัวน้อยยังยิ้มร่าเริงราวกับไม่รู้เื่รู้ราวอะไร
“เด็กน้อยคนนี้เหมือนอาเหมยตอนเด็กจริงๆ” หนานชิงหันไปเอ่ยเย้าลูกสาวด้วยรอยยิ้ม ทำให้บรรยากาศดีขึ้นเรื่อยๆ
“ไหนๆ ก็เป็ครอบครัวเดียวกันแล้ว ถ้าอย่างนั้นฉันจะพูดคุยตกลงกันก่อน หลังจากวันนี้ฉันจะรับผิดชอบอาหารการกินของเด็กๆ ให้มากินข้าวที่บ้านด้วยกัน”
“ยังไม่มีห้องให้น้องๆ ใช่มั้ยคะแม่” บ้านสกุลหยางไม่ได้มีหลายห้อง ดังนั้นเด็กๆ สกุลอิงเลยต้องอยู่ที่บ้านเดิมไปก่อน
“ใช่ แต่พรุ่งนี้แม่จะเข้าเมือง คิดว่าจะไปดูลาดเลาร้านรวงที่เปิดขึ้นมาหลังการเปลี่ยนแปลงสักหน่อย ต่อไปถ้าบ้านเราขยับขยายอะไรได้ ก็จะได้อยู่ด้วยกัน”
“แค่นี้ก็มากเกินพอแล้วค่ะคุณป้า” มู่ฮวาลูบหน้าอกด้วยความโล่งใจ เธอยังคิดอยู่ว่าแม่ของิเทียน้าจะทำอะไรกันแน่
“บ้านสกุลอิงก็ยังเป็บ้านสกุลอิง ฉันแค่แสดงตัวเป็ผู้ปกครอง เป็ญาติผู้ใหญ่ให้พวกเธอพึ่งพาเท่านั้น และอีกไม่นานอามู่ฮวาก็จะแต่งเข้ามาเป็สะใภ้บ้านเราแล้ว ฉันไม่อยากให้เธอห่วงหน้าพะวงหลัง” หนานชิงเข้าเื่
เมื่อการแต่งงานถูกพูดถึงสองหนุ่มสาวก็หน้าแดงเขินอายขึ้นมา ยิ่งพอเงยหน้าขึ้นสบตากันก็รีบหลบไป เขินอายกันอยู่คนละมุม
มู่ฮวาที่มาจากอนาคตก็ยังรู้สึกเขินเมื่อต้องคุยเื่แต่งงาน คงเพราะคนในยุคหล่อนคบหากันจนหมดหวานแล้วจึงแต่งงาน เลยไม่ค่อยเขินอายกันเท่าไหร่ แต่ตอนนี้มันต่างออกไปเมื่อคิดว่าจะได้แต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่งที่ชอบตัวเอง และเธอก็ชอบเขา รู้สึกเขินยังไงก็ไม่รู้
“หมายความว่าคุณป้าแค่ให้ข้าวเราเหรอครับ”
“อาเค่อ” มู่ฮวาพยายามปรามน้องชาย
“ฉันเป็ญาติผู้ใหญ่ก็ต้องเลี้ยงดูเด็กๆ ในปกครองให้ดี หรือเธอมีปัญหาอะไรอาเค่อ ไม่เป็ไรให้เขาพูดออกมาได้เลย” เห็นมู่ฮวามีท่าทางราวกับอยากห้ามปรามน้องชาย หนานชิงก็เอ่ยปาก
“ถ้าอย่างนั้นผมจะทำอะไรตอบแทนคุณได้บ้าง”
“เธอแค่เรียนให้เก่ง โตไวไว แล้วก็ทำเท่าที่เด็กๆ จะทำได้ก็พอ”
“ไม่ต้องลงทุ่งเอาคะแนนงานมาให้คุณ?”
“ไม่” หนานชิงตอบทีละคำถามอย่างใจเย็น ทำให้อิงเค่อรู้สึกว่าคุณป้าตรงหน้าแตกต่างจากข่าวลือที่เขาได้ยินมามาก
“ไม่ต้องขึ้นเขาเก็บของป่า”
“ไม่ต้อง”
“ไม่ต้องไป…”
“พอแล้วอาเค่อ ขอโทษแทนน้องด้วยนะคะคุณป้า” มู่ฮวาปรามน้องชายอีกครั้ง
“ไม่เป็ไร นี่ก็เป็สิ่งที่ควรจะคุยกันให้รู้เื่ พวกเธออยากช่วยหรือไม่ช่วยทำอะไรที่บ้าน ฉันก็จะไม่ว่า ฉันจะให้พวกเธอทำตามที่อยากจะทำ สนับสนุนเท่าที่ทำได้ อยากเรียนก็ไปเรียน อยากทำงานก็ไปทำ”
“ถ้างั้นอาอันขอกินขนมเหมือนพี่เหมยลี่ได้มั้ยคะ” น้องเล็กของบ้านอิงเอ่ยถามอย่างไร้เดียงสา
“ได้สิจ๊ะ”
“ถ้างั้น…หนูขอเรียนหนังสือเหมือนพี่ชายได้มั้ย” อิงหลันกลับไม่ได้ดูเหมือนน้องสาว ทั้งที่ใบหน้าถอดกันมาราวกับแกะ แต่บุคลิคของเธอนิ่งกว่ามาก แถมยังดูมีเหตุมีผลและฉลาดหลักแหลม ทำให้หนานชิงรู้สึกสนใจเด็กๆ บ้านสกุลอิงมากขึ้น
“ได้ ป้าจะพาหนูไปสอบเทียบในเทอมถัดไป”
“จริงนะคะ อาอันก็อยากเรียนเหมือนพี่สาวพี่ชายด้วย” น้องสาวคนเล็กเห็นพี่สาวฝาแฝดของตัวเองมีอะไรก็อยากมีตามอย่างไร้เดียงสา
“ได้สิจ๊ะ”
“คุณป้าคะ นี่มันมากเกินไป” มู่ฮวามีความคิดจะส่งน้องๆ เรียนอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้บ้านอิงสามารถส่งแค่อิงเค่อเรียนได้เท่านั้น แต่เธอก็ไม่คิดว่าป้าหนานจะยอมรับกับการส่งเด็กผู้หญิงไปเรียนหนังสือ
“ไม่มากเกินไปหรอก…ตอนนี้เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง ยุคทหารแดงจบลง ไม่รู้ว่าอะไรรอเราอยู่ข้างหน้า มีแต่ต้องให้ลูกๆ มีความรู้มากขึ้น จะได้มีชีวิตรอดในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงได้” หนานชิงพูดยิ้มๆ
“แต่ค่าใช้จ่าย…”
“ไม่เป็ไร ต่อไปเปิดเสรีการค้า ฉันจะให้ิเทียนปลูกพืชในที่ดินเพิ่ม เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ มีวิธีหาเงินตั้งมากมาย ไม่ต้องห่วงหรอก”
“...” ในที่สุดมู่ฮวาก็ยอมรับ เพราะรู้ดีว่าเมื่อเปิดการค้าเสรีแล้วจะเป็ยุคแห่งการกอบโกย หล่อนเองก็มีความคิดหลายอย่าง ในเมื่อแม่สามีเองก็ไม่ใช่คนคร่ำครึหัวโบราณ ไม่แน่อาจสามารถเสนอแผนการต่างๆ มาทำร่วมกันได้
“ไหนๆ มู่ฮวาก็อยู่นี่แล้ว แม่จะขอให้หัวหน้าหมู่บ้านเป็ญาติผู้ใหญ่ให้เธอ แล้วไปสู่ขอในอีกสามสี่วัน ถือว่าใช้โอกาสนี้บอกเธอก่อน”
“นี่…เร็วไปมั้ยคะ”
“ิเทียนปีนี้ก็20แล้ว ไม่เร็วไปหรอก”
“แต่หนูเพิ่ง18 อีกอย่างหนูรู้สึกว่ายังดูแลน้องๆ ได้ไม่ดีพอ กลัวว่าจะทำให้เสียสมาธิ ไม่สามารถทุ่มเทให้กับครอบครัวตัวเองได้เต็มที่”
“อามู่…พูดแบบนี้เหมือนไม่อยากแต่งงานกับฉันเลย” ิเทียนหันมองคนรักด้วยสีหน้าน้อยใจ มู่ฮวาหันเห็นก็ใจอ่อนยวบเหมือนกำลังโดนต้าวโกลเด้นท์ทำหน้าหูลู่หางตกใส่อย่างน่าสงสาร
“พี่สาวแต่งงานเถอะครับ ไม่ต้องเป็ห่วงพวกเรา ผมโตแล้วดูแลน้องๆ ได้”
“พี่สาวแต่งงานกับพี่ิเทียนเถอะค่ะ” อิงหลันที่ไม่ค่อยพูดเอ่ยปากเห็นด้วยกับพี่ชาย
“อาอันอยากเห็นพี่สาวมีความสุข” อิงอันะโลงจากเก้าอี้ เดินไปจับมือพี่สาว เงยหน้าขึ้นมองเหมือนต้าวหมาน้อยอีกตัว
มู่ฮวาใจอ่อนยวบ สบตากลมโตของน้องๆ ทั้งสามน้ำตาพลันเอ่อขึ้นมา
เธอคาดหวังอยากให้ครอบครัวมีความสุข แต่ลืมไปว่าน้องๆ ก็คงหวังให้ตนเองมีความสุขเช่นเดียวกัน
“ถ้างั้นก็เอาตามที่แม่ว่าแล้วกัน หลังจากนี้มู่ฮวาก็จะมาเป็ลูกสะใภ้ตระกูลหยางแล้ว ไม่ต้องเป็กังวล แม่จะช่วยดูแลเด็กๆ เป็ไม้ใหญ่ให้พวกเธอ นับจากวันนี้จนถึงวันตาย”
“ฮือ แง~” เสียงร้องไห้เหมือนเด็กๆ ดังขึ้นจากอิงอัน ตามด้วยเสียงสะอื้นเล็กๆ จากเด็กๆ สกุลอิง พวกเขาไร้ญาติผู้ใหญ่คอยดูแล ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดด้วยตัวเองมาั้แ่จำความได้ วันนี้เมื่อมีต้นไม้ใหญ่ให้พึ่งพิง ลูกนกน้อยร้องไห้ออกมาด้วยความผ่อนคลาย ราวกับความเครียดทั้งหมดในร่างกายถูกระบายออกไปชั่วคราว
“ไม่เป็ไรนะ ไม่ต้องร้อง” มู่ฮวาปาดน้ำตาที่ไม่อาจกลั้น ปลอบใจน้องๆ ด้วยอ้อมกอดของพี่สาวคนโต ไม่ใช่แค่น้องๆ ที่รู้สึกเหมือนมีที่พึ่งหลังผ่านมรสุม กระทั่งตัวเธอที่มาจากยุคปัจจุบันยังรู้สึกตื้นตันใจ
“อาเหมย เอาขนมของลูกที่แอบไว้มาปลอบใจน้องๆ สิ อาเทียนแม่จะเข้านอนก่อน อย่าลืมไปส่งมู่ฮวากับน้องๆ กลับบ้านด้วย”
“แม่รู้ได้ยังไงคะ” เหมยลี่อ้าปากเหวอ คาดไม่ถึงว่ามารดาแอบรู้ที่ซ่อนขนมหวานของตัวเองซะแล้ว ลืมไปเสียสนิทว่าแม่เปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้แม่ของเธอมีพลังเหมือนเทพ แค่ที่ซ่อนลูกอมพวกนั้นจะไม่รับรู้ได้ยังไง
“อาเหมยซ่อนลูมอมกระต่ายขาวไว้แน่ๆ ไปเอามาแบ่งทุกคนอย่างเท่าเทียมเดี๋ยวนี้” ิเทียนหันไปไล่บี้น้องสาว เขาจำไ้ว่าแม่ซื้อลูกอมมาแต่หายไปหมด ที่แท้ก็อยู่ที่น้องสาวนี่เอง
“หนูไม่ได้ซ่อนเพื่อกินคนเดียวซะหน่อย รู้แล้วๆ เด็กๆ พี่สาวจะเอาขนมมาให้เลิกร้องไห้เถอะนะ” ว่าแล้วเหมยลี่ก็ออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว กลัวว่าพี่ชายจะบุกไปรื้อห้องตัวเองจนเป็เื่
“แม่ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะไปส่งมู่ฮวากับน้องๆ เอง แม่เข้านอนเถอะ” ิเทียนหันไปพูดกับแม่ เฝ้ามองมารดาเข้าไปห้องด้านในเพื่อพักผ่อนแล้ว จึงหันกลับมาทางพี่น้องสกุลอิงทั้งสี่
“ไม่ต้องร้องกันแล้ว อย่าเสียใจอีกเลยนะ” ิเทียนยิ้มอย่างเอื้ออาทร
“อาเทียน ขอบคุณนะ” มู่ฮวามองอีกฝ่ายด้วยความรัก ถึงจะดูไร้เดียงสา สมองทื่อไปบ้าง แต่ิเทียนเป็คนรักที่ดีมากจริงๆ
“พี่อาเทียน ขอบคุณ” อิงอันเดินไปจับมือพี่ชายตัวโตอย่างคุ้นเคย
“พี่อาเทียนขอบคุณ” อิงหลันเงยหน้าขึ้นมองเขา
“พี่ใหญ่ขอบคุณครับ” อิงเค่อเองก็ทำตามน้องๆ เพราะรู้สึกแบบนั้นจริงๆ
“เอาล่ะ ต่อไปเป็พี่น้องกันแล้ว ถ้ามีใครรังแกก็ให้มาบอกฉัน ไว้ใจได้เลย”
“ไม่มีใครกล้ารังแกลูกๆ ของแม่หรอก” เหมยลี่กลับมาพร้อมแจกขนมให้เด็กๆ
เด็กๆ รับขนมไปก่อนจะร้องออกมาไม่หยุดว่า “เย่ๆๆ” จนมู่ฮวาต้องเอ่ยปรามเพราะเกรงจะรบกวนคุณป้าที่เข้านอนแล้ว
“ถ้างั้นฉันกลับก่อนดีกว่า”
“ไว้เจอกันนะ” ิเทียนเดินตามคนรักด้วยท่าทางเหมือนหมากลัวเ้าของทิ้ง ทำให้เหมยลี่รีบเอ่ยปราม
“ได้ที่ไหนล่ะพี่ใหญ่นี่ล่ะก็ พี่จะเป็เ้าบ่าวแล้วจะไปหาเ้าสาวบ่อยๆ ได้ยังไง”
“จริงด้วย” ิเทียนได้ยินอย่างนั้นก็อารมณ์ดีขึ้นมา
“ถ้าอย่างนั้นเื่กินข้าว…” มู่ฮวารู้ว่าไม่ควรพูด แต่เื่ธรรมเนียมเธอก็พอจะรู้มาบ้าง แบบนี้การมากินข้าวที่บ้านหยางคงไม่สะดวก
“ฉันคิดว่าแม่คงจะส่งข้าวให้พวกพี่ก่อนใน่นี้ หลังจากแต่งงานแล้วต่อไปเด็กๆ ก็จะมากินข้าวด้วยกัน”
“แต่ข้าวบ้านเรา…” ิเทียนกำลังจะบอกว่าข้าวบ้านเราหมดเกลี้ยงเลย ก็ถูกน้องสาวตีหลังดัง ปัก!
“พี่ใหญ่ไปส่งน้องๆ เราได้แล้ว พี่สะใภ้ไว้เจอกันนะคะ ลาก่อน”
“...” ิเทียนรู้สึกเหมือนเขาทำอะไรผิดไปสักอย่าง น้องสาวดูเหมือนจะโกรธ
เขาแค่จะบอกว่า ‘ข้าวเราบ้านหมดเกลี้ยงแล้ว’ เท่านั้นเอง
...talk...
ขุ่นแม๊ : เหมยลี่เหนื่อยหน่อยนะลูก
เหมยลี่ : เฮ่อ เมื่อไหร่พี่ใหญ่จะโต แม่คะใช้พลังวิเศษ ปิ้วๆ ให้พี่ใหญ่โตเร็วๆด้วยค่ะ
ขุ่นแม่ : เด็กดี พี่ใหญ่ของเธอโตแล้ว
เหมยลี่: 'ไม่รู้สึกแบบนั้นเลย'