ณ ค่ายทหารอันสง่างามที่ตั้งตระหง่านอยู่ชานเมือง แสงตะวันยามเช้าสาดส่องลงมายังสนามฝึกอันกว้างขวาง
ท่ามกลางฝุ่นควันคละคลุ้งจากฝีเท้าของเหล่าทหารใหม่ที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างขะมักเขม้น บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่อและเสียงะโสั่งการอันดังก้อง
หลิวปัง บุตรชายคนรองแห่งตระกูลหลิว ผู้รูปกายสูงเพรียวบาง ทว่ากระชับด้วยกล้ามเนื้อจากการฝึกปรือ เขาก้าวเท้าเข้ามาในสนามฝึกแห่งนี้เป็วันแรกด้วยใจอันเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
ทันใดนั้น สายตาของหลิวปังก็ปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่กำยำที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
เหยียนอู่ แม่ทัพน้อยแห่งกองทัพใหญ่ ผู้มีนามกระฉ่อนไปทั่วแคว้นในฐานะบุตรชายของแม่ทัพใหญ่เหยียน
ใบหน้าของเขาคมเข้มดุจคมดาบที่กรีดผ่านอากาศ ดวงตาดั่งเหยี่ยวนักล่าที่มองทะลุถึงจิตใจ ร่างกายสูงใหญ่สมชายชาตรี ผิวเนียนเรียบผิดแผกจากนักรบทั่วไป ท่วงท่าการเคลื่อนไหวสง่างามประดุจพยัคฆ์ ทว่าในแววตานั้นแฝงไว้ด้วยเล่ห์กลและไฟปรารถนาที่ซ่อนเร้น
หลิวปังรู้จักเหยียนอู่ดี เขาคือสหายสนิทของหลิวหยาง พี่ชายของตนที่เลี้ยงดูเขามานับั้แ่บิดามารดาล่วงลับ
เหยียนอู่เคยก้าวเข้ามาในเรือนของตระกูลหลิวบ่อยครั้งในฐานะมิตรสหายของพี่ชาย ทว่าในวันนี้ ที่นี่ เขาคือแม่ทัพน้อยผู้เ็าและเข้มงวด ผู้รับหน้าที่ฝึกฝนทหารใหม่ รวมทั้งหลิวปังด้วย
“เ้าทหารใหม่ผู้นั้น!”
เสียงของเหยียนอู่ดังก้องขึ้นกลางสนามฝึก ดุจสายลมที่พัดผ่านหุบเขา หากแต่แฝงไว้ด้วยน้ำหนักแห่งอำนาจ
“เหตุใดเ้าถึงยืนนิ่งอยู่นั่นเล่า? ใจของเ้าลอยไปอยู่แห่งใดกัน? จงไปฝึกวิ่งให้รอบค่ายแหน่งนี้ให้ครบครบสิบรอบ ”
หลิวปังกัดฟันแน่น ดวงตาคู่คมจ้องมองไปยังเหยียนอู่ด้วยความไม่พอใจ แววขบถในใจลุกโชนขึ้นราวกับไฟที่ถูกจุดด้วยน้ำมัน เขาคิดในใจว่า
‘เ้าแม่ทัพน้อยผู้นี้ เหตุใดจึงหยิ่งผยองนักหนา? หน้าตางดงามเพียงนั้น รูปกายกำยำถึงเพียงนี้ ยังไม่เพียงพอให้เ้ามีใจเมตตาต่อผู้อื่นบ้างหรือ?’
ทว่าเขากลับไม่อาจขัดคำสั่งได้ ด้วยเกรงว่าหากขืนโต้แย้งออกไป จะยิ่งทำให้ตนเองต้องอับอายยิ่งกว่านี้ต่อหน้าทหารผู้อื่น
เมื่อที่หลิวปังก้มหน้าก้มตาวิ่งตามคำสั่ง สายตาของเขาแอบเหลือบมองไปยังเหยียนอู่ที่ยืนกำกับการฝึกอยู่นิ่ง ๆ
กล้ามเนื้อแขนที่โผล่พ้นจากชายแขนเสื้อชุดเกราะนั้นกำยำแข็งแกร่ง ผิวเนียนเรียบไร้ที่ติราวกับหยกชั้นดีที่ผ่านการขัดเกลา
หลิวปังอดมิได้ที่จะรู้สึกตะลึงในใจ ทว่าแทนที่ความชื่นชมจะก่อตัวขึ้น กลับกลายเป็ความหมั่นไส้ที่พุ่งสูงยิ่งกว่าเดิม
‘หล่อเหลานัก แถมยังมียศสูงส่งถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงต้องมาดุด่าข้าต่อหน้าผู้คนเช่นนี้เล่า?’ เขาคิดพลางกำหมัดแน่น
ตลอดทั้งวันนั้น หลิวปังถูกเหยียนอู่สั่งให้ฝึกหนักยิ่งกว่าทหารคนใด ๆ ราวกับตั้งใจกลั่นแกล้งเขาโดยเฉพาะ
เมื่อถึงยามเย็น ร่างบางสูงเพรียวของหลิวปังแทบจะล้มทั้งยืน เขากลับถึงเรือนด้วยสภาพสะบักสะบอม เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและความเหนื่อยล้า
ทว่าในใจนั้นกลับมิได้ยอมจำนน เขากัดฟันแน่นพลางนึกในใจว่า
‘เหยียนอู่ เ้าจะต้องได้เห็นดีจากข้าสักวัน ข้าจะไม่ยอมให้เ้าข่มข้าอยู่ฝ่ายเดียวเช่นนี้แน่!’
ขณะเดียวกัน เหยียนอู่ที่ยืนมองตามหลังร่างของหลิวปังที่เดินจากไป ดวงตาคู่คมของเขาปรากฏแววประหลาดพิกล
เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อยเป็รอยยิ้มที่ยากจะหยั่งถึง ราวกับในใจนั้นกำลังครุ่นคิดถึงเล่ห์กลบางอย่างที่ซ่อนไว้