6 สัปดาห์ ก่อนหน้านี้
ระหว่างรอคนแปลกหน้าที่บังเอิญได้ใช้เวลาตลอดหลายวันด้วยกันอาบน้ำเพื่อไปส่งถึงบ้าน ฉันยืนรับสายลมเย็นสบายตอนเช้าตรงระเบียง มองแม่น้ำเ้าพระยา ตึกสูงตระหง่านตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าสดใส สูดลมหายใจเข้าเต็มปอดด้วยความรู้สึกผ่อนคลายมีความสุขหลังผ่านค่ำคืนแสนอ่อนโยนอย่างเป็สุข
เรามีนัดกันอีกในอาทิตย์หน้า และฉันกำลังรอคอยวันเวลานั้นอย่างใจจดจ่อ เราแลกวิธีการติดต่อกันไว้ทุกช่องทาง พร้อมคำกำชับไนล์ว่าให้ติดต่อเขาได้ทุกเวลาตาม้า หากเขาสะดวกจะรีบติดต่อกลับทันทีหากพลาดการสื่อสารครั้งนั้น
เสียงการเคลื่อนไหวจากด้านในทำให้ฉันผละตัวจากระเบียง เพราะคิดว่าไนล์คงเตรียมตัวพร้อมแล้ว เมื่อเดินเข้าไปด้านในเท้าของฉันสะดุดกึกเมื่อเห็นเ้าของเสียงฝีเท้า
หญิงสาวร่างบางหยุดฝีเท้าแล้วจ้องฉันด้วยท่าทางประหลาดใจพอกัน
ฉันยืนนิ่งค้างหัวใจหล่นไปอยู่ตรงตาตุ่ม สัญชาตญาณบอกว่าเธอเป็ใครสักคนที่ต้องมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับไนล์อย่างแน่นอน
เธอยกแขนขึ้นกอดอก มองตรงมาที่ฉันอย่างตั้งคำถามและเอาเื่ในคราวเดียวกัน
“คุณมาพบไนล์เหรอคะ” ฉันเอ่ยถาม
เธอไม่ตอบคำถามแต่จ้องฉันราวกับจะกินเืกินเนื้อ ใบหน้าสวยเคลือบด้วยเครื่องสำอาง ชุดที่เธอสวมบ่งบอกถึงคุณภาพการตัดเย็บอย่างประณีตราคาสูง รวมถึงกระเป๋าและรองเท้าแบรนด์เนม เธอเป็คนสวยสง่าแม้ไม่สูงโดดเด่น แต่ออร่ากลับเปล่งประกายจนสามารถดึงดูดสายตาของผู้คนได้ไม่ยาก ยิ่งประเมินผู้หญิงตรงหน้ามากเท่าไหร่คำถามและความกลัวก็ประเดประดังเข้ามาเพิ่มขึ้นเท่านั้น
ฉันเริ่มหวั่นวิตก ความคิดกังวลต่างๆ ที่อาจเชื่อมโยงเธอกับไนล์ยิ่งทำให้ท้องไส้บิดมวล
ไนล์เดินออกมาจากห้องแต่งตัว คนตัวสูงชะงักเมื่อเห็นผู้มาใหม่ประจักษ์เต็มสายตา แววแห่งความใฉายชัดบนใบหน้าเรียวได้รูปของเขาอย่างไม่ทันปิดบัง
คิ้วเรียวของเธอยกขึ้นขณะกวาดตามองฉันั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าอีกครั้ง ก่อนหันไปมองไนล์ด้วยแววตาคมกริบ และเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระด้าง “ผู้หญิงคนนี้คือใครคะ”
เขามองฉันสลับกับเธออีกคนด้วยสีหน้ายุ่งยากใจ
ความกลัวเริ่มกอบกุมบีบคั้นหัวใจของฉันรุนแรงขึ้นเมื่อไม่ได้คำตอบจากเขาเสียที
“นี่คุณเพิ่งกลับจากญี่ปุ่น ก็คว้าผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้กลับมาด้วยแล้วเหรอคะ” เธอปล่อยแขนที่กอดอกลงข้างตัว “เขาคงไม่ได้บอกใช่ไหมว่ามีแฟนอยู่แล้ว หรือบอกแต่เธอก็ด้านพอที่จะเป็มือที่สาม!” คำพูดนั้นผ่าลงมาราวกับสายฟ้าฟาด ฉันหันไปมองไนล์อย่างตั้งคำถาม รอคอยให้เขาปฏิเสธ
“ไนล์” ฉันเรียกเขา ริมฝีปากและมือเริ่มสั่นระริก ไม่โกรธสักนิดเดียวที่ถูกคนแปลกหน้าดูแคลน หากแต่กำลังช็อกกับความจริงที่เพิ่งเผชิญ อีกทั้งรู้สึกราวกับตบหน้าฉาดใหญ่จากคำโกหกจากคนที่เผลอไว้เนื้อเชื่อใจในเวลาอันแสนสั้น แม้รู้ทั้งรู้ว่าไม่ควรหลงคำพูดของเขาง่ายดายเช่นนั้น “ไม่จริงใช่ไหม” ฉันถามเขาอีก ส่งแววตาอ้อนวอนรอให้เขาตอบว่าเธอเป็เพียงผู้หญิงสักคนที่เขาเคยคบและเลิกรากันไปนานแล้ว หรืออะไรทำนองนั้นแต่ไม่ใช่คนรักแบบที่เธอกำลังประกาศตอนนี้
“ฮึ! ที่แท้เธอก็เป็ผู้หญิงที่เขาหิ้วมาด้วยจริงๆ”เธอมองฉันอย่างดูถูกดูแคลน มุมปากเหยียดแสดงอาการเย้ยหยันเต็มที่
“น้ำชา!” เขาเพิ่งขยับปากเป็คำแรกเพื่อปรามผู้หญิงที่ประกาศตัวว่าเป็แฟนของเขา
‘น้ำชา’ ทำไมฉันไม่นึกตงิดใจเร็วกว่านี้สักนิดตอนบังเอิญได้ยินเขาพูดนี้ตอนคุยโทรศัพท์แบบรีบๆ เพื่อวางสายตอนที่เราอยู่ด้วยกันที่ญี่ปุ่น
ฉันมองไนล์อย่างผิดหวัง ระคนเสียใจ ปวดหนึบในอกข้างซ้ายขณะภาพตรงหน้าพร่าเลือนด้วยม่านน้ำตา
“บอกให้ผู้หญิงคนนี้ออกไปสิคะ” น้ำชาออกคำสั่ง เมื่อเห็นว่าเขายังยืนนิ่งเธอจึงปรี่เข้ามาหมายจะผลักหากแต่ไลน์เร็วกว่าเขารีบเข้ามาขวางและช่วยพยุงเอาไว้เมื่อฉันเซเกือบชนเข้ากับขอบโต๊ะ
ฉันดันร่างตัวเองออกจากการช่วยเหลือของเขา แล้วกัดฟันถามอย่างยากเย็น ขณะเส้นเืตรงขมับเต้นตุ้บ รู้สึกปวดจี๊ดตรงกระหม่อม
“ผู้หญิงคนนี้… พูดเื่จริงหรือเปล่า” ฉันถาม ย้ำแต่ละคำชัดเจน ฝืนตัวเองแม้กลัวคำตอบเหลือเกิน
ในที่สุดคำตอบอ้อมๆ จากเขาก็พังหัวใจของฉันจนยับเยิน
“ฉันขอโทษ” สีหน้าของเขาแสดงความรู้สึกผิดอย่างเต็มหัวใจ ขบกรามแน่นจนเป็สัน
ฉันมองเขาด้วยสายตาแสดงความรังเกียจอย่างปิดไม่มิด น้ำตาร่วงเผาะลงบนอกเสื้อ คางสั่นเทาแทบกลั้นเสียงสะอื้นไม่อยู่
“คุณรู้อะไรไหม ก่อนหน้านี้ฉันเชื่อใจ คิดว่าทุกคำพูดของคุณคือความจริง แต่มันไม่ใช่เลยสักนิด คุณมันจอมโกหกหลอกลวงตัวเอ้ที่ทำให้ฉันโคตรผิดหวังแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลยรู้ไหม!” น้าตาถูกปาดออกด้วยหลังมือเร็วๆ พลางพยายามหายใจเพราะก้อนสะอื้นแล่นขึ้นมาจุกที่คอ
น้ำชากอดอกมองเราด้วยดวงตากดต่ำ ขบฟันระหว่างรอให้ฉันออกไปเสียทีเพื่อจะได้เคลียร์ปัญหาใหม่ของตัวเองกับไนล์
“รีบจัดการกับเธอสิคะไนล์ คุณก็จำได้ดีนี่คะว่าวันนี้ตอนบ่ายเรามีนัดทานข้าวกับครอบครัวของเรา” น้ำเสียงของเธอแสดงถึงความเป็ผู้ชนะและเป็ต่อ ท่าทางโกรธขึ้งเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นิ่งขรึมอย่างรวดเร็ว …คงเพราะถือรู้ว่าอย่างไรเสียตัวเองก็ถือไพ่เหนือกว่าฉัน และไลน์
ฉันฉวยเสื้อคลุมกับกระเป๋าใบเล็ก สาวเท้าเร็วๆ เพื่อไปสวมรองเท้าลวกๆ ไม่สนใจบรรจงสวมให้มันรัดส้น หรือไม่มองด้วยซ้ำว่าเชือกมันอาจไม่ได้ผูกไว้ดีพอจนอาจทำให้สะดุดล้มเมื่อก้าวเดินออกไปกระทั่งถึงหน้าลิฟต์ด้วยดวงตาอันพร่าเลือน ไนล์เดินตามมาติดๆ ฉันอยากหนีหน้าเขาโดยเร็วไม่สนใจลิฟต์ที่กำลังเคลื่อนมายังชั้นที่ยืนรออยู่ จึงก้าวฉับๆ ไปที่บันไดหนีไฟ แต่เขาก็ยังตามมาไม่ยอมเลิกรา
“หยุดตามฉัน!!” ฉันแผดเสียงลั่นด้วยน้ำเสียงอันเครือจัด กระทั่งไนล์ชะงักเท้าที่กำลังก้าวลงบันไดแต่ละขั้น
“ฉันไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็แบบนี้เลย ฉันขอโทษ” เขาพูดคำเดิมซ้ำอีกครั้ง คำ ‘ขอโทษ’ ที่ไม่ได้ช่วยเยียวยาความรู้สึกเ็ปบาดลึกให้ทุเลาเบาบางลงเลยสักนิดเดียว
“ไม่ได้ตั้งใจของคุณหมายความว่าคุณไม่ได้ตั้งใจหลอกฉัน หรือไม่ได้ตั้งใจให้แฟนของคุณจับได้งั้นเหรอ!” ฉันมองเขาด้วยแววตาผิดหวัง ไนล์วุ่นวายใจจนต้องขยี้ผมตัวเองแรงๆ เพื่อระบายความอัดอั้น ฉันสะบัดหน้าหนีลงมาจนถึงชั้นที่รถของเขาจอดอยู่ “เอาของของฉันคืนมา”
“ฉันจะไปส่งเธอเอง” เขายังยืนยันเช่นเดิม
“ไปส่งฉันแล้วทิ้งแฟนไว้คนเดียวเหรอคะ คุณยังอยากแสดงความเป็สุขภาพบุรุษเพื่ออะไรกัน เพราะไม่ว่าตอนนี้คุณจะพยายามแก้ไขยังไงฉันก็ไม่มีทางมองคุณเหมือนเดิมได้อีกแล้ว คืนของมาให้ฉัน ก่อนที่ฉันจะเกลียดคุณมากกว่านี้” ฉันพยายามพูดแต่ละคำอย่างชัดเจน พลางเชิดคอขึ้นกลั้นน้ำตาเอาไว้อย่างลึกจนสุดหัวใจ สุดความสามารถที่ร่างกายจะทนรับได้
ฉันขบริมฝีปากขณะมองเขาช่วยวางสัมภาระในรถแท็กซี่ให้ ต้องยอมทำทั้งที่ไม่อยากปล่อยให้ฉันกลับไปทั้งที่ปัญหายังคงคุกรุ่น
เราจากกันโดยไร้ซึ่งคำร่ำลา ฉันสั่งตัวเองไม่ให้หันกลับไปมองภาพด้านหลังที่คนตัวสูงมองตามด้วยสีหน้ายุ่งยากใจจนคล้ายอยากใช้มือแต่ละข้างขยี้เรือนผมตัวเองแรงๆ สักหนหนึ่งเพื่อระบายความอัดอั้นตันใจ
ฉันยกกอดแขนรอบตัวเอง ปล่อยน้ำตาที่เก็บกลั้นมานานให้รินลงอาบแก้มหยดแล้วหยดเล่า ฉันเกือบหลงคิดว่ามันจะเป็การเริ่มต้นของเรา แล้วทุกอย่างกลับพังทลายลงในตอนเช้าวันถัดมา…
แม้คิดว่าเวลานั้นคือจุดสิ้นสุดจากจุดเริ่มต้นอันแสนสั้น หากแต่มันเป็เพียงจุดเริ่มต้นสายใยที่เริ่มก่อร่างผูกโยงไว้ และรั้งให้เราต้องหวนกลับมาพบกันอีกครั้ง ด้วยเหตุผลจำเป็อันไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้
…
6 สัปดาห์ หลังจากนั้น
ฉันเกือบทำใจให้ยอมรับเื่ที่เกิดขึ้นได้แล้วถ้าหากว่าฉันไม่พบว่าร่างกายของตัวเองเริ่มผิดปกติ ประจำเดือนขาดไปราว 5 วัน กลิ่นหอมกรุ่นของซุปต้มกระดูกหมูสูตรเด็ดของร้านก็ทำให้คลื่นไส้พะอืดพะอมอย่างประหลาด ความหวาดกลัวเริ่มแผ่เข้ามาขณะนั่งคิดอย่างกลัดกลุ้มในห้องน้ำหลังอาเจียนเอาอาหารเช้าออกไปจนเกลี้ยงกระเพาะ
ฉันจิกปลายเท้า ขณะกำมือรวบผมไว้พร้อมขบริมฝีปากอย่างใช้ความคิดอย่างหนัก มันจะเป็ไปได้ยังไงในเมื่อหลังจากนอนกับเขาครั้งแรกฉันกินยาคุมฉุกเฉิน และมันไม่ได้อยู่ใน่ที่เสี่ยงกับการตั้งครรภ์เสียด้วยซ้ำ
ก๊อกๆ ก๊อกๆ
“หลิน” เสียงของม้าดังมาจากอีกฟากของประตูทำให้สะดุ้งเฮือกหลุดจากความคิดวิตกของตัวเองแล้วรีบะโตอบรับออกไป
“ค่ะม้า เกือบเสร็จแล้ว แป๊บนึงนะคะ” ฉันแสร้งกดน้ำแล้วเปิดฝาชักโครกไว้แบบเดิม พยายามปรับสีหน้าให้เป็ปกติก่อนเดินออกไปเปิดประตูเพื่อเผชิญหน้ากับม้า
“เป็อะไรหน้าซีดเชียว ป๊าก็เป็ห่วงเลยให้ม้าทิ้งหม้อต้มไว้แล้วตามมาดู” ม้าถามด้วยสีหน้าและน้ำเสียงห่วงใย พร้อมกับวางมือแตะหน้าผาก “ไปหาหมอดีไหมลูก”
“ไม่เป็ไรค่ะ” ฉันปฏิเสธรวดเร็วจนตัวเองยังนึกแปลกใจว่าทำไมถึงลนลานได้ขนาดนั้น “หลินโอเคค่ะม้า สงสัยอาหารเป็พิษ ขอนอนพักสักหน่อยนะคะ” ฉันรีบแทรกตัวออกจากห้องน้ำ ขึ้นไปนอนบนห้องนอนไม่ใช่แค่อยากหนีให้พ้นกลิ่นชวนคลื่นไส้ แต่รู้สึกวิงเวียนเหมือนกับกำลังจะหน้ามืดเป็ลมด้วย
ฉันพยายามฝืนตัวเองอีกหลายวัน จนกระทั่งป๊ากับม้าและเฮียเชนเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติที่ไม่สามารถปิดบังได้อีกต่อไป เมื่อวานฉันเพิ่งเป็ลมล้มพับเพราะเดินตากแดดกลับมาจากส่งงานให้พี่เคตรวจที่ออฟฟิศ อาการอาเจียนตอนเช้า กับอาการพะอืดพะอมไวต่อกลิ่นทุกอย่างในร้านทำให้ทุกคนเริ่มสงสัย และป๊าพยายามเค้นเอาความจริงที่ฉันเองก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน หรือให้พูดตามตรงก็คือไม่อยากเผชิญหน้าความจริงเสียมากกว่า จนกระทั่งป๊าอดทนต่อไม่ไหวจึงออกปากขับไล่ไสส่งฉันออกจากบ้านเมื่อป๊ามั่นใจว่าข้อสันนิษฐานของตัวเองเป็ความจริง... นั่นคือฉันกำลังตั้งท้อง
่เวลาที่ชวนให้หวั่นกลัวอย่างที่สุดในชีวิตกำลังเริ่มต้นขึ้นเมื่อคนที่เริ่มระแคะระคายคนแรกในบ้านคือป๊า
“ตอนที่แกหายจากบ้านไปตอนนั้นเพราะแก… แกไปกับผู้ชายใช่มั้ย!” ป๊าทอดน้ำเสียง ร่างอันสูงใหญ่สั่นเทิ้มด้วยความโกรธขึ้งอย่างที่สุด
“ทำไมถึงปรักปรำลูกแบบนั้นล่ะป๊า”
“เธอยังจะเข้าข้างมันอีกเรอะ ทั้งที่เห็นอาการก็ดูออกชัดๆ แล้วว่ามันท้อง!!”
น้ำตาของฉันร่วงเผาะ สะท้านไปทั้งหัวใจ ตัวสั่นงั่กในอ้อมแขนของม้า ร้องไห้ด้วยความเสียใจระคนหวาดหวั่น บรรยากาศรอบตัวอึมครึมเงียบเฉียบด้วยความกดดันเกินบรรยาย ได้ยินแม้กระทั่งเสียงป๊าหายใจหอบหนักๆ ด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างที่สุด
ฉันบีบมือของม้าแน่น คู้ตัวอยู่ในอ้อมกอดอันปลอดภัย ก้มหน้ามองพื้น ขณะจิกเล็บจนเจ็บฝ่ามือ
ตลอดเวลากว่าชั่วโมง ฉันแทบไม่ได้พูด ไม่ตอบคำถาม จนกระทั่งคนที่กำลัง้าคำตอบหมดความอดทน
“ออกจากบ้านฉันไปซะ!” คำพูดนั้นเย็นเยือกแฝงด้วยความโกรธ ผิดหวัง และเด็ดขาดอย่างที่สุด
“ป๊า แล้วลูกจะไปอยู่ที่ไหน” ม้าทัดทาน ช่วยร้องขอความเห็นใจ แต่ฉันกลับผุดลุกขึ้นรู้ดีว่าการอ้อนวอนไม่มีทางสัมฤทธิผล
“ไม่ต้องห่วงหลินนะม้า” ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดึงมือให้หลุดจากการยื้อยุดของม้า แม้แววตาของท่านกำลังบอกเป็นัยให้พยายามอ้อนวอนขอความเห็นใจจากป๊า “หนูขอโทษ” ฉันมองสบตาม้า ปราดไปยังป๊าแค่เสี้ยววินาทีเดียว รวมถึงเฮียทั้ง 2 คน ที่เฝ้าดูเราอยู่ไม่ห่างหากแต่ไม่สามารถทัดทานแรงพายุที่กำลังโหมกระหน่ำภายในใจของป๊าได้จึงทำได้เพียงฟังอยู่เงียบๆ ในมุมหนึ่งของบ้าน
เฮียเชนข่มความเกรงใจหันไปมองป๊าเหมือน้าพูดบางอย่างแต่ก็ต้องเงียบเพราะคนกำลังจะถูกร้องขอปฏิเสธอย่างเด็ดขาดต่ออะไรก็ตามที่เรา้าในวินาทีนี้
“ถ้าใครขืนพูดออกมาแม้แต่คำเดียว ถือว่าเราขาดกัน!”
เฮียเชนยอมถอยฉากกลับไป เขาพูดอะไรไม่ได้มาก ยังต้องพึ่งพาครอบครัวเพราะอยู่ในภาวะตกงาน ส่วนเฮียชิน พี่ชายคนรองย้ายออกไปอยู่ข้างนอกเพราะเพิ่งซื้อคอนโดจากโบนัสก้อนใหญ่หลังการทำงานยืนหยัดด้วยตัวเองได้ภายในปีที่ 3 ป๊าเห่อแหนพี่ชายทั้งสองอย่างมาก ส่วนฉันยังไม่เคยพิสูจน์อะไรให้ป๊าเห็นเป็รูปธรรมเลยสักอย่างก็พังชีวิตตัวเองหลังเรียนจบในเวลาเพียงแค่ 2 ปี เท่านั้น
ฉันก้าวออกมาจากบ้านที่เติบโตมา 24 ปีเต็ม ด้วยสภาพสิ้นเนื้อประดาตัวสวมชุดเสื้อยืด กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะพื้นบางจากการใช้งานอย่างคุ้มค่า เพื่อฝืนบากหน้าไปพอผู้ชายอีกคนที่ชีวิตเราช่างต่างกันราวกับอยู่คนละขั้ว และเพื่อร้องขอความช่วยเหลือจากเขาอย่างเสียมิได้
…
ที่พึ่งสุดท้ายที่ฉันต้องมุ่งไปหาเพื่อขอความช่วยเหลือ... เป็คนคนเดียวที่มีส่วนเกี่ยวกับเื่นี้ ฉันไม่รู้ว่าตัวเองคิดถูกหรือคิดผิดแต่เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงอันยาวนานก็สิ้นสุดลงเมื่อย่างเท้าเข้าสู่คอนโดหรูติดแม่น้ำเ้าพระยา... สถานที่ที่ฉันเคยสาบานว่าจะไม่มีวันย่างกรายกลับมาอีกตลอดชีวิต
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึก ทำใจลบภาพวันวานอันเ็ปหยุดมองลานพักผ่อนติดริมแม่น้ำ สายลมเย็นพัดปะทะผิวจนรู้สึกหนาวะเื
ครั้งสุดท้ายเมื่อ 6 สัปดาห์ก่อน ฉันมาที่นี่เพื่อมีความสุขร่วมกับเขาเพียงระยะเวลาแสนสั้น แล้วพบกับเช้าที่ทำหัวใจแหลกสลายจนเกือบย่อยยับ
“ฉัน้าพบคุณสายชล ชวติวานนท์ค่ะ รบกวนบอกเขาด้วยนะคะว่าฉันชื่อหลิน” ฉันบอกกับพนักงานต้อนรับสาวสวยในชุดสูทสุภาพทางการ
“ขอโทษค่ะ เขาไม่รับสาย” เธอบอกด้วยน้ำเสียงสุภาพหลังโทรเข้าเบอร์โทรในคอนโดมิเนียมถึง 2 ครั้ง แต่พบว่าคนปลายสายไม่ตอบรับ
เป็เวลา 2 ทุ่มตรง เขาอาจจะยังไม่กลับ พนักงานสาวจึงเชิญให้นั่งรอในห้องรับรอง
ฉันกอดหมอนอิง ขยับเข่าชิดกัน เปิดปลายเท้าด้วยความกังวลใจ หวาดวิตกยิ่งกว่าชั่วโมงที่ผ่านมา เพราะความกดดันจนหายใจติดขัดจากการคาดคั้นของป๊า
สำหรับนาทีนี้แล้ว... มันหนักหนาไม่แพ้กัน หากเขาเป็อีกคนที่ผลักไสคงไม่เหลือที่พึ่งพิงแล้วสำหรับฉัน
…
นาฬิกาบนจอสมาร์ตโฟนบอกเวลา 4 ทุ่ม 5 นาที และแบตเตอรี่ใกล้หมดในอีกไม่ช้า ฉันร้อนร้อนรนนั่งไม่เป็สุข เดินวนไปมา ชะเง้อออกไปนอกบานกระจกราวกับหนูติดจั่น
ถ้าเขาไม่กลับมาล่ะ!? หรือถ้าเขากลับมาพร้อมใครอีกคนฉันควรทำยังไง
ความหวาดหวั่นสารพัดรูปแบบเริ่มแล่นมารบกวนในมโนสำนึก เมื่อคิดอย่างไร้สิ้นหนทางฉันจึงทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา พยายามทิ้งความคิดฟุ้งซ่าน พยายามหาเื่ราวดีๆ ปลอบใจตัวเอง ผ่อนคลายความกดดันจากการรอคอยอย่างใจจดจ่อ
เสียงฝีเท้ากระทบมาตามทางเดินด้วยจังหวะสม่ำเสมอ ฉันเกือบจะเลิกรอแล้วเพราะทุกครั้งที่หันไปก็พบว่าเป็คนอื่นไม่ใช่คนที่เฝ้าคอยตลอด 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ฉันถอดถอนหายใจ ความกังวลเกาะกุมในใจทุกขณะจิต เขย่ามือที่บีบไว้ด้วยความกดดันแรงๆ พลางเม้มปาก คิดสารพัดวิธีเพื่อเอาตัวรอดอย่างน้อยแค่ผ่านคืนนี้ไปให้ได้
ฉันกำลังจะลุกขึ้นเมื่อนึกถึงน้ำหวานเพื่อนคนสนิทสมัยเรียนมหาวิทยาลัย บางทีคืนนี้อาจต้องพึ่งพาเธอก่อนระหว่างคิดหาทางออก แต่เมื่อกำลังจะถอดใจแต่แล้วคนที่ฉันรอคอยก็ปรากฏตัวตรงทางเดิน ขณะก้าวข้ามประตูด้วยท่าทางสง่าผ่าเผย มั่นคงทุกฝีก้าว
ฉันแทบหยุดหายใจเมื่อสะดุดตากับร่างสูงโปร่งแสนคุ้นเคย
ไนล์สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสแล็คสีกรมขายาวรีดเนี้ยบกริบ สวมรองเท้าคัทชู ดูรับกับสรีระที่สูงราว 185 เิเของเขาทุกกระเบียด มือแข็งแรงถือแฟ้มเอกสารพาดเนกไทสีเข้มไว้้า ผมรองทรงต่ำรับกับรูปศีรษะสวยยุ่งเล็กน้อยราวกับเพิ่งโดนขยี้ ใบหน้าเรียวได้รูปแสดงอาการอิดโรยชัดเจน
ขณะที่เขากดลิฟต์และยืนรอ ตอนนั้นเองที่ฉันเพิ่งหลุดจากภวังค์รีบทิ้งหมอนอิงก้าวเข้าไปประชิดคนตัวสูงกว่าอย่างรวดเร็ว
“ไนล์”
ฉันเรียกชื่อพร้อมกับคว้าข้อมือแข็งแรงอย่างถือวิสาสะ
คนถูกเอ่ยชื่อประหลาดใจเล็กน้อย แต่ไม่ได้สะบัดแขนหนีจากการเกาะกุม เมื่อเห็นใบหน้าของฉันชัดเจนรอยยิ้มจางๆ ก็ปรากฏขึ้นตรงเรียวปากเป็กระจับสวย
เขายังจำฉันได้ แต่คงไม่แปลกสักเท่าไหร่ หากเขาลืมไปแล้วคงประหลาดยิ่งกว่า เพราะก่อนหน้านี้เราเคยใช้่เวลาดีๆ ด้วยกันแม้ไม่ยาวนาน แต่คงไม่สั้นเกินไปนักจนหลงลืมกันไปได้อย่างรวดเร็วขนาดนั้น
“หลิน!”
ฉันฝืนยิ้มเหือดแห้งตอบเมื่อเขาเรียกชื่อ อันที่จริงมันดูคล้ายกับการกระตุกมุมปากเสียมากกว่า
“ฉันขอเวลาคุณหน่อยได้ไหม”
เขาหยุดคิดเพียงเสี้ยววินาทีเดียว “ได้สิ” อีกฝ่ายไม่ถามหาต้นสายปลายเหตุแต่กดลิฟต์อีกครั้งเพื่อนำฉันไปที่ห้องพักของเขาบนชั้น 8 ของคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ใจกลางกรุงฯ ซึ่งมีจำนวนห้องพักน้อยสำหรับพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่สมราคาระดับแกรนด์พรีเมียม
ไนล์เปิดประตู นำฉันเข้าไปข้างในบอกให้นั่งบนโซฟารับแขกหน้าทีวี แล้ววางแก้วน้ำดื่มให้ ฉันบอกขอบคุณเอื้อมมือไปรับมาดื่มดับความกระหาย อาการคอแห้งคงเป็ผลพวงของความตื่นเต้นเมื่อได้พบเขา
“เอ่อ...” ไนล์นั่งลงบนโซฟาข้างๆ ราวกับเขาไม่รู้จะเปิดประเด็นสนทนาด้วยอย่างไรดีจึงค้างไว้เพียงเท่านั้น
การมาปรากฏตัวโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าของคนที่จากลากันไม่ค่อยดีนักคงสร้างความประหลาดใจให้เขามากพอการ แต่โดยไม่ต้องเกริ่นนำ เขาคงพอเดาทางออกว่าการบากหน้ามาพบกันครั้งนี้สำคัญเพียงไร นั่นเป็เพราะการจากกันของเราค่อนไปทางแย่ ฉันทั้งกล่าวหา ตราหน้า ต่อว่าเขาด้วยถ้อยคำรุนแรงสารพัด พร้อมประกาศเสียงแข็งว่าจะไม่มีทางพบเขาอีก แต่วันนี้กลับกลืนน้ำลายตัวเองบากหน้ามาเฝ้ารอพบเขาชนิดใจจดจ่อ หนำซ้ำยังดีใจราวกับได้พบผู้ช่วยชีวิตทันทีที่เขาปรากฏกาย
“ฉันอยากขอความช่วยเหลือจากคุณ” ฉันยืนหลังตรงหลังเอ่ยประโยคนั้นจบ
ไนล์พยักหน้าเชื่องช้า ก่อนตอบรับด้วยน้ำเสียงค่อนไปทางสุภาพ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เราเคยวางตัวเป็กันเองราวกับคนรู้จักกันมานานแสนนาน แต่เมื่อเกิดเื่และแยกจากกันคราวก่อนเราก็ต่างแสดงท่าทีเหินห่างกันอย่างชัดเจน “ได้สิหลิน คุณพูดมาได้เลยนะ”
“มันค่อนข้างเป็เื่ใหญ่นะคะ” ฉันเกริ่น ไนล์พยักหน้ารับแบบคนใจกว้าง ทำฉันโล่งใจขึ้นมาอีกหลายส่วน แต่ถึงกระนั้นสิ่งที่กำลังจะพูดนั้นค่อนข้างยากเย็นอยู่ดีจึงต้องสูดลมหายใจเข้าปอดรวบรวมความกล้า “ตอนนี้ฉันไม่มีที่อยู่ค่ะ”
คนฟังนิ่งอึ้งแล้วยืดหลังตรงราวกับตั้งท่าเตรียมรับปัญหา เขาคงเริ่มนึกสงสัยตัวเองแล้วว่าคิดถูกหรือคิดผิดที่ตกลงให้คำช่วยเหลือแต่แรกโดยไม่ถามหาเหตุผลก่อน
“ครอบครัวของฉันค่อนข้างปิดกั้นเื่ผิดศีลธรรมน่ะค่ะ” ข้อนี้เขาคงพอรู้อยู่บ้าง เพราะฉันเคยเล่าเื่ครอบครัวให้ฟังคร่าวๆ เมื่อเราเจอกันครั้งก่อน... ตอนคุยแลกเปลี่ยนเื่ราวมากมายระหว่างกัน “ที่ผ่านมาป๊าไม่เคยอนุญาตให้ฉันคบกับเพื่อนต่างเพศเลย แต่...”
“แต่เขาก็รู้เื่ของเราจนได้ใช่ไหม” ไนล์เดาทางต่อ
“ค่ะ เพราะฉันส่งฟิล์มจากกล้องไลก้าตัวเก่งที่มีภาพคู่ของเราไปล้าง กล้องฟิล์มราคาแสนแพงที่ป๊าออกเงินซื้อให้ตอนฉันเรียนจบ หลังคร่ำครวญอยากได้มานาน เมื่อได้ภาพเฮียเ้าของร้านฝากซองภาพนั้นมากับป๊าแม้ฉันย้ำนักหนาว่าจะไปรับด้วยตัวเอง และเพราะป๊าเองก็ชอบดูผลงานถ่ายภาพของฉันเป็ปกติ ก็เลยบังเอิญเห็นภาพเซตที่ไม่ควรเห็นเข้าจนได้” ฉันหมายถึงฟิล์มจากกล้องวินเทจที่เราเคยใช้ถ่ายภาพด้วยกันตอนเที่ยวเล่นอยู่ต่างประเทศ
“เื่นี้เหรอที่ทำให้คุณโดนไล่ออกจากบ้าน”
ฉันพยักหน้ารับ
เขาทึ่งจัด คิดไม่ถึงว่าโทษของการคบหากับผู้ชาย สำหรับผู้หญิงอายุพอบรรลุนิติภาวะแล้วคือการไล่ออกจากบ้านยิ่งสำหรับยุคที่โลกเปิดกว้างสำหรับเื่เพศและเื่เซ็กส์เช่นนี้แล้วมันยิ่งไม่เมคเซนส์เอาซะเลยสำหรับเขา
“ยังมีอีกเื่นะคะ” ไนล์ตั้งใจฟัง คงเพราะส่วนหนึ่งเป็ความผิดของเขา เพราะผู้ชายในรูปนั้นไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็ตัวเขาเอง “เพราะว่า...”
บรรยากาศที่กำลังเป็การเป็งานถูกขัดจังหวะด้วยเสียง ‘จ๊อก’ จากกระเพาะเปล่าๆ ไร้อาหารให้ย่อยของฉันซึ่งดังพอจะทำให้ต้นตอของเสียงอายแทบนึกอยากแทรกแผ่นดินหนี
น่าอายชะมัด!!
“หาอะไรรองท้องก่อนดีไหม ฉันเพิ่งกลับจากประชุมยังไม่ได้กินมื้อเย็นเหมือนกัน” ไนล์เอ่ยแล้วลุกขึ้นไปเตรียมอาหารง่ายๆ สำหรับเราสองคน อันที่จริงเขาเพียงแค่หยิบอาหารแห้งในตู้เย็นไปอุ่นในไมโครเวฟเท่านั้น แล้ววางของทุกอย่างลงบนโต๊ะอาหาร
กลิ่นของอาหารลอยอบอวลทั่วห้อง แม้กำลังหิวหากแต่ฉันกลับย่นจมูกพลางขมวดคิ้ว
“มากินก่อนสิ” ไนล์ขยับเก้าอี้ให้ แล้วย้ายไปฝั่งตรงข้ามเพื่อนั่งลง
ฉันยังนั่งนิ่ง ไม่ยอมขยับ รู้สึกไม่สบายอย่างกะทันหัน
“เป็อะไรรึเปล่า” เขาถามด้วยน้ำเสียงแฝงความห่วงใย เมื่อเห็นฉันใช้มือกุมจมูกและเรียวปาก รู้สึกคล้ายกับน้ำที่เพิ่งดื่มลงไปเมื่อครู่ตีขึ้นมาจุกตรงคอหอยภายในเวลาไม่กี่วินาทีหลังได้กลิ่นฉุนๆ ของอาหารสำเร็จรูปซึ่งคนทั่วไปคงบอกว่าหอมน่าทานมากกว่าเหม็นชวนคลื่นไส้
ฉันลุกพรวดเดินกึ่งวิ่งไปยังห้องน้ำ หยุดหน้าชักโครกคุกเข่า ชะโงกหน้าอาเจียนเอาน้ำดีขมๆ กับลมเปล่าๆ จากอาการคลื่นเหียนที่ตีขึ้นเป็ระลอก
ไนล์วิ่งตามเข้ามา ช่วยรวมผมด้านหลังให้และลูบแผ่นหลังให้ด้วยฝ่ามือเรียวสวย รอกระทั่งอาการเริ่มทุเลาลงเขาจึงย่อตัวลงนั่งบนขอบอ่างน้ำอาบ ยื่นน้ำเปล่าให้ใช้บ้วนปากพลางมองดูด้วยความห่วงใยปนนึกสงสัย
“ดีขึ้นไหม” เขายังคงลูบหลังให้อย่างต่อเนื่อง
“ค่ะ ดีกว่าเมื่อกี้”
ฉันยันมือกับขอบชักโครกบอกไนล์ด้วยน้ำเสียงแหบพร่า พยายามทรงกายไม่พึ่งพาความช่วยเหลือจากเขากระทั่งเดินกลับมาหย่อนกายลงบนโซฟา และซับปากด้วยทิชชูเงยหน้าขึ้นไปมองคนตรงข้ามซึ่งขณะนี้มีใบหน้าซีดขาวพอกัน
เขาคงพอเดาออกแล้ว อีกสาเหตุที่ทำให้ฉันถูกไล่จากบ้านจนต้องบากหน้ามาเจอเขาที่นี่ ทั้งที่เขาไม่ควรเป็ที่พึ่งพอแห่งสุดท้ายในโลกที่ฉันควรจะไปขอความช่วยเหลือ
“หลิน… ท้องใช่ไหม” ตาของเขาล่องลอยตอนตั้งคำถาม เหมือนคนอยู่ในอาการช็อก
ฉันก้มหน้า คอตก กอดแขนรอบเอว ยังไม่ตอบรับหรือปฏิเสธคำถามของเขา
เราทั้งคู่ต่างเงียบหลายอึดใจ
“เราควรทำยังไงดี” ฉันหลุบตาแน่นพลางพึมพำ ประโยคนั้นยิ่งทำให้เขามั่นใจว่าการคาดเดาของตัวเองไม่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็จริง แต่เขาไม่ได้พูดตอบกลับมาเลยสักคำ เพียงแต่วางแขนบนหน้าขาแต่ละข้างเหมือนกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก