เสียงเครื่องปรับอากาศในห้องนอนของผมครางแ่เบาเป่าลมเย็นออกมากระทบผิวกาย ทว่าอุณหภูมิในห้องที่เย็นฉ่ำกลับไม่ได้ช่วยให้ความร้อนผ่าวในหัวใจของผมลดลงเลยแม้แต่น้อย
ผมนั่งพิงหัวเตียงไม้ราคาแพงในห้องพักส่วนตัวที่ทางบ้านของลูกคลื่นจัดเตรียมไว้ให้ มือข้างหนึ่งหมุนโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูเล่นไปมา ขณะที่สมองยังคงคิดถึงแต่ใบหน้าหวานของเด็กดื้อเ้าของบ้านที่นอนหลับปุ๋ยอยู่ในห้องนอนถัดไป ท่าทางหึงหวงแสนงอนของน้องเมื่อกลางวันยามเห็นผมคุยโทรศัพท์ มันช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียจนผมอดที่จะลอบยิ้มออกมาคนเดียวในความมืดไม่ได้
กระต่ายน้อยของผมเริ่มมีใจให้หมาป่าเ้าเล่ห์คนนี้แล้วจริงๆ
ถ้าจะย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้น... ผมแอบเฝ้ามองลูกคลื่นมานานหลายปีแล้ว ั้แ่ตอนที่น้องยังเป็เด็กมัธยมปลายตัวเล็กๆ ที่สวมชุดนักเรียนหลวมโคร่งเดินตามหลังป๊าของเขาในงานเลี้ยงการกุศลของแวดวงธุรกิจเมื่อสามปีก่อน วันนั้นน้องทำแก้วน้ำส้มหกใส่เสื้อสูทราคาแพงของผมแล้วทำหน้าตาเลิ่กลั่กตื่นตระหนกประดุจกระต่ายตื่นตูมที่ทำความผิดร้ายแรง ภาพของเด็กหนุ่มตัวเล็กผิวขาวที่เงยหน้าช้อนดวงตากลมโตฉ่ำปริ่มมองผมอย่างขอความเห็นใจพร้อมเอ่ยคำขอโทษปากคอสั่น มันฝังรากลึกลงในหัวใจของผมทันทีนับแต่วินาทีนั้น
ตัวผมเองในวัยยี่สิบหกปีเพิ่งเรียนจบปริญญาโทจากต่างประเทศและเข้ามาสืบทอดตำแหน่งประธานเ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด (CMO) ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศของครอบครัว ผมมีเงินทองมหาศาล มีรถสปอร์ตคันหรูหรา และมีแต่คนคอยประจบประแจงวิ่งเข้าหาเพื่อหวังผลประโยชน์ แต่ชีวิตที่สมบูรณ์แบบนั้นกลับไร้สีสันและแห้งเหี่ยว จนกระทั่งได้เจอเด็กดื้อคนนี้
ผมเฝ้ารอคอยจังหวะและโอกาสที่น้องจะเติบโตขึ้น จนกระทั่งเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ป๊าของลูกคลื่นที่เป็เพื่อนรักร่วมสาบานของพ่อผมได้มาปรึกษาเื่ที่ลูกคลื่นกำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยและดื้อรั้นไม่อยากมีคนมาคุมตารางชีวิต ป๊าของน้องรู้ดีว่าผมคิดอย่างไรกับลูกชายคนเดียวของท่าน และป๊าเองก็สนับสนุนเต็มที่เพราะเชื่อใจในตัวผม รวมถึงคุณแม่ของผมและคุณแม่ของลูกคลื่นที่ก็เป็เพื่อนสนิทกัน พวกท่านเห็นผมแอบเซฟรูปลูกคลื่นจากโซเชียลมีเดียเก็บไว้ ก็เลยพากันแซวและยุให้ผมเดินหน้าจีบน้องอย่างจริงจัง
‘ถ้าแกอยากได้ลูกชายฉันเป็สะใภ้ แกก็ต้องแสดงฝีมือหน่อยนะไมค์... เดี๋ยวป๊ากับม้าจะเปิดทางหนีไปเที่ยวยุโรปสองเดือน บล็อกเงินมันทุกทาง แล้วจ้างแกเป็พี่เลี้ยงจำเป็ดูสิว่าไอ้ตัวแสบมันจะรอดพ้นฝีมือแกไปได้ยังไง’
ข้อตกลงลับหลังนั้นทำให้ผมยอมสละหน้าที่การงานในบริษัทส่งต่อให้รองประธานดูแลชั่วคราว แล้วยอมก้าวเข้ามารับบทบาทพี่เลี้ยงหน้าดุที่แสนสมถะเพื่อดูแลเด็กน้อยตลอด 24 ชั่วโมง
แต่ทว่าลึกๆ ในใจของผมกลับมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีรันฟันแทงกันอยู่เบาๆ ลูกคลื่นใสซื่อเกินไป น้องไม่เคยรับรู้เลยว่าเื่ราวความบังเอิญทั้งหมดที่เกิดขึ้นล้วนถูกจัดฉากไว้อย่างแยบยลเพื่อดึงดูดน้องให้มาตกหลุมรักผม
ผมถอนหายใจยาว สลัดความคิดสับสนออกไปชั่วคราวเมื่อโทรศัพท์ในมือสั่นครืดคราดอีกครั้ง ปลายสายเป็หมายเลขต่างประเทศ ผมกดรับสายทันทีพร้อมเสียงทุ้มต่ำทรงพลังของป๊าลูกคลื่นดังผ่านระบบข้ามแดนมา
"ว่าไงเ้าไมค์? โทรมาป่านนี้ที่ไทยคงจะเที่ยงคืนแล้วล่ะสิ... แฝนการของแกเป็ยังไงบ้าง?"
ป๊าของลูกคลื่นเอ่ยถามน้ำเสียงระรื่นแกมล้อเลียนปนคาดหวัง
"สวัสดีครับป๊า... ขอโทษที่โทรมากวนเวลานี้นะครับ"
ผมปรับน้ำเสียงให้สุภาพนอบน้อม
"ผมโทรมารายงานเื่คะแนนสอบจำลองวิชาคณิตศาสตร์ของลูกคลื่นครับ วันนี้น้องทำได้แปดสิบห้าคะแนน ผ่านเกณฑ์คะแนนเฉลี่ยขั้นสูงเรียบร้อยแล้วครับ"
"โอ้! จริงเหรอเนี่ย! ไอ้ตัวแสบของป๊ามันทำได้ขนาดนั้นเลยเหรอ? ม้าเขายังบ่นอยู่เลยว่าลูกจะไหวไหม แต่อยู่ใต้การดูแลของแกนี่ขยันขันแข็งขึ้นเยอะเลยนะ ป๊าภูมิใจจริงๆ"
เสียงของป๊าเต็มไปด้วยความปิติยินดีอย่างชัดเจน ท่านคุยเื่เที่ยวที่เมืองนีซ ประเทศฝรั่งเศส ให้ฟังเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะชอบใจเื่บัตรเครดิต
"แล้วตอนที่โดนบล็อกบัตรเครดิตวันแรกๆ มันงอแงกับแกมากไหมล่ะ?"
"งอแงมากครับป๊า แผลงฤทธิ์ใส่ผมสารพัด พยายามจะป่วนให้ผมทนไม่ไหวจนลาออกไปเอง แต่ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้วครับ เชื่อฟังผมทุกอย่าง แถมยังชอบทานอาหารที่ผมทำมากๆ ด้วยครับ"
ผมตอบยิ้มๆ
"ฮ่าๆๆ เยี่ยมมาก แล้ว... เื่ 'แผนการสำคัญ' ของแกเป็ยังไงบ้างล่ะ? ล็อคตัวลูกสะใภ้ให้ป๊าสำเร็จหรือยัง?"
ป๊าลูกคลื่นถามอย่างตื่นเต้น
ผมลอบยิ้มมุมปาก นึกถึงความตึงแน่นหวานล้ำของช่องทางรักและการยอมจำนนคาอกของลูกคลื่นในห้องสมุดเมื่อ่เย็นที่ผ่านมา น้ำเสียงทุ้มลึกของผมเปลี่ยนเป็แหบพร่าและเต็มไปด้วยความรักใคร่ภาคภูมิใจ
"เรียบร้อยดีครับป๊า... แผนล่อลูกแกะเข้ากรงสำเร็จเรียบร้อยดี เหยื่อตัวน้อยตกหลุมพรางและยอมจำนนใต้ร่างของผมอย่างหมดท่าแล้วครับ ตอนนี้น้องไม่มีวันหนีไปจากอ้อมอกของผมได้พ้นอีกแล้วครับ"
"ฮ่าๆๆ ดีมาก สมกับเป็ลูกชายไอ้เกริกเกียรติจริงๆ รวดเร็วว่องไวไม่มีรีรอ ป๊าฝากดูแลน้องด้วยนะไมค์... ลูกคลื่นเขาเป็เด็กอ่อนต่อโลก ดื้อดึงและปากดีไปหน่อยแต่จริงๆ จิตใจอ่อนไหวขี้แย รักใครรักจริง ป๊าไว้ใจแกคนเดียวที่จะมาดูแลหัวใจและชีวิตของลูกชายป๊าชั่วชีวิต"
"ผมสัญญาครับป๊า... ผมจะรัก ทะนุถนอม และปกป้องลูกคลื่นด้วยชีวิตของผมเอง จะไม่มีวันทำให้น้องต้องเสียใจเด็ดขาดครับ"
ผมตอบกลับน้ำเสียงแน่วแน่และจริงจังสะท้อนความรู้สึกจากก้นบึ้งของหัวใจ
"ดีมาก... เดี๋ยวขากลับป๊ากับม้าจะหอบของขวัญชิ้นใหญ่ไปฝาก เตรียมตัวคุยเื่งานหมั้นและแต่งงานกันได้เลยหลังจากน้องประกาศผลสอบติดมหาวิทยาลัยเรียบร้อยแล้ว แค่นี้ก่อนนะ แกก็ไปพักผ่อนเถอะ"
"ครับป๊า เดินทางปลอดภัยและเที่ยวให้สนุกนะครับ"
ผมกดวางสายโทรศัพท์ช้าๆ ปล่อยตัวเองให้จมดิ่งลงสู่ความเงียบสงัดภายในห้องนอน ความรู้สึกอบอุ่นท่วมท้นในอกเมื่อคิดถึงอนาคตที่ร่วมสร้างกับลูกคลื่น ทว่าในขณะเดียวกัน ความรู้สึกผิดที่ต้องปกปิดความจริงเื่ ‘ป๊าม้าเปิดทางรัก’ และ ‘ความรวยที่แท้จริง’ ของผมยังคงค้างคาใจอยู่
ความจริงแล้วเพื่อเตรียมน้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผมใช้เวลาหลังเลิกงานส่วนตัวหลายชั่วโมงทุกวันเพื่อจัดหาคู่มือการเรียนและเก็งข้อสอบด้วยตัวเอง ผมอยากให้น้องสอบผ่านไม่ใช่แค่เพราะเื่ข้อตกลง แต่มันเป็ความจริงใจที่อยากเห็นเด็กดื้อของผมประสบความสำเร็จในชีวิตและมีอนาคตที่ดีร่วมกับผม ผมพร้อมจะก้มหน้ายอมรับความผิดทุกอย่างหลังจากเื่นี้จบลงและยินดีทำตามที่น้อง้าทุกอย่าง
ผมยัดโทรศัพท์มือถือใส่กระเป๋ากางเกงนอน ลุกขึ้นยืนก้าวเท้ายาวๆ ตรงไปเปิดประตูห้องนอนตั้งใจจะเดินไปตรวจเช็กความเรียบร้อยรอบบ้านและแอบแวะเข้าไปดูลูกคลื่นที่ห้องข้างๆ เพื่อก้มจูบฝันดีเด็กน้อยเหมือนอย่างเคย
ทว่า... ทันทีที่ผมเปิดประตูแง้มออกเล็กน้อย สายตาของผมก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง
ประตูห้องนอนของผมที่เปิดแง้มอยู่มีเงาตะคุ่มของร่างเล็กที่กำลังสะดุ้งตัวสุดขีดและรีบหันหลังวิ่งตึกๆ กลับไปยังห้องนอนของตนอย่างลนลาน รอยเท้าและกลิ่นกายหอมละมุนสไตล์สบู่อาบน้ำเด็กของลูกคลื่นลอยอบอวลอยู่หน้าห้องนอนของผมอย่างเด่นชัด
หัวใจของผมกระตุกวูบและดิ่งวูบลงสู่ความวิตกกังวลทันที
ดวงตาสีเทาเข้มเบิกกว้างจ้องมองประตูห้องนอนข้างๆ ที่เพิ่งถูกปิดลงและลงกลอนล็อกอย่างรวดเร็วและเสียงดังปังสะท้อนถึงอารมณ์โกรธเคืองสุดขีด
ลูกคลื่น... แอบมาได้ยินประโยคที่ผมคุยสายเมื่อกี้เข้าแล้วอย่างนั้นเหรอ?!
ประโยคที่ว่า... 'แผนล่อลูกแกะเข้ากรงสำเร็จเรียบร้อยดี เหยื่อตัวน้อยตกหลุมพรางและยอมจำนนใต้ร่างของผมอย่างหมดท่าแล้ว'
ชิบหายแล้ว... ผมคุยสายเป็ภาษาไทยด้วย คำพูดพวกนั้นหากฟังโดยปราศจากบริบทความหวังดีของป๊า มันจะฟังดูแย่และเลวร้ายประหนึ่งน้ำคำของวายร้ายที่ปั่นหัวเหยื่อเพื่อหวังเอาชนะเกมพนันเท่านั้น น้องต้องเข้าใจผิดคิดว่าผมหลอกลวงและดูถูกความรู้สึกของเขาอย่างแน่นอน
ผมรีบเดินตรงไปที่หน้าห้องนอนของน้องทันที พยายามบิดลูกบิดประตูแต่พบว่ามันถูกลงกลอนล็อกแ่าจากด้านใน ผมเคาะประตูเบาๆ สองสามครั้งด้วยความร้อนรน
"ลูกคลื่นครับ... เปิดประตูให้พี่หน่อยได้ไหม? พี่มีเื่จะคุยด้วยครับ"
ความเงียบงันภายในห้องคือคำตอบ ทว่าหากผมเงี่ยหูฟังดีๆ จะได้ยินเสียงสะอื้นไห้แ่เบาปนตัดพ้อดังเล็ดลอดออกมาจากฝั่งตรงข้ามประตู ผมยืนเอาหน้าผากพิงกับแผงไม้ประตูสีขาว รู้สึกโกรธตัวเองอย่างที่สุดที่ใช้คำพูดสิ้นคิดเ่าั้เปรียบเปรยน้องราวกับเหยื่อในกรงขัง หัวใจของผมบีบรัดแน่นด้วยความทรมาน รู้สึกได้ถึงพายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัวขึ้นในคฤหาสน์อันแสนหวานหลังนี้เสียแล้ว
ค่ำคืนนั้นยาวนานราวกับไม่มีวันสิ้นสุด ความกังวลและความกลัวว่าจะสูญเสียหัวใจดวงน้อยดวงนี้ไปทำให้ผมนอนไม่หลับเลยแม้แต่วินาทีเดียว ผมได้แต่เฝ้ารอเวลาเช้าของวันใหม่ที่จะเปิดประตูปรับความเข้าใจและสยบพายุร้ายครั้งนี้ลงให้ได้ ผมภาวนาขอให้ค่ำคืนนี้ผ่านพ้นไปโดยเร็ว และหวังว่ารุ่งเช้าจะนำพาโอกาสที่ผมจะชดเชยหัวใจที่บอบช้ำของเด็กดื้อคนดีกลับคืนมาหาผมอีกครั้ง