หลังจากที่ถิงถิงเขียนขั้นตอนการทำผักกาดดองเผ็ดเสร็จเรียบร้อย เธอก็เงยหน้าขึ้นช้าๆ และสบตากับสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจของแม่ซุนพอดิบพอดี
"คุณป้า หนูไม่ได้เขียนหนังสือเป็นเท่านั้นนะคะ แต่หนูยังอ่านหนังสือพิมพ์ได้ด้วยค่ะ พี่สาวหนูเป็นคนสอนให้" ดวงตาของถิงถิงเป็นประกายด้วยความภาคภูมิใจเมื่อพูดถึงคำว่าพี่สาว
ในอดีต ถิงถิงไม่เคยรู้สึกว่าการมีพี่สาวเป็นเรื่องดี เพราะพี่สาวคนนั้นเอาแต่แย่งความรักจากพ่อแม่ และคอยแต่จะเยาะเย้ยว่าเธอโง่
แต่พี่สาวคนปัจจุบันไม่เหมือนเดิมแล้ว พี่สอนให้เธอเรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่าง พอได้อะไรดีๆ ก็จะนึกถึงเธอเป็นคนแรก ที่สำคัญที่สุดคือคอยแต่จะชมว่าเธอฉลาด สวยและไม่เคยดูถูกเธอเลย
ตอนนี้ถิงถิงถึงได้สัมผัสความสุขของการมีพี่สาวอย่างแท้จริง
ส่วนการกระทำที่น่ารังเกียจของหูหลันเยวี่ยในช่วงที่เพิ่งกลับมาใหม่ๆ ถิงถิงก็เลือกที่จะลืมมันไปเสีย
เมื่อแม่ซุนรู้ว่าถิงถิงอ่านหนังสือพิมพ์ได้แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะชมเชย "ถิงถิง หนูฉลาดจริงๆ อ่านหนังสือพิมพ์ได้เร็วขนาดนี้ ถ้าตอนนั้นพ่อแม่ให้หนูไปโรงเรียน บางทีหนูอาจจะเรียนเก่งกว่าพี่เชี่ยนเชี่ยนของหนูก็ได้"
ในอดีต แม่ซุนไม่เคยรู้สึกว่าการที่สามีภรรยาหูฉางหมินให้เชี่ยนเชี่ยนเรียนหนังสือ แต่ไม่ให้ถิงถิงเรียนนั้นเป็นเรื่องที่ผิด
ในชนบท การที่ครอบครัวอย่างสกุลหูให้พี่สาวเรียนหนังสือ แต่ไม่ให้น้องสาวเรียนนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่หลังจากที่รู้ว่าเชี่ยนเชี่ยนไม่ใช่ลูกสาวของสกุลหู แม่ซุนถึงได้รู้สึกเสียใจแทนถิงถิง
ถิงถิงหัวเราะอย่างเปิดเผย "คุณป้า ถึงหนูจะไม่ได้ไปเรียนหนังสือที่โรงเรียน ตอนนี้ก็มีพี่สาวที่สอนให้หนูอ่านออกเขียนได้ แค่นี้หนูก็พอใจแล้วค่ะ"
"ถิงถิงเป็นเด็กที่รู้จักคิดจริงๆ" แม่ซุนกล่าวชมเชยพลางตบที่ไหล่ของถิงถิงเบาๆ
..........
ผลสอบกลางภาคออกมาแล้ว
ในฐานะครูประจำชั้น หูหลันเยวี่ยไม่เพียงแต่เอ่ยชื่นชมนักเรียนที่ทำคะแนนได้ดีเท่านั้น แต่ยังให้รางวัลเป็นสิ่งของด้วย
รางวัลที่เธอให้กับนักเรียนไม่ใช่เครื่องเขียน หรือใบประกาศนียบัตร แต่เป็นเต้าหู้แผ่นปรุงรสที่ชื่อว่า ‘อี้โข่วเซียง (คำเดียวติดตรึง)’
เต้าหู้แผ่นปรุงรสที่หูหลันเยวี่ยนำมาเป็นรางวัลนั้น เป็นสินค้าที่ผลิตจากโรงงานของหลินซือหย่วน
ปัจจุบัน เต้าหู้แผ่นปรุงรสชนิดนี้ได้ปรากฏอยู่บนชั้นวางของร้านสหกรณ์ตามหมู่บ้านและตำบลต่างๆ แล้ว
ร้านสหกรณ์ในหมู่บ้านนี้ก็เริ่มขายเต้าหู้แผ่นปรุงรสชนิดนี้แล้วเช่นกัน
หูหลันเยวี่ยรู้ว่าในขณะนี้ทุกคนยังไม่ค่อยยอมรับเต้าหู้แผ่นปรุงรสชนิดนี้เท่าไรนัก เต้าหู้แผ่นปรุงรสจึงวางขายอยู่ในร้านค้าได้สักพักแล้ว แต่มีคนซื้อไปเพียงไม่กี่คน
หูหลันเยวี่ยก็เลยตั้งใจจะใช้ปากของเด็กๆ เข้ามาช่วยเปิดตลาดเต้าหู้แผ่นปรุงรสในหมู่บ้านนี้
หูหลันเยวี่ยเป็นคนออกแบบบรรจุภัณฑ์ของสินค้าอาหารทั้งหมดให้โรงงานที่หลินซือหย่วนเปิด ดังนั้นหลินซือหย่วนจึงแบ่งส่วนหุ้นให้เธอด้วย
ในเมื่อกลายเป็นผู้ถือหุ้นของโรงงาน หูหลันเยวี่ยก็ต้องช่วยโรงงานขยายตลาดเสียหน่อย
เต้าหู้แผ่นปรุงรสในห่อเล็กๆ ที่เรียกว่า ‘อี้โข่วเซียง’ นี้ เป็นข้อเสนอแนะของหูหลันเยวี่ยเอง
กลุ่มเป้าหมายของเต้าหู้แผ่นปรุงรสเหล่านี้ก็คือนักเรียน
บรรจุภัณฑ์นี้ได้รับการออกแบบมาให้ตรงกับความชอบของเด็กๆ และเต้าหู้แผ่นปรุงรสหนึ่งห่อก็มีราคาเพียงสองเหมา
เด็กนักเรียนควักเงินหนึ่งเหมาหรือสองเหมามาซื้อขนมกินบ้างเป็นครั้งคราว ถือเป็นเรื่องปกติของครอบครัวส่วนใหญ่ในชนบท
นักเรียนที่ได้อันดับที่หนึ่ง ได้รับเต้าหู้แผ่นปรุงรสสามห่อ นักเรียนที่ได้อันดับสอง ได้รับสองห่อ ส่วนนักเรียนอันดับที่สามจะได้รับเพียงหนึ่งห่อ
หลังจากที่แจกเต้าหู้แผ่นปรุงรสหมดแล้ว หูหลันเยวี่ยก็เหลือเต้าหู้แผ่นปรุงรสอีกหนึ่งห่อ
หูหลันเยวี่ยวางเต้าหู้แผ่นปรุงรสที่เหลือไว้ตรงหน้าหูเจี้ยนหมิง "นักเรียนหูเจี้ยนหมิง คราวนี้เธอสอบผ่านแล้ว นับว่ามีความก้าวหน้ามาก ดังนั้นเต้าหู้แผ่นปรุงรสห่อนี้ครูให้เป็นกำลังใจ หวังว่าในการสอบปลายภาคเธอจะก้าวหน้ามากขึ้นอีก"
นักเรียนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้รับเต้าหู้แผ่นปรุงรส ต่างก็มองไปที่หูเจี้ยนหมิงโดยไม่ได้นัดหมาย
ถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้พูดอะไร แต่ก็สามารถสืบรู้เนื้อหาบางอย่างได้จากสายตาที่พวกเขามองไปยังเด็กชาย
หูหลันเยวี่ยใช้เวลาครึ่งเทอมในการจัดการหูเจี้ยนหมิงจนราบคาบ
เมื่อเขาอยู่ต่อหน้าหูหลันเยวี่ยก็เหมือนหนูเจอแมว แม้แต่สะใภ้สามสกุลหูพอเจอหน้าเธอก็อยากจะเดินเลี่ยงเสียด้วยซ้ำ
แต่หูหลันเยวี่ยคิดว่าแค่นี้มันยังไม่พอ
เธอจงใจนำเต้าหู้แผ่นปรุงรสห่อสุดท้ายไปมอบให้หูเจี้ยนหมิง เท่ากับเป็นการเน้นย้ำความสัมพันธ์อีกครั้งว่านอกจากความเป็นครูกับศิษย์แล้ว เธอกับหูเจี้ยนหมิงยังมีความสัมพันธ์อื่นแอบแฝงอยู่ด้วย
เพราะหูเจี้ยนหมิงมีพี่สาวที่เป็นครู ทุกด้านจึงได้รับการดูแลเป็นพิเศษ นักเรียนที่ไม่ได้เต้าหู้แผ่นปรุงรสย่อมเกิดความรู้สึกไม่พอใจ
หูเจี้ยนหมิงจึงถูกกีดกันมากยิ่งกว่าเดิม
หลังจากที่พวกเขากลับถึงบ้าน ก็คงจะเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้พ่อแม่ฟังอย่างแน่นอน
ถึงแม้ว่าหูเจี้ยนหมิงจะกลัวหูหลันเยวี่ย แต่เมื่อเห็นเต้าหู้แผ่นปรุงรสห่อนี้อยู่ตรงหน้า เขาก็อดใจไม่ไหว
เขายังรู้สึกดีใจเสียด้วยซ้ำ
พอหมดชั่วโมงเรียน หูเจี้ยนหมิงก็รีบร้อนฉีกห่อเต้าหู้แผ่นปรุงรส แค่นี้กลิ่นหอมก็ลอยโชยออกมาจากรอยฉีกบนห่อแทบจะทันทีแล้ว
คนที่อยู่ใกล้กับหูเจี้ยนหมิงก็ได้กลิ่นหอมๆ นั้นด้วย พวกเขากลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัว
นักเรียนอีกหลายคนที่ได้รับเต้าหู้แผ่นปรุงรสก็ลงมือฉีกห่อแล้วเช่นกัน กลิ่นหอมชวนน้ำลายสอลอยตลบอบอวลไปทั่วห้อง
ในช่วงบ่ายวันนั้น เต้าหู้แผ่นปรุงรสที่ถูกทอดทิ้งไว้บนชั้นวางของร้านสหกรณ์ในช่วงหนึ่งก็ถูกซื้อออกไปอย่างต่อเนื่อง
คนที่มาซื้อเต้าหู้แผ่นปรุงรสเหล่านี้เป็นเด็กทั้งหมด บางคนซื้อหนึ่งห่อ คนที่ใจป้ำกว่านั้นก็ซื้อกลับไปเลยสามสี่ห่อ
ในบรรดาคนที่มาซื้อเต้าหู้แผ่นปรุงรสเหล่านี้ก็มีหูเจี้ยนหมิงรวมอยู่ด้วย
เต้าหู้แผ่นปรุงรสนั้นอร่อยมาก กินไปหนึ่งห่อแล้วหูเจี้ยนหมิงก็คิดถึงแต่รสชาติของมันไม่หยุด พอกลับถึงบ้านก็ร้องขอเงินจากสะใภ้สามไปซื้อ
สะใภ้สามสกุลหูเป็นคนที่ตามใจลูกชาย ลูกชายอยากได้เงินไปซื้อขนมกิน แถมยังขอแค่เหมาสองเหมา เธอก็เลยเอาให้
ตอนที่หูเจี้ยนหมิงถือเต้าหู้แผ่นปรุงรสกลับบ้าน หลินซือหย่วนก็ไปเห็นเข้าพอดี
เขารู้ว่าหูหลันเยวี่ยใช้รูปแบบการให้รางวัลแก่นักเรียนเพื่อเปิดตลาดเต้าหู้แผ่นปรุงรสในร้านสหกรณ์
เขาจึงจงใจทำทีว่าไปซื้อบุหรี่ที่ร้าน แล้วก็ชวนเจ้าของร้านคุยว่าวันนี้ขายเต้าหู้แผ่นปรุงรสไปได้กี่ห่อ
"ตั้งแต่เลิกเรียนจนถึงตอนนี้ขายเต้าหู้แผ่นปรุงรสไปได้สิบกว่าห่อแล้ว" เจ้าของร้านสหกรณ์ยิ้มแก้มปริ
เต้าหู้แผ่นปรุงรสขายในราคาสองเหมา แต่ละห่อทางร้านสหกรณ์ได้กำไรห้าเฟิน ในเวลาอันสั้นก็ขายไปได้สิบกว่าห่อ เท่ากับได้กำไรห้าหกเหมาแล้ว เจ้าของร้านจะไม่ดีใจได้อย่างไร?
หลินซือหย่วนคุยกับเจ้าของร้านไปเรื่อยเปื่อยอีกสองสามคำ จากนั้นก็ซื้อบุหรี่หนึ่งห่อและกลับบ้านไป
พอหลินซือหย่วนกลับถึงบ้าน ก็เห็นผักกาดดองเผ็ดชามโตวางอยู่บนโต๊ะแปดเซียนในห้องโถง
"ผักกาดดองเผ็ดนี้หลันเยวี่ยเอามาให้เหรอครับ?" หลินซือหย่วนถามย่าหลินที่กำลังจัดสำรับอาหารพลางคีบผักกาดดองเผ็ดมาชิม
หลังจากที่จัดเตรียมอาหารเสร็จ ย่าหลินถึงตอบ "ป้าของหลานเอามาให้ ผักกาดดองเผ็ดนี้กินอร่อยจริงๆ ย่าคิดว่าจะดองบ้างในวันพรุ่งนี้"
หลินซือหย่วนอืมคำหนึ่ง แล้วหยิบหมั่นโถวแป้งขาวมากิน
สองย่าหลานกินข้าวกันไปเงียบๆ สักพัก ย่าหลินถึงได้พูดขึ้นมาอีกครั้ง "หย่วนจื่อ ช่วงนี้ย่ากับป้าหงเหมยของหลานได้ยินเรื่องซุบซิบนินทาเกี่ยวกับพวกหลานสองคนแล้ว ไม่ต้องถามก็รู้ว่าเป็นฝีมือของป้าใหญ่หรือไม่ก็ยัยหนูเกาลี่"
"พวกเขาจะนินทาผมยังไงก็ช่าง แต่หลันเยวี่ยเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ป้าใหญ่ทำเกินไปจริงๆ" หลินซือหย่วนพูดด้วยความขุ่นเคือง
ย่าหลิน "ใครว่าไม่ล่ะ! ป้าหงเหมยของเธอโมโหเรื่องนี้จนแทบจะไม่มีน้ำนมให้ยายากินแล้ว"
พอหลินซือหย่วนได้ยินก็ร้อนใจขึ้นมา "แล้วจะทำยังไงดีล่ะครับ?"
ย่าหลิน "ถ้าพวกหลานตกลงปลงใจกัน เรื่องไร้สาระพวกนี้ก็จะหมดไปเอง"
"แน่นอนว่าผมอยากจะยืนยันความสัมพันธ์นี้กับหลันเยวี่ยเร็วๆ แต่ผมกลัวว่าเธอจะไม่เต็มใจ" หลินซือหย่วนค่อยๆ ก้มหน้าลง
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความรู้สึกที่มีต่อหูหลันเยวี่ยของตัวเอง เขาก็ยิ่งก้มหน้าลงเพราะความประหม่า
หลินซือหย่วนคิดว่าเขาดีกว่าคนรุ่นเดียวกันในหมู่บ้านหลายคน แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าตัวเองยังไม่คู่ควรกับหูหลันเยวี่ยอยู่ดี
ในสายตาของหลินซือหย่วน หญิงสาวที่เขาชอบนั้นสวยยิ่งกว่าดอกไม้ งดงามยิ่งกว่าดวงดาวและเลิศเลอยิ่งกว่าดวงจันทร์บนฟ้าเสียอีก