เ้าแพงาเ็ตีฝ่าทัพพม่าไปวัดใหญ่ตามช่างมั่นสั่ง หลบอยู่หลังพระยืน
เ้าแพงตีฝ่าทหารพม่าวิ่งออกมาได้ รีบวิ่งไปหาม้าคู่ใจ เมื่อถึงม้าคู่ใจที่ผูกซ่อนไว้หลังอุโบสถ แล้วจึงควบม้าหนีออกมา โดยมีทหารพม่าบ้างวิ่งไล่ตาม แต่ไม่อาจสู้ฝีเท้าม้าได้ เ้าแพงจึงควบม้าหนีรอดจากพม่ากองนี้ไปได้ แต่ก็รู้สึกถึงาแที่แขนซ้ายตอนที่วิ่งเข้าไปปะดาบช่วยช่างมั่น
ฝ่ายนายกองพม่ากลับมาอยู่หน้าอุโบสถได้พิจารณาร่างไร้ิญญาชาวไทยช่างกล้าหาญที่ต่อสู้กับทหารตัวเองอย่างไม่กลัวความตาย ถามทหารพม่าที่เป็คนมอญรู้จักภาษาไทยว่าคนไทยที่นอนตายอยู่นี้เขาะโพูดว่าอะไร
“เขาพูดว่า “อย่าเอาของกูไป” ล่ามพม่าว่า
“เขาไม่ยอมให้เอาของเขาไป ข้าบุกเข้ามาในเมืองนี้ได้ยินเ้าบอกว่าในอุโบสถเมืองนี้ มีพระพุทธรูปทองคำ มีของล้ำค่า คนเมืองนี้ชอบปั้นพระพุทธหน้าอมยิ้มกราบไหว้ทั่วเมือง พระพุทธรูปไม่เหมือนกับของเมืองพม่า ไม่เหมือนพระพุทธรูปของพวกอโยธยาที่ข้าเคยไปตีเมืองแตกมา” นายกองทหารพม่าบอก
“คนเมืองนี้เขาคงหวงแหนพระพุทธรูปของเขามาก” คนมอญล่ามพม่าว่า
“ข้ารู้สึกแปลกใจจริง ทำไมคนนี้ช่างหวงแหนอุโบสถหลังนี้ ทั้งที่ข้างในมีเพียงพระพุทธรูปปูนปั้นธรรมดา ไม่ใช่พระพุทธรูปทองคำอย่างที่เ้าว่า” นายกองพม่าสงสัย เมื่อพูดเสร็จก็เดินเข้าไปในพระอุโบสถหยุดอยู่หน้าพระพุทธรูปปูนปั้นมองพิจารณาอีกครั้ง
สักครู่หนึ่งมีทหารมารายงานว่า” มันหนีไปทางใต้มุ่งตรงไปวัดใหญ่ในกำแพงเมือง”
“ข้าจะรีบตามไปล่าตัวนักรบไทยคนนี้ให้ได้ กำจัดผู้ต่อต้านให้หมดสิ้นไป เมืองนี้ไร้เสบียงแล้ว ท่านแม่ทัพอแซหวุ่นกี้ ให้จัดกองทัพหาเสบียงไปทางเพชรบูรณ์ ทางหนึ่ง ท่านแม่ทัพเตรียมยกไปตีทางใต้ต่อเพื่อยึดกรุงธนบุรีต่อไป เห็นว่าต่อไปจะหาผู้มีฝีมือมาทำาเอาชนะไทยได้ยาก สั่งเผาเมืองพิษณุโลกนี้ให้สิ้น รวบรวมทรัพย์สินมีค่าและศาสตราวุธที่ตกค้างจากทัพไทย แต่ดูวัดนี้มีแต่พระพุทธรูปปูนปั้นไร้ค่า แต่ทำไมเขายอมพลีชีพเพียงเพื่อรักษาพระพุทธรูปของเขาไว้ เขาคงหวงในศิลปะปูนปั้นของเขาหรือไง น่าสงสารจริง “ นายทัพพม่าตแคมรหน่องว่าแล้ว ยอมพาทหารออกจากวัดไปโดยมิได้เผาทำลายหรือนำทรัพย์สินไป
ฝ่ายเ้าแพงควบม้าออกไปก็รู้สึกเ็ปที่าแที่เมื่อไปสะบักหลัง โดนทหารพม่าที่อยู่ด้านหลังฟันไม่ทันระวังตั้งตัวแบบสิบรุมหนึ่ง ดีที่ว่ามีแผ่นหนังหนาเป็ชุดเกราะเกล็ดสวมและฝักดาบป้องกัน าแจึงไม่รุนแรงสาหัส แต่ก็ต้องหาที่พักรักษา ที่หมายคือวัดพระศรีรัตนมหาธาตุข้างหน้า เพราะทหารพม่ายังไปไม่ถึง ภายในวัดว่างไร้ผู้คนแต่ยังมีสมภารวัดเฝ้ารักษาอยู่ คิดว่าที่วัดคงพอมียารักษาและเสบียงอาหารบ้างพอให้รักษาตัว เมื่อไปถึงพระอุโบสถก็ล้มตัวลง ท่านเ้าอาวาสก็ปรากฏตัว
“โยมาเ็มารึไง โยมชื่ออะไร” ท่านเ้าอาวาสร้องบอก
“ชื่อแพงขอรับ โดนทหารพม่าฟันมา ช่างมั่นเขาบอกให้มาที่นี่” เ้าแพงว่า
“ช่างมั่นเคยเล่าเื่โยมให้ฟังอยู่ แล้วช่างมั่นตอนนี้เป็อย่างไร” ท่านเ้าอาวาสนึกถึงโยมอุปัฏฐากใกล้ชิดที่ท่านเ้าอาวาสให้มาบูรณปฏิสังขรณ์วัดเสมอ
“ถูกทหารพม่ารุมฟันเสียชีวิตแล้วขอรับ” เ้าแพงหน้าสลด
“น่าเสียใจอย่างยิ่ง ส่วนตัวจงรักษาแผลที่นี่ก่อน อาตมาพอมียารักษาอยู่ รอก่อนนะ อาตมาจะเอายารักษาแผลมาให้ แต่ดูแผลไม่ฉกรรจ์นัก ไม่นานคงหาย”
สักครู่ท่านเ้าอาวาสจึงเอายามาโรยที่แผล เอาผ้าพันแผลให้ เ้าแพงรู้สึกเ็ปที่แผลก็ยังกัดฟันทน แต่ยังสงสัยว่าทำไมท่านไม่หนี เพราะไม่ช้าพวกทหารพม่าคงมาเผาทำลายวัด
“ท่านเ้าคุณไม่กลัวทหารพม่ารึ บัดนี้ตีเข้ามาในเมืองได้แล้ว แลได้เผาเมืองทิ้ง ไม่ช้าคงมาถึงวัดใหญ่”
“อาตมามีหน้าที่รักษาวัด ที่วิหารยังมีพระพุทธรูปสำคัญอยู่หลายองค์ รวมทั้งพระพุทธชินราช และพระพุทธชินสีห์ ถ้าทหารพม่ามา อาตมาจะขอรักษาวัดนี้อย่างสุดความสามารถ พูดจาให้เขามีเมตตาขออย่าได้เผาวัดเลย อีกอย่างทั้งพม่าและเราต่างก็นับถือพุทธศาสนาด้วยเหมือนกัน” ท่านสมภารเ้าอาวาสตอบอย่างไม่สะทกสะท้านความตาย เ้าแพงจ้องตาท่านเ้าอาวาสอย่างศรัทธา
“ว่าแต่เ้าาเ็มา อาตมาจะพาไปพักรักษาตัวที่วิหารพระยืนอัฏฐารสด้านหลังลึกสุด ไม่ค่อยมีผู้ใดย่างกรายเข้าไป พระวิหารมีประตูหลังเข้าสู่ห้องลับหลังพระพุทธรูป ผนังด้านหลังพระพุทธรูปจะปิดบังอำพลางได้ จงรักษาตัวอยู่ด้านหลังพระอัฎฐารสไว้ พระอัฏฐารสสามารถบดบังพลางตัวเ้าได้” ท่านเ้าอาวาสว่า แล้วจึงพาเ้าแพงไปหลบซ่อนตัวในห้องลับวิหารพระอัฎฐารสพระยืนองค์ใหญ่ พาเ้าแพงไปยังด้านหลังพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่
เมื่อเ้าแพงเดินเข้าในวิหารก็ปรากฏพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติองค์ใหญ่สูงสิบแปดศอก จึงเดินอ้อมไปด้านหลังผนังกำแพงพระ แล้วนั่งลงบนเสื่อที่เ้าอาวาสจัดให้
"ที่นี่พอมีหลืบซอกพอให้โยมหลบซ่อนตัวได้ ประตูนี้เป็ประตูด้านหลังมณฑป ถ้าหากพวกทหารมาเ้าจงอาศัยประตูนี้หลบออกไปทางด้านหลังไปหลบซ่อนที่พระปรางค์ได้ รออยู่ที่นี่เดี๋ยวอาตมาจะหาน้ำหาหยูกยาแลข้าวปลาอาหารมาให้โยม”
ที่ว่างด้านหลังกำแพงพระอัฏารสพระยืนขนาดใหญ่พอจะเป็ที่กำบังหลบซ่อนศัตรูได้ ถ้าพวกทหารพม่ามายืนหน้าองค์พระก็ต้องจ้องกับพระพักตร์องค์พระปางห้ามญาติที่ยกพระหัตถ์ห้ามไม่ให้เข้ามา จนไม่ทันสังเกตุเห็นมีซอกหลืบด้านหลังองค์พระ เ้าแพงพอจะคิดอุบายออกจะถามเ้าอาวาส
“ท่านเ้าอาวาส ถ้าหากทหารพม่ามาท่านจะพูดกับพวกพม่ารู้เื่หรือ” เ้าแพงสงสัย
“ที่วัดนี่มีภิกษุชาวมอญจำพรรษาอยู่ พอที่พูดภาษาพม่าได้ เป็ชาวมอญที่หนีข้ามแดนมาบวชที่นี่ ถ้าหากทหารพม่ามาก็จะไปให้พูดเจรจาหว่านล้อมพวกทหารพม่า” ท่านเ้าอาวาสว่า
“แล้วจะได้ผลหรือ”
“อาตมาจะให้ภิกษุชาวมอญมาอยู่ด้านหลังขององค์พระพุทธรูปยืนเปล่งวาจาภาษาพม่าดีกว่า เมื่อพวกทหารพม่ามา ก็ให้ท่านช่วยเทศนาพวกทหารกลับใจอย่าเผาทำลายวิหารวัด กลับพม่าไปเสียโดยดี การเปล่งวาจาหลังพระพุทธรูปเพื่อให้ดูเหมือนพระพุทธรูปเปล่งวาจาพูดเทศนาได้ พวกพม่าเป็พุทธศาสนิกชนเหมือนกันกับเรา ช่วยเทศนาให้รู้สำนึกในบาปบุญคุณโทษ เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์” ท่านเ้าอาวาสบอกวิธีสุดท้าย
เ้าแพงยังไม่เชื่อในวิธีการนี้จะใช้ในการทหารได้
“เหมือนกับพระพุทธอจะนะที่วัดศรีชุม พระพุทธรูปที่เปล่งวาจาให้กำลังใจกับทหารสมเด็จพระนเรศวร เป็พระสุรเสียงของพระพุทธเ้าเป็ปาฏิหาริย์ให้แม่ทัพนายกองมีขวัญกำลังใจ แต่ครั้งนี้เราจะใช้ปรามข้าศึก” ท่านเ้าอาวาสเผยวิธีสุดท้าย
” ท่านเ้าอาวาสใช้วิธีนี้เพราะไม่สามารถมีวิธีอื่นแล้ว” เ้าแพงคิดในใจ
“ถ้าทหารพม่ามาตรงหน้าพระพุทธรูปยืน อาตมาจะให้พระภิกษุเทศนาเป็ภาษาพม่าอยู่กับเ้าหลังพระพุทธรูปยืน แล้วเปล่งวาจาเทศนา แต่โยมต้องหาทางหลบซ่อนตัวให้ดีไม่ให้ทหารพม่าเห็นตัว หรือหนีออกไปทางด้านหลัง” ท่านเ้าอาวาสวางแผน
ไม่ช้าทหารพม่าจำนวนนับสิบได้บุกมาถึงวัด ท่านสมภารยืนนิ่งๆ หน้าวิหารหลวงจ้องมองเป็การประจันหน้าสู้ แต่ในใจคิดว่ามา” โปรดสัตว์” เพราะไม่รู้ว่าภัยร้ายจะมาถึงตัวหรือไม่ เหล่าทหารพม่าได้ยืนล้อมท่านสมภารเ้าอาวาสแบบสิบรุมหนึ่ง แล้วพูดใส่ท่านเ้าอาวาสเป็ภาษาพม่า
“มีผู้ใดหลบซ่อนในวัดนี้หรือเปล่า”
ท่านเ้าอาวาสส่ายหน้าปฏิเสธ ฟังภาษาพม่าไม่รู้เื่ ใช้มือยกขึ้น” ห้าม” บอกแทนคำพูด” หยุดอย่าล่วงล้ำเข้ามาภายในวัด” เป็ภาษาใบ้ พวกทหารพม่าทำไม่สนใจท่านเ้าอาวาส เดินฝ่าเข้าไปถึงในวิหารเก้าห้องที่อยู่ด้านหลังวิหารหลวง แล้วหยุดตรงหน้าพระมณฑปยืนจังก้าจ้องกับพระพักตร์พระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ แต่ก็ไม่กล้าฝ่าเข้าไปอีก เหมือนมีมนต์ขลังของพระพุทธรูปที่ยกมือห้ามไว้ แต่ทหารนายกองพม่าสั่งการเสียงดังคำเดียว” ค้น” เหล่าทหารพม่าพากันวิ่งกระจายเข้าไปค้นในวิหารทั้งสี่ทิศรอบพระปรางค์ทั้งหมด
พระวิหารตะวันตกเป็วิหารหลวงมีพระประธานคือพระพุทธชินราช ด้านหลังของวิหารพระพุทธชินราชเป็ทิศตะวันออกเป็วิหารเก้าห้องของพระอัฎฐารสพระยืนองค์ใหญ่สูงสิบแปดศอกหรือประมาณสิบเมตร และด้านหลังพระอัฎฐารสจะเป็พระปรางค์องค์ใหญ่ที่มีกำแพงล้อมรอบอยู่ และพระปรางค์อยู่ที่ตำแหน่งศูนย์กลางของวัด มีกำแพงล้อมรอบ
พระวิหารทิศเหนือมีพระประธานคือพระพุทธชินสีห์
พระวิหารน้อยมีพระประธานคือหลวงพ่อเหลือ
พระวิหารทางทางทิศใต้พระประธานเป็พระพุทธรูปชื่อพระศรีศาสดา เป็ฝีมือช่างสมัยอยุธยา
พม่าเผาวิหารพระยืน วิหารโดนเผาเสียหาย เหลือแต่พระยืนอัฎฐารสสูงตระหง่านโดดเด่นอยู่
เมื่อทหารพม่าเดินเข้าไปค้นในพระวิหารหลวงที่ประดิษฐานพระพุทธชินราชก็ต้องตะลึงกับพระพุทธรูปหล่อทองสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่สูงเจ็ดศอกสวยงามมาก แต่ไม่เจออะไร จึงเดินเวียนตรวจไปจนถึงวิหารที่อยู่ด้านหลังวิหารหลวง เจอประตูหน้าวิหารใหญ่เก้าห้อง เมื่อเดินตรงไปก็เข้าสู่วิหารพระอัฏฐารส หน้าวิหารมีกำแพงตระหง่านสูง มีช่องตรงกลางเป็ทางเดินให้คนเดินเข้าไปสักการะพระพุทธรูป ซ้ายขวามีเสาศิลาแลงต้นใหญ่ก่อกำแพงเป็ผนังหนา ยืนอยู่หน้าวิหารสักครู่ก็เดินเข้าไปจ้องต่อหน้าพระพุทธรูปยืนปูนปั้นปางห้ามญาติองค์ใหญ่ สูงถึงสิบแปดศอก พระกรพระหัตถ์วาย ทอดวางแนบลงมาตรงๆ ส่วนพระกรพระหัตถ์ขวายกขึ้น เสมอพระอุระ
ส่วนพระภิกษุชาวมอญที่ท่านเ้าอาวาสมอบหมายก็เข้าประตูทางด้านหลังพระวิหาร แล้วดึงประตูวิหารให้แกว่งมาปิดทางเดินด้านข้าง วิ่งขึ้นบันไดหลังพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ ใช้องค์พระพุทธรูปเป็ที่กำบังกาย แล้วเทศนาทำเสียงพระพุทธรูปเปล่งวาจาเป็ภาษาพม่า
” หยุดเถิดพวกท่านทั้งหลาย จงหยุดเข่นฆ่ากัน หยุดทำลายล้างวัดวาอาราม มิเช่นนั้นเวรกรรมจะตามสนองท่าน มนุษย์ทุกคนล้วนมีกรรมเป็ของตนเอง เมื่อทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเ็ป ย่อมต้องได้รับผลกรรมนั้นกลับคืน” ทำให้ทหารพม่าทั้งหมดใหยุดอยู่ตรงหน้าวิหาร รู้สึกกริ่งเกรงไม่กล้าเดินเข้าไปข้างใน หยุดนิ่งอยู่พักใหญ่ นายกองทหารพม่าจึงส่งลูกน้องคนสนิทเดินเข้าไปด้านหลังพระพุทธรูป ก็เห็นเป็ที่ว่างเปล่า เพราะประตูด้านหลังวิหารถูกปิดลง จึงคิดอยากถอยออกมา แต่ก็ยังทำใจกล้าเดินตรวจดูรอบตัวพระพุทธรูป แต่ไม่อาจเห็นมีห้องลับติดหลังพระพุทธรูป กวาดสายตามองไปทั่ววิหารก็ไม่พบใคร เพราะพระภิกษุที่เปล่งวาจาได้เดินออกจากวิหารแล้วทางประตูด้านหลัง ขณะที่ทหารคนสนิทนายกองเดินเข้าไปสังเกตเห็นที่เสื่อแผ่เป็ผืนยาวบนพื้น แต่ไม่มีผู้ใดอยู่
“น่าจะมีคนอาศัยหลับนอนอยู่” คิดในใจว่าผิดสังเกต แล้วจึงเดินออกมารายงานต่อผู้บังคับบัญชา
นายกองทหารสั่ง
“ไปเถอะ พวกเราถอยกลับออกจากวัดเถอะ พวกทหารไทยคงไม่อยู่วัดนี้แล้ว” นายกองพม่าว่า
“แต่ข้าพเ้าดูว่าพระวิหารพระยืนนี่มิดชิดชอบกลเหมือนองค์พระซ่อนอะไรอยู่ พระวิหารนี้ดูซับซ้อนน่าจะมีห้องลับ น่าข้องใจยิ่งนักทำไมพระพุทธรูปที่นี่พูดภาษาพม่าได้ ดูว่าเป็ปาฏิหาริย์ก็จริงอยู่ แต่ก็ดูชอบกลข้าพเ้าไม่เชื่อ” ทหารคนสนิทนายกองจ้องตาประสานกับเ้านาย แล้วพากันไปด้านหลังพระพุทธรูป แล้วชี้ไปเสื่อผืนหนึ่ง
“นี่มันเสื่อเหมือนมีคนมานอนพักรักษาตัว” ทหารชั้นผู้น้อยบอกนายกอง
“สงสัยมันคงหนีออกนอกพระวิหารแล้ว” นายกองบอกพร้อมชี้ไปยังประตูด้านหลังพระวิหาร บอกให้พวกทหารพม่ารู้ว่าถ้ามีคนอยู่ก็หนีไปแล้ว
“แล้วจะอย่างไรดี” นายกองนึกอยู่สักพัก
“ข้าว่าเผาพระวิหารพระยืนนี้ดีกว่า หากปล่อยไว้ที่นี่อาจใช้เป็ที่สะสมอาวุธและดินปืน โดยเฉพาะะเิมือที่มันปามาช่างมีอานุภาพร้ายแรงนัก ถึงอย่างไรท่านแม่ทัพก็สั่งให้เผาเมืองนี้อยู่แล้ว เพื่อให้ผู้คนเสียขวัญ และอีกอย่างเราจะได้หายคลางแคลงใจด้วยวิหารนี้มีพิรุธน่าสงสัยยิ่งนัก” อุบายพระพุทธรูปพูดได้ไม่สามารถทำให้แม่ทัพนายกองพม่ากลัว นายกองกลับสั่งให้ลูกน้องทหารพากันหาเชื้อไฟทำคบไฟจุดเผาวิหารพระยืน
ทหารพม่าออกมายืนล้อมรอบพระวิหารเก้าห้องเพื่อจุดไฟเผาเสาวิหารที่เป็เสาไม้ บ้างก็โยนคบไฟที่จุดเป็เพลิงขึ้นไปบนหลังคา ไฟไหม้เสาวิหารลามขึ้นไปขื่อแปหลังคาที่ทำด้วยไม้อย่างรวดเร็ว โครงหลังคารับกระเบื้อง รวมทั้งขื่อคานพระวิหารส่วนมากเป็แปไม้ถล่มลงมา ภายในเริ่มร้อนระอุ
ส่วนเ้าแพงที่หลบอยู่ห้องลับหลังกำแพงพระพุทธรูป หลังกำแพงมีไม้ท่อนสองต้นค้ำยันผนังซ้ายขวา มีบันไดระหว่างไม้ค้ำยันให้คนปีนขึ้นไปถึงพระศอพระพุทธรูป เ้าแพงอาศัยด้านหลังบันไดเป็ที่หลบซ่อนตัว พวกทหารพม่าที่เดินเข้ามาไม่สามารถมองเห็นเ้าแพงได้เพราะพื้นบันไดเป็ผนังปิดทึบเปรียบเหมือนห้องลับทีเดียว เ้าแพงมองดูเหลือบเห็นด้านหลังของพวกทหารพม่าที่เดินไปคุยกันเดินไปมาโดยไม่ระแวงห้องหลังบันได แล้วรีบเดินหนีออกไปข้างนอกล้อมพระวิหารไว้
แต่ไม่นานขื่อแปใต้หลังคาที่รับกระเบื้องเป็ไม้ติดไฟอย่างรวดเร็วหล่นลงมาที่พื้น หลังคาพระวิหารเริ่มลุกไหม้ และลุกลามอย่างรวดเร็ว เ้าแพงหลบอยู่ในห้องลับต้องหลบออกมาข้างนอก แล้วมาหลบอยู่ริมผนังกำแพงพระวิหารริมประตู รอจังหวะกระโจนออกมา เมื่อชะเง้อออกนอกประตูหลังชั้นนอกก็เห็นทหารพม่าเดินผ่านรอบพระวิหาร ยืนชิดๆ ที่ริมประตู เมื่อเห็นไม่มีใครจึงค่อยๆ หลบออกจากตัวพระวิหารไปกำแพงด้านนอก ตัวแนบชิดกำแพงพลางตัวนั่งหลบหมอบอยู่ แต่ก็ปะกับทหารพม่ารายล้อมรอบวิหารที่เดินอ้อมมาพอดี มือขวาถือะเิมือที่เตรียมไว้ มือซ้ายถือเทียนที่จุดไฟไว้ ไม่รอช้าจุดชนวนะเิโยนใส่กองทหารที่อยู่ตรงหน้า เสียงะเิดังตูมทำเอาทหารพม่าที่หนีไม่ทันล้มลงทันที ทหารพม่าแตกกระจาย เ้าแพงวิ่งฝ่าออกไป แต่วิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว ทหารพม่าก็กรูเข้ามาอีก มือก็คว้าดาบที่สะพายไว้ที่หลังเงื้อฟันกับทหารพม่าที่อยู่ตรงหน้าได้หนึ่งที แต่เมื่อตั้งดาบรับได้สองไม้ก็ล้มลง เป็เพราะร่างกายที่าเ็อยู่บ้าง แต่มีฤทธิ์ยาที่ท่านเ้าอาวาสโรยทาที่แผลช่วยบรรเทาไว้ ทันใดนั้นได้ยินเสียงดัง” เปรี้ยงคล้ายประทัด” ทหารพม่าเงื้อดาบหมายฟันซ้ำเ้าแพงที่นอนล้มอยู่ เ้าแพงมองเห็นศัตรูนอนลงกับพื้น
ช่างอิ่มกลับใจมาปกป้องวัดใหญ่ไม่ได้ตามทัพพระจักรีไป กลับมาช่วยเ้าแพงทัน
ทหารพม่าก็ร้องโอ้ยแล้วล้มลง เพราะเพราะะุนัดหนึ่งถูกยิงมาจากบนกำแพงที่ล้อมรอบพระปรางค์ที่อยู่ตรงข้ามพระอัฎฐารสพระพุทธรูปยืน พระปรางค์เป็ประธานอุโบสถอยู่ศูนย์กลางของวัด พอทหารพม่าล้มลง เ้าแพงมองขึ้นไปบนกำแพง จึงเห็นชายถือหน้าไม้ยืนบนกำแพงหน้าพระปรางค์ ที่ประตูกำแพงหน้าพระปรางค์ มองไปที่ประตูกำแพงมีชาวบ้านนับสิบวิ่งออกมาจากประตูกำแพงพระปรางค์ที่อยู่หลังพระวิหารพระยืน ต่างมีดาบในมือวิ่งออกมาเข้าตะลุมบอนกับทหารพม่า เมื่อเ้าแพงเห็น ชายคนหนึ่งกำดาบวิ่งนำหน้าชาวบ้านเข้ามาช่วยเ้าแพง จึงะโเรียกชื่อ “อาจารย์คง” อาจารย์คงวิ่งมาหาเ้าแพงแล้วพูดขึ้นว่า
“เ้าจงวิ่งไปหาช่างอิ่มบนกำแพงก่อน ข้ากับชาวบ้านอาสาจะปะดาบกับพวกทหารพม่าเอง ช่างอิ่มมีวาจาจะกล่าวกับเ้า” อาจารย์คงว่า เ้าแพงตะลึง และรู้สึกประหลาดใจมาก
“ขอบพระคุณอาจารย์มาก” เ้าแพงจึงวิ่งไปที่กำแพงพระปรางค์ เ้าแพงรีบยันร่างลุกขึ้นอย่างรวดเร็ววิ่งเข้าหาประตูกำแพง เมื่อวิ่งเข้าไปใกล้จึงเห็นหน้าชัด
“พ่ออิ่ม “เ้าแพงเรียกชื่อเบาๆ เมื่อรู้ว่าชายที่อยู่บนกำแพงคือช่างอิ่มกำลังบรรจุะุใส่ปืนยาว เป็เพราะปืนยาวโบราณยิงได้ทีละนัด ะุมีจำกัดไม่กี่นัด ปืนยาวและะุในสมัยโบราณเป็ของหายาก ยังมีชาวบ้านนักรบคนอื่นบนกำแพงยกคันธนูขึ้นมายิงใส่ทหารพม่าที่วิ่งเข้ามาประชิด
“ไอ้แพงวิ่งมาบนนี้” ช่างอิ่มะโเรียก ทหารพม่าอีกคนวิ่งไล่กวดตามมาหมายไล่ฟัน แต่ก็ถูกนักรบที่เป็ชาวบ้านที่อยู่บนกำแพงยิงธนูสกัดกั้น ช่างอิ่มยิงปืนไม่กี่นัดก็เปลี่ยนมายกหน้าไม้ยิงธนูใส่ทหารพม่า เพราะะุหมด ทหารพม่าคนอื่นบ้างก็ลังเลไม่กล้าเข้าวิ่งตามเ้าแพง หน้าไม้สำรอง และคันธนูวางเรียงอยู่บนหลังคา เ้าแพงสามารถวิ่งเข้าประตูกำแพงพระปรางค์ วิ่งขึ้นบันไดปืนขึ้นบนกำแพงได้ มองเห็นชาวบ้านนับสิบวิ่งเข้าใส่ทหารพม่าปะดาบกันชุลมุน ช่างอิ่มยิงธนูใส่ทหารพม่าที่วิ่งตามเ้าแพงหมายจะเข้าประตู ช่างอิ่มะโบอกเ้าแพง
“เอ็งช่วยเอาคันธนูยิงทหารพม่าไวๆ” ช่างอิ่มถือหน้าไม้ยิงธนูสังหารพม่าแต่ไม่ทันทหารพม่าที่มีมากกว่าวิ่งเข้ามา เ้าแพงเห็นหน้าไม้ที่ช่างอิ่มถือทรงพลังมากกว่าการยิงด้วยคันธนูมาก มันออกแบบให้ยิงได้ไกล และแม่นยำมาก เห็นคันธนูและลูกธนูวางเรียงกันอยู่บนหลังคา รีบหยิบมาขึ้นธนูช่วยยิง เ้าแพงหันมาะโถามช่างอิ่ม
“พี่ไม่ได้ไปกับกองทัพท่านเ้าพระยาทั้งสองออกนอกเมืองหรือ” เ้าแพงยิงธนูพลางหันมาถามช่างอิ่ม
“ข้าเปลี่ยนใจกลับมาปกป้องวัดใหญ่พร้อมชาวบ้าน ที่นี่ยังมีพระพุทธรูปทองอีกหลายองค์ นางเรไรรอเอ็งอยู่ที่เรือจอดอยู่ริมแม่น้ำ ถ้าเราสู้ไม่ได้ให้ถอยไปที่แม่น้ำ” เป็จิติญญาของช่างผู้หวงแหนในศิลปะปั้นองค์พระพุทธรูป
“นางเรไรยังอยู่ที่นี่อีกหรือ” เ้าแพงถามย้ำ
“มันบอกว่ายังห่วงเอ็งอยู่ จะอยู่...” ช่างอิ่มพูดพลางยิงลูกธนูใส่ทหารพม่าไปด้วย
เ้าแพงกวาดสายตามองว่ามีพม่าปีนขึ้นกำแพงสี่ด้านหรือไม่ ด้วยทหารพม่ามีมากกว่าชาวบ้านมาก มือกำดาบฟันพม่าที่ปีนกำแพงขึ้นมา พรานป่าอย่างช่างอิ่มถือหน้าไม้ยิงลูกธนูใส่ทหารพม่าอย่างแม่นยำ ส่วนทหารพม่ารีบหาพลธนูยิงโต้ตอบบ้าง
แต่ทันใดนั้นเสียงคล้ายประทัดขึ้นหนึ่งนัด พี่อิ่มที่นั่งประทับหน้าไม้ยิงธนูล้มลงนอนกับพื้นหลังคากำแพง
“พ่ออิ่ม เป็อะไรหรือเปล่า” เ้าแพงะโดังๆ เรียกสติพี่อิ่ม เมื่อเห็นที่อิ่มโดนยิงจากปืนยาวของนาย กองทหารพม่า ส่วนนายกองพม่าลดมือที่ถือปืนเล็งลง ทหารพม่าทุกคนก็ตะลึงเมื่อเห็นร่างคู่อริล้มลงอย่างไม่คาดคิดด้วยฝีมือนายตัวเอง
“ชาวบ้านเราน้อยกว่า เ้ารีบถอยหนีไปเร็ว ไม่ต้องห่วงข้า ที่แม่น้ำนางเรไรคอยเองอยู่” ก่อนตาค่อยๆ หลับลง เป็เพราะพี่อิ่มไม่ทันระวัง มัวแต่เล็งหน้าไม้ไปยังทหารพม่าที่พยายามปีนขึ้นบนกำแพง แต่ไม่เห็นนายกองพม่าที่ยกปืนเล็งมาแต่ไกล ะุเจาะเข้าที่หน้าอกพอดี ชาวบ้านบ้างก็ถูกทหารพม่าฟันล้มลง บ้างก็ต้องถอยหนีเพราะไม่อาจทานกำลังพม่าที่มีมากกว่ามาก เ้าแพงหยิบหน้าไม้ยิงใส่ทหารพม่าได้หลายดอก ทหารพม่าพากันหลบจ้าละหวั่น เ้าแพงรีบลงบันไดวิ่งออกประตูด้านหลังกำแพงพระปรางค์ เจอทหารพม่าที่ทะลุเข้าประตูมาได้ ปะดาบด้วยกันพร้อมกับชาวบ้านผู้รักชาติจำนวนหนึ่งแต่ก็ไม่อาจสู้กับทหารพม่าจำนวนมากกว่าได้ สู้พลางถอยพลาง บ้างก็ล้มลงเพราะโดนทหารพม่าฟัน จนเหลือจำนวนน้อยต้องถอยรวมทั้งเ้าแพง เ้าแพงวิ่งไปเจอม้าที่ผูกอยู่ ขี่ม้าไปตามถนนออกจากวัดใหญ่ไปยังสะพานข้ามแม่น้ำที่ติดวัด