ภายในห้องเรียนพลันเงียบกริบทันทีจากการพูดแทรกของเด็กหนุ่มเสื้อแพร เมื่อเหล่าหนุ่มสาวเหลือบมองเห็นใบหน้าของชายหนุ่มก็ต่างพากันถอนสายตาหนีเนื่องด้วยคนที่พูดนั้นมีฐานะไม่ธรรมดา
เด็กหนุ่มในชุดแพรมีนามว่าสวีหลิน บิดาของเขาเป็จวิ้นโส่ว*ที่ปกครองเมืองเจิ้นซีของราชวงศ์ต้าโจว แน่นอนว่าแม้ในแง่ของฐานะจะต่ำต้อยกว่าองค์รัชทายาทอย่างโจวหยวนแห่งราชวงศ์ต้าโจว แต่ทว่าทุกคนล้วนทราบกันดีว่าคนที่อยู่เื้ัสวีหลินคือฉีเยวี่ย อ๋องน้อยแห่งจวนฉีอ๋อง
(*จวิ้นโส่ว เป็ขุนนางปกครองเมืองคอยดูแลชาวบ้าน ในปัจจุบันเทียบได้กับผู้ว่าราชการจังหวัด)
โจวหยวนจ้องมองสวีหลินแวบหนึ่ง เขาเคาะนิ้วบนโต๊ะเบาๆ จากนั้นชักสายตากลับไม่สนใจ คนผู้นี้ทำทุกอย่างเพื่อเอาใจฉีเยวี่ย
“สวีหลินเอาใจฉีเยวี่ยเช่นนี้...ดูท่าบิดาของเขาคงเข้าร่วมฝ่ายเดียวกับฉีอ๋องแล้ว...”
โจวหยวนดวงตาเบิกกว้าง เขาเคยได้ยินเสด็จพ่อเล่าว่าฉีอ๋องได้รับการสนับสนุนจากราชวงศ์ต้าอู่ ด้วยเหตุนี้ตลอดหลายปีมานี้จึงคอยยุยงปลุกปั่นราชวงศ์ต้าโจวไม่ให้อยู่อย่างเป็สุข
ด้วยความหวาดระแวงต้าอู่กลัวพวกเขาจะใช้ข้ออ้างในการจัดการราชวงศ์ต้าโจว โจวฉิงจึงไม่กล้าลงมือกับฉีอ๋องตรงๆ ได้แต่แอบทำาระหว่างกันอยู่ในที่มืด
ฉีเยวี่ยที่เข้ามาเรียนในจวนต้าโจวย่อมไม่ถูกคอกับโจวหยวนเพราะความสัมพันธ์เช่นนี้
สวีหลินเห็นโจวหยวนไม่มีท่าทีอะไรจึงแสยะยิ้มมุมปาก ขณะที่เขากำลังจะอ้าปากพูดต่อกลับเห็นท่านอาจารย์คนนั้นจ้องตาเขม็งจนเขาต้องหุบปากเงียบไป
หากถูกขับไล่ออกจากจวนต้าโจวจะถือเป็การสูญเสียอย่างใหญ่หลวงสำหรับเขา
เมื่อทั้งสองคนสงบลงบรรยากาศในห้องเรียนจึงค่อยๆ กลับมาเป็ปกติ อาจารย์ยังคงสอนเนื้อหาต่อไป ครั้นเวลาผ่านไปได้สองก้านธูปเสียงระฆังจึงดังขึ้น
“เอาละ วันนี้พอเท่านี้ พรุ่งนี้เราค่อยเริ่มกันต่อ” ท่านอาจารย์เก็บข้าวของแล้วเดินออกจากห้อง
พออาจารย์เดินออกไปบรรยากาศตึงเครียดภายในห้องจึงค่อยๆ ผ่อนคลายลง เหล่าหนุ่มสาวต่างจับกลุ่มพูดคุยกันสนุกสนาน
โจวหยวนเองก็เก็บข้าวของที่กระจัดกระจายบนโต๊ะ เตรียมตัวออกไป
“องค์ชาย”
ขณะที่เขากำลังเก็บของพลันได้ยินเสียงอ่อนโยนดังขึ้น โจวหยวนเงยหน้าขึ้น มองเห็นเป็หญิงสาวนางหนึ่งจ้องมองเขาด้วยรอยยิ้มอยู่ข้างโต๊ะ
หญิงสาวสวมชุดเรียนของจวนต้าโจว แม้จะดูหลวมไปบ้างแต่ยังคงเห็นส่วนเว้าส่วนโค้งชัดเจน ชายกระโปรงสั้นชวนให้เห็นท่อนขาเรียวยาวเหยียดตรง
นางมีผิวขาวนุ่มละมุน จมูกโด่งเด่นชัดเป็สัน เรียวคิ้วโค้งงามราวกิ่งหลิว ดวงตากลมโตดั่งผลซิ่ง นับเป็หญิงงามที่หาได้ยาก โดยเฉพาะไฝบริเวณมุมตานั้นยิ่งปรุงแต่งให้หญิงสาวผู้นี้งดงามเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
นางกัดปากสีแดงอมชมพูเบาๆ แม้บนร่างกายจะไม่ได้ประดับตกแต่งด้วยของหรูหราดูคล้ายของธรรมดาทั่วไปแต่เผยให้เห็นรสนิยมที่ดี ผมยาวรวบเป็หางม้าของนางพริ้วไหวตามจังหวะการขยับตัวอย่างมีชีวิตชีวา
เพียงนางยืนอยู่นิ่งๆ ตรงนี้ก็ดึงดูดสายตาของเด็กหนุ่มจำนวนไม่น้อยในห้องเรียนให้หันมามอง
โจวหยวนมองดูหญิงสาวทรงเสน่ห์ที่อยู่เบื้องหน้า รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าคงแก่เรียนของเขา “โย่วเวยนี่เอง”
หญิงสาวผู้นี้แซ่ซู มีนามว่าโย่วเวย
พอหญิงสาวนามซูโย่วเวยสบตากับโจวหยวนใบหน้าจึงแดงก่ำ จากนั้นเบนสายตามองไปยังกองหนังสือบนโต๊ะของโจวหยวนแล้วคุกเข่านั่งลง นางเม้มปากกล่าวว่า “องค์ชาย ข้าช่วยเก็บให้นะเพคะ”
โจวหยวนยิ้มรับไม่ปฏิเสธ ความสัมพันธ์ระหว่างสองคนย่อมไม่ธรรมดา
ดังนั้นหญิงสาวจึงเริ่มจัดการกับของรกๆ บนโต๊ะของโจวหยวน เก็บกวาดจนสะอาดเรียบร้อย การกระทำนี้ดึงดูดสายตาเหล่าเด็กหนุ่มจำนวนมากในห้องเรียน พวกเขาต่างจ้องมองโจวหยวนด้วยแววตาอิจฉาตาร้อน
“อาการป่วยของปู่เ้าเป็เช่นไรบ้าง” โจวหยวนเอามือเท้าคางมองไปยังหญิงสาวที่กำลังยุ่งพลางเอ่ยถาม
เมื่อได้ยินถ้อยคำของโจวหยวน ซูโย่วเวยก็เงยหน้าขึ้น นางเอามือปัดเส้นผมที่อยู่ด้านหน้า รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าทันที
“สบายดีแล้วเพคะ ท่านปู่บอกว่าหากมีเวลาอยากจะเชิญองค์ชายไปที่บ้าน แต่สภาพบ้านทรุดโทรม ข้ากลัวว่า...”
“ดี วันหยุดคราหน้าข้าจะไป” โจวหยวนกล่าวด้วยรอยยิ้ม พอโจวหยวนได้ยินเช่นนั้นจึงตอบรับอย่างไม่ลังเล ซูโย่วเวยเอาฟันกัดปากอันบอบบางเบาๆ ดวงตาจ้องมองไปที่เขา แววตาสั่นไหว จากนั้นจึงรีบก้มหัวกลัวถูกจับได้
นางยังจำวันแรกที่เจอโจวหยวนเมื่อหนึ่งปีก่อนได้
บางทีวันนั้นอาจจะเป็วันที่สิ้นหวังที่สุดของนาง แต่ก็เป็วันแห่งการเริ่มต้นเปิดรับความหวังของนางเช่นกัน
ในวันนั้น ปู่ที่อยู่กับนางมาั้แ่เด็กเกิดล้มป่วย จู่ๆ บ้านที่ทรุดโทรมก็พังทลายลง นางแบกคุณปู่ฝ่าพายุฝนไว้บนหลังอันบอบบาง ด้วยความยากแคลนเงินทองนางจึงคุกเข่าร้องไห้อ้อนวอนไม่หยุดอยู่เบื้องหน้าร้านขายยาท่ามกลางพายุฝน หวังให้หมอช่วยชีวิตปู่ของนาง
นางในตอนนั้นเนื้อตัวเปียกปอนกระเซอะกระเซิงไปหมด
ร้านขายยาทุกแห่งต่างพากันปิดประตูใส่ด้วยความเ็า ท่ามกลางพายุพัดโหมกระหน่ำ นางััได้ถึงโลกทั้งใบที่มืดมิดลง จิตใจของนางรู้สึกเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง
ในขณะที่นางสิ้นหวังจนแทบหมดสิ้นความรู้สึก นางกลับรับรู้ได้ว่ามีใครบางคนเดินมาจากด้านหลัง คนผู้นั้นยื่นร่มในมือให้นางแล้วเดินตรงไปโดยที่ไม่เห็นนางในระยะสายตา เขาตวัดเท้าเตะประตูร้านขายยาด้วยท่าทีเกกมะเหรกจนเปิดออก
เวลานั้น ราวกับมีเสียงเยือกเย็นดังแว่วขึ้นมา
“เปิดประตู ช่วยคนเดี๋ยวนี้!”
คนที่เตะประตูร้านยาย่อมเป็โจวหยวน ในเวลานั้นซูโย่วเวยมองแผ่นหลังเขาด้วยความตกตะลึง เมื่อก่อนนางเกลียดผู้ลากมากดีเช่นนี้เป็ที่สุด แต่ทว่าในตอนนั้นนางกลับรู้สึกว่าเงาร่างเื้ัของเด็กหนุ่มที่ถีบประตูผู้นี้ บางที นางคงจะไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต...
นับแต่วันนั้นเป็ต้นมานางจึงรู้จักโจวหยวนและรู้ว่าโจวหยวนเป็องค์รัชทายาทของราชวงศ์ต้าโจวในภายหลัง
ต่อมาโจวหยวนได้สังเกตเห็นว่านางมีพร์ด้วยความบังเอิญ ด้วยเหตุนี้จึงแนะนำนางให้เข้าเรียนในจวนต้าโจว และนับจากนั้นเป็ต้นมาชีวิตของนางจึงพลิกผันกลับตาลปัตรดุจพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน…
เข้าจวนต้าโจวได้เพียงเดือนแรกนางก็เปิดลมปราณเส้นแรกได้สำเร็จ สร้างสถิติเป็คนที่เปิดเส้นลมปราณเร็วที่สุดในจวนต้าโจว กลายเป็อัจฉริยะในหมู่ศิษย์ของจวนต้าโจว
จากที่ไม่มีใครสนใจกลับกลายเป็จุดสนใจทันที ซูโย่วเวยเองก็รู้สึกอึดอัดอยู่ไม่น้อย ในบางคราวก็มีใครบางคนที่ไม่ชอบความสัมพันธ์ระหว่างโจวหยวนกับนางพากันแอบไปซุบซิบนินทาลับหลัง ว่าที่โจวหยวนช่วยเหลือก็เพียงแค่สนใจในความงามของนางเท่านั้น
แต่ซูโย่วเวยกลับยิ้มรับไม่สะทกสะท้าน เพราะนางจำได้ว่าตอนที่รู้จักโจวหยวนนางเป็แค่เด็กผู้หญิงร่างผอมบางเนื้อตัวสกปรกคนหนึ่ง...
“นี่ เ้าจะวางหนังสือสูงไปอีกแค่ไหน” โจวหยวนจ้องมองซูโย่วเวยอย่างหน่ายใจ เวลานี้เห็นชัดว่านางเผลอไผลวางหนังสือที่อยู่บนโต๊ะของเขาจนตั้งสูงตระหง่าน
“เอ๊ะ” ซูโย่วเวยดึงสติกลับมาจ้องมองผลงานเบื้องหน้าของนาง ใบหน้าพลันแดงขึ้นมาทันที รีบแก้ต่างว่า “ขออภัยเพคะ ข้าจะจัดเรียงให้ใหม่!”
ท่าทางเช่นนี้ของนางกลับยิ่งน่ารัก สายตารอบข้างที่จับจ้องโจวหยวนพลันเปลี่ยนเป็เหี้ยมเกรียมขึ้นมาทันที คิดดูว่าหากไม่หวาดเกรงฐานะของโจวหยวนก็คงรีบรุดเข้ามาช่วยนางไปแล้ว
“ยามนี้งดงามแล้ว ไม่กล้าเรียกใช้เ้าเลย” รับรู้ได้ถึงสายตาเ่าั้ โจวหยวนจึงส่ายหน้าแล้วกระซิบกล่าว
พอซูโย่วเวยได้ยินก็แอบหัวเราะคิกคักพลางร้องท้วงว่า “ถ้าเช่นนั้นข้าคงต้องหาอะไรมาป้ายหน้า จะได้น่าเกลียดลงไปบ้างเพคะ”
โจวหยวนทำได้เพียงกลอกตา
“จริงสิ...” โจวหยวนเคาะนิ้วลงบนโต๊ะ ทักถามว่า “ตอนนี้เ้าเปิดลมปราณได้กี่เส้นแล้ว”
ซูโย่วเวยตกตะลึง มองโจวหยวนแวบหนึ่งแล้วตอบอย่างระมัดระวัง “เปิดได้สามเส้นแล้วเพคะ”
นางทราบว่าด้วยเหตุผลบางอย่าง ราวกับว่าโจวหยวนไม่อาจเปิดลมปราณได้ ดังนั้นเมื่อทั้งสองได้พบเจอกันนางจึงมักจะไม่กล่าวถึงเื่การเปิดเส้นลมปราณและไม่ได้โอ้อวดพัฒนาการของนาง กลัวว่าหากพูดออกไปจะกระทบต่อจิตใจของโจวหยวน
“เปิดได้สามเส้นแล้ว ด้วยความเร็วเช่นนี้ อีกปีสองปีก็คงเปิดลมปราณได้หมดทั้งแปดเส้น” โจวหยวนกล่าวชมเชย ซูโย่วเวยมีพร์ด้านการฝึกฝนโดดเด่นยิ่งกว่าคนอื่น ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปีกลับประสบความสำเร็จไปไกลกว่าคนอื่นที่ฝึกฝนมานานนับปี
สิ่งนี้ทำให้เขาพอใจเป็อย่างมาก ดูเหมือนเขาจะเผลอเก็บของล้ำค่าขึ้นมาได้ชิ้นหนึ่ง
“อีกสองเดือนจะมีการสอบไล่ครั้งใหญ่ประจำปี เ้าจงพยายามเปิดลมปราณเส้นที่สี่แล้วติดสิบอันดับแรกในการสอบไล่ให้ได้ อันดับของเ้าเป็สิ่งที่ข้าทุ่มเทอย่างมาก เพียงติดสิบอันดับแรกก็จะได้รับการสอนจากเหล่าท่านเ้าสำนักโดยตรง จะยิ่งส่งผลดีต่อเ้า” โจวหยวนกล่าว
ซูโย่วเวยมือไม้แข็งทื่อขณะเก็บของบนโต๊ะ ก้มหน้าลงไม่กล้าสบตาโจวหยวน
“มีอะไรหรือ” โจวหยวนสังเกตท่าทีที่เปลี่ยนไปของนาง จึงถามด้วยความสงสัย
ใบหน้าซูโย่วเวยก้มต่ำจนติดหน้าอก พูดเสียงแ่เบาว่า “ข้า...ข้าไม่มีอันดับแล้วเพคะ”
โจวหยวนแปลกใจ จากนั้นขมวดคิ้วขึ้นแล้วถาม “เกิดเื่อะไรขึ้น”
น้ำเสียงของเขาไม่ได้รุนแรง แต่กลับทำให้ซูโย่วเวยจิตใจเต้นสั่นระรัว เรียวฟันขบกัดลงบนริมฝีปากแน่น ผ่านไปเนิ่นนานก็ยังไม่ยอมพูดออกมา ผู้หญิงนางหนึ่งที่สนิทกับซูโย่วเวยจึงพูดแทรกขึ้นว่า “ก็เป็เพราะว่าสวีหลินอย่างไรเล่าเพคะ หลายวันก่อนเขากล่าวว่าร้ายท่านในสำนัก โย่วเวยจึงโต้เถียงกลับบอกให้เขาขอโทษ เ้านั่นบอกว่าหากชนะเขาได้ก็จะยอมขอโทษ แต่หากพ่ายแพ้ อันดับในการสอบไล่จะต้องยกให้เขา”
โจวหยวนขวมดคิ้วกล่าวว่า ”สวีหลินเปิดลมปราณได้แค่สองเส้น จะสู้กับซูโย่วเวยได้อย่างไร”
ผู้หญิงนางนั้นจึงเบ้ปากแล้วตอบกลับว่า “โย่วเวยมีพร์จนเพิ่งจะเปิดลมปราณได้สามเส้นเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่สวีหลินไร้ยางอายใช้ประโยชน์จากอาวุธหยวนเอาชนะโย่วเวยมาได้อย่างโชคดีเพคะ”
โจวหยวนมีสีหน้าตึงเครียด เขาจ้องมองซูโย่วเวยที่ก้มหน้าก้มตาพลางกล่าวตำหนิ “ทำไมถึงไม่รีบบอกข้าล่ะ”
ซูโย่วเวยบิดมือเข้าหากันแล้วพูดเบาๆ ว่า “ข้าไร้ความสามารถ ไม่อยากเพิ่มภาระให้องค์ชายเพคะ”
เมื่อเห็นท่าทีของนางโจวหยวนก็เ็ปใจ สาวน้อยนางนี้บางครั้งก็ดื้อรั้นจนต้องปวดหัว จากนั้นเขาจึงเพ่งมองไปที่สวีหลินที่กำลังหัวเราะครื้นเครงด้วยสายตาเยือกเย็น
“จัดฉากรังแกเด็กผู้หญิง สวีหลิน เ้าคิดดีแล้วหรือ” โจวหยวนยกยิ้มเ็า เ้านี่จ้องอันดับการสอบไล่ในมือของซูโย่วเวย จึงตั้งใจจัดฉากยั่วยุซูโย่วเวย ใช้อันดับมาเป็ข้อต่อรองในการประลองกับนาง
สวีหลินกล่าวอย่างเกียจคร้าน “ข้าไม่รู้ว่าองค์ชายพูดเื่อะไร คนตั้งมากมายต่างเห็นว่าข้าใช้พลังความสามารถเอาชนะมาได้ ด้วยเหตุนี้ต่อให้องค์ชายมาร้องขอ ข้าก็ไม่อาจคืนให้ได้”
โจวหยวนกล่าวอย่างเยือกเย็น “เ้ากล้าประลองอีกครั้งหรือไม่”
สวีหลินหัวเราะร่อแล้วกล่าว “ไม่สนใจ”
คราวที่แล้วเขาโชคดีเอาชนะมาได้ แต่ตอนนี้ซูโย่วเวยเปิดลมปราณเส้นที่สามได้อย่างสมบูรณ์แล้ว เขาจะเป็คู่ต่อกรของนางได้อย่างไร
โจวหยวนกวาดสายตามองสวีหลินแวบหนึ่งแล้วยิ้มหยัน “ไม่ใช่กับซูโย่วเวย ข้าบอกว่าให้ประลองกับข้า”
ขณะที่พูดเขาก็ล้วงหยิบหยกพกที่เปล่งประกายระยิบระยับเล็กน้อยออกมาจากอกเสื้อพลางวางไว้บนโต๊ะแล้วกล่าวว่า ”หากเ้าชนะได้ หยกหยวนชิ้นนี้จะเป็ของเ้า”
ในห้องเรียนส่งเสียงร้องฮือทันที ผู้คนต่างจับจ้องที่หยกชิ้นนั้นด้วยสายตาเป็ประกาย หยกหยวนนี้มีผลดีต่อการฝึกตน ประดับติดตัวไว้จะช่วยเปิดลมปราณทั้งแปดได้เร็วขึ้น มูลค่าย่อมล้ำค่า
“องค์ชาย!” ซูโย่วเวยส่งเสียงร้อนรน
ไม่ใช่เพราะหยกหยวนชิ้นนี้ แต่เป็เพราะโจวหยวนต้องท้าสู้กับสวีหลิน โจวหยวนยังเปิดเส้นลมปราณไม่ได้ แล้วจะเป็คู่ต่อสู้กับสวีหลินที่เปิดไปแล้วสองเส้นได้อย่างไร
โจวหยวนยกมือขึ้นห้ามซูโย่วเวย เขาหยิบหยกขึ้นมาโยนเล่นแล้วยิ้มให้สวีหลินด้วยความประชดประชัน
“คราวนี้ เ้ากล้าหรือไม่”
แววตาสวีหลินลุกโชนจ้องมองหยกหยวนชิ้นนั้นพลางแลบเลียปาก จากนั้นยิ้มหยันให้โจวหยวน แล้วกล่าวว่า “ในเมื่อองค์ชายยืนกรานจะมอบหยกหยวนชิ้นนี้ให้ ข้าก็คงปฏิเสธไม่ได้”
“แต่หากเตะต่อยออกไปจนองค์ชายาเ็ ก็อย่าได้กล่าวโทษข้าเลย”
แม้การกระทำของโจวหยวนจะแปลกประหลาด แต่สวีหลินกลับไม่คิดว่าคนที่เปิดลมปราณได้สองเส้นอย่างเขาจะเอาชนะคนที่กระทั่งเปิดก็ยังเปิดไม่ได้!
“หวังว่าเ้าจะมีความสามารถมากพอ” โจวหยวนกล่าวเชื้อเชิญ
สวีหลินหัวเราะร่วน ทว่าโจวหยวนกลับนิ่งเฉย เขาสะบัดชายเสื้อเชื้อเชิญอีกฝ่ายให้ออกไปด้านนอกแล้วหัวเราะเบาๆ ััได้ถึงความหยอกล้อ
“ได้ ข้าจะประลองกับองค์ชาย อยากดูเสียจริงว่าวันนี้องค์ชายจะทวงคืนอันดับกลับไปได้หรือไม่!”